เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 83 ใต้หล้าแปรเปลี่ยน ดีดนิ้วยิงสังหารเทวชน
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 83 ใต้หล้าแปรเปลี่ยน ดีดนิ้วยิงสังหารเทวชน
ตอนที่ 83 ใต้หล้าแปรเปลี่ยน ดีดนิ้วยิงสังหารเทวชน
บุตรชายทุกคนของเจียงจื่ออี้ล้วนมีปานแต่กำเนิดเป็นลวดลายแห่งมรรคา ซึ่งเวลานี้มันได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของสายโลหิตราชสกุลเจียงไปแล้ว แต่เหล่าธิดาของเขากลับไม่มีปาน ถึงกระนั้นก็ไม่มีคนคลางแคลงในเรื่องนี้ ลวดลายแห่งมรรคานั้นเกิดจากการที่เจียงฉางเชิงฝึกฝนวิชามรรคาธรรมชาติ ซึ่งความพิเศษที่แท้จริงของลวดลายแห่งมรรคานี้แม้แต่ตัวเจียงฉางเชิงเองก็ยังไม่ใคร่เข้าใจนัก เมื่อได้เห็นว่าเหล่าหลานชายได้รับสืบทอดความอัศจรรย์ของลวดลายแห่งมรรคาก็ยังทำให้เขาตกตะลึงอยู่ในใจเช่นกัน
เจียงฉางเชิงถามว่า “เขาชื่ออะไร” เขาเพิ่งได้พบกับหลานชายตัวน้อยคนนี้เป็นครั้งแรก
ฮวาเจี้ยนซินกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เจียงเจียนเจ้าค่ะ”
ชื่อนี้… เจียงฉางเชิงคิดถึงครั้งเจียงจื่ออี้ยังเล็ก นอกจากเขาจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับราชสำนักให้ฟังแล้ว บางครั้งก็ยังเล่าเทวตำนานด้วย นึกไม่ถึงว่าเจียงจื่ออี้ยังจำเทพเออร์หลาง [1] ได้ เจียงเจียนตัวน้อยปีนขึ้นไปข้างบนเตาหลอมและโยกตัวเต็มแรง ถึงกับทำให้เตาหลอมที่มีขนาดใหญ่กว่าเขาหลายเท่าสั่นคลอนไปด้วย ต้องรู้ก่อนว่าเขาอายุยังไม่ถึงสามขวบเลย เด็กน้อยคนนี้กลับมีพรสวรรค์ที่พิเศษนัก กล้ามเนื้อและกระดูกอาจจะเทียบเท่าผิงอันไม่ได้แต่ก็แข็งแกร่งกว่าเจียงจื่ออี้ในตอนเด็ก
“มานี่” เจียงฉางเชิงเห็นแล้วยิ้มออกมา ฮวาเจี้ยนซินเห็นเช่นนั้นก็ร้องเรียกไปทันใด “เจียนเออร์”
เจียงเจียนกระโดดลงมาจากเตาหลอมในทันทีแล้ววิ่งเหยาะๆ มาหาฮวาเจี้ยนซินอย่างว่าง่ายยิ่ง เขาเหลือบตามองเจียงฉางเชิงอย่างระมัดระวัง เมื่อสังเกตเห็นว่าเจียงฉางเชิงก็กำลังมองตนเองอยู่ ใบหน้าน้อยๆ ก็แดงขึ้นทันทีและรีบหันหน้ากลับไป
‘เจ้าหนูนี่…’ เจียงฉางเชิงอดเอื้อมมือไปหยิกแก้มเขาไม่ได้ ทำเอาเขาตกใจและเข้าไปในอ้อมแขนของฮวาเจี้ยนซิน “วันหน้าให้เขามาฝึกวิชากับข้าเถิด บอกจื่ออี้ว่าให้เด็กคนนี้มาอยู่กับข้าเสียที่นี่” เจียงฉางเชิงเอ่ยทั้งหัวเราะเหอะๆ
ฮวาเจี้ยนซินได้ยินก็ยิ้มหน้าชื่นตาบาน นางกังวลเรื่องนี้มาโดยตลอด เพราะแม้เจียงจื่ออี้จะมีทายาทมากมายแต่ไม่มีใครที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาจากเจียงฉางเชิงอย่างจริงแท้เลย ในโลกใบนี้การถ่ายทอดวิถียุทธ์และการถ่ายทอดสายเลือดมักจะตัดกันไม่ขาด
นับแต่นั้นในเรือนพักแห่งนี้ก็มีเด็กเล็กมาเพิ่มอีกหนึ่งคน ฮวาเจี้ยนซินกลับเข้าวังไปแจ้งเรื่องนี้ต่อเจียงจื่ออี้ เจียงจื่ออี้ย่อมไม่คัดค้านและเขาก็ตั้งตารอให้เป็นเช่นนี้ด้วย ส่วนพระมารดาของเจียงเจียนก็ดีใจเช่นกัน การได้รับการถ่ายทอดวิชาจากมรรคาจารย์แห่งต้าจิ่ง วันหน้าจะสุขสงบไปชั่วชีวิต เรื่องการห้ำหั่นกันเองระหว่างพี่น้องของราชสกุลเจียงก็มิใช่ความลับใด ตัวนางเองก็เป็นกังวลในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นเจียงฉางเชิงก็อนุญาตให้นางมาเยี่ยมเจียงเจียนที่อารามมังกรผงาดได้เป็นประจำ
ไม่นานนัก เหล่าศิษย์ของอารามมังกรผงาดก็รู้เรื่องที่มีองค์ชายองค์หนึ่งจะมาพำนักอยู่ในอารามมังกรผงาดเป็นระยะยาว เจียงฉางเชิงอนุญาตให้เจียงเจียนเที่ยวเล่นอยู่ภายในอารามมังกรผงาดได้ ไม่ต้องอยู่ภายในอาณาบริเวณที่พำนักตลอดเวลา
ความลับและวาระสุดท้ายของราชวงศ์ก่อน
ยามเย็น ประตูห้องบานหนึ่งถูกผลักเปิดออก เจียงจื่ออี้เดินเข้ามา สั่งบ่าวว่าเมื่อเข้าไปส่งอาหารภายในห้องเสร็จแล้วให้ปิดประตูเสีย ร่างหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง ที่นั่นไม่มีแสงสว่างทำให้คนผู้นั้นดูเหมือนกับปีศาจร้ายที่ซ่อนอยู่ในความมืดมิด
เจียงจื่ออี้จุดตะเกียงน้ำมันสามดวง จากนั้นก็ไปนั่งที่โต๊ะและเอ่ยปากว่า “เสด็จย่า มาเสวยอาหารเถิด”
ได้ยินคำเรียก ร่างนั้นก็ค่อยๆ ลงมาจากเตียง นางผมหงอกทั้งศีรษะ ร่างกายซูบผอม นางก็คือพระสนมลี่ พระมารดาของฮ่องเต้จิ่งเหวิน เจียงอวี่ อดีตองค์หญิงแห่งราชวงศ์ก่อน พระสนมลี่เดินโซเซมาที่โต๊ะ ถือถ้วยและตะเกียบขึ้นมา ยามนี้ยอดฝีมือขั้นบรรลุฟ้าท่านนี้เป็นเช่นคนชราทั่วไป มือไร้กำลัง
เจียงจื่ออี้เห็นนางในสภาพเช่นนี้ก็ต้องถอนหายใจ หลายปีก่อนพระสนมลี่ธาตุไฟแตกซ่าน เมื่อได้ยินว่าหอมังกรมหายานถูกเจียงฉางเชิงทำลาย ยิ่งถูกธาตุไฟเข้าทำลายจิตใจ หมดสติไปหลายปีและทำให้สูญเสียพลังยุทธ์ทั้งหมดไป
พระสนมลี่ทานอาหารไปคำหนึ่งและเอ่ยอย่างยากลำบากว่า “จื่ออี้… ย่าอยู่ต่อไปไม่ไหวแล้ว… ย่าคิดถึงเสด็จปู่ของเจ้าแล้ว…” เจียงจื่อออี้นิ่งเงียบ เขาได้ยินเรื่องอดีตของพระสนมและเจียงยวนจึงรู้สึกสงสารเห็นใจสตรีผู้นี้อย่างยิ่ง แต่ก็ไม่ได้ชมชอบนาง เขาเอ่ยเรียบๆ ว่า “เสด็จย่า ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านบอกเราได้หรือไม่ว่าคลังสมบัติของราชวงศ์อยู่ที่ใด”
พระสนมลี่วางถ้วยและตะเกียบลงช้าๆ กล่าวว่า “ได้… ชะตาของราชวงศ์เดิมดับสิ้นแล้ว ข้าก็ไม่ควรดื้อรั้นต่อไปจริงๆ แต่จื่ออี้… มีเรื่องหนึ่งที่เจ้าจะต้องรู้ไว้ เจ้าอย่าได้หลับหูหลับตาเชื่อมั่นในมรรคาจารย์…” นางบอกฐานะที่แท้จริงของเจียงฉางเชิงออกไป และเจียงจื่ออี้ก็แสร้งทำเป็นตกตะลึง
พระสนมลี่กล่าวอย่างจนใจว่า “หากเขารู้ฐานะที่แท้จริงของตน ราชบัลลังก์ของเจ้าย่อมสั่นคลอน… เวลานี้เจ้าปกครองสิบสามรัฐแต่ผู้เดียว จะต้องรวบรวมทรัพยากรแห่งวิถียุทธ์เพื่อทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น… ห้ามไว้เนื้อเชื่อใจผู้อื่นโดยเด็ดขาด เชื่อได้แต่เพียงตนเองเท่านั้น”
เจียงจื่ออี้สูดหายใจลึกๆ แล้วกล่าวว่า “เสด็จย่า เรารู้แล้ว” จากนั้นพระสนมลี่ก็บอกที่อยู่ของคลังสมบัติราชวงศ์แก่เจียงจื่ออี้
เช้าวันรุ่งขึ้น บ่าวรับใช้พบว่าพระสนมลี่สิ้นพระชนม์แล้ว เจียงจื่ออี้ไม่ได้จัดงานพระศพอย่างเอิกเกริก เพียงแค่มีการฝังศพอย่างเงียบๆ นอกจากองครักษ์ชุดขาวแล้วก็ไม่มีใครรู้เรื่องนี้อีก จวนเหวินหลังเก่าที่พระสนมลี่พำนักอยู่รกร้างลงโดยสิ้นเชิง ไม่มีใครกล้ำกรายไปที่นั่นอีก ตะวันจันทราหมุนเวียน เวลาเคลื่อนผ่าน เรือนที่นางพำนักอยู่ก็เริ่มมีหญ้าขึ้นปกคลุมจนเต็ม ใต้หลังคามีแมงมุมมาชักใยอย่างรวดเร็ว เหยื่อตัวแล้วตัวเล่าตกลงไปในใยแมงมุมและถูกมันกลืนกิน
การปรากฏตัวของสยงหงจางและการท้าดวล
ปีเฉียนอู่ที่สิบเก้า เกิดเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งขึ้นที่อารามมังกรผงาด ฮวงชวนก้าวเข้าสู่ขั้นเทวชน ทั้งอารามสั่นสะเทือน ข่าวนี้แพร่ไปทั่วยุทธภพต้าจิ่งอย่างบ้าคลั่ง เทวชนสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ ฮวงชวนแค่ต้องยืนอยู่สูงๆ กลางอากาศก็สามารถพิสูจน์ระดับขั้นของตนได้แล้ว ฮ่องเต้ยินดียิ่งและเลื่อนตำแหน่งขุนนางให้ฮวงชวน แม้ฮวงชวนจะไม่มีอำนาจที่แท้จริง แต่ก็ยังได้เบี้ยหวัดจากราชสำนัก ขุนนางขั้นสูงกว่าเขาก็ยังไม่กล้าล่วงเกินเขาด้วยซ้ำ
จวบจนบัดนี้ มองจากภายนอกต้าจิ่งมีเทวชนสามคนแล้ว นั่นคือผิงอัน, จักรพรรดิตะวันจรัส และฮวงชวน! แม้จะไม่นับรวมมรรคาจารย์เข้าไปด้วยก็ยังเหนือกว่าสำนักหลังบัลลังก์มากนัก! ฮ่องเต้ยังคงรักษาแผ่นดินไว้ได้อย่างมั่นคง ไม่มีศึกสงครามแต่เขาก็ยังเคลื่อนกำลังทหารไปตรงแถบชายแดน ทุกคนในใต้หล้าล้วนรู้ถึงความทะเยอทะยานของเขา และเขาก็เผยท่าทีของตนออกมาให้เห็นนานแล้วว่าต้องการครอบครองใต้หล้า
ในวันนี้เอง เจียงฉางเชิงฝึกวิชาอยู่ใต้ต้นไม้ ไป๋จีกำลังเล่นอยู่กับเจียงเจียน มีเสียงหนึ่งดังสะท้อนก้องอารามมังกรผงาด
“สยงหงจางแห่งอาณาจักรเทียนกัง มาขอท้าดวลกับมรรคาจารย์ต้าจิ่ง ข้าน้อยจวนจะสิ้นอายุขัยแล้ว อยากขอคำชี้แนะด้านวรยุทธ์กับผู้เป็นอันดับหนึ่งแห่งต้าจิ่ง หวังว่ามรรคาจารย์จะช่วยให้สมปรารถนา เมื่อข้าน้อยตายแล้วก็ยินยอมจะเข้าไปในสุสานวีรบุรุษ! เสริมชื่อเสียงเกรียงไกรแก่สุสานวีรบุรุษ!”
เสียงนี้ดังก้องเกินเปรียบ แม้แต่ภายในเมืองหลวงก็ยังมีคนไม่น้อยที่ได้ยิน ผู้มาทำบุญที่เดินไปมาตรงทางเดินบนภูเขาพากันเงยหน้าขึ้นมองและต้องตกตะลึง เมื่อเห็นว่ามีผู้สูงวัยผู้หนึ่งลอยอยู่สูงขึ้นไปบนอากาศ เขาสวมชุดคลุมยาวสีเทา ไร้แขนทั้งสองข้าง ผมหงอกทั้งหัว สะพายกระบี่ยักษ์เล่มหนึ่งซึ่งมีความกว้างใกล้เคียงกับตัวของเขาไว้ข้างหลัง ลอยอยู่กลางอากาศ!
เทวชน! ชาวยุทธ์ทุกคนที่ได้เห็นภาพนี้ต่างตกตะลึง สำนักหลังบัลลังก์เทียนกังมีเทวชนซ่อนอยู่คนหนึ่งด้วยหรือนี่
สยงหงจางมีสีหน้าเรียบเฉย สายตาจับจ้องไปยังอารามมังกรผงาด เขาเก็บตัวมาสิบปี ในช่วงเวลาที่ขีดจำกัดของชีวิตเจียนมาถึงได้บรรลุเป็นเทวชน จึงทำให้มีชีวิตต่อไปอีกสิบปี แต่เมื่อออกมาจากภูเขาลึกนั้นก็ได้ยินว่าใต้หล้าเปลี่ยนไปอย่างน่าใจหาย เหล่าราชนิกุลแห่งราชวงศ์เทียนกังถูกสำนักหลังบัลลังก์สังหาร ส่วนราชสกุลใหม่ก็เข้าสวามิภักดิ์กับต้าจิ่งแล้ว ทำให้เขารู้สึกว่าใต้หล้าเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง สรรพสิ่งคงเดิมแต่คนผันแปร
เดิมทีเขายังคิดจะไปหาฮ่องเต้เทียนกัง ด้วยหวังจะใช้กำลังเทวชนของตนพลิกฟื้นสถานการณ์ ภายหลังสืบถามได้ความเรื่องศึกเป็นตายที่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ครั้งนั้น ทำให้เขาต้องนิ่งเงียบ เทวชนแปดคนตายในศึกครั้งเดียว และยังมีเจ้าเฒ่าประหลาดในขั้นกายาทองคำที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าอีกคนหนึ่งด้วย
ขั้นกายาทองคำเป็นระดับขั้นใดกัน สยงหงจางได้ฟังเรื่องของการต่อสู้ครั้งนี้แล้วพลันรู้สึกงุนงงไปทันใด ปิดตัวอยู่ภายในหุบเขาตั้งหลายปีจนบรรลุได้ เขาหลงนึกว่าตนเองจะเป็นผู้ไร้เทียมทานในใต้หล้า นึกไม่ถึงเลยว่า… จากนั้นสยงหงจางจึงมุ่งหน้าลงใต้มายังเมืองหลวงในรัฐชื่อเพื่อท้าดวลกับมรรคาจารย์แห่งต้าจิ่ง เขาปรารถนาในความตายอย่างจริงแท้
ร่างหนึ่งโฉบขึ้นไปจากภายในอารามมังกรผงาด เป็นฮวงชวนนั่นเอง ฮวงชวนตื่นเต้นดีใจเป็นที่สุด หวังจะอาศัยโอกาสนี้ทดสอบพลังยุทธ์ของตน นับตั้งแต่อยู่ในขั้นเทวชนเขาก็ยังไม่เคยได้พบกับคู่ปรับที่คู่ควรมาก่อนเลย
“ตกลง!” จู่ๆ เสียงหนึ่งก็ดังสะท้อนแผ่นฟ้าและทำให้รอยยิ้มของฮวงชวนต้องแข็งค้างไป เป็นเสียงเจียงฉางเชิงนั่นเอง ในเมื่อเจียงฉางเชิงอยากลงมือ เช่นนั้นเขาก็ไม่มีโอกาสแล้ว ทำได้เพียงยอมถอยกลับไปเท่านั้น
สายตาของสยงหงจางจับจ้อง กระบี่ยักษ์ข้างหลังเขาออกจากฝักและบินมาอยู่ใต้เท้าอย่างรวดเร็ว เขายืนอยู่บนกระบี่ยักษ์และพุ่งตัวไปยังอารามมังกรผงาด ชั่วอึดใจเดียว ลมปราณแสนแรงกล้าก็ปะทุออกมาพร้อมก่อตัวกันเป็นภาพเงาของกระบี่นับพันนับหมื่นอยู่ข้างหลังเขา เป็นภาพสุดแสนอลังการที่แม้แต่ฮวงชวนก็ยังมองจนหนังตากระตุกไม่ยอมหยุด
ฮวงชวนยังเป็นถึงเพียงนี้ ศิษย์คนอื่นๆ รวมทั้งชาวยุทธ์และแขกเหรื่อที่มาทำบุญย่อมต้องตื่นตะลึงยิ่งกว่านั้น นี่เป็นพลังยุทธ์ที่สูงส่งเพียงใด เป็นยอดเคล็ดวิชาที่ล้ำเลิศเพียงใด
ในเวลานั้นเอง หินก้อนหนึ่งก็พุ่งออกไปจากภายในอารามมังกรผงาด แหวกอากาศออกไปยาวไกลด้วยความเร็วสุดขีด พุ่งเข้าใส่สยงหงจาง สยงหงจางเบิกตากว้าง นัยน์ตาสะท้อนเป็นภาพของหินก้อนนั้นที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
ฉีก! หน้าผากเขาถูกก้อนหินพุ่งใส่จนทะลุ ร่างของเขาหยุดชะงักตาม ภาพเงากระบี่นับพันนับหมื่นรอบกายก็หายวับไปเช่นเมฆหมอก
“ส่งเทวชนผู้นี้เข้าสุสานวีรบุรุษและตั้งป้ายหลุมศพให้เขาด้วย” เสียงของเจียงฉางเชิงดังตามมา ทุกคนในอารามมังกรผงาดต่างได้ยินกันหมด แม้แต่ชาวบ้านทั่วไปที่อยู่ในชุมชนตรงตีนเขาก็ยังได้ยินชัดเจน ท่ามกลางสายตาของทุกคน สยงหงจางร่วงลงมา กระแทกกับป่าไม้บนเขา
“ซี้ด… เมื่อครู่นี้เกิดสิ่งใดขึ้น”
“จบเช่นนี้อย่างนั้นหรือ”
“มรรคาจารย์ลงมือแล้ว เหตุใดข้าไม่เห็นเลย”
“สวรรค์ เทวชนถูกสังหารในพริบตา มรรคาจารย์ต้องแข็งแกร่งถึงเพียงใดกัน”
“ข้าเหมือนจะเห็นว่ามีพลังอย่างหนึ่งทะลุเข้าไปในหน้าผากของสยงหงจาง”
เหล่าชาวยุทธ์ต่างอุทานอย่างตกใจ ฮวงชวนก็ตกตะลึงไปด้วยเช่นกัน หลังจากบรรลุเป็นเทวชนแล้ว จิตใจของฮวงชวนก็พองโต เขาทึกทักว่าตนเองน่าจะนับเป็นอันดับสองในใต้หล้าแห่งต้าจิ่งได้ ทว่าเมื่อเจียงฉางเชิงแสดงยอดเคล็ดวิชาของตนก็ยังทำให้เขาต้องตื่นตกใจ เขารู้สึกว่าตนเองอาจจะเอาชนะอีกฝ่ายไม่ได้ แต่ถึงกระนั้นสยงหงจางที่เขาเห็นว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจ กลับถูกสังหารไปในพริบตา… เขามองเห็นอย่างชัดเจนว่านั่นคือก้อนหินก้อนหนึ่ง ท่านอาจารย์ใช้ก้อนหินก้อนหนึ่งสังหารเทวชน…
รางวัลรอดชีวิตและวิชาอาคมใหม่
ภายในเรือนพัก เจียงฉางเชิงลูบหัวเจียงเจียนพร้อมรอยยิ้มก่อนลุกขึ้นยืน เจียงเจียนตัวน้อยมีสีหน้าแง่งอน อุตส่าห์เอาก้อนหินมาเรียงเป็นภาพได้ แต่สุดท้ายกลับขาดไปข้างหนึ่งเสียนี่ (เพราะเจียงฉางเชิงหยิบไปดีด) ไป๋จีนอนหมอบอยู่ตรงหน้า มันสะท้านไปทั้งตัว แค่ดีดหินก้อนหนึ่งไปส่งเดชก็สังหารเทวชนได้แล้ว… เกินเหตุไปแล้วจริงๆ!
ก่อนนี้เทวชนสูงส่งหนักหนา มันอยู่มาร้อยปีก็เพิ่งเคยเห็นแต่ผู้ทรงพลังแห่งอาณาจักรตงหลินผู้นั้น ทว่านับแต่มาที่อารามมังกรผงาด มันกลับพบว่าเทวชนก็ไม่นับว่าหายาก กระทั่งไม่ได้เก่งกาจสักเท่าใด เจียงฉางเชิงนั่งอยู่ใต้ต้นไม้เริ่มตั้งตารอรางวัลรอดชีวิต
เรื่องการมาเยือนของสยงหงจางนั้น เขาสามารถเข้าใจได้ ผู้ฝึกวรยุทธ์ล้วนชมชอบการต่อสู้ หากได้ตายในการประลองกับยอดฝีมือก็นับได้ว่าตายโดยไม่ต้องเสียใจ เวลานี้สุสานวีรบุรุษมีชื่อเสียงท่วมท้นใต้หล้า การที่สยงหงจางได้เข้ามาอยู่ในสุสานวีรบุรุษก็นับว่าไม่เสียชื่ออันเกรียงไกรของเทวชนแล้ว เพียงแต่เขาออกจะไม่เข้าใจ ในเมื่ออาณาจักรเทียนกังมีเทวชนอยู่ เหตุใดครั้งศึกใหญ่ก่อนนี้จึงไม่ปรากฏตัวออกมา
เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป
[ปีเฉียนอู่ที่สิบเก้า สยงหงจางเทวชนแห่งอาณาจักรเทียนกังจวนหมดอายุขัยจึงได้มาท้าดวลกับเจ้า เจ้ารอดชีวิตจากการท้าดวลของเขา พ้นเคราะห์ภัยมาได้ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นวิชาอาคม นามว่า “ฝนเพลิง”]
การแจ้งเตือนบรรทัดหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าเจียงฉางเชิง ทำให้เขาพึงพอใจนัก อย่างน้อยก็เป็นวิชาอาคมชนิดหนึ่ง ประจวบเหมาะพอดีเพราะเขากำลังจะบรรลุขั้น นับได้ว่าสยงหงจางนำของกำนัลชิ้นใหญ่มามอบให้เพื่อการบรรลุขั้นของเขา “ส่งหัวคนมาให้จากพันลี้” [2] น้ำใจนี้หนักหนานัก เจียงฉางเชิงเริ่มเฝ้ารอเหล่าเฒ่าประหลาดที่ใกล้ตายคนอื่นๆ จากทุกแห่งในหล้ามาหาเสียแล้ว
ข่าวการต่อสู้ครั้งนี้กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ความแข็งแกร่งของมรรคาจารย์ยิ่งเข้าไปในส่วนลึกของใจคน เพราะการดีดนิ้วยิงสังหารเทวชนช่างน่าพรั่นพรึงเป็นที่สุด เรื่องความเป็นมาของสยงหงจางแพร่ไปในยุทธภพต้าจิ่ง ที่แท้สยงหงจางมิใช่คนไร้ชื่อเสียง ร้อยปีก่อนเขาเป็นถึงอันดับหนึ่งในยุทธภพเทียนกังทีเดียว
[1] เทพเออร์หลาง (เอ้อหลางเสิน): เป็นเทพสวรรค์มีสามตา มีตำแหน่งแม่ทัพใหญ่แห่งสวรรค์
[2] ส่งหัวคนมาให้จากพันลี้: สำนวนเปรียบเปรย (หรือศัพท์จากเกม) สื่อถึงการที่ศัตรูเดินทางมาไกลเพื่อมาให้เราฆ่าและมอบของรางวัล/แต้มให้ถึงที่โดยที่เราไม่ต้องออกไปหาเอง