เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 98 แต่งตั้งอ๋องทั่วหล้า มรรคาจารย์เตรียมออกโรง
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 98 แต่งตั้งอ๋องทั่วหล้า มรรคาจารย์เตรียมออกโรง
ตอนที่ 98 แต่งตั้งอ๋องทั่วหล้า มรรคาจารย์เตรียมออกโรง
ขุนนางทั้งหลายได้ยินคำพูดของหวังซูก็ตะลึงงันไปทันใด หลังจากนั้นพวกเขาก็พากันหัวเราะลั่น แม้แต่เจียงจื่ออวี้ผู้เคร่งขรึมเสมอก็กลั้นหัวเราะไม่ไหว หวังซูท่าทางองอาจเสียเพียงนั้น พวกเขาก็หลงคิดว่าหวังซูเดินทางมาข่มขู่ต้าจิ่งเสียอีก คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายกำลังหวาดหวั่น คิดจะหนีเสือไปตะครุบหมาป่าต่างหาก
เจียงจื่ออวี้จับจ้องหวังซูแล้วถามว่า “เจ้าจริงจังหรือ”
หวังซูตอบว่า “ราชวงศ์แห่งโชคชะตาของแดนเหนือ มีนามว่าราชวงศ์หงเสวียน หลายปีก่อนพวกเขารวบรวมผู้ฝึกยุทธ์จากหุบเขาชำนาญยุทธ์กับหอชุมดาราไป ยามนี้จึงมียอดฝีมือมากมายดุจหมู่เมฆ พวกเขาไม่ยาตราทัพไปที่ใดมาสามสิบปีแล้ว แต่พัฒนาแว่นแคว้นอยู่ตลอด กล่าวได้ว่ากำลังทหารเข้มแข็งอาชาพ่วงพี อาณาจักรหงเสวียนแข็งแกร่งกว่าต้าฮวง และแข็งแกร่งกว่าต้าจิ่ง สำนักหลังบัลลังก์ทั้งสองแห่ง อันได้แก่หุบเขาชำนาญยุทธ์และหอชุมดาราต่างล่มสลายเพราะต้าจิ่งของพวกท่าน คนที่เหลืออยู่ของพวกเขาจะมิคิดแค้นต้าจิ่งได้อย่างไร แม้ต้าจิ่งจะแข็งแกร่ง แต่ขุมกำลังที่สั่งสมไว้ยังไม่มากพอ นามมรรคาจารย์เลื่องลือทั่วหล้า เขาสยบกองทัพเก้าอาณาจักร สังหารขั้นกายาทองคำ ย้ายภูเขาสามพันลี้ ตำนานเหล่านี้ไม่ว่าเรื่องใดก็ทำให้คนตกตะลึงอย่างแท้จริง ทว่าสุดท้ายมรรคาจารย์ก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง เขาเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งอย่างที่สุดคนหนึ่งก็เท่านั้น ย่อมมีวันใดวันหนึ่งที่เขาสิ้นอายุขัย แต่หุบเขาชำนาญยุทธ์กับหอชุมดาราจะส่งต่อความแค้นนี้ไปรุ่นแล้วรุ่นเล่า หากต้าจิ่งกับต้าฮวงร่วมมือกัน กำจัดถอนรากถอนโคนพวกเขาเสีย แล้วแบ่งอาณาจักรหงเสวียนกัน แผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาลนั่นย่อมมากพอให้พวกเราสองอาณาจักรได้พักฟื้นอาณาจักรไปอีกหลายร้อยปี”
เขาไม่เปลี่ยนสีหน้าสักนิด แต่เรียงร้อยถ้อยคำออกมาอย่างสละสลวยทรงพลัง ขุนนางทั้งหลายฟังแล้วก็จมอยู่ในห้วงภวังค์ มรรคาจารย์แข็งแกร่ง แต่มรรคาจารย์มิใช่ทหารออกรบเพื่อต้าจิ่งมิได้ หากราชวงศ์แห่งโชคชะตาที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ทำสงครามกับราชวงศ์แห่งโชคชะตาที่ผ่านกาลเวลามายาวนานจนสั่งสมขุมกำลังได้มากมาย ทั้งสองฝ่ายย่อมบาดเจ็บทั้งคู่ หากอาณาจักรหงเสวียนฉวยโอกาสลงมือ…
หวังซูกล่าวเสริมถ้อยคำรุนแรงออกมาอีก “จากที่ข้าทราบมา มีเพียงยามที่แผ่นดินต้าจิ่งใกล้แตกพ่ายเท่านั้นที่มรรคาจารย์จะลงมือ สอดคล้องกับขนบธรรมเนียมของยอดฝีมือผู้ไร้เทียมทานในใต้หล้าก็จริง แต่ในเมื่อทุกท่านได้สัมผัสความดีงามของการเป็นราชวงศ์แห่งโชคชะตาแล้ว พวกท่านจะยอมถูกผู้อื่นตีแตกจนต้องกลับไปยังยุคที่วิถียุทธ์รกร้างอ้างว้างอีกหรือ ต้าจิ่งยินยอมเดิมพันเช่นนั้นจริงหรือ ต้าฮวงมิกล้าเดิมพัน แต่หากถูกบีบจนไร้ทางเลือกจริงๆ พวกข้าก็จะแสดงให้ศัตรูได้เห็นว่าพลังเช่นไรที่ทำให้ต้าฮวงยืนตระหง่านมาได้หลายร้อยปี!”
ตำหนักระฆังทองเงียบสงัด ความแข็งกร้าวที่หวังซูแสดงออกมาทำให้ภาพลักษณ์ของทูตจากต้าฮวงคนนี้ในใจเหล่าขุนนางเปลี่ยนไป เจียงจื่ออวี้หรี่ตาลง นิ้วมือเคาะเบาๆ บนพนักแขนของบัลลังก์มังกร จมอยู่ในห้วงภวังค์แห่งการขบคิด เจียงซิ่วมิเอ่ยปากอีก เขาเป็นเพียงผู้สืบทอดราชบัลลังก์ ย่อมตัดสินใจเรื่องนี้มิได้
หวังซูเงยหน้ามองเจียงจื่ออวี้แล้วเอ่ยว่า “ใต้หลานี้กว้างใหญ่นัก ยามนี้มีราชวงศ์แห่งโชคชะตาอยู่หกแห่ง หากต้าจิ่งกับต้าฮวงผูกพันธมิตรกัน สองราชวงศ์ร่วมมือกันบุกยึดใต้หล้า ให้แผ่นดินทวีปนี้เหลือผู้มีอำนาจเพียงสอง ไยจะมิใช่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ พวกเรามิต้องกังวลว่าต่างฝ่ายจะหักหลังกันเองแม้แต่น้อย นั่นเพราะว่าใต้หล้าแห่งนี้กว้างใหญ่เหลือเกิน กว้างใหญ่จนพวกเราไม่มีวันกินหมด”
เจียงจื่ออวี้ไม่แสดงสีหน้าอะไรออกมาทั้งสิ้น เขาตอบว่า “เจ้าพูดมีเหตุผล แต่เราต้องคิดดูก่อน เอาล่ะ ส่งทูตต้าฮวงกลับไปที่จวนแล้วต้อนรับดูแลให้ดี”
หวังซูคารวะแล้วหมุนตัวหันหลังกลับทันที เขาเดินออกไปจากตำหนักระฆังทองด้วยท่วงท่าที่มินอบน้อมแต่ก็มิหยิ่งยโสเกินงาม เมื่อเขาเดินออกไปแล้ว เจียงจื่ออวี้พลันถอนหายใจ “ต้าฮวงดูแคลนมิได้เลย มีขุนนางเช่นนี้ ต้าฮวงคงมิอ่อนแอเหมือนที่เห็นภายนอก”
ขุนนางทั้งหลายหารือกัน คนส่วนใหญ่แสดงออกว่าเห็นด้วย ความจริงแต่เดิมพวกเขาก็ไม่สนับสนุนให้ทำสงครามต่ออยู่แล้ว สาเหตุสำคัญก็เพราะพวกเขาคิดว่าแผ่นดินกว้างใหญ่มากพอแล้ว ในเมื่อแผ่นดินก้าวหน้าอย่างมั่นคงได้ ไยต้องทำให้ประชาชนทุกข์ยากสูญเสียทรัพย์กันอีก
ทว่าทันใดนั้นหานเทียนจีก็ก้าวออกมา เอ่ยว่า “ต่อให้ไม่รบ ก็ต้องกลืนอาณาจักรตงหลินให้ได้เสียก่อน อาณาจักรแห่งนี้มีป่าไม้และภูเขามาก มีเทือกเขาเป็นดั่งปราการธรรมชาติกั้นขวางระหว่างต้าฮวงกับต้าจิ่ง หวังซูผู้นั้นวาจาคมคายก็จริง แต่ฝ่าบาทสมควรเป็นฝ่ายกุมอำนาจผู้นำ ต่อให้สองอาณาจักรผูกมิตรกัน ต้าจิ่งก็ต้องเป็นผู้อยู่เหนือกว่า ความเสมอภาคอย่างสมบูรณ์มิมีอยู่จริง หากยามนี้ปล่อยมือจากอาณาจักรตงหลิน ต้าฮวงจะมองพวกเราอย่างไร ประชาชนต้าจิ่งจะมองต้าฮวงอย่างไร จิตใจของผู้คนในใต้หล้าหากไม่ทันระวังเพียงนิดก็เปลี่ยนแปลงได้เสมอ ท่าทีแต่ละอย่างจะตัดสินจุดยืนและภาพลักษณ์ของทั้งสองอาณาจักร”
เจียงจื่ออวี้รู้สึกว่ามีเหตุผลจึงพยักหน้าเห็นด้วย เขาก็รู้ว่าความจริงการร่วมมือกับต้าฮวงเป็นทางที่ดีกว่า ต้าจิ่งต้องการเวลา เพียงแต่เขาคิดว่าชีวิตเขาผ่านไปครึ่งหนึ่งแล้ว เหลือเวลาอีกไม่มากจึงต้องเร่งฝีเท้าให้เร็วหน่อยก็เท่านั้น สายตาของเขาจับจ้องบนตัวของเจียงซิ่ว แผ่นหลังของเจียงซิ่วมิองอาจผายผายอย่างในอดีตอีกแล้ว มันแลดูอ่อนล้าอ่อนแรง หัวใจของพระองค์อ่อนยวบ ตรัสว่า “ตีอาณาจักรตงหลินมาให้ได้ก่อนค่อยว่ากัน!”
เห็นจิตใจกระหายสงครามของฮ่องเต้ไม่แน่วแน่ดังเดิมแล้ว ขุนนางทั้งหลายก็ยินดีปรีดา พากันกล่าวสรรเสริญว่าฝ่าบาททรงพระปรีชา
ภายในเรือน เจียงฉางเชิงกับเจียงจื่ออวี้กำลังจิบชา คนอื่นๆ ออกไปนอกเรือนให้เวลาพวกเขาอยู่ด้วยกันตามลำพัง เจียงฉางเชิงจิบน้ำชาแล้วเอ่ยชมว่า “ชาดีจริงๆ ดูเหมือนต้าฮวงจะมิรกร้างว่างเปล่าเช่นนาม รสชาติดีทีเดียว”
เจียงจื่ออวี้ถอนหายใจแล้วทวงถาม “ท่านพ่อ ท่านยังมิตอบข้าเลย”
เจียงฉางเชิงตอบด้วยรอยยิ้มว่า “อยากรบก็รบไปสิ” เขารู้ความคิดของเจียงจื่ออวี้ดี เจียงจื่ออวี้ไม่เชื่อใจต้าฮวงแม้แต่น้อย
“แต่ว่าร่างกายของเจียงซิ่ว…” เจียงจื่ออวี้ลังเลเล็กน้อย
เจียงฉางเชิงหัวเราะ “เจ้าให้กำเนิดโอรสธิดามามากมายเพียงนั้นเพื่ออะไร จะเลี้ยงไว้ให้เสียข้าวสุกหรือ คนที่ควรส่งไปทำงานก็ส่งไปเสีย จะให้ไปเข้าร่วมกองทัพอย่างเดียวมิได้ ในเมื่อแผ่นดินกว้างใหญ่แล้วก็แยกบ้านกันไป สักวันหนึ่งต้าจิ่งอาจบุกโจมตีไม่ใช่แค่ดินแดนเดียวก็เป็นได้”
เจียงจื่ออวี้ถอนหายใจ “ข้าก็เคยคิดเรื่องนี้ แต่ก็กลัวว่าอีกร้อยปีให้หลัง อ๋องที่ครองประเทศราชจะมีใจคิดก่อกบฏ”
เจียงฉางเชิงตอบอย่างนิ่งสงบ “มีแผนการที่สมบูรณ์แบบเสียที่ไหน แผนการย่อมปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ขอเพียงสิบสามรัฐยังเป็นศูนย์กลางของวิถียุทธ์ก็พอแล้ว หากมีคนรุ่นหลังก่อกบฏจริง อ๋องผู้ทรงธรรมย่อมพลิกกลียุคกลับมาสู่ความสงบ แล้วจัดการคานอำนาจระหว่างพระญาติเชื้อพระวงศ์ แผ่นดินในยามนั้นย่อมกลายเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง เจ้าอย่าคิดให้มากนักเลย ปัญหาตอนนี้ต่างหากที่เจ้าสมควรคิด”
ไม่ว่าแผนการใดต่างมีข้อดีข้อเสียทั้งสิ้น ดังนั้นการผลัดเปลี่ยนราชวงศ์จึงเป็นลิขิตสวรรค์ เป็นการผลัดเปลี่ยนตามวิถีธรรมชาติ เมื่อเทียบระหว่างต้าจิ่งกับราชวงศ์อื่นแล้ว ข้อดีใหญ่หลวงที่สุดก็คือเขา เขาเป็นอมตะ ยามใดต้าจิ่งเกิดความโกลาหล เขาย่อมออกมาพลิกสถานการณ์ให้ได้ แต่แน่นอนว่าเรื่องนี้จะบอกเจียงจื่ออวี้ไม่ได้ เรื่องความเป็นอมตะจะเปิดเผยไม่ได้ หากเล็ดลอดออกไป ใต้หล้าจะมองเขาเป็นสิ่งประหลาด พวกเขาจะรวมกลุ่มมาโจมตี บางทีอาจมองเขาเป็นเนื้อของพระถังซัมจั๋งก็ได้ [1] อย่างน้อยๆ ตอนนี้ก็ยังบอกไม่ได้
เจียงจื่ออวี้ครุ่นคิดเนิ่นนาน สุดท้ายสีหน้าของเขาก็บ่งบอกว่าคิดตกแล้ว หากเขาเป็นห่วงทายาทรุ่นหลังมากเกินไป นั่นก็เหมือนกับเขาไม่เชื่อใจคนรุ่นหลัง บิดากับบุตรสนทนากันเนิ่นนานนัก ต่อมาพวกเขาก็คุยเรื่องสนุกในราชวงศ์ แม้จะเป็นการนินทาเรื่องราวในบ้านผู้อื่น แต่เจียงฉางเชิงก็ฟังอย่างเพลิดเพลินสนุกสนาน จู่ๆ เจียงฉางเชิงก็สงสัยว่าความจริงเจียงจื่ออวี้อาจมีความคิดเช่นนี้มาตั้งแต่แรก แต่จงใจมาถามหยั่งเชิงเพราะต้องการดูท่าทีของเจียงฉางเชิงเท่านั้น เพราะแม้แต่พระนามอ๋องขององค์ชายแต่ละองค์ เจ้าเด็กนี้ก็คิดไว้เรียบร้อยหมดแล้ว
เดือนสิบเอ็ด ฮ่องเต้ประกาศกับใต้หล้าว่าจะแต่งตั้งองค์ชายเป็นอ๋องไปปกครองรัฐต่างๆ กุมอำนาจปกครองดูแลพื้นที่แต่ละแห่ง แต่พวกเขาต้องมีป้ายพยัคฆ์ [2] ของโอรสสวรรค์จึงจะเคลื่อนทัพได้ องค์ชายทุกพระองค์ที่อายุถึงวัยผู้ใหญ่แล้ว พอได้รับคำสั่งก็เดินทางไปยังที่ต่างๆ ทันที ในเวลาเดียวกัน ฮ่องเต้ก็ก่อตั้งสำนักใต้หล้าที่ขึ้นตรงต่อโอรสสวรรค์แต่เพียงผู้เดียว เพื่อรับผิดชอบสืบข่าวและสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนในรัฐต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องถามจากขุนนางแต่ละระดับและอ๋องของแต่ละรัฐ
การกระทำนี้ทำให้ประชาชนในใต้หล้าต่างพูดคุยซุบซิบ แม้แต่ขุนนางใหญ่ชนชั้นสูงก็สุมหัวคุยกัน เกิดการถกเถียงเป็นวงกว้าง ระบบแบ่งที่ดินและแต่งตั้งเจ้าผู้ปกครองที่ดินไม่ใช่สิ่งที่พบเห็นได้ยากในประวัติศาสตร์ของสิบสามรัฐ แต่ละราชวงศ์ล้วนมีระบบนี้แทบทั้งสิ้น และช่วงปลายของราชวงศ์ เจ้าผู้ครองรัฐหรืออ๋องผู้ครองประเทศราชต่างๆ ก็มักจะลุกขึ้นมาก่อกบฏเสมอ บางครั้งก็ทำให้แผ่นดินแตกแยก จนสุดท้ายถูกคนนอกหรือชนเผ่าข้างนอกช่วงชิงแผ่นดินไป
แต่แล้วความเห็นประการหนึ่งก็แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ความเห็นที่ว่าก็คือแผ่นดินในยามนี้ไม่เหมือนก่อนแล้ว แผ่นดินในยุคนี้คือแผ่นดินแห่งวิถียุทธ์ ขอเพียงโอรสสวรรค์กุมคลังวิชายุทธ์ที่สำคัญที่สุดของต้าจิ่งเอาไว้ได้ เขาย่อมใช้วิถียุทธ์กำราบอ๋องทั้งหลายได้ ในอดีตมรรคาจารย์แห่งต้าจิ่งได้พิสูจน์ให้คนทั้งใต้หล้าเห็นแล้วว่าความแข็งแกร่งของวิถียุทธ์สามารถต่อกรกับกองทหารนับพันหมื่นได้! ขอเพียงโอรสสวรรค์กุมอารามมังกรผงาดกับหอเงินอู๋ไว้ให้มั่น ใต้หล้าก็จะไม่เกิดกลียุค บางคนกังวลว่าหลังจากนี้ร้อยปีเมื่อมรรคาจารย์จากไปแล้ว อารามมังกรผงาดจะถูกอ๋องผู้ครองรัฐคิดหาวิธีชักใยให้ก่อกบฏ แต่ในเมื่อโอรสสวรรค์ออกราชโองการมาแล้ว ไม้ก็ย่อมกลายเป็นเรือไปเรียบร้อยแล้ว
ใต้หล้ากำลังวิตกกังวล แต่เจียงซิ่วกลับผ่อนคลายขึ้นมาก ราชกิจส่วนใหญ่ของดินแดนต่างๆ ถูกแบ่งไปให้น้องๆ ทั้งหลายแล้ว แต่ละวันเขาจึงมีเวลาพักผ่อนมากขึ้น เขาเองก็เคยเป็นห่วงว่าอ๋องผู้ครองรัฐต่างๆ จะขยายอำนาจจนรุ่นหลังมิอาจควบคุม แต่เมื่อขบคิดดูแล้วก็ช่างมันเถิด หากใช้คำพูดของอาจารย์ปู่มาพูด ก็ต้องบอกว่าคนรุ่นหลังมีหนทางของคนรุ่นหลังเอง
สิ้นเดือนนั้น อารามมังกรผงาดมีคนผู้หนึ่งที่เรียกขานตนเองเป็นยอดฝีมือแห่งยุคมาท้าสู้กับมรรคาจารย์ เจียงฉางเชิงมองปราดเดียวก็ทราบว่าคนผู้นี้ยังไม่บรรลุขั้นเทวชนเสียด้วยซ้ำ เพียงเสแสร้งเพราะต้องการจะเข้าไปอยู่ในสุสานวีรบุรุษ จารึกนามไว้ให้คนรุ่นหลังเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เขาจึงส่งเจียงเจียนไปรับศึก ทำให้ฮวงชวนผู้อยากจะแสดงพลังจำต้องอดใจไว้อย่างเลี่ยงไม่ได้
หน้าผากของเจียงเจียนผูกแถบผ้าผืนหนึ่งไว้ไม่เผยดวงตาที่สามออกมา ยามนี้กำลังภายในของเขาบรรลุถึงขั้นเทวจิตแล้ว พละกำลังของกายเนื้อน่าหวาดกลัวกว่าเดิมแล้วก็จริง แต่นี่เป็นศึกแรกที่เป็นการต่อสู้จริงๆ ของเขา เขาจึงตื่นเต้นมาก โชคดีที่หลายปีที่ผ่านมาเขามักประลองฝีมือกับฮวงชวนและหลิงเซียวอยู่บ่อยๆ จึงมีประสบการณ์จริงมากมาย สุดท้ายไม่ตกม้าตาย ศึกนี้ทำให้เจียงเจียนกลายเป็นที่รู้จักของศิษย์ทั้งหลาย ที่แท้ในเขตต้องห้ามยังมีองค์ชายซ่อนอยู่อีกพระองค์หนึ่ง ทั้งยังได้รับการสั่งสอนจากตัวมรรคาจารย์เอง
“สะใจ! สะใจนัก!” เจียงเจียนแบกง้าวสามแฉกสองคมกลับมาที่เรือน เขายิ้มกว้างอย่างฮึกเหิม ฮวาเจี้ยนซินเดินเข้ามายื่นผ้าผืนหนึ่งให้เขาแล้วถามด้วยรอยยิ้มว่า “ชอบใจมากหรือ”
เจียงเจียนหัวเราะ “ชอบใจยิ่งนัก อาจารย์อาฮวงชวนต้องโกรธแทบกระอักแล้วเป็นแน่ เขาอยากจะลงมือเองเสียขนาดนั้น ฮ่าๆ หนหน้าข้าก็จะสู้อีก!” ห้วงเวลานั้นภายในเรือนช่างครื้นเครง
ปีเฉียนอู่ที่สามสิบห้า ฤดูคิมหันต์ สนามรบที่อาณาจักรตงหลินยังทำสงครามกันอย่างดุเดือด ได้ยินมาว่ามียอดฝีมือจำนวนมากมาเสริมทัพของอาณาจักรตงหลิน ทำให้ทัพกลยุทธ์สวรรค์มิอาจตีเอาอาณาจักรมาได้ ฮ่องเต้จึงจำเป็นต้องส่งยอดฝีมือมากกว่าเดิมไปช่วยเสริมทัพ นี่คือยุคสมัยแห่งวรยุทธ์ สนามรบย่อมต้องพึ่งพลังยุทธ์
ในวันนี้ เจียงเจียนกับฮวงชวนกำลังประลองวิชากันอยู่ ศิษย์มากมายรวมไปถึงผู้แวะมาเซ่นไหว้ต่างล้อมมุงดู ร้องชมว่าดีเป็นระยะ
“เยวี่ยชวิ่นแห่งแดนสวรรค์ดาบเทวะ เดินทางมาขอท้าสู้กับมรรคาจารย์แห่งต้าจิ่ง หากข้าตาย ปรารถนาจะเข้าสุสานวีรบุรุษ!”
เสียงนี้ดังกังวานอย่างน่าแปลก มันก้องกังวานไปทั่ว ยอดเขายุทธ์ หน้าประตูสำนักตรงไหล่เขามีบุรุษเส้นผมขาวโพลนทั้งศีรษะที่สวมอาภรณ์สีดำคนหนึ่งยืนอยู่ริมหน้าผา สองมือของเขาถือดาบที่มีใบดาบกว้างเล่มหนึ่ง บนสันดาบมีห่วงทองคำห่วงแล้วห่วงเล่าคล้องอยู่ เขาหน้าตาเย็นชาเหี้ยมเกรียม บนใบหน้าเผยให้เห็นจิตสังหาร
ได้ยินคำนี้ เจียงเจียนกับฮวงชวนก็หยุดพร้อมกัน ทั้งสองคนหันมาสบตากันแล้วเอ่ยปากพร้อมกันเป็นเสียงเดียว “ข้าเอง!” วินาทีต่อมาทั้งสองคนก็หมุนตัวพุ่งไปทางประตูสำนักพร้อมกัน แต่ผลปรากฏว่าเพิ่งออกตัววิ่งได้ไม่นานนัก พวกเขาก็ได้ยินเสียงหนึ่ง “ข้าเอง” ทั้งสองคนชะงักหยุดฝีเท้าทันที เจ้าของเสียงนั้นก็คือเจียงฉางเชิง
เจียงฉางเชิงที่อยู่บนภูเขาฝั่งตรงข้ามกำลังยืดเหยียดร่างกายอยู่ในลานเรือน ฮวาเจี้ยนซินถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “อีกฝ่ายแข็งแกร่งมากหรือเจ้าคะ ท่านถึงต้องลงมือเอง”
เจียงฉางเชิงตอบว่า “แข็งแกร่งมากจริงๆ ฮวงชวนกับเจียนเออร์ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา แดนสวรรค์ดาบเทวะเป็นสำนักหลังบัลลังก์แห่งหนึ่ง คิดไม่ถึงว่าจะมีคนจากสำนักหลังบัลลังก์อยากเข้ามาอยู่ในสุสานวีรบุรุษด้วย”
เมื่อได้ยินคำว่าสำนักหลังบัลลังก์ ฮวาเจี้ยนซินก็กังวลทันที นางรีบเดินทางไปที่ยอดเขายุทธ์เพราะนางกลัวว่าเจียงเจียนจะไม่เชื่อฟังแล้วลงมือโดยพลการ ป๋ายฉีกับวั่งเฉินก็นึกสนใจขึ้นมาจึงพากันเดินออกจากเรือนมาด้วย เจียงฉางเชิงกลับไม่รีบร้อน เขากำลังขบคิดปัญหาหนึ่ง… หรือไม่ จะสังหารแบบใดดีนะ? ใช้ดัชนีปราณของตระกูลเฉินสังหารในเสี้ยววินาทีดี หรือว่าจะให้อีกฝ่ายแสดงความสามารถสักหน่อย ให้ลูกศิษย์ของอารามมังกรผงาดได้เพิ่มพูนความรู้ดี?
[1] เนื้อพระถังซัมจั๋ง: อ้างอิงจากนิยายไซอิ๋ว เชื่อว่ากินแล้วจะเป็นอมตะ
[2] ป้ายพยัคฆ์ (ปิงฝู): เครื่องหมายอาญาสิทธิ์ใช้สั่งการทหาร ส่วนใหญ่ทำจากโลหะแยกเป็นสองซีก กษัตริย์เก็บไว้ซีกหนึ่ง แม่ทัพเก็บไว้ซีกหนึ่ง ต้องนำมาประกบกันจึงจะเคลื่อนทัพได้