เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 97 ต้าฮวงกับต้าจิ่งและการพิชิตแดนเหนือ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 97 ต้าฮวงกับต้าจิ่งและการพิชิตแดนเหนือ
ตอนที่ 97 ต้าฮวงกับต้าจิ่งและการพิชิตแดนเหนือ
[แต้มเซ่นไหว้ปัจจุบัน: 3,809,762 แต้ม]
เจียงฉางเชิงดูแต้มเซ่นไหว้ในปัจจุบันแล้วยิ้มกริ่ม ช่างมั่งคั่งจริงๆ เขานึกคำถามที่จะใช้แต้มเซ่นไหว้พยากรณ์ในใจ: ข้าอยากรู้ว่ายามนี้เจียงหลัวยังสบายดีอยู่หรือไม่
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้ 400 แต้ม ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่]
แต้มเซ่นไหว้ 400 แต้ม อย่างน้อยก็มาถึงขั้นเทวจิตแล้ว อาจใกล้ถึงขั้นเทวชนแล้วด้วยสินะ เมื่อหลายปีก่อนตอนฉางชิวเหอวรยุทธ์ก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด เขาเพิ่งมีค่าเท่ากับแต้มเซ่นไหว้ 500 แต้มเท่านั้น ถึงอย่างนั้นก่อนสิ้นลมหายใจเขาก็เป็นขั้นเทวชนตัวจริงเสียงจริง เจียงฉางเชิงเห็นว่าเจียงหลัวเติบโตมาอย่างดีเช่นนี้ ตอนแรกก็คิดจะตอบว่าไม่ แต่เมื่อครุ่นคิดอีกที พลังแข็งแกร่งก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีชีวิตที่ดีสักหน่อย เอาเถิด วันนี้จะให้หลานชายเป็นกรณีพิเศษก็แล้วกัน
เจียงฉางเชิงตอบตกลงในใจ
(ตอนนี้ยังสบายดี ปัจจุบันติดตามร่ำเรียนวิชายุทธ์กับผู้ฝึกยุทธ์ลึกลับคนหนึ่งอยู่)
“ข้าอยากรู้ว่าผู้ฝึกยุทธ์ลึกลับคนนั้นอยู่ระดับชั้นใด”
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้ 5,000 แต้ม ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่]
ไม่! แข็งแกร่งถึงเพียงนี้เชียว เจียงฉางเชิงวางใจทันที แต้มเซ่นไหว้ 5,000 แต้ม อย่างน้อยก็เป็นขั้นกายาทองคำ ติดตามยอดฝีมือเช่นนี้เจียงหลัวจะต้องปลอดภัยแน่ เว้นเสียแต่ว่าเจ้าหมอนั่นจะทำร้ายเจียงหลัวเอง ต่อให้ทำร้ายจริง อยู่ห่างกันคนละฟากฝั่งฟ้า ยามนี้เจียงฉางเชิงย่อมช่วยอะไรไม่ได้ ได้แต่คิดไปในทางที่ดีเท่านั้น
สายตาของเจียงฉางเชิงหันไปมองเจียงเจียน เขามีหลานชายมากมาย แต่คนที่ได้รับความรักจากเขาอย่างแท้จริงมีเพียงสองคนเท่านั้น โดยเฉพาะเจียงเจียนยิ่งได้รับมากเป็นพิเศษ เขาสร้างวิชายุทธ์ที่เหมาะกับร่างของอีกฝ่าย เลี้ยงดูอีกฝ่ายจนเติบใหญ่ สร้างอาวุธเทพให้ แล้วยังช่วยเปิดดวงตาที่สามอีก เขาหวังไว้ว่าหลังจากนี้เจียงเจียนจะกลายเป็นผู้ค้ำจุนราชวงศ์เจียง แต่การจะกลายเป็นผู้ค้ำจุนได้ ต้องผ่านเงื่อนไขแรกคือไม่เดินทางผิดเสียก่อน หลังจากนี้เจียงฉางเชิงจะรับผิดชอบเฝ้าบ้าน ส่วนเจียงเจียนรับผิดชอบขยายดินแดน ทำเช่นนี้เขาก็จะได้ทั้งรางวัลรอดชีวิตและแต้มเซ่นไหว้ที่เพิ่มพูนไม่หยุด
“เจ้าได้รับการดูแลและสภาพแวดล้อมที่ดีกว่าพี่น้องคนอื่นแล้ว ก็อย่าทำให้ข้าผิดหวังเสียเล่า” เจียงฉางเชิงหลับตาลงเงียบๆ แล้วจดจ่ออยู่กับการฝึกบำเพ็ญ
ปลายปีนั้น อเหยียนอี้เดินทางมาเยี่ยมเยียนเจียงฉางเชิง เพื่อบอกเขาว่ามียอดฝีมือลึกลับคนหนึ่งคิดจะขโมยชีพจรมังกร เจียงฉางเชิงลองพยากรณ์ดูก็พบว่าอีกฝ่ายมีค่าเท่ากับห้าพันแต้มเซ่นไหว้เท่านั้น ไม่มีค่าให้เขากังวล เจียงฉางเชิงถึงขั้นสงสัยด้วยซ้ำว่ายอดฝีมือลึกลับที่เจียงหลัวติดตามอยู่อาจเป็นคนผู้นี้ แต่เขาคร้านจะพยากรณ์ดู หากต้องเป็นศัตรูกันจริงๆ สังหารเสียก็สิ้นเรื่อง ต่อให้รู้ล่วงหน้าไป เขาก็เดินทางไปสุดขอบฟ้าอันไกลโพ้นเพื่อไปหาเจียงหลัวไม่ได้เสียหน่อย
สนทนากันครู่หนึ่ง อเหยียนก็เตรียมตัวจะจากไป ท่าทางผิดหวังเล็กน้อย หลายปีที่ผ่านมานางส่งของขวัญมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นวิชายุทธ์ สมบัติวิเศษ หรือศาสตราชั้นยอด ตระกูลขุนนางประคองจันทร์ดูเหมือนมีความสัมพันธ์อันดีกับอารามมังกรผงาด แต่นางรู้ดีว่าความจริงแล้วความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขายังไม่คืบหน้าไปไหน เจียงฉางเชิงสังเกตเห็นสีหน้าของนางจึงหยิบโอสถคงรูปลักษณ์เม็ดหนึ่งออกมามอบให้ จะให้ผู้อื่นมอบให้แต่ฝ่ายเดียวไม่ได้ สำหรับหญิงสาว การมอบความเยาว์วัยมิโรยราให้นางย่อมดีที่สุดแล้ว
ไม่เพียงอเหยียนเท่านั้น ชิงเออร์ก็ได้รับโอสถคงรูปลักษณ์เม็ดหนึ่งด้วย นางเคยบอกปณิธานกับวั่งเฉินแล้วว่าชั่วชีวิตนี้จะอยู่ที่อารามมังกรผงาดมิแต่งงาน บิดาของนางก็เห็นด้วยแล้ว ในเมื่อเป็นเช่นนี้เจียงฉางเชิงก็จะถือว่าเป็นการจ่ายค่าจ้างล่วงหน้า ให้หลังจากนี้ชิงเออร์มาทำงานให้อารามมังกรผงาดชั่วชีวิต อเหยียนได้รับโอสถเม็ดนี้ก็ดีใจอย่างยิ่ง เจียงฉางเชิงไม่รั้งนางไว้นานนัก เหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ นี้ไม่ทำให้เกิดคลื่นลมอันใดในอารามมังกรผงาด แดนศักดิ์สิทธิ์ของต้าจิ่งแห่งนี้มีสำนักอื่นมาหาเรื่องทะเลาะด้วยน้อยครั้งนัก ยิ่งเป็นเช่นนี้ภาพลักษณ์ของการเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ก็ยิ่งมั่นคง
เวลาผ่านไปอย่างเร็วไว ปีเฉียนอู่ที่สามสิบเอ็ด ทัพกลยุทธ์สวรรค์หนึ่งแสนนายบุกเข้าไปในอาณาจักรอวี๋โก้วที่มีแผ่นดินติดกับต้าจิ่ง สำแดงความทรงพลังมิมีผู้ใดต้านทานได้ พวกเขาคว้าชัยชนะในศึกติดต่อกัน บุกตะลุยตลอดทางไปจนถึงเมืองหลวงของอาณาจักรอวี๋โก้ว สิ้นปีนั้นอาณาจักรอวี๋โก้วก็ถูกต้าจิ่งกลืนกิน ข่าวแพร่กระจายไปทั่วต้าจิ่ง ทำให้ไพร่ฟ้าทั่วใต้หล้าตื่นเต้นยินดี ตีอาณาจักรแห่งหนึ่งได้ในหนึ่งปี พลังของทัพกลยุทธ์สวรรค์ถูกประชาชนเชิดชูประหนึ่งกองทัพเทพ
ปีเฉียนอู่ที่สามสิบสอง ต้าจิ่งเข้าควบคุมแผ่นดินอาณาจักรอวี๋โก้ว ขุนนางฝ่ายบุ๋นจำนวนมากของแผ่นดินราชวงศ์เวยในอดีตถูกส่งขึ้นรถมาเร่งเดินทางไปที่นั่น ส่วนสิบสามรัฐก็ส่งขุนนางฝ่ายบุ๋นจำนวนมากไปยังดินแดนของราชวงศ์เวยในวันวาน หลังจัดการได้เรียบร้อยแล้วราชสำนักก็รวบรวมเสบียงจากแผ่นดินอาณาจักรอวี๋โก้ว จัดตั้งกองหลังให้ตามสนับสนุนกองทัพกลยุทธ์สวรรค์ ครึ่งปีต่อมากองทัพกลยุทธ์สวรรค์ก็ตระเตรียมคนและข้าวของพร้อมสรรพ เริ่มบุกอาณาจักรตงหลิน อาณาจักรตงหลินไม่เหมือนอาณาจักรอวี๋โก้ว ที่แห่งนี้มีขั้นเทวชนปกปักษ์อยู่ แต่กองทัพกลยุทธ์สวรรค์มีขั้นเทวชนเช่นเดียวกัน คนผู้นั้นก็คือผิงอัน
ปีเฉียนอู่ที่สามสิบสาม ช่วงต้นปี ในเรือนหลังหนึ่งบนเขามังกรผงาด ป๋ายฉีรายงานผลการรบของต้าจิ่งให้ทุกคนฟัง อารมณ์ดีเอ่ยพร้อมรอยยิ้มว่า “ในที่สุดก็ตีอาณาจักรตงหลินได้เสียที ทางที่ดีเหยียบราชวงศ์ตงหลินให้ราบไปเลย ข้าตั้งตาคอยดูผิงอันซ้อมขั้นเทวชนคนนั้นให้ถึงที่ตายอยู่!”
มันทอดถอนใจ ยามแรกพบผิงอัน มันรู้สึกว่าเขาเป็นเด็กโง่คนหนึ่ง คิดไม่ถึงว่าจะมีวันหนึ่งที่เด็กโง่คนนั้นกลับช่วยแก้แค้นแทนมัน วันเวลาเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งโดยแท้ มันเฝ้ามองการถือกำเนิดของตำนานบทหนึ่งด้วยตาของมันเอง
เจียงซิ่วกล่าวยิ้มๆ “อาจารย์ลุงผิงอันแข็งแกร่งจริงๆ ตลอดการเดินทางไปตะวันตกหนนี้ กองทัพกลยุทธ์สวรรค์ถูกยอดฝีมือมากมายลอบจู่โจม แต่พวกเขาล้วนถูกเขาสังหารจนหมด ไม่ปล่อยให้รอดแม้แต่คนเดียว แม้แต่ข่าวก็ยังไม่ทันได้สืบพบอะไร”
ผิงอันอายุห้าสิบสี่ปีแล้วแต่ยังคงอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์พร้อมที่สุด ยิ่งมีกำลังภายในขั้นเทวชน เขาก็ดูเหมือนจะสังหารได้แม้กระทั่งทวยเทพ ไม่เคยทำศึกใดพ่ายแพ้ เจียงเจียนได้ยินก็คันไม้คันมือ เขาอายุสิบเจ็ดปีแล้ว กำลังอยู่ในวัยเลือดร้อนพอดี เขาหันไปมองเจียงฉางเชิงแล้วถามอย่างตื่นเต้นว่า “อาจารย์ ข้าไปร่วมกองทัพได้หรือไม่”
เจียงฉางเชิงที่อยู่ใต้ต้นไม้ไม่ลืมตาแต่ตอบอย่างนิ่งสงบว่า “บรรลุขั้นกายาทองคำแล้วค่อยไป”
เจียงเจียนทำหน้ายู่ บอกว่า “รอข้าบรรลุขั้นกายาทองคำ มิแก่หง่อมแล้วหรือ”
เจียงฉางเชิงเอ่ยตอบว่า “รอเจ้าอายุยี่สิบห้าปีแล้ว ข้าจะมอบโอสถคงรูปลักษณ์ให้เจ้า เจ้าจะได้มีหน้าตาเยาว์วัยชั่วนิรันดร์” ในเมื่อเป็นเทพเจ้าสามตาเออร์หลางเสินทั้งที จะแก่หง่อมไม่ได้สิ
ได้ยินเช่นนี้เจียงเจียนถึงวางใจ เจียงซิ่วมองภาพนี้พร้อมกับหัวเราะเหอะๆ เขาไม่ค่อยปรารถนาโอสถคงรูปลักษณ์นั่นเท่าไรนัก เขาเป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์ ย่อมไม่จำเป็นต้องกังวลกับความคิดของผู้อื่น อีกอย่างหนึ่งบุรุษย่อมต้องดูมีริ้วรอยของกาลเวลาเสียหน่อย จึงจะแลดูทรงภูมิ แต่แน่นอนว่าหากเจียงฉางเชิงหลอมโอสถที่ทำให้อายุยืนยาวไม่แก่ไม่ตายให้ เขาย่อมต้องการ ไม่ใช่แค่เขา เจียงจื่ออวี้ก็ชอบถามเจียงฉางเชิงบ่อยๆ ว่าหลอมโอสถที่ทำให้เป็นอมตะออกมาไม่ได้หรือ น่าเสียดายที่เจียงฉางเชิงทำไม่ได้จริงๆ
“น้องเก้าอย่าร้อนใจไป เสด็จพ่อเคยบอกข้าว่าจังหวะที่ออกโรงสำคัญยิ่ง ต้องรอจังหวะให้เจ้าได้เป็นผู้พลิกวิกฤต เจ้าค่อยออกโรง ยามนั้นเจ้าจึงจะมีคุณค่ามากที่สุด” เจียงซิ่วยิ้มให้
เจียงเจียนรู้สึกว่ามีเหตุผล หลังจากนั้นเขาจึงถามข่าวจากแนวหน้าต่อ เจียงซิ่วเล่าทุกสิ่งที่รู้ ทว่าเล่าไปเล่ามา จู่ๆ เขาก็ไอออกมาพร้อมกับมีสีหน้าซีดเผือด ฮวาเจี้ยนซินกังวลทันที ถามว่า “เจ้าเป็นอันใด ไม่สบายหรือ”
เจียงซิ่วตอบอย่างจนปัญญา “เสด็จพ่อยกทัพออกศึก ความสนใจทุ่มไปที่ชายแดน ฝั่งกองทัพมีงานให้จัดการมากมาย ข้าจึงต้องดูแลแว่นแคว้นแทนเขา ช่วยเขาจัดการเรื่องราวในแต่ละรัฐที่เหลือ แต่ว่าแผ่นดินนี้กว้างใหญ่เกินไป”
ฮวาเจี้ยนซินหันไปมองเจียงฉางเชิง เจียงฉางเชิงเดินเข้ามาตรวจร่างกายเจียงซิ่วทันที แล้วก็พบว่าร่างกายของเขาถูกใช้งานมากเกินไปจริงๆ เจียงฉางเชิงใช้พลังวิญญาณปรับสภาพร่างกายให้เขา พลางสั่งสอนว่า “ใช้ชีวิตแต่ละวันต้องรู้จักพักผ่อนให้มาก ทำงานเหน็ดเหนื่อยเกินไปมิได้ ราชกิจมีสามสำนักช่วยดูอยู่แล้ว เสด็จพ่อของเจ้าก็ขยายจำนวนคนของสามสำนักอัครมหาเสนาบดีแล้วมิใช่หรือ”
เจียงซิ่วยิ้มเผือด “หากมอบอำนาจทั้งหมดให้สามสำนัก ช้าเร็วย่อมเกิดเรื่องยุ่งยากครั้งใหญ่ มิเป็นไร หลังจากนี้ข้าจะพยายามจัดสรรเวลาให้ได้มากที่สุด”
เจียงฉางเชิงเองก็ไม่ฝืนบังคับ เขาให้ฮวาเจี้ยนซินไปหยิบโอสถสามขวดในห้องออกมาแล้วให้เจียงซิ่วพกกลับไป เจียงซิ่วซาบซึ้งใจ ในใจรู้สึกอบอุ่น
หลังจากเจียงซิ่วจากไปแล้ว เจียงเจียนก็ถอนหายใจ “โชคดีแล้วที่ข้าไม่ได้อยู่ในวังหลวงต่อ หากต้องเป็นเหมือนพี่ใหญ่ต้องแย่แน่ ฝึกยุทธ์ดีกว่าเป็นไหนๆ ไม่ต้องมีเรื่องวุ่นวายใจมากมายเช่นนั้น”
เจียงเจียนโตแล้ว เขารู้จักข้อดีของตนเองอย่างชัดเจน ถึงแม้ว่าหากให้เขาไปแย่งชิงตำแหน่งผู้สืบทอดราชบัลลังก์กับเจียงซิ่ว อาจมีโอกาสมากที่เขาจะทำสำเร็จก็ตาม ประการแรกเพราะอาจารย์ปู่รักเขามากกว่า ประการที่สองรัชศกเฉียนอู่เชิดชูวิชายุทธ์ เจียงซิ่วที่มีพรสวรรค์การฝึกยุทธ์ในระดับธรรมดาจึงถูกติฉินนินทาอยู่เสมอ แต่เขาไม่สนใจตำแหน่งฮ่องเต้ เขาอยากกลายเป็นคนแบบอาจารย์ปู่ต่างหาก เขาไม่เคยลืมเลือนสมัยเขายังเล็ก ตอนที่อาจารย์ปู่ขี่เมฆทะยานหมอกจากไป ทิ้งภาพที่ไม่อาจลบเลือนไว้ในความทรงจำของเขา
ฮวาเจี้ยนซินกลอกตาใส่เขา นางหันไปมองทิศทางที่เจียงซิ่วเดินจากไป ใบหน้าเต็มไปด้วยสีหน้ากังวลใจ เจียงฉางเชิงปลอบอย่างแฝงความนัย “มนุษย์ทุกคนต่างมีทางเลือกของตัวเอง สำหรับฮ่องเต้ มีบางสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าชีวิต ฮ่องเต้บางพระองค์มีชีวิตยืนยาวนับร้อยปี ปรารถนาเพียงแข็งแรงอายุยืนยาวแต่ไร้เกียรติประวัติ ท่ามกลางมหาสมุทรแห่งเรื่องราวในหน้าตำราประวัติศาสตร์ พวกเขาย่อมถูกพูดถึงเพียงประโยคเดียวก็ผ่านไป ทว่าฮ่องเต้บางพระองค์แม้นชีวิตสั้นแต่สร้างประวัติศาสตร์อันโดดเด่น เขาทำเช่นนี้ย่อมบ่งบอกว่าหัวใจของเขามีปณิธานตั้งมั่นอยู่ในนั้น ความจริงตัวเขาเองก็รู้ดี แต่นี่คือทางเลือกของเขา พวกเราพยายามช่วยเขาให้ได้มากที่สุดก็พอแล้ว”
สิ่งที่เจียงฉางเชิงทำได้คือพยายามช่วยเจียงซิ่วปรับสภาพร่างกายให้มากที่สุด แต่หากเจียงซิ่วยังคงทำงานเหน็ดเหนื่อยต่อไปจนแรงใจแรงกายหมดลง เช่นนั้นเขาก็อับจนหนทาง ไม่ว่าอย่างไรนี่ก็เป็นทางเลือกของเจียงซิ่ว คนอื่นมิอาจสั่งให้เขายอมละทิ้งตำแหน่งผู้สืบทอดราชบัลลังก์
ฮวาเจี้ยนซินถอนหายใจ นางย่อมเข้าใจเหตุผล แต่นางไม่อยากกลายเป็นคนหัวขาวส่งคนหัวดำจากไป เจียงเจียนเกาศีรษะ เขาทนบรรยากาศนี้ไม่ได้ เขาจึงแบกง้าวสามแฉกสองคมขึ้นมาแล้วบอกป๋ายฉีกับวั่งเฉินว่า “ข้าจะไปประมือกับอาจารย์อาฮวงชวน พวกเจ้าจะไปชมเรื่องสนุกหรือไม่”
ป๋ายฉีกลอกตาใส่เขาแล้วบอกว่า “ไม่ดีกว่า เจ้าก็เป็นฝ่ายถูกซ้อมจนนวมทุกที” วั่งเฉินพยักหน้าอย่างเงียบๆ เจียงเจียนแยกเขี้ยว เดินออกไปทันที
ปีเฉียนอู่ที่สามสิบสี่ ทูตคณะหนึ่งเดินทางเข้ามาในเมืองหลวง หลี่หมิ่นนำองครักษ์ชุดขาวไปรับด้วยตนเอง ในอดีตครั้งศึกใหญ่กับเก้าอาณาจักร หลี่หมิ่นอาศัยวิชาดาบมารสังหารเทพฟาดฟันศัตรูจนสร้างความดีความชอบ จึงได้เจียงฉางเชิงผลักดันเข้าไปอยู่ในกององครักษ์ชุดขาว เพราะเขาเป็นคนของเจียงฉางเชิง ทั้งยังมีวรยุทธ์แข็งแกร่ง ตำแหน่งจึงเลื่อนขึ้นไม่หยุด ยามนี้กลายเป็นผู้รับผิดชอบอันดับสองของกององครักษ์ชุดขาวแล้ว
หลี่หมิ่นนำคณะทูตมาพักผ่อนที่จวนแห่งหนึ่ง เช้าวันต่อมาเขาจึงพาทูตคนสำคัญเข้าไปในวัง ตำหนักระฆังทองกำลังมีการประชุมขุนนางพอดี เจียงจื่ออวี้ นั่งสง่าอยู่บนบัลลังก์มังกร เบื้องล่างบันไดมังกรมีแท่นอยู่แท่นหนึ่ง บนแท่นนั้นมีเก้าอี้งามวิจิตรอยู่หนึ่งตัว เจียงซิ่วนั่งอยู่บนนั้น ทั่วทั้งท้องพระโรงมีเพียงบิดาบุตรคู่นี้ที่นั่งอยู่ในยามนี้ เจียงซิ่วถูกมองว่าเป็นฮ่องเต้พระองค์ที่สองแล้ว บิดากับบุตรนั่งพร้อมกันอยู่ในการประชุมขุนนางเป็นเรื่องที่หายากนักในประวัติศาสตร์ เรื่องนี้ถูกเล่าลือแพร่กระจายในหมู่ชาวบ้านว่า เชื้อพระวงศ์ราชสกุลเจียงดูเหมือนจะไม่เข่นฆ่าสังหารกันเองแล้ว พ่อลูกไม่ต่อสู้กันแล้วจริงๆ
หลี่หมิ่นหยุดตรงเบื้องหน้าตำหนักระฆังทอง แล้วให้ทูตเดินเข้าไปเอง ทูตผู้นี้เป็นบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่ง บรรยากาศรอบตัวไม่ธรรมดา ดูมีอำนาจยิ่งนัก เขาย่างเท้าเข้าไปในตำหนักระฆังทองเพียงคนเดียว เผชิญหน้ากับสายตาจับจ้องของขุนนางทั้งหลายแต่กลับไม่ตื่นตระหนกสักนิด เขามาถึงหน้าบันไดมังกรก็ก้มกายคารวะแล้วเอ่ยว่า “อาณาจักรต้าฮวงให้กระหม่อมหวังซู เดินทางมาคารวะฮ่องเต้แห่งต้าจิ่ง”
เจียงจื่ออวี้โน้มกายมาข้างหน้าเล็กน้อยแล้วถามหยอกล้อ “มิทราบว่าอาณาจักรต้าฮวงส่งท่านเดินทางมาเพื่อเรื่องใดเล่า”
หวังซูสีหน้าเรียบเฉย ตอบกลับไปว่า “ฝ่าบาทส่งกระหม่อมมาเพราะต้องการหยุดการล่มสลายของต้าจิ่ง!”
ยามคำพูดนี้เอื้อนเอ่ยออกมา ทั่วทั้งท้องพระโรงพลันเงียบกริบ ขุนนางเฒ่าคนหนึ่งชี้หน้าเขาแล้วตวาดเสียงดัง “บังอาจ เจ้า…” ยังไม่ทันกล่าวจบ เขาก็เห็นเจียงจื่ออวี้ยกมือขึ้น จึงได้แต่หุบปาก
เจียงจื่ออวี้หัวเราะ “ไหนพูดให้ข้าฟัง”
หวังซูตอบอย่างนิ่งสงบ “ช้าเร็วต้าจิ่งย่อมขยายอาณาเขตมาประชิดต้าฮวง หากดินแดนติดกันแล้ว แม้สองราชวงศ์จะมีสัมพันธ์อันดีต่อกัน แต่ก็ต้องคอยระวังอีกฝ่ายอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทว่าที่แดนเหนือยังมีอาณาจักรอีกแห่งหนึ่งที่คอยจับจ้องมาดร้ายอยู่ พวกเขาใช้เล่ห์กลเพียงเล็กน้อยก็คงยุแยงให้ต้าฮวงกับต้าจิ่งแตกกันได้ ยามราชวงศ์แห่งโชคชะตาทั้งสองห้ำหั่น มิว่าผู้ใดชนะผู้ใดแพ้ย่อมต้องเสียหาย หากอาณาจักรที่บาดเจ็บอยู่เหล่านั้นฉวยโอกาสนั้นบุกลงใต้ จะต้านทานได้อย่างไร”
เจียงจื่ออวี้ครุ่นคิด เจียงซิ่วถามออกมาว่า “ถ้าเช่นนั้นท่านหมายความว่า จะให้พวกเรามรุกรานกันเพื่อสันติภาพหรือ”
หวังซูตอบกลับว่า “ข้าหวังว่าต้าฮวงกับต้าจิ่งจะร่วมมือกัน พิชิตแดนเหนือ”