เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 88 นี่คือเทพเซียนกำลังย้ายภูเขาอย่างไรเล่า!
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 88 นี่คือเทพเซียนกำลังย้ายภูเขาอย่างไรเล่า!
ตอนที่ 88 นี่คือเทพเซียนกำลังย้ายภูเขาอย่างไรเล่า!
เจียงฉางเชิงไม่ได้ตอบข้อสงสัยของสตรีอาภรณ์เหลืองอีก เขาวางมือทั้งสองข้างไว้บนไหล่เขาแล้วเริ่มขับเคลื่อนพลังวิญญาณ สายตาของเขาพลันมุ่งมั่น ใช้วิชา อภิวัฒน์ย้ายบรรพต ในทันใด!
พลังวิญญาณของเขาแผ่ไปยังภายในตัวภูเขาด้วยความรวดเร็ว หลิงเซียว บุรุษอาภรณ์ขาว และสตรีอาภรณ์เหลืองจ้องมองเขาไม่วางตา
“ไม่กระมัง…” เหงื่อกาฬผุดออกมาที่หน้าผากของหลิงเซียว เขาเชื่อว่าท่านอาจารย์จะไม่พูดโกหก หากเจียงฉางเชิงต้องการใช้กำลังของตนเพียงผู้เดียวเคลื่อนย้ายยอดเขายุทธ์จริงๆ ละก็…
บุรุษอาภรณ์ขาวสัมผัสได้ถึงพละกำลังของเจียงฉางเชิง ทำเอาใจเต้นระรัว ‘นี่ก็คือพลังยุทธ์ของมรรคาจารย์ต้าจิ่งหรอกหรือ เป็นพลังยุทธ์ที่สังหารคนขั้นกายาทองคำได้ทีเดียว!’
สตรีอาภรณ์เหลืองเห็นว่าเจียงฉางเชิงเอาแต่ยืนนิ่งไม่ขยับก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ ช่างคุยโวเก่งจริงๆ! นางกำลังจะเอ่ยปากเหน็บแนม แต่ทันใดนั้นแผ่นดินก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
โครมคราม…
คนทั้งสามโซเซไปมาเพราะโดนแรงสะเทือนของแผ่นดิน ต่างรีบขับเคลื่อนพลังยุทธ์ใช้ลมปราณทำให้ฝ่าเท้ามั่นคงและมองไปยังเจียงฉางเชิงด้วยความหวาดกลัว เห็นเพียงเสื้อคลุมขนนกเทพกิเลนบนตัวเจียงฉางเชิงเรืองรองขึ้นมา ทำให้เขามีราศีเช่นเทพเซียน ทรงพลังไร้เทียมทานจนพวกเขาต้องหายใจติดขัด เป็นอานุภาพที่น่ากลัวเหลือเกิน
บุรุษอาภรณ์ขาวไม่เคยสัมผัสถึงอานุภาพที่แข็งแกร่งเช่นนี้มาก่อน แม้จะเป็นบิดาของเขาก็ยังห่างชั้นกับความแข็งแกร่งเช่นนี้มากนัก!
“เขา… เป็นผู้ใดกันแน่….” บุรุษอาภรณ์ขาวตกตะลึง เบิกตากว้างพูดไม่ออกขณะจับจ้องเจียงฉางเชิง ไม่หลงเหลือท่าทีสง่างามเช่นก่อนหน้าอีกแล้ว
ปากน้อยๆ ของสตรีอาภรณ์เหลืองอ้าออกกว้างจนแทบจะกลืนไข่ไก่ลงไปได้ทั้งฟอง แม้แต่หลิงเซียวซึ่งเป็นศิษย์ของเจียงฉางเชิงเองก็ยังมีสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ ขณะที่คนทั้งสามมีสีหน้าตกตะลึง เจียงฉางเชิงก็ตะโกนขึ้นมาคำหนึ่งว่า “ขึ้น!”
เสียงนี้เลื่อนลั่นสะท้านฟ้าสะเทือนดิน ทำให้คนทั้งสามหูสั่นจนแทบหนวก
โครมคราม!
ยอดเขายุทธ์ขนาดมหึมาสั่นสะเทือนและลอยขึ้น เกิดแผ่นดินไหวอย่างหนักโดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ยอดเขายุทธ์ รอยแผ่นดินแยกหลายรอยทำให้ผืนดินใหญ่แตกออกและขยายไปยังเขาที่อยู่โดยรอบ ลุกลามไปถึงพื้นที่โดยรอบเป็นรัศมีหลายสิบจ้าง ความสั่นสะเทือนยิ่งส่งผลกระทบออกไปไกลหลายร้อยลี้
พวกหลิงเซียวทั้งสามคนยืนอยู่ข้างหลังเจียงฉางเชิง พื้นดินที่อยู่ใต้เท้าจึงไม่มีรอยแยก แต่รอยแยกที่อยู่ใกล้ที่สุดห่างจากพวกเขาไปไม่ถึงห้าจ้าง ทำเอาพวกเขาต้องหวาดกลัวนัก ก้อนหินจำนวนนับไม่ถ้วนกลิ้งลงมา หลิงเซียวและบุรุษอาภรณ์ขาวต้องชักกระบี่ออกมาฟันหินที่ตกลงมาเหล่านั้น
“จะย้าย… จะย้ายภูเขาจริงๆ….” สตรีอาภรณ์เหลืองตาค้าง แม้แต่พูดก็ยังตะกุกตะกัก เสียงสั่นไม่หยุด
ยอดเขายุทธ์สูงนับพันจ้างถูกดึงขึ้นมาจากพื้น บังฟ้าบังตะวัน ทำเอาคนทั้งสามรู้สึกเพียงฟ้าจวนจะมืดแล้ว เจียงฉางเชิงใช้สองมือจับไหล่เขายกขึ้นมาเหมือนมดขนช้าง ความน่าตื่นตะลึงยามมองไปยิ่งมีมากกว่านั้นมาก หลิงเซียว บุรุษอาภรณ์ขาว และสตรีอาภรณ์เหลืองล้วนมองตะลึงลาน
เจียงฉางเชิงหันหลังให้พวกเขา มีเหงื่อผุดออกมาที่หน้าผากเขา ‘เกือบไปแล้ว! เกือบประมาทเกินไป! ยอดเขายุทธ์หนักกว่าที่เขาคิดเอาไว้ ลำพังแค่อาศัยพลังวิญญาณของเขาก็ยากจะเคลื่อนย้ายได้ ยังดีที่เขามีอภินิหาร การทุบทำลายภูเขาลูกหนึ่งนั้นง่ายดาย แต่การยกภูเขาทั้งลูกกลับไม่อยากดายเลย!’
เจียงฉางเชิงไม่ได้เก็บยอดเขายุทธ์เอาไว้ในกายหรือย่อไว้ในฝ่ามือ เขาจะยกไปเช่นนี้ เตรียมตัวจะกลับไปในเมืองหลวงอย่างเอิกเกริก เขาลอยตัวขึ้นไปบนฟ้าและยอดเขายุทธ์ก็ลอยขึ้นไปด้วย จากนั้นก็ไถลตัวลงมาข้างใต้ภูเขา ใช้มือข้างเดียวแบกยอดเขายุทธ์ แสร้งทำท่าสบายๆ
เจียงฉางเชิงก้มลงมองหลิงเซียว กล่าวว่า “ยังไม่ขึ้นเขาอีก จะไม่ให้อาจารย์ไปส่งเจ้าหรอกหรือ”
หลิงเซียวได้สติขึ้นมา รีบกระโดดขึ้นไปบนภูเขา เขายังคงตกตะลึงอยู่ พูดไม่ออกแม้สักคำ จวบจนยอดเขายุทธ์ลอยขึ้นไปสูงบนอากาศและอยู่เหนือจากเขาอื่นๆ เจียงฉางเชิงจึงเหาะไปทางรัฐจี้ เขาแค่ต้องรับรู้ถึงรอยประทับสังสารวัฏของฮวาเจี้ยนซินก็จะรู้ทิศทางได้แล้ว
เมื่อยอดเขายุทธ์ถูกย้ายออกไป พื้นดินกลางหมู่เขาก็เกิดเป็นหลุมขนาดมหึมา กว้างหลายลี้และมีรอยแยกเต็มผืนดิน ราวกับพื้นดินหลังอุกกาบาตพุ่งชนพื้น
บุรุษอาภรณ์ขาวกับสตรีอาภรณ์เหลืองนิ่งตะลึงอยู่กับที่เนิ่นนาน ยังไม่สามารถดึงสติกลับมาได้ จวบจนยอดเขายุทธ์หายลับไปจากหมู่เขา สตรีอาภรณ์เหลืองอดถามไม่ได้ว่า “พี่ใหญ่ ต้าจิ่งเป็นที่ที่วิถียุทธ์รกร้างแร้นแค้นจริงหรือ เหตุใดจึงรู้สึกว่าน่ากลัวยิ่งกว่าอาณาจักรยุทธ์ที่เป็นศูนย์กลางของทวีปเสียอีก”
บุรุษอาภรณ์ขาวนิ่งเงียบ ความรู้ที่เขาเคยมีต่อโลกนี้พังทลายลงด้วยเช่นกัน ย้ายภูเขาเชียวนะ! ยิ่งไปกว่านั้นเป็นภูเขายักษ์พันจ้างด้วย พละกำลังของวิถียุทธ์สามารถไปถึงระดับนี้ได้หรือ ช่างเกินเหตุมารดรมันเกินไปแล้ว!
บุรุษอาภรณ์ขาวพยายามสะกดอารมณ์ในใจตนเพื่อรักษากิริยา แต่เขาก็ยังอดด่าทอไปคำหนึ่งไม่ได้ว่า “มารดรมันเถอะ!”
สตรีอาภรณ์เหลืองคิดถึงคำกระแนะกระแหนที่นางมีต่อเจียงฉางเชิงก่อนหน้านี้แล้วอดหน้าแดงไม่ได้ ในเวลาเดียวกันนางก็รู้สึกใคร่รู้ในตัวเจียงฉางเชิงอย่างเปี่ยมล้น พลังยุทธ์ของคนผู้นี้สูงส่งเพียงใดกันแน่ หรือจะเป็นเช่นที่ชาวต้าจิ่งพูดกันว่ามรรคาจารย์เป็นเทพเซียนลงมาจุติ?
ปาฏิหาริย์เหนือท้องฟ้า
ณ โรงเตี้ยมแห่งหนึ่งริมถนนหลวง ผู้คุ้มกันที่คุ้มกันสิ่งของมากลุ่มหนึ่งกำลังดื่มสุรากินเนื้ออยู่ ในเวลานั้นเองเสี่ยวเออร์ก็วิ่งล้มลุกคลุกคลานเข้ามา พลางตะโกนอย่างตกใจว่า “มีภูเขา… ลอยมาทางนี้….”
ทันทีที่เอ่ยออกไปทุกคนก็หันไปมองเขาด้วยสีหน้าประหลาด เถ้าแก่ถึงกับโยนผ้าขี้ริ้วผืนหนึ่งใส่หน้าเขา ร้องด่าว่า “พูดจาเลอะเลือนอันใด แอบกินเหล้าอีกแล้ว”
เสี่ยวเออร์หยิบผ้าขี้ริ้วออก ร้องเสียงดังว่า “จริงๆ! จริงๆ! ข้าไม่ได้พูดโกหก แล้วข้าก็ไม่ได้กินเหล้าด้วย!”
ทันใดนั้นเอง! ภายนอกโรงเตี้ยมก็มืดลงราวกับม่านแห่งราตรีปิดลงมา ทุกคนมองภาพนี้จนตะลึงค้าง พวกเขารีบวิ่งมาที่ริมหน้าต่างและข้างประตูพลางชะโงกหน้าออกไปมองข้างนอก หลังจากนั้นทุกคนก็เหม่อลอยเหมือนไกไม้สลัก
ภูเขาขนาดมหึมาลูกหนึ่งกำลังเคลื่อนผ่านด้านบนของโรงเตี้ยม!
“ภูเขา… กำลังลอยอยู่จริงๆ….”
“สวรรค์… พี่รอง ข้าไม่ได้ดื่มเหล้าเมาจริงๆ เห็นหรือไม่”
“พวกเจ้ารีบมาดู! มีคนด้วย!”
“สวรรค์มีคนอยู่จริงๆ มีคนกำลังย้ายภูเขาหรือ”
“เหาะเหินเดินอากาศ หรือจะเป็นเทพ? แต่มารดรมันเถิด เทพกำลังย้ายภูเขา?”
“ไม่ใช่ว่าพวกเราถูกผีหลอกเข้าแล้วหรอกกระมัง”
ข้างใตยอดเขายุทธ์ เสื้อคลุมขนนกเทพกิเลนของเจียงฉางเชิงกำลังส่องประกายเรืองรองภายใต้ภูเขาที่มืดมิด เป็นราวกับจันทร์กระจ่างที่จับตาเกินเปรียบ เจียงฉางเชิงไม่ได้เหาะช้าเท่าใด ผ่านไปเพียงครู่ยอดเขายุทธ์ก็หายวับไปที่ขอบฟ้าท่ามกลางสายตาของทุกคนในโรงเตี้ยม ทุกคนนิ่งตะลึงอยู่กับที่ เนิ่นนานไม่พูดจา
เจียงฉางเชิงยกยอดเขายุทธ์เหินไปทางรัฐจี้ ทำให้พลังวิญญาณหดหายไปอย่างรวดเร็ว หากเป็นครั้งเขายังไม่บรรลุวิชาขั้นที่เจ็ด คาดว่ายากจะขนย้ายยอดเขายุทธ์มาที่รัฐจี้ได้ ดีที่เวลานี้เขาเหนือกว่าเมื่อก่อนแล้ว
หลิงเซียวมาบนยอดเขา ทอดตามองทัศนียภาพของแผ่นดินทั่วสารทิศ จนต้องสูดหายใจลึกๆ สายตาของเขาพลันมุ่งมั่นขึ้นมา นับแต่นี้ไปเขาจะไม่ท่องยุทธภพอีกแล้ว เขาจะยึดถือท่านอาจารย์เป็นเป้าหมาย และจะต้องบรรลุพลังยุทธ์เช่นนี้ให้จงได้! ทันใดนั้นเองเขาก็เริ่มเฝ้ารอจะเห็นตอนที่อาจารย์ย้ายยอดเขายุทธ์ไปยังเมืองหลวง ศิษย์พี่ฮวงชวนคงต้องตกใจจนขี้ราดเลยกระมัง
ในท้องทุ่งนา ชาวนาชราที่กำลังไถนาอยู่เงยหน้าขึ้นมา ทันใดนั้นจอบที่อยู่ในมือตกลงไปในผืนนาโดยที่เขาไม่รู้ตัว สตรีที่กำลังนั่งถักผ้าอยู่บนทำนบกันน้ำเห็นว่าบนพื้นค่อยๆ มืดลงจึงอดเงยหน้าขึ้นมองไม่ได้ ชาวบ้านที่เดินไปมาอยู่ภายในตัวตำบลต่างเงยหน้าขึ้นและต้องตกใจจนมองเหม่อไปทุกคน
“สวรรค์… นั่นคือสิ่งใด….”
“เป็นภูเขา… ภูเขานะสิ…”
“ข้างใต้ภูเขามีคน นั่นคือเทพเซียนหรือไม่”
“คงมิใช่ปีศาจหรอกกระมัง”
“นี่คือเทพเซียนกำลังย้ายภูเขาอย่างไรเล่า…. สวรรค์แสดงอิทธิฤทธิ์แล้ว รีบคุกเข่าลงกราบไหว้เร็ว….”
เมื่อเทียบกับความตื่นตะลึงของผู้คนที่ฝึกวรยุทธ์แล้ว คนทั่วไปกลับมีความตื่นเต้นยินดียิ่งกว่า นั่นเพราะยอดเขายุทธ์จะไม่ทำร้ายพวกเขา จึงต่างคุกเข่าลงกราบไหว้ ด้วยกลัวว่าจะพลาดลางแห่งโชคดีจากสวรรค์ครั้งนี้
ตลอดทางที่เจียงฉางเชิงเหาะเหินมา ที่ใดที่มีคนอยู่เมื่อมองเห็นภาพนี้ก็ไม่มีใครที่ไม่ตกตะลึงและอุทานอย่างตกใจ แม้แต่สัตว์ป่าและสัตว์ปีศาจที่อยู่ในป่าในเขาก็ยังมองจนตะลึงค้าง ตลอดทางเหาะผ่านกำแพงเมืองหลายสิบเมือง เจียงฉางเชิงเข้าใกล้รัฐจี้ทุกทีแล้ว
ความแตกตื่นในเมืองหลวง
ณ เมืองหลวง ภายในจวนตระกูลเฉิน เฉินหลี่ในวัยชรากำลังเล่นกัดจิ้งหรีดกับเหลนชายอยู่ ทันใดนั้นเขาก็เห็นว่ามีชาวยุทธ์คนแล้วคนเล่ากระโดดข้ามบนจวนตระกูลเฉินและวิ่งไปยังทิศทางของประตูเมืองทิศเหนือ เขาอดด่าไปไม่ได้ว่า “ไอ้เจ้าพวกไร้มารยาท!”
ในเวลานี้เอง บ่าวคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามาและเอ่ยอย่างร้อนรนว่า “ท่านประมุขตระกูล เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ!”
เดิมทีเฉินหลี่ก็อารมณ์ไม่ดีอยู่แล้วจึงด่าทอไปยกใหญ่ในทันใดว่า “เรื่องใหญ่ใดกัน ฟ้าถล่มลงมาหรือไร” เวลานี้ต้าจิ่งแข็งแกร่งเพียงใด หรือจะมีคนมารนหาที่ตาย
“ประมาณนั้นขอรับ… มีภูเขามหึมากำลังลอยมาที่เมืองหลวง เหล่าทหารองครักษ์และองครักษ์ชุดขาวทั้งเมืองถูกสั่งให้เคลื่อนกำลังแล้ว ให้กำลังพลทั้งหมดรีบไปที่ประตูเมืองทิศเหนือขอรับ!” บ่าวตอบไปละล่ำละลักด้วยสีหน้าหวาดกลัว
เฉินหลี่นิ่งอึ้งก่อนถามว่า “ภูเขามหึมาใดกัน”
“เป็นภูเขาขอรับ ภูเขาลูกใหญ่ลูกหนึ่ง!”
“หา?”
ทันใดนั้นเฉินหลี่คิดถึงสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้ รีบลุกขึ้นบอกว่า “รีบพยุงข้าไปดู!” เหลนเห็นเขาวิ่งก็ร้องไห้โฮขึ้นมาทันใด แต่ครั้งนี้เฉินหลี่ไม่ได้ไปสนใจเขาอีก
ณ วังหลวง ในห้องทรงพระอักษร เจียงจื่ออี้กำลังนั่งฝึกวิชา ส่วนเจียงซิ่วกำลังอ่านฎีกา องครักษ์ชุดขาวนายหนึ่งวิ่งเข้ามาบอกว่า “ทูลฝ่าบาท มีภูเขาขนาดยักษ์ลึกลับกำลังมุ่งหน้าเข้ามาในเมืองหลวงอย่างรวดเร็วพะยะค่ะ!”
เจียงจื่ออี้เบิกตากว้างเอ่ยทั้งขมวดคิ้วว่า “พูดอีกครั้งสิ?”
“มีภูเขามหึมาลึกลับ….”
เจียงจื่ออี้ไม่รอให้เขาพูดจบ พลันลุกขึ้นยืนและรีบเดินไปนอกประตูห้อง เจียงซิ่ววิ่งตามมา พวกเขายืนอยู่หน้าประตูห้องทรงพระอักษรก็สามารถมองเห็นเค้าโครงของภูเขาขนาดยักษ์ที่ขอบฟ้าได้ และมันก็มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สองพ่อลูกตกตะลึง พวกเขาคิดถึงตอนที่ฮวาเจี้ยนซินมาหาก่อนหน้านี้ หรือว่า… สองพ่อลูกหันมาสบตากันครั้งหนึ่ง มองออกว่าต่างฝ่ายต่างตื่นตระหนก
ภายในอารามมังกรผงาด ระฆังถูกตีอย่างรีบร้อน ศิษย์นับพันออกมาเตรียมตัวต่อสู้ บ้างก็ยืนอยู่บนหลังคา บ้างมาตรงหน้าประตูทางเข้าอาราม บ้างยืนอยู่ริมหน้าผา ทุกคนมองไปในทิศทางเดียวกัน
สุดปลายแผ่นดินเหนือป่าเขาที่ทอดตัวต่อเนื่องกัน ภูเขาที่มีรูปร่างเหมือนกระบี่ขนาดใหญ่ลูกหนึ่งกำลังลอยมาทางพวกเขา
“นั่นคือสิ่งใด”
“ศัตรูมารุกรานหรือ”
“ศัตรูมารุกรานอันใด มีภูเขากำลังลอยอยู่อย่างไรเล่า กำลังลอยอยู่!”
“หรือจะเป็นวิชาบังตา”
“เป็นเมืองในทะเล[1]กระมัง”
บรรดาศิษย์ต่างร้องอย่างตกใจไม่ขาดสาย ฮวงชวนยืนอยู่บนหลังคาตกตะลึงไปทั้งตัว เขาคิดถึงคำพูดของหลิงเซียวก่อนจากไป หรือว่าศิษย์น้องไปสำรวจเส้นทางมาแล้วจริงๆ และท่านอาจารย์จะย้ายภูเขามาจริงๆ?
เขาหันหน้าไปมองทางเรือนของอาจารย์ พบว่าไป๋จี วังเฉิน ฮวาเจี้ยนซิน และเจียงเจียนต่างก็อยู่บนหลังคา ไป๋หลงที่พันตัวอยู่รอบยอดเขาก็ยกหัวงูขนาดยักษ์ของมันขึ้นด้วยเช่นกัน แต่ไม่เห็นแม้แต่เงาของอาจารย์
หัวใจของฮวงชวนเต้นรัว ‘จริงด้วย…’ ฮวงชวนตื่นตะลึงจนไม่รู้ว่าควรพูดสิ่งใด หัวสมองว่างเปล่าไปหมด
ฮวาเจี้ยนซินเองก็ตกใจจนงงงันเช่นกัน นางเชื่อเจียงฉางเชิงแต่คิดไม่ถึงว่าเจียงฉางเชิงจะไปย้ายภูเขามาจริงๆ ไป๋จีหมอบลงบนอุ้งเท้าเป็นท่าสวดภาวนา ชั่วอึดใจนี้เจียงฉางเชิงในใจของมันกลายเป็นเทพไปแล้วโดยสิ้นเชิง ไม่ใช่นักพรตปีศาจเป็นแน่! นี่คือนักพรตเซียนต่างหาก
มองไปยังอาณาบริเวณของเมืองหลวงที่อยู่ไกลออกไป เจียงฉางเชิงก็มีรอยยิ้มขึ้นมา เพราะในที่สุดก็จะถึงเสียที ป่าเขาที่อยู่เบื้องล่างมีร่างคนปรากฏขึ้นร่างแล้วร่างเล่า ล้วนเป็นชาวยุทธ์ที่ฝึกยุทธ์อยู่ในแถบใกล้เคียง พวกเขากระโดดขึ้นบนยอดไม้ แหงนหน้ามองยอดเขายุทธ์และเห็นตัวของเจียงฉางเชิง
“นั่นมัน… มีคนอยู่!”
“มีคนกำลังย้ายภูเขา! ไม่ใช่ว่าภูเขาเหาะได้ด้วยตัวมันเอง!”
“แสงนั่น…. คล้ายเป็นมรรคาจารย์ ในวันที่มรรคาจารย์ผ่านด่านเคราะห์และลอยตัวสูงขึ้นบนอากาศก็เป็นแสงเช่นนี้”
“มรรคาจารย์ย้ายภูเขา? สวรรค์ เขาเป็นผู้ฝึกยุทธ์จริงหรือ”
“ระดับของการฝึกยุทธ์สามารถแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้เชียว… หรือว่าตำนานเทพทั้งหลายที่เคยได้ยินมาแต่โบราณถึงปัจจุบัน ที่แท้ก็ฝีมือของชาวยุทธ์ทั้งสิ้นกัน”
[1] เมืองในทะเล หมายถึง ภาพลวงตา