เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 87 วิชาเทพมาถึงมือ ข้างใตยอดเขายุทธ์
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 87 วิชาเทพมาถึงมือ ข้างใตยอดเขายุทธ์
ตอนที่ 87 วิชาเทพมาถึงมือ ข้างใตยอดเขายุทธ์
“ใจกว้างถึงเพียงนี้ ข้าต้องมอบสิ่งใดให้เจ้าเป็นการตอบแทนหรือไม่” เจียงฉางเชิงจ้องเหิงเฟิงพลางสอบถามไปด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า
เหิงเฟิงตอบไปว่า “มิปิดบัง ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชต้องการดึงตัวผู้อาวุโสเพื่อให้ท่านมาเข้าร่วมกับเรา เหตุที่เสนอเงื่อนไขมาก็มิใช่เพราะกลัวว่าผู้อาวุโสจะไม่ยอมไปหรอกหรือ อย่างไรก็ต้องแสดงความจริงใจให้เห็น ผู้อาวุโสสามารถไปดูกับข้าก่อน หากท่านไม่ต้องการเข้าร่วมกับถ้ำสวรรค์สำแดงเดช ก็สามารถนำวิชามังกรลักสวรรค์กลับมาต้าจิ่งได้ขอรับ”
เขามีความมั่นใจเปี่ยมล้น แน่ใจว่าหากเจียงฉางเชิงไปที่ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชแล้วจะไม่อยากกลับมาที่นี่อีก เจียงฉางเชิงสงสัยในความมั่นใจของเขา
“ไป๋จี หลับตา” จู่ๆ เจียงฉางเชิงก็เอ่ยออกมา ได้ยินเช่นนั้นไป๋จีที่กำลังฟังอย่างออกรสออกชาติก็ตัวสะดุ้งแล้วรีบหลับตาลง เหิงเฟิงพลันสงสัยว่าเหตุใดต้องหลับตา จากนั้นเขาก็สบกับดวงตาสีทองของเจียงฉางเชิง
เนตรเทวะลวงตา!
เหิงเฟิงตะลึงไปทันใดและนิ่งงันไปกับที่ เจียงฉางเชิงถามว่า “ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชส่งเจ้ามาเพราะต้องการเชิญข้าด้วยใจจริงหรือ?”
เหิงเฟิงตอบไปทั้งที่ตาเหม่อลอยเหมือนหุ่นไล่กา “ขอรับ”
“เหตุใดถ้ำสวรรค์สำแดงเดชจึงมั่นใจเช่นนี้ ถือดีอันใดจึงคิดว่าข้าไปแล้วจะไม่กลับมา?”
“ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชตั้งอยู่ ณ ใจกลางทวีป อยู่อย่างสันโดษในดินแดนเล็กๆ แห่งหนึ่ง ภายในอุดมไปด้วยทรัพยากรในการฝึกยุทธ์จำนวนมาก และสิบสำนักหลังบัลลังก์ก็คือสำนักที่ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชหนุนหลังอยู่ เป้าหมายก็คือปกปักษ์รักษาทวีปแห่งนี้ ไม่ว่าชาวยุทธ์คนใดที่เคยไปยังถ้ำสวรรค์สำแดงเดชต่างอยากอยู่ต่อทั้งสิ้น เพราะการฝึกยุทธ์ที่ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชนั้นดีกว่าที่อื่นๆ มากนัก ตำนานเล่าขานว่าชีพจรมังกรทั้งเก้าในทวีป เป็นบรรพชนของถ้ำสวรรค์สำแดงเดชสร้างขึ้นมา”
“ถ้ำสวรรค์สำแดงเดช… เหตุใดจึงเรียกว่าถ้ำสวรรค์?”
“ข้าเคยได้ยินอาจารย์บอกว่าถ้ำสวรรค์ไม่ได้เป็นแค่ดินแดนเล็กๆ ทั่วไปเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวแทนของเป้าหมายที่เหล่าศิษย์ฝึกฝน ส่วนว่าจริงๆ แล้วคือสิ่งใด ข้าเองก็ไม่รู้ชัด”
ที่แท้ชื่อของถ้ำสวรรค์สำแดงเดชนั้นมีต้นกำเนิดมาจากระดับขั้นถ้ำสวรรค์ เวลานี้เจียงฉางเชิงเทียบเท่าระดับชั้นถ้ำสวรรค์สาม และไม่รู้ว่าระดับขั้นถ้ำสวรรค์นี้มีสูงสุดอยู่ที่ขั้นใด เขาถามต่อไปและเหิงเฟิงก็ตอบไปตามจริง เหิงเฟิงไม่รู้จริงๆ ว่าถ้ำสวรรค์สำแดงเดชมีผู้ที่อยู่ในขั้นจักรวาลหรือไม่ แต่ผู้ที่อยู่ในขั้นกายาทองคำของถ้ำสวรรค์สำแดงเดชไม่ได้มีแค่จำนวนเล็กน้อย โดยมากแล้วเป็นพวกตาเฒ่าหนังเหี่ยวที่เก็บตัวอยู่นานปี
ไป๋จีฟังอยู่ข้างๆ พลันเกิดจินตนาการขึ้นมามากมาย ราวกับมันได้เปิดประตูบานใหญ่ของดินแดนแห่งใหม่ และในเวลาเดียวกันมันก็รู้ว่าตนเองจบเห่แล้ว ชั่วชีวิตนี้ห้ามไปจากอารามมังกรผงาด หาไม่แล้วนักพรตปีศาจจะต้องสังหารหมาป่าปิดปากเป็นแน่ ดีที่มันคิดเช่นนี้อยู่แล้ว ระยะนี้เจียงฉางเชิงถ่ายทอดวิชาร่างคงกระพันให้มัน ทำให้มันดีใจนัก
คุณสมบัติของร่างกายสัตว์ปีศาจในโลกนี้เหมาะแก่การฝึกยุทธ์อยู่แล้ว สิ่งที่ต่างกันที่สุดระหว่างวิถียุทธ์และวิถีเซียนก็คือวิถียุทธ์เน้นที่ความแข็งแกร่งของร่างกาย ไม่ว่ากระบวนท่าใดล้วนต้องใช้เนื้อหนังเตะต่อยออกไป ออกแรงอย่างตรงไปตรงมา แต่วิถีเซียนนั้นมีความอัศจรรย์ยิ่งกว่า เช่น เมฆาทะยานหมอกหรือวิชาอภิวัฒน์ย้ายบรรพตต่างก็ลึกล้ำยากหยั่ง มิใช่แค่ซัดพลังวิญญาณออกไปง่ายๆ เพียงเท่านั้น พูดให้ถูกต้องก็คือวิถีเซียนตั้งแต่ยุคต้นๆ นั้นสัมพันธ์ถึงพลังแห่งกฎเกณฑ์ของฟ้าดินและยังมีวิถีแห่งจิตวิญญาณอีกด้วย
นอกจากนี้ปราณวิญญาณฟ้าดินที่เจียงฉางเชิงดูดซับไปนั้นเป็นสิ่งที่ผู้ฝึกยุทธ์ไม่อาจสัมผัสได้ แต่สัตว์ปีศาจสามารถสัมผัสได้ บางทีนี่อาจเป็นสาเหตุที่เมื่อสัตว์ปีศาจเข้าสู่การบำเพ็ญเพียรแล้วจึงมีชีวิตยืนยาวยิ่งกว่าผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไป แต่ถึงกระนั้นแม้ว่าสัตว์ปีศาจจะสามารถสัมผัสได้ แต่ก็ยังนำมาใช้เสริมความแข็งแกร่งของร่างกาย กระตุ้นเนื้อหนัง เพิ่มพูนพลังปีศาจอยู่ดี นี่เป็นกฎเกณฑ์ของโลกแห่งนี้ซึ่งไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ มีเพียงเจียงฉางเชิงที่ฝึกเซียนจึงสามารถเปลี่ยนเป็นพลังวิญญาณได้ทันใด ลัดขั้นตอนไปได้กว่าครึ่ง หนำซ้ำยังแข็งแกร่งยิ่งกว่าด้วย
เจียงฉางเชิงสอบถามอยู่เนิ่นนาน จากนั้นก็พาเหิงเฟิงเข้าไปภายในเรือน ในความนึกคิดของเหิงเฟิงนั้น เจียงฉางเชิงกลายเป็นอาจารย์ของเขา สิ่งที่อาจารย์พูด เขาย่อมเชื่อฟังและปฏิบัติตาม
“เขียนวิชายุทธ์ทั้งหมดที่เจ้าได้ร่ำเรียนมาลงไปเสีย ห้ามตกหล่นแม้แต่ตัวอักษรเดียว” เจียงฉางเชิงสั่งความ แต่ภาพที่เหิงเฟิงเห็นคืออาจารย์เอ่ยด้วยใบหน้าเคร่งเครียดว่า ‘วันนี้อาจารย์จะทดสอบเจ้า จงเขียนวิชายุทธ์ทั้งหมดที่เจ้าได้ร่ำเรียนมาลงไปเสีย ห้ามตกหล่นแม้แต่ตัวอักษรเดียว’
เหิงเฟิงพยักหน้า มานั่งที่โต๊ะและเริ่มเขียนอย่างกระตือรือร้น เจียงฉางเชิงคอยมองอยู่ข้างๆ อย่างเงียบๆ คอยส่งกระดาษให้เรื่อยๆ และยังช่วยเขาฝนหมึกอีกด้วย เรื่องนี้ทำให้เหิงเฟิงซาบซึ้งใจอย่างยิ่งเพราะน้อยนักที่อาจารย์จะเอาใจใส่ดูแลเขาเช่นนี้
ผ่านไปหนึ่งชั่วยามคนทั้งสองก็เดินออกมาจากข้างในเรือน กลับมายืนอยู่ในตำแหน่งก่อนหน้า เจียงฉางเชิงนั่งลงแล้วคลายเนตรเทวะลวงตา และลบความทรงจำเมื่อครู่นี้ออกไปด้วย
เหิงเฟิงมีสติแจ่มชัดขึ้นมา กล่าวต่อไปว่า “ผู้อาวุโส อาจารย์ของข้ามีความจริงใจอย่างยิ่ง หวังว่าผู้อาวุโสจะพิจารณาให้ดีขอรับ”
เจียงฉางเชิงกล่าวว่า “พูดตามตรงข้ามีความกังวลใจนัก นั่นเพราะทั้งหอมังกรมหายาน หุบเขาชำนาญยุทธ์ และหอชุมดารา ล้วนทำให้ข้ารู้สึกไม่ประทับใจเอาเสียเลย หากอาจารย์ของเจ้ามาด้วยตนเอง ข้ายังจะพอเชื่อได้ เจ้าลองกลับไปสอบถามอาจารย์ของเจ้าว่ายินยอมมาหรือไม่ แม้จะเจรจากันไม่สำเร็จแต่ข้ายินยอมจะมอบยอดเคล็ดวิชาของข้าให้”
เหิงเฟิงครุ่นคิดพลันมีแววตาประหลาด รู้สึกเพียงขนพองสยองเกล้า คนผู้นี้ถูกผีเข้าแล้ว! ไป๋จีไม่รู้ตัวเลยว่าเมื่อครู่นี้เกิดเรื่องใดขึ้น ทันใดนั้นมันก็รู้สึกว่าถ้ำสวรรค์สำแดงเดชที่ว่านั่นก็ไม่นับว่าเป็นอะไร จะต้องถูกนักพรตปีศาจผู้นี้กำไว้ในกำมืออีกไม่ช้าก็เร็ว แต่ขออย่าให้ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชไปล่วงเกินนักพรตปีศาจเลย จะได้ไม่กลายเป็นฝุ่นตลบตามหลังทั้งสามสำนักหลังบัลลังก์นั่น
“ตกลงขอรับ” เหิงเฟิงทำได้เพียงเห็นด้วย เพราะอย่างน้อยก็ไม่นับว่าการมาครั้งนี้เสียเที่ยว ยอดเคล็ดวิชาของมรรคาจารย์ต้าจิ่งก็ยังมีน้ำหนักมากอยู่ หลังจากนั้นเหิงเฟิงจึงได้อำลาและจากไป
เคราะห์ดีที่ข้อมือของเหิงเฟิงไม่มีนาฬิกาและเวลานี้ก็ยังไม่ใกล้เวลาเย็น เจียงฉางเชิงมองแผ่นหลังของเขาที่ค่อยๆ จากไปพร้อมเผยรอยยิ้มออกมา เขาได้วิชามังกรลักสวรรค์มาอยู่ในมือแล้ว ไยต้องไปที่ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชอันใดนั่นอีก เจียงฉางเชิงก็คิดไม่ถึงว่ายอดเคล็ดวิชาที่มีเฉพาะคนขั้นกายาทองคำจะฝึกได้ เหิงเฟิงกลับจดจำไว้ด้วย เจ้าหนุ่มนี้คงมิใช่ศิษย์ที่หอคัมภีร์แห่งถ้ำสวรรค์สำแดงเดชคอยปกป้องดูแลหรอกกระมัง
ในเวลาหนึ่งชั่วยาม เหิงเฟิงเขียนยอดเคล็ดวิชาได้เก้าเคล็ด ในนั้นรวมถึงวิชามังกรลักสวรรค์ด้วย เจียงฉางเชิงกลัวว่าเขาจะระแคะระคายจึงได้ให้หยุดก่อนเวลา การควบคุมเทวชนคนหนึ่งเป็นเวลาหนึ่งชั่วยามทำให้เขาต้องใช้พลังวิญญาณไปไม่น้อย และใช้แรงไปมากกว่าสังหารขั้นกายาทองคำเสียอีก
เจียงฉางเชิงหลับตาลงฝึกวิชา แม้ว่าเพิ่งบรรลุขั้นที่เจ็ดไปไม่นานแต่เขาก็ยังฝึกวิชาทุกวัน จะละเลยไม่ได้เด็ดขาด ไป๋จีไม่กล้าสอบถาม ได้แต่หมอบหัวลงด้วยความตึงเครียดเป็นที่สุด รอจนฮวาเจี้ยนซินและเจียงเจียนกลับมามันจึงผ่อนคลายลงได้
ณ ยอดเขายุทธ์
หนึ่งเดือนหลังจากนั้น เจียงฉางเชิงสัมผัสได้ว่าระยะห่างของหลิงเซียวกับตัวเขาไม่ได้ห่างออกไปอีก และอยู่ในตำแหน่งเดิมมาสองวันแล้ว แสดงว่าหลิงเซียวไปถึงยอดเขายุทธ์แล้ว เขาพลันลุกขึ้นแล้วใช้เมฆาทะยานหมอกออกไป หายวับไปที่ขอบฟ้าในพริบตา เจียงเจียนที่กำลังเล่นตุ๊กตาไม้อยู่มองอย่างตกตะลึง ตุ๊กตาไม้ในมือร่วงลงพื้นเขาก็ยังไม่รู้ตัว
อีกทางหนึ่ง ณ ไหล่เขากลางทางขึ้นยอดเขายุทธ์ หลิงเซียวกำลังฝึกกระบี่ เขาหันหน้าเข้าหาเทือกเขาที่ทอดยาวต่อกัน ภูเขาสลับซับซ้อนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด ยอดเขายุทธ์ตั้งตรงอยู่ท่ามกลางภูเขานานา สูงตระหง่านเกือบพันจ้าง เป็นเช่นกระบี่เล่มหนึ่ง รอบทิศไม่มีเทือกเขาเชื่อมต่อ เขาสูงหลายลูกตั้งห้อมล้อมยอดเขายุทธ์อยู่ตลอดทางขึ้นไปจนถึงยอดเขา บนยอดเขายุทธ์มีถ้ำอยู่มากมาย ลึกจนไม่เห็นปลายถ้ำ แต่บนยอดเขามีที่ราบว่างเปล่าอยู่แห่งหนึ่ง กินพื้นที่เป็นรัศมีสองลี้ มีหออาคารตั้งอยู่หลายหลังแต่ไร้เงาผู้คน
หลิงเซียวยืนฝึกกระบี่อยู่บนหน้าผา ก้มลงมามองมวลภูผาแสนยิ่งใหญ่ จิตใจของเขาสามารถไปถึงสภาวะที่ว่างเปล่าจนแจ่มชัดอย่างหนึ่ง เขาไม่ได้คิดถึงกระบวนท่าใดๆ อีกแล้ว แต่กระหวัดกระบี่ไปตามสัญชาตญาณ พลันเกิดอานุภาพชนิดหนึ่งขึ้นรอบกาย อานุภาพนี้ใช้ลมเป็นรูปร่าง ทั้งรุนแรงและทรงพลัง
“พี่ชาย ขอสอบถามว่าที่แห่งนี้คือยอดเขายุทธ์ใช่หรือไม่” เสียงหนึ่งลอยเข้ามาขัดสภาวะที่หลิงเซียวกำลังเผชิญอยู่ หลิงเซียวขมวดคิ้วตอบไปว่า “ใช่”
ผู้ที่มาเป็นหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรี บุรุษหล่อเหลาสง่างามอยู่ในอาภรณ์สีขาว มือถือกระบี่หรูหรา มีสง่าราศียิ่ง สตรีงดงามดูชาญฉลาดอยู่ในอาภรณ์สีเหลือง สายตาจับจ้องไปยังหลิงเซียว ลูกตากลอกไปมา ไม่รู้ว่าคิดสิ่งใดอยู่ หลิงเซียวฝึกกระบี่ต่อไม่ได้ไปสนใจอีก บุรุษอาภรณ์ขาวสังเกตเขาต่อไปก่อนชมว่า “กระบี่ของพี่ชายไม่เลว เป็นยอดเคล็ดวิชายอดกระบี่ในอดีตหรือไม่卧อย่างไร?”
หลิงเซียวหดมือกลับมา หันหน้ามาถาม “ท่านรู้ได้อย่างไร?”
บุรุษอาภรณ์ขาวกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าพอจะรู้จักเพลงกระบี่ในใต้หล้าอยู่เจ็ดแปดส่วน และรู้จักยอดเคล็ดวิชายอดกระบี่พอดี” หลิงเซียวขมวดคิ้ว รู้ในทันใดว่าตนมองอีกฝ่ายไม่ออก
สตรีอาภรณ์เหลืองยิ้มพลางกล่าวว่า “พี่ใหญ่ มิเช่นนั้นเราก็รับเขาไว้เถิด พวกเราจะตั้งสำนักบนยอดเขายุทธ์ จะไม่มียอดฝีมือได้อย่างไร” บุรุษอาภรณ์ขาวพยักหน้าพลางมองไปยังหลิงเซียวและกล่าวว่า “พี่ชาย ข้าเห็นว่าเจ้ามีความสามารถไม่เลว มิเข้ามาร่วมกับพวกเราดีกว่าหรือ ข้าจะให้เจ้าเป็นรองประมุขพรรค”
หลิงเซียวได้ยินเช่นนั้นก็ส่ายหัว “หากพวกเจ้าคิดจะมาเปิดสำนักที่ยอดเขายุทธ์แห่งนี้ก็ล้มเลิกความคิดเสียเถิด เขาลูกนี้ท่านอาจารย์ของข้าหมายตาไว้แล้ว” เขาไม่ได้ประหลาดใจอันใด เพราะตอนที่เพิ่งมาถึงบนเขาก็มีคนอยู่กลุ่มหนึ่ง ซึ่งเขาก็อาศัยเงินทองและชื่อเสียงเกรียงไกรของอารามมังกรผงาดไล่คนเหล่านั้นไปหมดแล้ว
“ขอสอบถามว่าอาจารย์ของพี่ชายคือผู้ใด?” บุรุษอาภรณ์ขาวถาม
“อาจารย์ของข้าก็คือมรรคาจารย์แห่งต้าจิ่ง” หลิงเซียวตอบไป
“เจ้าเป็นศิษย์ของอารามมังกรผงาดหรือ?” สตรีอาภรณ์เหลืองอุทานขึ้น ดวงตานางเป็นประกายขณะจับจ้องหลิงเซียวไม่วางตา ทำเอาหลิงเซียวรู้สึกอึดอัด หลิงเซียวเอ่ยต่อ “ทั้งสองลงเขาไปเถิด”
บุรุษอาภรณ์ขาวเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “อารามมังกรผงาดอยู่ถึงรัฐจี้ ห่างจากที่นี่หลายพันลี้ พวกเจ้าจะครอบครองเขาลูกนี้ได้อย่างไร เพียงต้องการเก็บเกี่ยวเอาทรัพยากรบางอย่างจากที่นี่ไปหรือ ข้ายินยอมออกเงินซื้อเขาลูกนี้เอาไว้”
หลิงเซียวขมวดคิ้วพร้อมเผยสีหน้ารำคาญใจออกมา ในเวลานั้นเองมีร่างร่างหนึ่งลงมาจากฟ้า ค่อยๆ ร่อนลงมาข้างกายหลิงเซียว ม่านตาของบุรุษอาภรณ์ขาวหดลง แอบตระหนกอยู่ในใจ เพราะเขาสัมผัสปราณของอีกฝ่ายไม่ได้แม้แต่น้อย อีกฝ่ายกระโดดลงมาจากบนเขาหรือไร คนที่มาก็คือเจียงฉางเชิงนั่นเอง
หลิงเซียวเห็นว่าเป็นเจียงฉางเชิงก็รีบนาบฝ่ามือ กำหมัดคารวะ “ท่านอาจารย์”
เจียงฉางเชิงพยักหน้า ก่อนหันไปมองบุรุษอาภรณ์ขาวและบอกว่า “ข้าต้องการภูเขาลูกนี้ พวกเจ้าลงเขาไปเถิด อีกประเดี๋ยวข้าจะย้ายมันไปแล้ว” พูดจบเขาก็เดินลงเขาไปตามทางเดินบนเขา หลิงเซียวรีบเดินตามไป เขาอยากชื่นชมทัศนียภาพของยอดเขายุทธ์สักหน่อย นานๆ ครั้งจะได้ออกมาสักที
บุรุษอาภรณ์ขาวตะลึงงันไปกับที่ สตรีอาภรณ์เหลืองอดถามไปไม่ได้ว่า “พี่ใหญ่ เขาก็คือมรรคาจารย์หรือ เมื่อครูเขากล่าวสิ่งใด… จะย้ายภูเขา?” เจียงฉางเชิงหนุ่มแน่นเช่นนี้แล้วจะเป็นมรรคาจารย์แห่งต้าจิ่งได้อย่างไร ดูไปแล้วเขายังหนุ่มกว่ามือกระบี่เมื่อครูนี้เสียอีก น่าจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับนาง
บุรุษอาภรณ์ขาวก็สงสัยเช่นกัน เขาสูดหายใจลึกครั้งหนึ่ง กล่าวว่า “ลงเขากัน ดูสิว่าเขาจะทำสิ่งใด บางทีศิษย์ของอารามมังกรผงาดอาจมาด้วย ไม่เหมาะจะให้เกิดเรื่องขัดแย้งกัน”
พี่ชายน้องสาวสองคนลงเขาตามไป ระหว่างทางเจียงฉางเชิงสอบถามหลิงเซียวถึงสิ่งที่เขาได้ประสบมาในช่วงเวลานี้ และหลิงเซียวก็เล่าไปตามจริง หลังจากนั้นครึ่งชั่วยามพวกเขาก็ลงมาถึงตีนเขา เจียงฉางเชิงเริ่มหามุมที่เหมาะสำหรับย้ายภูเขา หลิงเซียวก็เดินตามหลังมาติดๆ เพราะตัวเขาเองก็รู้สึกสงสัยอยู่ในใจนักว่าท่านอาจารย์จะย้ายภูเขาอย่างไรกัน คู่พี่ชายน้องสาวก็ลงเขาตามมาด้วย เจียงฉางเชิงไม่ได้กลัวว่าพวกเขาจะเห็นเข้าแต่อย่างใด การย้ายภูเขาครั้งนี้เขาไม่คิดว่าจะแอบทำ เป็นจังหวะเหมาะที่จะแสดงความแข็งแกร่งของตนเองต่อผู้คนในหล้าด้วย เพื่อจะได้เก็บเกี่ยวแต้มเซ่นไหว้จำนวนมหาศาล
เดินอ้อมไปเกือบครึ่งเขา ในที่สุดเจียงฉางเชิงก็หยุดลง และเดินมาตรงไหล่เขาแห่งหนึ่ง ลงมือที่ตรงนี้น่าจะง่ายดายสักหน่อย ยอดเขายุทธ์กินพื้นที่ถึงหกเจ็ดลี้ เมื่อผนวกกับความสูงกว่าพันจ้าง ก็นับได้ว่าเป็นภูเขาขนาดมหึมาทีเดียว
สตรีอาภรณ์เหลืองอดพูดไม่ได้ว่า “เอ่อ ท่านจะย้ายภูเขา แล้วคนของท่านเล่า?”
เจียงฉางเชิงเอาแส้ขนกิเลนเหน็บไว้ที่เอวแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ก็แค่ย้ายภูเขาเท่านั้น จะต้องมีคนอื่นทำไมกัน”
สตรีอาภรณ์เหลืองกลอกตามองบน กล่าวว่า “อาศัยกำลังพวกท่านศิษย์อาจารย์สองคน ขุดอยู่ชั่วชีวิต ขนไปอีกชั่วชีวิต ก็ยังย้ายไปไม่หมดกระมัง”
ก้าวต่อไป: เจียงฉางเชิงจะใช้วิชาอะไรย้ายภูเขามหึมาลูกนี้? และปฏิกิริยาของคนที่เห็นจะเป็นอย่างไร?