เส้นทางดวงดาว - ตอนที่ 37
ในขณะที่เจมส์นำมีดออกมาเพื่อทำการชำแหละซากของตะขาบยักษ์ริปเปอร์อยู่ๆการกระทำของเขาก็หยุดลง สายตาที่คมชัดของเจมส์จ้องมองไปยังทิศทางหนึ่งราวกับว่าดวงตาคู่นั้นสามารถมองทะลุผ่านความมืดออกไปไกล
มันไม่ใช่เพราะภาพที่เขาเห็นแต่กลับกลายเป็นเสียงเล็กๆที่ได้ยินแต่ไกลๆ เสียงที่แผ่วเบานี้ทำให้คิ้วทั้งสองข้างของเจมส์ขมวดเข้าหากันจนเกือบจะกลายเป็นเส้นเส้นเดียวที่ขีดผ่านหน้าผากของเขา
“ นี่ไม่ดีเลย ” เจมส์พึมพำในขณะเดียวกันเขาก็กดคบไฟลงไปยังพื้นดินเพื่อดับแสงไฟที่ส่องสว่าง
ภายใต้ความมืดเสียงดังกล่าวดังขึ้นเรื่อยๆ มันคือเสียงของฝีเท้าจำนวนมาก ! จากประสบการณ์เจมส์รู้ว่าเจ้าของฝีเท้านี้คือใคร . . .
“ ฝูงของเงามืดผู้หิวกระหาย !! ”
โดยไม่ต้องเสียเวลาคิดเจมส์เลือกที่จะวิ่ง หากว่ามันเป็นฝูงของมอนสเตอร์เจ็ดหรือแปดตัวสิ่งนี้จะไม่เป็นปัญหาสำหรับเจมส์ แต่ฝูงของเงามืดผู้หิวกระหายนั้นมีจำนวนไม่ต่ำกว่าสามสิบตัวต่อฝูงและพวกมันทั้งหมดเป็นมอนสเตอร์ที่มีร่างกายโคจรระดับ 24
จำนวนไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในของเงามืดผู้หิวกระหายแต่มันคือจ่าฝูงของพวกมัน มอนสเตอร์วิวัฒซึ่งแข็งแกร่งกว่ามอนสเตอร์ทั่วไปในระดับร่างกายโคจรเดียวกัน
หากว่าเป็นการต่อสู้กันหนึ่งต่อหนึ่ง จ่าฝูงของเงามืดผู้หิวกระหายไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจมส์แต่ถ้าจ่าฝูงนั้นอยู่กับฝูงของมันความแข็งแกร่งจะเป็นไปไม่ได้แม้แต่เจมส์ก็ต้องวิ่งหนีถ้าพบกับฝูงของเงามืดผู้หิวกระหาย มันเป็นเพราะความแข็งแกร่งของเขาในปัจจุบันไม่เพียงพอ
เหตุผลอะไรที่ทำให้ชายผู้ที่เคยต่อสู้เพียงลำพังกับซอมบี้เป็นร้อยๆตัวอย่างสบายๆต้องวิ่งหนีถ้าไม่ใช่ความแข็งแกร่งที่แตกต่างกันมากจนเกินไป
เจมส์วิ่งอย่างรวดเร็วท่ามกลางความมืดที่การมองเห็นไร้ประโยชน์ เมื่อเทียบกับคนทั่วไปเจมส์ดูสงบนิ่งและไร้กังวล บางครั้งเจมส์จะสะดุดเข้ากับรากไม้แต่เขาก็เหมือนกับนักกายกรรมที่สามารถกลับมายืนได้ด้วยการเคลื่อนไหวเพียงไม่กี่ครั้ง
ในความมืดที่สายตาไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้นอกจากโลกที่ฉาบด้วยสีดำ เจมส์ต้องพึ่งประสาทสัมผัสที่เฉียบคมของตนเอง หูของเขาฟังเสียงโดยรอบเพื่อตรวจหาสัญญาณของสิ่งมีชีวิต จดจ่ออยู่กับสัมผัสที่ปลายเท้าเมื่อพบกับอุปสรรคดังเช่นรากไม้หรือพื้นที่ต่างระดับเจมส์ก็สามารถปรับตัวได้ทัน
แม้ว่าจะไม่ได้มีพลังพิเศษดังเช่นทักษะการตรวจจับสภาพแวดล้อมหรือพลังที่ทำให้สามารถมองเห็นได้ในความมืดแต่เจมส์ก็สามารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้เร็วมาก
แน่นอนว่าหากทางข้างหน้าเป็นเหวเจมส์จะสามารถรับรู้ได้ด้วยกระแสลมแต่หากว่ามันเป็นต้นไม้ที่อยู่ข้างหน้าเจมส์ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ มีหลายครั้งที่เจมส์ชนเข้ากับต้นไม้แต่การชนนั้นแทบจะไม่สร้างอาการบาดเจ็บใดๆให้กับเจ้าตัว มันเป็นเพราะการตอบสนองที่ฉับไว เจมส์สามารถเบี่ยงเบนทิศทางด้วยการเคลื่อนที่ในฉับพลันเพื่อลดแรงกระแทกได้ในเสี้ยววินาทีที่ใบหน้าของเขากระทบเข้ากับต้นไม้
มันเป็นการตอบสนองที่รวดเร็วเกินมนุษย์ซึ่งมันไม่ใช่ความสามารถที่ฝึกฝนได้ในระยะเวลาสั้นๆแต่ต้องพึ่งพาประสบการณ์และความชำนาญ
วิ่งมาได้ระยะหนึ่งเจมส์ก็หยุดฝีเท้าลงหลังจากที่เขาพบว่าเสียงฝีเท้าของฝูงเงามืดผู้หิวกระหายนั้นไม่มีอยู่แล้ว
“ ถ้าเจ้าพวกนั้นรู้ว่าฉันวิ่งหนีฝูงของสัตว์เล็กๆน้อยๆนี่เจ้าพวกนั้นก็คงจะหัวเราะเยาะฉันจนตาย ” เจมส์สบถพึมพำ แม้แต่เจ้าตัวก็รู้สึกละอายในความอ่อนแอของตนเอง ถ้าหากว่าเจมส์นั้นมีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับก่อนหน้าที่เขาจะถูกส่งย้อนเวลากลับมานั้น ฝูงของเงามืดผู้หิวกระหายจะไม่ต่างอะไรกับฝูงสัตว์ที่ตายแล้วหากมันเลือกวิ่งเข้าหาเขา
โชคดีที่ฝูงเงามืดผู้หิวกระหายไม่ได้สนใจที่จะไล่ตามเขาไม่เช่นนั้นเจมส์จะถูกไล่ล่าอย่างไม่รู้จักจบสิ้น ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเจมส์นั้นตอบสนองและตัดสินใจได้ทันเวลา
เงามืดผู้หิวกระหายเหล่านั้นไล่ตามกลิ่นของความตาย ที่ใดมีความตายพวกมันก็จะปรากฏขึ้นเพื่อกินซากศพซึ่งในช่วงเวลานั้นพวกมันตามกลิ่นความตายของตะขาบยักษ์ริปเปอร์ ยังดีที่เจมส์ตัดสินใจวิ่งหนีไปก่อนที่พวกมันจะตรวจพบการคงอยู่ของเขา เหตุนี้เจมส์จึงไม่ถูกไล่ล่า
คบไฟถูกจุดขึ้นอีกครั้งและเจมส์ก็ออกเดินทางต่อไป แม้ว่าจะไม่เห็นดวงดาวแต่เจมส์ก็สามารหาทิศทางได้จากฟังก์ชั่นเข็มทิศของระบบ เขามุ่งหน้าสู่พื้นที่ทางตะวันตกของภูเขา
ตลอดระยะทางเจมส์พบกับการจู่โจมของมอนสเตอร์หลากหลายชนิด บางครั้งเขาจะได้รับบาดเจ็บจากการถูกพิษและการโจมตีที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่ด้วยเม็ดยาที่เจมส์กลั่นไว้ก่อนที่จะมาที่นี่ทำให้การเดินทางของเจมส์เป็นไปอย่างราบรื่น
สิ่งเดียวที่น่าเสียดายคือเจมส์ไม่สามารถเก็บเกี่ยวซากศพของมอนสเตอร์ที่ตนสังหารเพราะเขาเองก็ไม่ทราบว่าบนภูเขาลูกนี้มีฝูงเงามืดผู้หิวกระหายมากน้อยเพียงใดและพวกมันจะปรากฏตัวขึ้นอีกเมื่อไหร่ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยเจมส์จึงเลือกที่จะทิ้งซากของมอนสเตอร์เอาไว้
เป้าหมายในการมายังภูเขาแห่งนี้ก็เพื่อภารกิจไม่ใช่การล่าดังนั้นเจมส์จึงไม่ซีเรียสมากนัก
ใช้เวลาอยู่เกือบสองชั่วโมงในที่สุดหูของเจมส์ก็ได้ยินเสียงการไหลของน้ำ ทันใดนั้นแววตาของเขาก็เปล่งประกายของความสำเร็จ
“ มันควรจะเป็นที่นี่ ”
เดินไปตามทิศทางที่มาของเสียงเพียงไม่กี่สิบก้าวแสงไฟสีส้มนวลก็ส่งให้เห็นลำธารที่อยู่ท่ามกลางป่าที่ตายแล้ว เจมส์เดินทวนกระแสน้ำไปจนกระทั่งพบกับน้ำตกที่ซึ่งไหลลงมาจากหน้าผาที่ไม่สูงมากนัก
คั่นกลางกระแสน้ำที่ไหลลงมาคือรูปปั้นหินที่สูงกว่าสี่เมตร มันเป็นรูปปั้นของชายคนหนึ่งที่ให้ความรู้สึกกดดันราวกับการคงอยู่ของชายผู้นี้คือศูนย์กลางของทุกสรรพสิ่ง ร่างกายยืนตรงศักดิ์ศรีของเขาสูงเทียมฟ้า ใบหน้าที่ไม่แยแสต่อความเป็นไปของโลกนั้นดูศักดิ์สิทธิ์น่าเคารพบูชา
สายตาของรูปปั้นมองลงเบื้องล่างราวกับว่ากำลังพิพากษาตัดสินชีวิตและความตายของสิ่งมีชีวิตทั้งมวล นี่คือเทวรูปของเทพเจ้าแห่งความตาย “ เซรอส ”
มองไปยังรูปปั้นของเทพเจ้าแห่งความตายสายตาของเจมส์เต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย นี่คือหนึ่งในเทพเจ้าทั้งห้า ในเส้นทางดวงดาวตัวตนที่สูงส่งเหล่านี้มีอยู่จริง พวกเขามอบพลังให้กับผู้ศรัทธาและมอบการทำลายล้างให้กับผู้ที่ต่อต้าน
แม้ว่าเทพเจ้าแห่งความตายนั้นจะมีชื่อที่ไม่เป็นมงคลแต่ในบรรดาเทพเจ้าทั้งหมดนี่คือเทพเจ้าที่ผู้เล่นควรจะศรัทธามากที่สุดเพราะนี่คือตัวละครที่สามารถเปลี่ยนแปลงกระแสน้ำแห่งความหายนะ
ในอดีตเซรอสคือเทพเจ้าที่อ่อนแอที่สุดและมีผู้ศรัทธาน้อยที่สุดในบรรดาเทพเจ้าทั้งห้า สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะเซรอสไม่เคยปรากฏตัวให้ผู้เล่นคนใดเห็น ไม่เคยมอบพลังให้กับผู้ที่ศรัทธาและไม่เคยมอบหายนะให้กับผู้ที่ต่อต้าน ดังนั้นจึงไม่มีผู้เล่นคนใดศรัทธาในเทพเจ้าองค์นี้เลย ยกเว้นเพียงแต่ผู้เล่นกลุ่มเล็กๆที่มีความเชื่อส่วนตัว
อย่างไรก็ตามเจมส์มีชีวิตยาวนานพอที่จะรู้ความจริงหลายอย่าง รวมไปถึงเรื่องราวของเซรอสและความลับอันยิ่งใหญ่ของเทพเจ้าทั้งห้าองค์ มันเป็นความจริงที่ช็อกโลกและน่ารังเกียจ
การกลับมาในครั้งนี้เทพเจ้าแห่งความตายเซรอสนั้นคือหนึ่งในแผนการอันยิ่งใหญ่ของเจมส์ หากว่ามีตัวตนที่สามารถเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ต่างๆจากหน้ามือเป็นหลังมือได้หนึ่งในนั้นก็คือเทพเจ้าองค์นี้ อันที่จริงมันยิ่งกว่านั้น แม้แต่เจมส์ก็ไม่อาจคาดเดาถึงผลที่ตามมาหากว่าเขาสามารถทำสิ่งนั้นได้สำเร็จ
นี่คือตัวตนที่ยากจะคาดเดาและไม่มีความแน่นอน แต่สิ่งที่แน่นอนคือความวุ่นวายที่จะทำให้เหตุการณ์ต่างๆยุ่งเหยิง เซรอสคือแผนการที่เจมส์และสหายของเขาเคยพูดคุยกันเล่นๆ อย่างไรก็ตามหลังจากที่ถูกส่งกลับมาทำให้เจมส์รู้แล้วว่าเรื่องพูดคุยกันเล่นๆหลายเรื่องนั้นคือแผนการที่ถูกยัดใส่หัวของเขาโดยเจ้าพวกนั้น
ไม่มีใครทราบว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นยกเว้นเพียงแต่เจมส์ผู้ที่กลับมาจากอนาคตเท่านั้นที่ทราบว่าหายนะใดที่กำลังรอมนุษยชาติอยู่
แต่ถึงแม้ว่าเจมส์จะกลับมาพร้อมกับประสบการณ์จากอนาคตเขาก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งได้เพียงลำพัง มีหลายเหตุการณ์ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยพลังของเขาซึ่งเซรอสคือความหวังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์เหล่านั้น
นี่คือสาเหตุหลักที่เจมส์มายังภูเขาแห่งความมืดก่อนที่จะออกจากเกาะแห่งการเริ่มต้น ทั้งหมดก็เพื่อการเป็นผู้เล่นคนแรกที่ศรัทธาในเทพเจ้าแห่งความตายซึ่งจะทำให้เขาได้รับความสัมพันธ์พิเศษกับเทพเจ้าแห่งความตาย
เช่นเดียวกันมันยังเป็นภารกิจที่จะทำให้เขาได้ใบเบิกทางเพื่อออกจากเกาะแห่งนี้โดยใช้เงื่อนไขขั้นต่ำ. . .