เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 89 สร้างตำนานอีกหน แต้มเซ่นไหว้ล้นทะลัก
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 89 สร้างตำนานอีกหน แต้มเซ่นไหว้ล้นทะลัก
ตอนที่ 89 สร้างตำนานอีกหน แต้มเซ่นไหว้ล้นทะลัก
เจียงฉางเชิงเมินเฉยต่อเสียงอุทานตกตะลึงของผู้ฝึกยุทธ์เบื้องล่าง เขายกยอดเขายุทธ์ด้วยมือข้างเดียวแล้วรีบเร่งไปทางประตูเมืองทิศเหนือของเมืองหลวง ที่ดินรกร้างนอกประตูเมืองทิศเหนือถูกจัดสรรให้อารามมังกรผงาดแล้ว แต่เจียงฉางเชิงก็ยังสั่งให้วั่นหลี่พาคนไปปักเสาไม้ล้อมรอบบริเวณนั้นไว้อีกที
บนหลังคาของบ้านแต่ละหลังทั่วทั้งเมืองหลวงต่างมีเงาคนยืนอยู่ พวกเขาเหม่อมองยอดเขายุทธ์ที่เคลื่อนใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ยอดเขายุทธ์ที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าช่างเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจเสียจริง แต่ในเวลาเดียวกันมันก็ทำให้พวกเขาหวั่นผวาเพราะไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น
บนกำแพงเมืองของประตูทิศเหนือมีองครักษ์ชุดขาวยืนอยู่เต็มไปหมด พวกเขาเตรียมพร้อมสู้รบอยู่ตลอดเวลา เมื่อยอดเขายุทธ์เคลื่อนเข้ามาใกล้ ก็มีคนจำนวนมากขึ้นที่มองเห็นว่าใต้ยอดเขายุทธ์มีคนอยู่ เสื้อคลุมขนนกเทพกิเลนทอประกายระยิบระยับสะดุดตา มีคนกำลังย้ายภูเขา ไม่ใช่ว่าภูเขาลอยมาเอง!
ความจริงประการนี้ทำให้ผู้คนตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม ผู้ใดกันเก่งกาจสามารถถึงขั้นย้ายภูเขาได้ พวกเขานึกถึงมรรคาจารย์เป็นคนแรก บางคนก็นึกถึงพวกยอดฝีมือแห่งยุคที่มาท้าสู้กับมรรคาจารย์ก่อนหน้านี้ พวกเจียงจื่ออี้ เจียงซิ่ว หานเทียนจี และเฉินหลี่ต่างมองภาพนี้อย่างนิ่งอึ้ง ยอดเขายุทธ์ใหญ่โตเพียงใด เจียงฉางเชิงกลับทำให้พวกเขาตกตะลึงมากกว่านั้น
“พวกเจ้าอย่าได้ตื่นตระหนก นับแต่นี้ต่อไป นี่จะเป็นภูเขาลูกที่สองของอารามมังกรผงาด” เสียงของเจียงฉางเชิงดังก้องทั่วท้องนภา คนทั่วทั้งเมืองหลวงต่างได้ยิน พอได้ยินคำพูดนี้ ชาวบ้านมากมายที่ไม่รู้ความจริงก็โล่งใจ หลังจากนั้นก็หันมาตกตะลึงบ้าง มรรคาจารย์ย้ายภูเขาได้เชียวหรือ แล้วยังเป็นภูเขาลูกใหญ่ขนาดนี้อีก! เขาสมกับเป็นเทพเซียนบนโลกมนุษย์จริงๆ!
หลังจากเจียงฉางเชิงแน่ใจแล้วว่านอกประตูเมืองทิศเหนือไม่มีคนแน่ๆ เขาจึงเริ่มเหาะต่ำลงมาทีละน้อย เขาแผ่จิตสัมผัสออกไปเพื่อป้องกันไม่ให้ยอดเขายุทธ์ไปชนกับประตูเมืองทิศเหนือจนส่งผลกระทบต่อเขามังกรผงาด
ยอดเขายุทธ์อันใหญ่โตมโหฬารลอยลงมาอย่างเชื่องช้า พลทหารและผู้ฝึกยุทธ์ทุกคนบนประตูเมืองทิศเหนือล้วนเคร่งเครียด ศิษย์ทั้งหลายของอารามมังกรผงาดก็เฝ้ามองอย่างหวาดหวั่นเช่นกัน เมื่อยอดเขายุทธ์เข้ามาใกล้พวกเขา พวกเขาจึงได้สัมผัสพลังอันยิ่งใหญ่ของเจียงฉางเชิง พลังของมนุษย์ไม่มีทางเคลื่อนย้ายภูเขาลูกยักษ์เช่นนี้ได้แน่!
ตอนนั้นเองฮวงชวนก็เห็นหลิงเซียวเดินอยู่บนเส้นทางขึ้นเขาบนยอดเขายุทธ์ เขากลืนน้ำลาย นี่มันของจริง มิใช่วิชาบังตาอย่างแน่นอน!
ครืน!
ยอดเขายุทธ์ลงมาสัมผัสพื้น ผืนดินสะเทือนไหวอย่างรุนแรง ฝุ่นลอยคละคลุ้งกลบถนนใกล้ๆ ประตูเมืองทิศเหนือไปจนหมด ภูเขาที่ใหญ่โตมโหฬารยิ่งกว่าเขามังกรผงาดตั้งตระหง่านอยู่นอกประตูเมืองทิศเหนือ หน้าผาของภูเขาอยู่ห่างจากประตูเมืองทิศเหนือไม่ถึงสองจ้าง ผืนป่าจำนวนไม่น้อยถูกทับราบเป็นหน้ากลอง
เมื่อยอดเขายุทธ์ลงมาตั้งบนพื้นแล้ว ภายในเมืองก็มีเสียงโหร้องดังสะเทือนฟ้า ชาวบ้านทั้งหลายต่างแซ่ซ้องนามมรรคาจารย์เสียงดังกึกก้อง เจียงจื่ออี้ตะลึงงันอยู่กับที่ จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าสิ่งที่ตนเองแสวงหาอยู่ไร้ความหมาย กงการใหญ่ของฮ่องเต้ ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของแผ่นดิน ไหนเลยจะเทียบกับเรื่องมหัศจรรย์เช่นนี้ได้
“ท่านเซียน… ท่านเซียน…..” เฉินหลี่เกาะบ่าวรับใช้ที่คอยพยุงอยู่ด้านข้างแล้วยกมือไปทางยอดเขายุทธ์ เขาเอ่ยประโยคนี้ออกมาด้วยเนื้อตัวที่สั่นเทา เขาตื่นเต้นยิ่งนักจนดวงตาทั้งสองข้างเบิกโตแทบถลน
เวลานี้ความสงสัยข้อใหญ่ที่สุดในหัวใจเขาคลี่คลายแล้ว หลายสิบปีแล้วที่เขาสงสัยใคร่รู้ว่าเจียงฉางเชิงมีความเป็นมาอย่างไรกันแน่ แล้ววิชายุทธ์ของเขาเรียนมาจากที่ใด เจียงฉางเชิงเคยบอกว่าเรียนมาจากความฝัน แต่เขาไม่เชื่อ เขารู้สึกว่าเบื้องหลังเจียงฉางเชิงต้องมีผู้ใดอยู่ ทว่าเมื่อชีวิตดำเนินมาเรื่อยๆ เขาก็เป็นประจักษ์พยานได้เห็นความมหัศจรรย์ที่เจียงฉางเชิงสร้างครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้ต้าจิ่งที่แต่เดิมชะตาใกล้จบสิ้นหวนกลับสู่ความรุ่งเรืองใหม่อีกครั้ง ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่ทราบอยู่ดีว่าเหตุไฉนเจียงฉางเชิงจึงแข็งแกร่งถึงเพียงนี้
จนกระทั่งตอนนี้ เขาเชื่อแล้วว่าเจียงฉางเชิงเป็นท่านเซียนบนสวรรค์จุติลงมายังโลกมนุษย์จริงๆ เฉินหลี่ตื่นเต้นจนเลือดลมพลุ่งพล่าน สองตาเหลือกขาว หมดสติไปทันที
หลังจากวางยอดเขายุทธ์เสร็จแล้ว เจียงฉางเชิงก็ใช้วิชาธรรมชาติก่อเกิดพงไพร ทำให้ต้นไม้ที่ตีนยอดเขายุทธ์งอกงามแน่นขนัด รากไม้หยั่งลึกลงไปใต้ดินเพื่อให้ยอดเขายุทธ์มั่นคง ไม่ให้ยอดเขายุทธ์ถล่มลงมาทับเมืองหลวงหากจู่ๆ เกิดแผ่นดินไหวขึ้น
ชั่วเวลาหนึ่งก้านธูปผ่านไป ตีนเขาของยอดเขายุทธ์ก็มีป่าหนาทึบรายล้อม ความมหัศจรรย์เช่นนี้ชาวบ้านและผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหลายต่างเชื่อสุดใจว่าเป็นฝีมือของเจียงฉางเชิง หลังจากทำทุกเรื่องเสร็จสิ้นแล้ว เจียงฉางเชิงก็ย้อนกลับมาที่อารามมังกรผงาด เขาสั่งให้พวกฮวงชวนกับวั่นหลี่ไปสร้างสะพานบนภูเขาและไปสร้างอาคารบ้านเรือนบนยอดเขายุทธ์
วังเฉินมองเจียงฉางเชิงอย่างนิ่งอึ้ง ไม่กล้าเอ่ยคำใด ฮวาเจี้ยนซินกับเจียงเจียนทรุดนั่งในลานเรือน สายตาที่มองไปยังเจียงฉางเชิงตกตะลึงเช่นเดียวกัน เจียงฉางเชิงนั่งทำสมาธิใต้ต้นไม้เงียบๆ แล้วเริ่มฝึกบำเพ็ญต่อ เขาต้องฟื้นพลังวิญญาณ การย้ายภูเขาหนนี้ผลาญพลังวิญญาณของเขาไปมากกว่าครึ่ง เขาไม่เคยเหน็ดเหนื่อยเท่านี้มาก่อน แม้แต่ตอนเผชิญหน้ากับกองทัพของเก้าอาณาจักร หรือตอนที่สำนักหลังบัลลังก์สองแห่งร่วมมือกัน เขาก็ไม่เคยเหน็ดเหนื่อยถึงเพียงนี้
เสียงเอะอะเจี๊ยวจ๊าวในเมืองหลวงยังคงดังต่อเนื่องอยู่เนิ่นนาน เทียบกับช่วงเทศกาลวันขึ้นปีใหม่แล้วบรรยากาศตอนนี้ยังครึกครื้นกว่าเสียอีก ผู้ฝึกยุทธ์และชาวบ้านจำนวนมากแห่กันออกมาจากประตูเมืองเพื่อเดินทางไปยลโฉมภูเขานอกเมือง เมื่อพวกเขาแตะถูกดินแล้วได้เดินขึ้นไปบนเส้นทางขึ้นเขา พวกเขาถึงกล้าเชื่อว่านี่เป็นเรื่องจริง
“นี่…. นี่มันยอดเขายุทธ์… ไม่ผิดแล้ว เป็นยอดเขายุทธ์จริงๆ เป็นไปได้อย่างไร ยอดเขายุทธ์อยู่ห่างจากเมืองหลวงแค่สามพันลี้เสียที่ไหน…” ผู้เฒ่าคนหนึ่งอุทานออกมาอย่างตกตะลึง คำพูดของเขาทำให้คนที่เหลือฮือฮา นี่คือยอดเขายุทธ์หรือ?
จักรพรรดิตะวันจรัสยืนอยู่บนชายหลังคา เขาตาโตอ้าปากค้าง เขาเคยไปยอดเขายุทธ์มาก่อน ดังนั้นเขาจึงคุ้นเคยกับยอดเขายุทธ์อย่างยิ่ง ก็เพราะว่าคุ้นเคยนี่เองเขาจึงเป็นคนที่ตกตะลึงที่สุด เจียงจื่ออี้ได้ฟังเรื่องนี้ก็รีบส่งองครักษ์ชุดขาวเดินทางไปยังยอดเขายุทธ์ทันทีเพื่อดูว่ายอดเขายุทธ์ยังอยู่หรือไม่ เขาสั่งให้องครักษ์ชุดขาวเร่งรีบเดินทางไกลไปพิสูจน์ดู
ครึ่งเดือนหลังจากนั้น เจียงจื่ออี้ก็ได้คำตอบ มันคือยอดเขายุทธ์จริงๆ องครักษ์ชุดขาวยังตรวจสอบพบอีกว่าชาวบ้านตามแต่ละเมืองระหว่างทางต่างเห็นมรรคาจารย์ย้ายภูเขากับตาตนเอง เพื่อป้องกันมิให้ชาวบ้านหวาดกลัว เจียงจื่ออี้จึงจำเป็นต้องประกาศบอกเรื่องนี้ไปทั่วหล้า
มรรคาจารย์ย้ายยอดเขายุทธ์เดินทางสามพันลี้ในหนึ่งวัน! ใต้หล้าต่างตกตะลึง ข่าวนี้แพร่กระจายไปทั่วแผ่นดินต้าจิ่ง ไม่ใช่เพียงยี่สิบสองรัฐ แต่รวมถึงดินแดนของอาณาจักรอื่นที่เพิ่งยอมสวามิภักดิ์ด้วย
หนึ่งเดือนผ่านไป ความครึกครื้นในเมืองหลวงจบลงในที่สุด ทว่าทุกวันยังคงมีผู้คนเดินทางไปชมยอดเขายุทธ์อย่างไม่ขาดสาย ยอดเขายุทธ์กลายเป็นหลักฐานแสดงพลังอันยิ่งใหญ่ของมรรคาจารย์
เจียงฉางเชิงเฝ้าดูแต้มเซ่นไหว้อยู่ทุกวัน วันที่สองหลังจากตั้งภูเขาเสร็จ แต้มเซ่นไหว้ของเขาก็เริ่มเพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราด
[แต้มเซ่นไหว้ปัจจุบัน: 910,983 แต้ม]
เวลาสั้นๆ เพียงสามเดือน จำนวนแต้มเซ่นไหว้ที่สั่งสมมาได้มากกว่าที่เขาเก็บสะสมมาหลายสิบปีเสียอีก! ยิ่งไปกว่านั้นแต้มก็เพิ่มขึ้นรวดเร็วอย่างยิ่ง ทั้งไม่มีแนวโน้มว่าจะช้าลงแม้แต่น้อย คนที่จุดธูปบูชาเขาล้วนเป็นสาวกที่ศรัทธาในตัวเขาอย่างที่สุด ไม่นับรวมพวกที่แค่ยำเกรงเขาหรือชื่นชมเขา เพราะคนส่วนใหญ่ยามชื่นชมใครสักคนมักจะคิดอยู่แต่ในใจหรือไม่ก็เพียงพูดออกมาจากปาก ไม่ลงทุนทำสิ่งใด เป็นเช่นที่คิด ในโลกที่ข้อมูลข่าวสารถูกปิดกั้นใบนี้ มีแต่ต้องแสดงความแข็งแกร่งที่แท้จริงออกมาเท่านั้นจึงจะทำให้ชาวประชาทั้งหลายจุดธูปเซ่นไหว้บูชาได้
ทันใดนั้นเจียงฉางเชิงก็เกิดความคิดมากมาย หากทำให้เทวตำนานของประเทศจีนที่เขาเคยรู้มากลายเป็นความจริงทีละเรื่อง แต้มเซ่นไหว้ของเขาจะเพิ่มสูงขึ้นสักเท่าใดกัน ควาพู่ไล่ตามดวงตะวัน, โฮ่วอี้พระอาทิตย์, หนวี่วาซ่อมท้องฟ้า, จิงเว่ยถมสมุทร, ผ่ายอดเขาฮวาซาน, น้ำท่วมเมืองหลวง… เอ๊ะ อันสุดท้ายอย่าดีกว่า
ความคิดของเจียงฉางเชิงเริ่มเหลวไหล ในเวลาเดียวกันนั้นเอง เจียงฉางเชิงก็ตระหนักได้ว่าดินแดนที่ขยายกว้างขึ้นของต้าจิ่งมีประโยชน์กับเขาเช่นกัน การที่ต้าจิ่งมีประชาชนมากขึ้นและมีอำนาจราชวงศ์คอยป่าวประกาศเรื่องของเขา ทำให้เขาได้รับแต้มเซ่นไหว้มากขึ้นไปอีก ในชั่วพริบตานั้นเจียงฉางเชิงเกิดความปรารถนาอยากให้เจียงจื่ออี้ยกทัพออกไปเปิดศึกอย่างแรงกล้า แต่เขากดข่มมันเอาไว้
เขาเพิ่งเลื่อนขั้น แล้วการเลื่อนขั้นแต่ละครั้งก็ห่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ เขาคงต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีกหลายสิบปีกว่าจะไปถึงขั้นต่อไป หรืออาจจะนับร้อยปีก็ได้ ดังนั้นไม่จำเป็นต้องรีบร้อนในตอนนี้ ลูกหลานรวบรวมใต้หล้าเป็นหนึ่ง ส่วนตัวเขามุ่งมั่นฝ่าด่านเคราะห์บรรลุเป็นเทพเซียน ก้าวพ้นทุกสรรพสิ่ง เพียงแค่คิด เจียงฉางเชิงก็รู้สึกตื่นเต้นแล้ว
ในตอนนั้นเอง แจ้งเตือนประโยคหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมา
(ปีเฉียนอู่ที่ยี่สิบ เฉินหลี่ผู้ถูกเจ้าทำเครื่องหมายไว้ กลับชาติมาเกิดสำเร็จ ถือกำเนิดบนดินแดนของอาณาจักรเวย)
เจียงฉางเชิงตกตะลึง เฉินหลี่กลับชาติมาเกิดแล้วหรือ เขาลืมตาขึ้นทันที จากนั้นจึงส่งกระแสจิตไปหาฮวาเจี้ยนซิน ให้นางไปสอบถามเรื่องของเฉินหลี่ เฉินหลี่อายุเกือบเก้าสิบปีแล้ว นับว่าเขาจากไปอย่างสงบ เจียงฉางเชิงไม่โศกเศร้า เพราะเขาเริ่มต้นเรียนรู้เกี่ยวกับสังสารวัฏแล้ว เพียงแต่เรื่องนี้กะทันหันเกินไปหน่อย เขาจึงต้องทำความเข้าใจอยู่สักพัก
หลังจากหนึ่งก้านธูปผ่านไป ฮวาเจี้ยนซินก็เดินเข้ามาในลานเรือนโดยมีฮวงชวนผู้เป็นขั้นเทวชนคอยช่วย ระหว่างเขาทั้งสองเขาสร้างสะพานไม้เชื่อมกันได้สามสะพานแล้ว ฮวาเจี้ยนซินจึงข้ามสะพานไม้มาได้ทันที
“เฉินหลี่สิ้นใจได้สามเดือนแล้วเจ้าค่ะ ตรงกับวันนั้นที่ท่านย้ายภูเขาพอดี เขาตื่นเต้นจนลืมหายใจ ท่านบอกว่าช่วงนั้นอย่าให้ผู้ใดมารบกวนท่านไม่ใช่หรือ ข้าจึงไม่ได้บอกท่าน ถึงอย่างไรฐานะของท่านในยามนี้ก็ไม่สะดวกจะไปร่วมพิธีไว้อาลัยที่ตระกูลหลี่อยู่แล้ว” ฮวาเจี้ยนซินเดินมาบอกตรงหน้าเจียงฉางเชิง
เมื่อเห็นเจียงฉางเชิงทำสีหน้าแปลกผิดปกติ ฮวาเจี้ยนซินจึงปลอบว่า “อย่าคิดมากไปเลยเจ้าค่ะ หลายปีก่อนหน้านี้ท่านก็คอยส่งโอสถให้เขาอยู่ตลอดไม่ใช่หรือ มนุษย์ล้วนมีอายุขัยจำกัด เขาไม่มีทางกล่าวโทษท่าน ข้าเชื่อว่าช่วงเวลาที่เขาเห็นท่านย้ายยอดเขายุทธ์ ในใจเขาคงภาคภูมิใจที่มีสหายรักเช่นท่าน ชีวิตนี้เขาไม่มีอะไรให้เสียดายแล้ว ต่อให้เป็นชีวิตหน้าเขาก็ยากจะมีชีวิตรุ่งโรจน์ได้เท่านี้อีก”
หลังจากตั้งยอดเขายุทธ์เสร็จ ภาพลักษณ์ของเจียงฉางเชิงในใจคนรอบข้างก็เปลี่ยนไป เขากลายเป็นยอดคนผู้สูงส่ง ระหว่างเขากับทุกคนมีระยะห่างขวางกั้นอยู่ นี่คือสิ่งที่มาพร้อมกับความเลื่อมใสและความยำเกรงอย่างที่สุด
เจียงฉางเชิงถอนหายใจตอบว่า “ข้าเข้าใจแล้ว”
ทั้งสองคนสนทนากันครู่หนึ่ง ฮวาเจี้ยนซินก็ไปรับเจียงเจียน เจียงฉางเชิงใช้แต้มเซ่นไหว้หนึ่งหมื่นแต้มประทานพรให้เฉินหลี่อย่างเงียบๆ นอกจากความละอายใจแล้ว สิ่งที่มีมากกว่าคือความคิดถึง ชีวิตนี้คนที่เขาเรียกว่าสหายรักได้มีเพียงเฉินหลี่ คนอื่นที่เหลือจะมากจะน้อยก็มีลำดับชั้นความสัมพันธ์สูงต่ำกั้นขวางอยู่
หวนนึกถึงยามแรกพบ เฉินหลี่ผู้สง่างามรัศมีจับถูกผู้อื่นหลอกใช้เป็นอาวุธ ทั้งสองคนทะเลาะกันอย่างไม่สบอารมณ์ ยามนั้นไหนเลยจะรู้ว่าพวกเขาจะกลายเป็นสหายรักชั่วหนึ่งชาติภพ แน่นอนว่ามีเพียงเฉินหลี่เท่านั้นที่มีชั่วหนึ่งชาติภพ เจียงฉางเชิงไม่มีชั่วหนึ่งชาติภพ เขามีเพียงชั่วนิรันดร์
“สหายเก่าจากลา ข้ายิ่งต้องหมั่นเพียรฝึกบำเพ็ญมากขึ้นอีก เพื่อชาติหน้าจะได้มีวาสนาพานพบอีกครั้ง” ในใจเจียงฉางเชิงคิดเช่นนี้
เดือนนี้วั่นหลี่เริ่มจัดการย้ายลูกศิษย์ทั้งหลายไปยังยอดเขายุทธ์แล้ว อารามมังกรผงาดจึงเงียบสงัด พอมาได้ยินข่าวเรื่องเฉินหลี่จากโลกนี้ไปแล้วอีก เขาจึงรู้สึกเศร้าสร้อย ทว่าความเศร้าสร้อยเบาบางนี้แปรเปลี่ยนเป็นแรงผลักดันอย่างรวดเร็ว!
ไป๋จีเห็นเจียงฉางเชิงหลับตาลงก็ถอนหายใจ มันกลัวว่าเจียงฉางเชิงจะไม่พามันไปที่ยอดเขายุทธ์ด้วย แต่มันชอบอยู่ใต้ต้นวิญญาณปฐพี อยู่เช่นนี้ทั้งสบายแล้วยังได้ใกล้ชิดเจียงฉางเชิงด้วย ยามอยู่ใกล้ชิด สายสัมพันธ์ย่อมไม่เหินห่าง เท่านี้มันก็จะได้กอดต้นขาข้างนี้ตลอดไป
ใต้ท้องฟ้าสีคราม ริมน้ำตกแห่งหนึ่ง เจียงหลัวผู้อายุสิบหกปีปีนขึ้นมาบนฝั่ง ทั่วร่างเขาแผ่ไอร้อนออกมาจนหยดน้ำบนร่างระเหยแห้ง แม้จะยังอายุน้อยแต่ร่างกายของเขากลับแข็งแกร่งกำยำยิ่งนัก กล้ามเนื้อเห็นเด่นชัด เต็มไปด้วยความแข็งแกร่งและพละกำลัง ตัวเขายามผมเผ้าสยายหน้าตาเหมือนกับเจียงซิ่วทุกประการ แต่ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหยิ่งยโส บรรยากาศรอบตัวจึงแตกต่างจากเจียงซิ่วอย่างสิ้นเชิง
ปราชญ์แห่งสี่สมุทรเดินเข้ามาส่งกาน้ำใบหนึ่งให้เขา แล้วบอกว่า “นี่เป็นสุราผลไม้ที่อาจารย์บ่มมารอบล่าสุด บ่มมาจากดอกเพิ่มปราณอายุร้อยปี หลังจากอาบน้ำชำระร่างกายเสร็จก็ดื่มเสีย มันจะทำให้กระดูกกับเส้นเอ็นของเจ้าฟื้นตัวได้ดีขึ้น แล้วก็ช่วยบำรุงร่างกายด้วย”
เจียงหลัวรับไปดื่มคำเดียวจนหมดแล้วเช็ดปาก เขายิ้มถามว่า “อาจารย์ ท่านว่าพลังของข้าฝ่าไปได้ถึงสวรรค์ชั้นที่เท่าไรแล้ว”
ปราชญ์แห่งสี่สมุทรตอบอย่างจนปัญญา “เจ้ายังอายุน้อย ไยต้องไปฝ่าด่านก่อนเวลา ฝึกปรืออีกสักหลายปีเถิด ไม่จำเป็นจะต้องไปแข่งขันชิงดีชิงเด่นกับเจ้านั่น บิดาของเจ้านั่นรุ่นอาวุโสมากกว่าอาจารย์ปู่ของเจ้าเสียอีก”
“เหอะ ข้าก็แค่ทนดูเขารังแกศิษย์ร่วมสำนักไม่ได้เท่านั้น เขานับเป็นอัจฉริยะตรงที่ใด ก็แค่ขั้นเทวชนที่ถูกทุ่มทรัพยากรสร้างขึ้นมาเท่านั้น ให้เวลาข้าอีกห้าปี ข้าต้องแซงหน้าเขาได้แน่” เจียงหลัวแค่นเสียงหยัน ปานตรงหว่างคิ้วเปล่งแสงสีแดงจางๆ ทำให้เขาดูเหมือนมีดวงตาที่สาม
ปราชญ์แห่งสี่สมุทรยิ้มเฝื่อน “อย่าไปสนใจว่าผู้อื่นเติบโตมาอย่างไรเลยน่า มีคนหนุนหลังก็เป็นพลังรูปแบบหนึ่ง เฮ้อ อาจารย์ไร้ความสามารถเจ้าจึงต้องคับแค้นเช่นนี้”
เจียงหลัวขมวดคิ้ว “อาจารย์ ท่านพูดอะไรกัน หากมิได้ท่านพาข้ามายังถ้ำสวรรค์สำแดงเดช พรสวรรค์ข้าดีอีกเท่าใดก็คงเป็นได้เพียงผู้ฝึกยุทธ์ธรรมดาเท่านั้น ไหนเลยจะก้าวเข้าสู่วิถียุทธ์ที่แท้จริงได้”