เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 96 ราชันที่ไม่เคยมีมาในประวัติศาสตร์
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 96 ราชันที่ไม่เคยมีมาในประวัติศาสตร์
ตอนที่ 96 ราชันที่ไม่เคยมีมาในประวัติศาสตร์
เมื่อได้ยินเจียงฉางเชิงเอ่ยเช่นนี้ เจียงซิ่วก็ทำได้แค่เห็นชอบ เขาเชื่อถืออาจารย์ปู่ของตนเองอย่างลืมหูลืมตาไม่ขึ้น คิดว่าอาจารย์ปู่อาจหลอมอาวุธที่หนักกว่านี้ได้จริงๆ หลังจากเจียงซิ่วจากไปแล้ว เจียงเจียนก็เข้ามาหาเจียงฉางเชิงด้วยท่าที่ดีอกดีใจและบอกความประสงค์ของตนเองไม่ยอมหยุด เจียงฉางเชิงบอกด้วยรอยยิ้มว่า “ข้ามีความคิดอยู่แล้ว เจ้าจงรอเถิด”
เจียงเจียนค่อนข้างเป็นห่วงว่าเจียงฉางเชิงจะทำออกมาได้งดงามหรือไม่ ในเวลานี้เองก็มีเสียงของฮวงชวนดังมาจากไกลๆ ว่า “เจียงเจียน มาสู้กันสักตั้ง!”
เจียงเจียนได้ยินก็หันหน้าไปทันใด แล้วใช้เท้าขวาเกี่ยวทวนวงเดือนหนักห้าพันชั่งขึ้นมา รับด้ามทวนไว้ด้วยมือเดียว ก่อนจะพุ่งตัวออกจากเรือนพักไปอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่เมื่อสองปีก่อน ฮวงชวนก็พบว่าความสามารถของเจียงเจียนไม่ได้อ่อนด้อยแต่อย่างใด เรียกได้ว่าเป็นผิงอันอีกคนหนึ่งเลยทีเดียว เขาจึงเข้าไปขอประลองกับเจียงเจียนเองและจัดการเจียงเจียนจนพ่ายแพ้ยับเยินไปครั้งหนึ่ง เจียงเจียนไม่ยอมแพ้ ไปๆ มาๆ ทั้งสองคนจึงคอยประลองกันอยู่เรื่อยๆ โดยทั่วไปแล้วทั้งสองจะประลองกันบนเขามังกรผงาด เจียงเจียนไปที่ยอดเขายุทธ์น้อยครั้งนัก
สถานการณ์ของราชสำนักต้าจิ่ง
มหาพิธีราชวงศ์แห่งโชคชะตาผ่านมาแล้วห้าปี เนื่องจากเจียงเจียนหายตัวไป ผลกระทบที่เจียงเจียนนำมาในปีนั้นจึงหายไปแล้ว ราชสำนักกลับมามั่นคงดังเดิม ขุนนางที่มีเจตนาร้ายหาตัวเจียงเจียนไม่พบ ส่วนพระมารดาของเจียงเจียนที่ดูแล้วใสซื่อแต่เนื้อในเฉลียวฉลาดนัก นางคอยเอ่ยอ้อมค้อมอยู่เรื่อยมา จึงค่อยๆ ตัดทอนความคิดของขุนนางเหล่านั้นไปได้
ตำแหน่งว่าที่กษัตริย์ของเจียงซิ่วยังคงมั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ชายด้วยกันก็นับว่ารักใคร่กันดี หากมีองค์ชายถูกรังแกข้างนอกวัง พวกเขาก็จะร่วมมือกันเอาคืน องค์ชายก็ถูกรังแกด้วยหรือ? ช่วยไม่ได้ เหล่าองค์ชายมักชื่นชอบการปลอมตัวเข้าไปอยู่ท่ามกลางเหล่าชาวบ้าน พวกเขารู้สึกว่าทำเช่นนี้น่าสนใจยิ่งกว่าและมีอิสระยิ่งกว่า นั่นเพราะพวกขุนนางต่างคอยจับตาดูพวกเขา ไม่อนุญาตให้พวกเขาประประพฤติผิดธรรมเนียมมารยาท ทำเอาชีวิตในทุกวันของพวกเขาทุกข์ทรมานนักและไม่มีอิสระเป็นที่สุด
อีกด้านหนึ่ง ภายในห้องทรงพระอักษรในวังหลวง เจียงจื่ออี้เรียกตัวหานเทียนจีมาพบ คนทั้งสองยืนอยู่ตรงหน้ากระบะทรายวางแผนรบ หลายปีมานี้ต้าจิ่งสุขสงบปลอดภัย แต่ความทะเยอทะยานของเจียงจื่ออี้ยังคงอยู่เรื่อยมา เขาส่งพลสอดแนมจำนวนมากออกไปรวบรวมข่าวสารของแต่ละราชวงศ์โดยรอบเพื่อทำแผนที่ฉบับคร่าวๆ ออกมา
“เราอายุห้าสิบเอ็ดปีแล้ว ไม่อาจรีรออีกต่อไป หากส่งกองทัพออกไปตอนนี้เจ้ามีความคิดเห็นเช่นใด” เจียงจื่ออี้เอาสองมือเท้าสะเอว สายตาจรดลงบนกระบะทราย มีความทะเยอทะยานเปี่ยมล้นอยู่ในแววตา
หานเทียนจีกล่าวว่า “โชคชะตาของต้าจิ่งในยามนี้มั่นคงดีแล้ว เมื่อพละกำลังแห่งแคว้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โชคชะตาจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน เมื่อโชคชะตาเพิ่มขึ้น แผ่นดินดีวันดีคืน นี่เป็นวัฏจักรที่ดี เว้นเสียแต่ราชวงศ์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน หรือได้พบกับความพ่ายแพ้อย่างสาหัส ประชากรหลั่งไหลมากเกินไป โชคชะตาจึงจะถดถอยลง”
เขากล่าวต่อว่า “หากฝ่าบาทเพียงต้องการยึดครองอาณาจักรโดยรอบก็สามารถออกไปโจมตีได้ตลอดเวลา แต่เบื้องหลังของอาณาจักรตงหลินนั้นก็คือราชวงศ์แห่งโชคชะตาที่มีนามว่าอาณาจักรต้าฮวง หากเข้าใกล้พวกเขามากเกินไปจะทำให้กระทบกระทั่งกันได้โดยง่าย แม้อาณาจักรต้าฮวงไม่อาจเทียบได้กับต้าจิ่ง แต่ก็เป็นราชวงศ์แห่งโชคชะตาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดในอาณาทวีปนี้ เพียงแต่เนื่องจากเคยเผชิญกับความพ่ายแพ้ใหญ่หลวงเมื่อร้อยปีก่อน นับแต่นั้นมากษัตริย์ของเขาก็ไม่โปรดการศึกอีก หวังเพียงเสพสำราญเท่านั้นพะยะค่ะ”
เจียงจื่ออี้แค่นเสียงกล่าวว่า “เสพสำราญมาหนึ่งร้อยปีก็ควรจะสิ้นสุดได้แล้ว” เขาไม่ได้หวาดกลัวอาณาจักรต้าฮวงนั่นแต่อย่างใด จนถึงกับเฝ้ารออย่างยิ่งว่าจะตีเสมอได้ด้วยซ้ำ
หานเทียนจีเผยรอยยิ้มออกมา กล่าวว่า “เช่นนั้นก็ทดลองความแข็งแกร่งของทัพกลยุทธ์สวรรค์ก่อนเถิดพะยะค่ะ”
เจียงจื่ออี้กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ทัพกลยุทธ์สวรรค์หนึ่งแสนนาย ยึดครองอาณาจักรสักแห่ง ไม่ยากเย็นหรอกกระมัง”
“ง่ายดังพลิกฝ่ามือพะยะค่ะ”
ทั้งสองคนสบตากันแล้วหัวเราะลั่น เมื่อได้ติดตามเจียงจื่ออี้ หานเทียนจีรู้สึกว่าตนเป็นเช่นอาชาพันลี้พานพบชั่วเล่อ (1) เจียงจื่ออี้เชื่อมั่นในตัวเขาเกินเปรียบ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีปณิธานแห่งการต่อสู้เปี่ยมล้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เขาจึงยอมเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของราชวงศ์แห่งโชคชะตา
เจียงจื่ออี้เองก็ต้องการเสพสุข ทว่าราชันจำนวนมากทั่วไปหากมิเสพสุขอย่างโฉดเขลา ก็เป็นพวกแสวงหาภูตผีเทพไท ปรารถนาในทิพยโอสถ ทว่าเจียงจื่ออี้ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เขายังคงมีความทะเยอทะยานเปี่ยมล้นเหมือนเช่นครั้งเขาหนุ่มแน่น
จู่ๆ หานเทียนจีก็เอ่ยขึ้นมาว่า “นับแต่โบราณมา ยังไม่เคยมีอาณาจักรใดสามารถรวมผืนทวีปให้เป็นหนึ่งเดียวได้เลย ฝ่าบาททรงมีจิตใจศึกเหิมเช่นนี้หรือไม่พะยะค่ะ”
ผืนทวีปแห่งนี้กว้างใหญ่นัก เวลานี้มีอาณาจักรอยู่สามสิบกว่าอาณาจักร เมื่อรวมกับต้าจิ่งแล้วมีราชวงศ์แห่งโชคชะตาทั้งหมดหกแห่ง หากต้องการรวมใต้หล้าให้เป็นหนึ่งเดียวก็เป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้เลย ก่อนหน้านี้หานเทียนจีเองก็คิดว่าไม่มีทางเป็นไปได้ แต่เวลานี้กลับเริ่มเฝ้าคอยขึ้นมาเสียแล้ว
เจียงจื่ออี้ชี้ไปยังทิศทางของอาณาจักรต้าฮวง กล่าวเสียงเย็นชาว่า “เราจะเป็นราชันที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์!”
สายตาที่หานเทียนจีมองเจียงจื่ออี้เปลี่ยนไปในทันใด หลายปีมานี้ความห้าวหาญเด็ดขาดของเจียงจื่ออี้แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่ระดับยุทธ์ก็ไม่นับว่าสูงส่งแต่กลับทำให้เขารู้สึกว่ากำลังเผชิญหน้าอยู่กับเหล่าผู้อาวุโสแห่งถ้ำสวรรค์สำแดงเดช ชั่วอึดใจนี้จู่ๆ หานเทียนจีก็เกิดความพลุ่งพล่านอย่างหนึ่งขึ้นมา เป็นความพลุ่งพล่านที่อยากจะพลีชีพเพื่อสหายรู้ใจ
การหลอมศาสตราและทัพกลยุทธ์สวรรค์
เดือนสิบ สารทฤดูมาเยือน ฤดูใบไม้ร่วงของทุกปีเป็นช่วงที่เขามังกรผงาดมีทัศนียภาพงดงามที่สุด เพียงแต่เขามังกรผงาดในเวลานี้กลายเป็นสถานที่ต้องห้าม ถนนบนเขาถูกปิดทั้งหมด คนทั่วไปห้ามกล้ำกรายเข้าไป
เจียงฉางเชิงยืนอยู่ที่มุมหนึ่งในเรือนพัก เมื่อวานนี้เจียงซิ่วนำวัสดุที่ใช้หลอมอาวุธมาให้ และยังกำชับให้คนนำถ่านมาส่งและสร้างเตาหล่อให้ด้วย ทำให้เจียงฉางเชิงเบาใจได้มากทีเดียว วันนี้เขาจะหลอมศาตราให้เจียงเจียน ในเมื่อชื่อเขามีคำว่าเจียน (แปลว่าทวน) และยังมีดวงตาที่สาม เช่นนั้นก็ทำให้เขายิ่งเข้าใกล้เออร์หลางเสิน (เทพสามตา) เข้าไปอีกเถิด
เจียงฉางเชิงเตรียมจะทำง้าวสามแฉกสองคมออกมาด้ามหนึ่ง อาวุธเช่นนี้ยังไม่เคยมีมาก่อนในต้าจิ่ง ถึงเวลานั้นเมื่อเจียงเจียนถืออาวุธขั้นเทพนี้อยู่ในมือจะต้องเลื่องชื่อลือชาเป็นแน่
เจียงเจียนยืนอยู่ข้างหลังเขาด้วยใบหน้าตื่นเต้น และฮวาเจี้ยนซิน หวังเฉิน ไป๋จี ก็มาล้อมวงดูด้วย ภายใต้สายตาจับจ้องของพวกเขา เจียงฉางเชิงโยนเหล็กทมิฬจากใต้ทะเลลึกท่อนหนึ่งลงไปในเตาหลอม เขายกมือขึ้นและตบลง พลันมีเพลิงวิเศษสีน้ำเงินเขียวพุ่งออกมาจากฝ่ามือ ทุกคนมองภาพนี้แล้วต้องร้องอุทานออกมา “นี่คือไฟใดกัน”
เจียงฉางเชิงบรรลุวิชาหลอมศาสตราแล้ว เพียงแค่ยังไม่มีประสบการณ์ลงมือจริง แต่เขาก็ไม่เป็นกังวลเพราะไม่ได้เป็นการหลอมวัตถุอาคมสักหน่อย สิ่งที่เจียงเจียนต้องการคือน้ำหนักที่มากเท่านั้น สำหรับเขาแล้วแค่การบีบอัดเหล็กทมิฬจากทะเลลึกนั้นไม่ได้ยากเย็นนัก
เงาปริศนาเหนือทวีป
ณ จวนแห่งหนึ่งในเมืองหลวง ขณะที่เจียงฉางเชิงกำลังหลอมอาวุธอยู่ อเหยียน (อดีตเจ้าสำนักหลังบัลลังก์ตระกูลขุนนางประคองจันทร์) กำลังนั่งที่โต๊ะหิน นางได้ยินพวกบ่าวพูดกันก็อดทอดถอนใจไม่ได้
“ในที่สุดพยัคฆ์เหิมแห่งต้าจิ่งตนนี้ก็ยังเผยเขี้ยวเล็บของตนออกมา จะเปิดศึกอีกแล้ว ไม่ถึงสิบปีก็จะต้องเกิดศึกใหญ่ของราชวงศ์แห่งโชคชะตา ไม่ได้มีศึกใหญ่เช่นนี้มาร้อยปีแล้ว”
บ่าวกล่าวอย่างตื่นเต้นว่า “ทัพกลยุทธ์สวรรค์เคลื่อนทัพแล้ว ผ่านไปทางประตูเมืองทิศใต้พอดี ข้าน้อยไปดูมาแล้ว ทุกคนล้วนสวมเสื้อเกราะแวววาวขี่อาชาตัวสูงใหญ่ แตกต่างจากกองทัพทั่วไปโดยสิ้นเชิง ดูไปแล้วทัพกลยุทธ์สวรรค์ไร้ผู้เทียบเทียม ไม่มีผู้ใดอาจต้านทานขอรับ”
ทัพกลยุทธ์สวรรค์หนึ่งแสนนาย คนขั้นเบิกญาณหนึ่งแสนคน มีเทวชนเป็นผู้นำ ในจำนวนนั้นยังไม่ขาดเหลือคนในขั้นเทวจิตและขั้นบรรลุฟ้า กองทัพนี้แข็งแกร่งจริงๆ! ในสายตาของอเหยียน ต่อให้เป็นสำนักหลังบัลลังก์ธรรมดาทั่วไปใช้กำลังทั้งหมดเข้าต้านก็ไม่แน่ว่าจะกำราบลง ต้าจิ่งแข็งแกร่งยิ่งกว่าหอมังกรมหายานเสียอีก
ที่แท้นี่ต่างหากคือประโยชน์ที่แท้จริงของโชคชะตา การที่หอมังกรมหายานควบคุมวิถีแห่งยุทธ์และดูดซับโชคชะตาไว้แต่เพียงผู้เดียว นับว่าสิ้นเปลืองโชคชะตาไปจำนวนมากอยู่ดี เพราะพวกเขาไม่อาจดูดซับได้มากมายเท่าใด ทั้งไม่ยินยอมให้เบื้องล่างมีพละกำลังใดโผล่ออกมาด้วย แน่นอนว่ายังมีอีกสาเหตุหนึ่ง เขตอิทธิพลของต้าจิ่งในเวลานี้กว้างใหญ่กว่าแผ่นดินที่หอมังกรมหายานเคยครอบครองในอดีตมากมายนัก ย่อมต้องรวบรวมยอดฝีมือได้มากกว่า
ทันใดนั้นอเหยียนก็เห็นว่ามีร่างหนึ่งอยู่บนหลังคา นางเอ่ยขึ้นทันทีว่า “ออกไปเสีย” บ่าวคารวะแล้วออกไป
ร่างบนหลังคาลงมาเป็นสตรีอาภรณ์ม่วงผู้หนึ่ง นางมานั่งลงตรงหน้าอเหยียนและระบายว่า “ทัพกลยุทธ์สวรรค์น่าเกรงขามไม่ธรรมดา ข้าเองก็ได้เห็นมาแล้ว ฮ่องเต้ต้าจิ่งช่างรู้จักวางแผนนัก ถึงกับสามารถฝึกปรือกองทัพเยี่ยงนี้ออกมาได้ นักรบหนึ่งแสนนายเคร่งครัดและมีระเบียบมาก”
อเหยียนถามว่า “ที่เจ้ามา คงไม่ใช่แค่มาบอกเล่าความตื่นตะลึงของทัพกลยุทธ์สวรรค์กระมัง”
สีหน้าของสตรีอาภรณ์ม่วงเคร่งเครียดขึ้นทันใด กล่าวว่า “เกิดเรื่องขึ้นทางเหนือของทวีป มียอดฝีมือลึกลับผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้น และบังคับช่วงชิงชีพจรมังกรจากสำนักหลังบัลลังก์แห่งหนึ่งไป ทำให้โชคชะตาแห่งอาณาจักรแห่งนั้นถดถอย เกิดโรคระบาดขึ้นทุกทิศ ประชาชนเป็นอยู่อย่างยากลำบาก สำนักหลังบัลลังก์ร่วมมือกันไล่ล่าสังหารเขา แต่กลับไม่อาจจัดการเขาได้ และปล่อยให้เขาจากไปอย่างลอยนวล”
อเหยียนถามทั้งขมวดคิ้วว่า “สามยอดสำนักหลังบัลลังก์ลงมือแล้วหรือไม่”
“เคหาสน์ปัจฉิมลงมือแล้ว ส่งเฒ่าปีศาจขั้นกายาทองคำผู้หนึ่งมา แต่ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของคนผู้นั้น”
อเหยียนนิ่งงัน สตรีอาภรณ์ม่วงพูดต่อว่า “เรื่องนี้เจ้าต้องไปเตือนท่านมรรคาจารย์ เพราะต้าจิ่งก็มีชีพจรมังกรซุกซ่อนอยู่”
อเหยียนพยักหน้า นางเงยหน้าไปมองทางทิศของอารามมังกรผงาดด้วยแววตาสับสน ล่วงเลยมาหลายปีแล้วนางไปเยี่ยมเยือนเจียงฉางเชิงทุกเดือน แต่ก็ยังไม่อาจเข้าใกล้เขาได้ ไปครั้งก่อนนางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรพูดสิ่งใด
ง้าวเทพสามตาและการกลับชาติมาเกิด
หลังจากหลอมมาเจ็ดวัน ง้าวสามแฉกสองคม ที่หนักถึงหนึ่งหมื่นชั่งก็ปรากฏออกมา มันมีความยาวหนึ่งจั้ง โดยใบมีดกินความยาวไปหนึ่งในสี่ ดูทรงพลังนัก ด้ามง่าวยังสลักลวดลายมังกรเอาไว้ด้วย งดงามยิ่ง เจียงเจียนได้เห็นแวบแรกก็ต้องตกตะลึง ทว่ายามเขากวัดแกว่งง้าวสามแฉกสองคมนี้ก็รู้สึกสิ้นเปลืองแรงอยู่บ้าง และเพราะว่าสิ้นเปลืองแรงนี่เองเขาจึงยิ่งชื่นชอบมากขึ้น
เจียงฉางเชิงมองหลานชายกวัดแกว่งง้าวสามแฉกสองคมด้วยความพึงพอใจยิ่ง เจ้าหนุ่มนี้ช่างมีราศีของเออร์หลางเสินจริงๆ
ฮวาเจี้ยนซินเดินเข้ามาภายในเรือนพัก ก่อนลงนั่งขัดสมาธิข้างๆ เจียงฉางเชิง เอ่ยอย่างอ่อนใจว่า “จื่ออี้จะทำสงครามอีกแล้ว เขาก็อายุห้าสิบเอ็ดปีแล้ว ยังไม่ยอมพักอีก”
เจียงฉางเชิงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “หากไม่รุกรานผู้อื่น ผู้อื่นก็จะรุกรานต้าจิ่งในอีกไม่ช้าก็เร็ว ปล่อยให้เขาไปเถิด”
ฮวาเจี้ยนซินถอนใจเอ่ยว่า “ข้ากลัวว่าเขาจะทำเกินงามเจ้าค่ะ เมื่อซิ่วเออร์ขึ้นครองราชย์ในวันหน้าจะรับช่วงต่อได้ยาก”
เจียงซิ่วอายุยี่สิบหกปีแล้ว ทั้งมีโอรสตั้งหลายคน โอรสคนโตของเขาได้รับการแต่งตั้งจากเจียงจื่ออี้ให้เป็นพระนัดดารัชทายาท เท่ากับเป็นการป่าวประกาศต่อใต้หล้าว่าเจียงซิ่วก็คือโอรสสวรรค์คนต่อไป และยิ่งทำให้ตำแหน่งผู้สืบทอดราชบัลลังก์ของเจียงซิ่วมั่นคงอย่างเต็มที่ด้วย แต่ก็ยังไม่รู้ว่าอีกกี่ปีเจียงจื่ออี้จึงจะสละราชบัลลังก์
เจียงฉางเชิงเอ่ยออกไปเสียงราบเรียบว่า “นั่นเป็นเรื่องของเขา ไม่อาจให้ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันละวางอุดมการณ์ลงเพื่อเขาได้”
ฮวาเจี้ยนซินส่ายหน้า “ข้าไม่ได้เป็นห่วงว่าซิ่วเออร์จะเกินหน้าจื่ออี้ไม่ได้เจ้าค่ะ ข้าเป็นห่วงว่าเมื่อแผ่นดินกว้างใหญ่เกินไป เขาจะรับเอาไว้ไม่ไหว”
แผ่นดินต้าจิ่งในเวลานี้กว้างใหญ่ไพศาลนัก คนธรรมดาทั่วไปเดินทางชั่วชีวิตก็ยังไม่แน่ว่าจะไปจนครบทุกเมืองของต้าจิ่ง หากใหญ่โตกว่านี้จะปกครองใต้หล้าอย่างไรกัน อย่างไรก็ดี ฮวาเจี้ยนซินไม่อาจเข้าใจได้เลย นางรู้เพียงว่าไม่ว่าในเรื่องใดๆ หลานชายคนโตก็ไม่อาจเทียบได้กับบิดาของเขาเลย
เจียงฉางเชิงเอื้อมมือไปหยิกแก้มนาง กล่าวว่า “เจ้าไปสนใจพวกเขาขนาดนั้นเชียว ต่อให้แผ่นดินต้าจิ่งแตกเป็นเสี่ยงๆ ข้าก็จะกอบกู้ขึ้นมาใหม่”
ฮวาเจี้ยนซินต้องเขินอายจนหน้าแดงเพราะท่าทีแสนใกล้ชิดของเขา นางรีบขยับหลบและกระซิบเบาๆ ว่า “เจียนเออร์ยังอยู่นี่ อย่าวุ่นวายเจ้าค่ะ”
เจียงฉางเชิงยิ้มแล้วหลับตาลงฝึกตนต่อไป ขณะที่ป่าไผ่เขียวกระดูกหยกเติบใหญ่ขึ้น พลังวิญญาณของเขามังกรผงาดก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เขายิ่งเพลิดเพลินกับการฝึกตน ทว่ายังห่างจากวิชามรรคาธรรมชาติขั้นที่แปดอีกไกลโข
ในขณะนั้นเอง การแจ้งเตือนบรรทัดหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าเจียงฉางเชิง:
[ปีเฉียนอู่ที่สามสิบ ปราชญ์แห่งสี่สมุทรที่เจ้าทำเครื่องหมายไว้กลับชาติมาเกิดสำเร็จ ถือกำเนิดที่ดินแดนทะเลสวรรค์]
ปราชญ์แห่งสี่สมุทรมาเกิดแล้ว? ทะเลสวรรค์คือที่ใด เจียงฉางเชิงย่นคิ้ว เขาลองสัมผัสดูอย่างถี่ถ้วน รอยประทับสังสารวัฏของปราชญ์แห่งสี่สมุทรอยู่ ณ ดินแดนที่อยู่ไกลลิบทางทิศใต้ ซึ่งหมายความว่าจะต้องข้ามมหาสมุทรไป
และทันใดนั้นเขาก็คิดขึ้นมาได้อีก มิใช่ว่าเวลานี้เจียงหลัวต้องอยู่ลำพังผู้เดียวหรือ ทว่าเจ้าหนุ่มนั่นก็อายุยี่สิบหกปีแล้ว น่าจะสามารถมีชีวิตอยู่ด้วยตนเองได้ และน่าจะมีเส้นสายของตนเองในถ้ำสวรรค์สำแดงเดชอยู่ด้วย เจียงฉางเชิงเกิดเป็นห่วงหลานชายคนนี้ขึ้นมาเล็กน้อย เขาประทับรอยประทับสังสารวัฏบนตัวเจียงหลัวไว้เช่นกัน หากเจียงหลัวจะไปเกิดใหม่เขาจะต้องรู้ แม้เขาจะสัมผัสได้ว่ารอยประทับสังสารวัฏของเจียงหลัวยังคงอยู่ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นคนหรือเป็นวิญญาณ
‘เอาเถิด อย่างไรก็ใช้แต้มเซ่นไหว้พยากรณ์ค้นหาดูสักหน่อยดีกว่า’
(1) ชั่วเล่อ (Bo Le): เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์จีนที่มีพรสวรรค์ในการแยกแยะม้าดีออกจากม้าทั่วไป เปรียบเปรยถึงผู้ที่มองความสามารถของคนออกและรู้จักเลือกใช้คน