เส้นทางดวงดาว - ตอนที่ 60
NPC (Non-playable Character) ในโลกของเกมคำนี้หมายถึงตัวละครที่ถูกควบคุมผ่านปัญญาประดิษฐ์ แต่ทว่าในโลกของเส้นทางดวงดาว NPC คือตัวละครที่ไม่ได้ถูกควบคุมโดยผู้เล่นและมีสติปัญญาดังเช่นมนุษย์ทุกประการ
ตามที่เคยกล่าวไปแล้วว่าเส้นทางดวงดาวนั้นคือโลกกึ่งเสมือนจริง ดังนั้นNPC ทั้งหมดจึงมีความคิดและจิตวิญญาณเป็นของตนเอง
แตกต่างจากเกาะแห่งการเริ่มต้น NPC ที่อยู่บนดาวเคราะห์ที่เรียกว่าอีรอนส่วนใหญ่ไม่รู้จักผู้เล่น นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เจมส์ได้รับการต้อนรับที่แปลกประหลาดโดยทหารยามเหล่านี้
มุ่งหน้ามาพร้อมอาวุธในมือเจมส์ไม่สามารถต่อต้านหรือขัดขืน ด้วยระดับการบ่มเพาะละอองดาวทหารยามเปรียบได้กับผู้เล่นที่มีร่างกายโคจรเกินกว่าระดับ 30 หรือเทียบเท่ากับสาวกเทพแห่งความตายเอโบที่เจมส์พบเมื่ออยู่บนเกาะแห่งการเริ่มต้น
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วเจมส์ดูไม่ต่างอะไรจากมดในสายตาของทหารยาม
“ พี่ชายๆ ข้าเป็นเพียงแค่พ่อค้าที่โชคร้าย คาราวานของข้าถูกโจมตีโดยปีศาจหิมะกลืนจิตจึงทำให้ข้าต้องหนีตายจนมาถึงที่นี่ ” เจมส์รีบเอ่ยตอบเสียงเศร้า ปีศาจหิมะกลืนจิตเป็นมอนสเตอร์ที่มีอยู่จริงในพื้นที่แถบนี้และมักจะทำการโจมตีกลุ่มคาราวานของพ่อค้าที่เดินทางมาจากแผ่นดินทางใต้ เหตุนี้จึงทำให้ข้ออ้างของเจมส์มีความเป็นเหตุเป็นผลไม่น้อย
ทหารยามจ้องมองเจมส์ด้วยสายตาจับผิด เมื่อพบว่าฐานการบ่มเพาะของเจมส์นั้นไม่ต่างอะไรจากคนทั่วไปแถมการแต่งตัวยังแปลกประหลาดไม่เหมือนคนเหนืออย่างพวกเขามันจึงเป็นไปได้ยากที่ชายคนนี้จะเป็นสายลับหรือกลุ่มโจรที่ต้องการปล้นแร่ เหตุนี้เองทหารยามจึงเชื่อในคำหลอกลวงของเจมส์ “ เช่นนั้นตามข้ามา ”
การตรวจตราคนเข้าออกประตูเมืองที่เข้มงวดนั้นเป็นเรื่องปกติของเมืองนาจอร์ คริสตัลวิญญาณน้ำแข็งนั้นเป็นทรัพยากรที่สำคัญเป็นอันดับหนึ่งของอาณาจักรกุนรีดังนั้นทุกเมืองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่ออุตสาหกรรมแร่คริสตัลนี้จึงต้องมีการตรวจตราและการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันการรั่วไหลของแร่คริสตัลวิญญาณน้ำแข็งและยังเป็นการดูแลความปลอดภัยให้กับเหมืองแร่ที่มีมูลค่ามหาศาลนี้อีกด้วย
เจมส์ถูกนำตัวไปสอบสวนยังป้อมของทหารยามผู้รักษาเมือง เจมส์เพียงแสดงละครพร้อมกับนำสมุนไพรมากกว่าหนึ่งร้อยต้นรวมไปถึงวัตถุดิบจากมอนสเตอร์ในเขตร้อนมากมายออกมาวางกองไว้บนโต๊ะ เพียงเท่านี้เรื่องโกหกของเขาก็ยิ่งกว่าคำว่าน่าเชื่อถือ
ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงในที่สุดเจมส์ก็ได้รับการปล่อยตัว นอกจากนี้เขายังได้รับป้ายแสดงตนที่ซึ่งเป็นเหมือนกับใบอนุญาตเข้าเมืองมาอีกด้วย
เมืองนาจอร์นั้นเป็นเมืองขนาดเล็ก มันประกอบไปด้วยบ้านเรือนเพียงแค่สามพันหลังคาเรือนซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเป็นคนงานเหมืองแร่
ด้วยอาร์เรย์เวทย์มนต์จึงทำให้อุณหภูมิภายในเขตกำแพงเมืองนั้นอุ่นกว่าข้างนอกหลายสิบองศา ถนนถูกปูด้วยหินสีดำมีหิมะบางๆปกคลุมเป็นหย่อมๆทำให้มันดูมีมนต์เสน่ห์ของถนนในฤดูหนาว
บ้านเรือนส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นโดยก้อนน้ำแข็งทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ใช้แทนอิฐบล็อก โดยก้อนน้ำแข็งเหล่านี้ถูกลงอักขระเวทย์มนต์ทำให้มันมีอุณหภูมิสูงและยังคงรูปของแผ่นน้ำแข็งได้ตลอดหลายสิบปี หลังคาถูกมุงด้วยหญ้าหนาที่สานขึ้นสำหรับเป็นหลังคาโดยเฉพาะแน่นอนว่าหญ้าเหล่านี้คือสิ่งที่หาได้ในดินแดนแถบนี้
โดยรวมแล้วทิวทัศน์ภายในเมืองนาจอร์นั้นดูแปลกตาและหาไม่ได้ในโลกของความเป็นจริง มันเป็นเมืองหนาวที่ไม่ซ้ำใคร
ในอดีตเจมส์ไม่ได้คุ้นเคยกับเมืองนาจอร์มากนัก เขาเพียงแค่ผ่านมาและผ่านไป เวลาที่ใช้ในเมืองแห่งนี้แทบจะไม่ถึงหนึ่งวัน
แต่ด้วยความช่วยเหลือของเมนูแผนที่เจมส์จึงไม่ต้องเดินเตร่เพื่อหาสถานที่ที่เขาต้องการจะไป ในแผนนั้นแสดงให้เห็นผังเมืองและอาคารสถานประกอบการสำคัญๆแทบจะทั้งหมด อย่างไรก็ตามในแผนที่นี้ไม่ได้แสดงรายละเอียดของสถานที่ส่วนบุคคลมีเพียงแค่ปราสาทที่พำนักของเจ้าเมืองเท่านั้นที่เป็นสถานที่ส่วนบุคคลเพียงแห่งเดียวที่แสดงอยู่ในแผนที่
“ เมืองแห่งนี้ไม่มีอะไรเลย แม้แต่สมาคมผู้บ่มเพาะหรือแม้กระทั่งสมาคมนักเล่นแร่แปรธาตุ ” เจมส์พึมพำพลางส่ายหัว หากว่าเขาไม่ได้มีธุระอะไรกับเมืองนี้เจมส์จะไม่เลือกเมืองนาจอร์เป็นจุดเริ่มต้น สมาคมต่างๆที่สนับสนุนการเจริญเติบโตของผู้เล่นนั้นไม่มีอยู่เลย
เจมส์เริ่มต้นด้วยการมุ่งหน้าไปยังทางทิศตะวันตกของเมือง ตามข้อมูลที่ระบุในแผนที่พื้นที่ในแถบนี้คือตลาดใหญ่แห่งเมืองนาจอร์
ด้วยความที่ว่าพื้นที่ของเมืองนั้นไม่ได้กว้างใหญ่มากนักเจมส์ใช้เวลาในการเดินเท้าเพียงแค่สิบห้านาทีในที่สุดเขาก็มาถึงยังเขตพื้นที่ที่คับคั่งไปด้วยผู้คน ร้านค้าและอาคารทั้งหมดขายสินค้ามากมายหลากหลายประเภท
เจมส์เดินตามกระแสของฝูงชนมาเรื่อยๆจนกระทั่งสายตาของเขาพบกับอาคารหลังใหญ่ที่มีป้ายหินสลักที่แสดงชื่อของร้านให้เห็นอย่างเด่นชัด “ หอการค้าแสงเหนือ ”
หอการค้านั้นรับซื้อและขายสินค้าทุกประเภท มันแตกต่างจากร้านรวงตรงที่หอการค้านั้นมีกำลังซื้อมากกว่ารวมไปถึงสินค้าที่จัดแสดงอยู่ในหอการค้านั้นหาได้ยากและมีราคาแพง โดยส่วนใหญ่มันเป็นสินค้าที่หาไม่ได้ในพื้นที่แถบนี้
โดยไม่รีรอเจมส์เดินตรงเข้าไปในอาคารอันเป็นที่ตั้งของหอการค้าแสงเหนือ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในเจมส์พบว่าเขาได้เข้าสู่โลกอีกโลกหนึ่ง
อาคารถูกสร้างขึ้นด้วยไม้แทบจะทั้งหมด ศิลปะการตกแต่งนั้นหรูหราและดูโอ่อ่า เพียงแค่ไม้ที่ใช้สร้างตัวอาคารนั้นก็สามารถบ่งบอกได้แล้วว่าหอการค้าแสงเหนือนั้นมั่งคั่งขนาดไหน ในดินแดนแทบนี้ไม้คือทรัพยากรที่มีค่ามาก
แสงไฟสีส้มอ่อนๆและพรหมสีแดงช่วยทำให้ห้องโถงนั้นดูทรงเกียรติ สินค้าที่ดูมีมูลค่ามากมายถูกจัดวางไว้ตามตู้โชว์ทำให้หอการค้าแห่งนี้ดูไม่ต่างอะไรจากห้างสรรพสินค้าหรูหรา
เจมส์ตรงไปยังเคาน์เตอร์ที่มีพนักงานสาวสวยคอยต้อนรับลูกค้าด้วยรอยยิ้มที่มีเสน่ห์ ทันทีที่เจมส์มาถึงพนักงานสาวก็เอ่ยต้อนรับขึ้นในทันที
“ หอการค้าแสงเหนือยินดีรับใช้ ไม่ทราบว่าท่านลูกค้าสนใจแลกเปลี่ยนหรือต้องการสินค้าชิ้นใดหรือไม่ ? ” เธอเอ่ยเสียงหวาน
“ ข้าต้องการขายสินค้าเขตร้อน ” เจมส์เอ่ยสั้นๆราวกับว่าเขารู้ธรรมเนียมการแลกเปลี่ยนของหอการค้าดี
“ เช่นนั้นได้โปรดตามข้ามา ”
เจมส์เดินตามพนักงานสาวไปยังห้องอีกห้องหนึ่งซึ่งภายในมีผู้คนอยู่มากเกือบสิบคน ส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าที่ต้องการขายสินค้าของพวกเขาให้กับหอการค้าแสงเหนือเช่นเดียวกับเจมส์
“ ท่านพ่อค้าโปรดรอที่นี่ ไม่นานจะมีคนเข้ามาประเมินสินค้าของท่าน ” เมื่อเอ่ยสิ้นพนักงานสาวก็เดินจากไป
เพียงไม่ถึงสิบนาทีก็มีชายอ้วนคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาหาเจมส์ ชายคนนั้นสวมใส่ชุดที่ดูหนาและสวมทับด้วยเสื้อคลุมขนสัตว์ ด้วยร่างกายที่อ้วนกลมการแต่งตัวของเขาจึงดูเทอะทะ ดวงตาที่เป็นประกายและรอยยิ้มที่ดูมีนัยแสดงให้เห็นว่าชายคนนี้คือพ่อค้าที่มีประสบการณ์
“ โอ้ ข้าไม่เคยเห็นท่านมาก่อน เพิ่งมาที่นี่งั้นเหรอ ? ” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากปากของพ่อค้าคนดังกล่าว
เจมส์พยักหน้าในเชิงตอบรับ
“ ข้าชื่ออาซาน เป็นคนประเมินสินค้าของหอการค้าแห่งนี้ เอาล่ะอย่าเสียเวลาเลย เจ้าอยากขายอะไร ? ” หลังจากเอ่ยแนะนำตัวชายผู้มีชื่อว่าอาซานก็ตัดตรงเข้าประเด็น เขาไม่ต้องการเสียเวลาเพราะว่ายังมีพ่อค้าอีกหลายคนที่รอการประเมินจากเขา
เช่นเดียวกันเจมส์เองก็ไม่รีรอที่จะนำสินค้าทั้งหมดออกมาจากช่องเก็บของ มันเต็มไปด้วยสมุนไพรบางชนิดที่เจมส์ไม่ต้องการและวัตถุดิบจากมอนสเตอร์จำนวนมาก แน่นอนว่าทั้งหมดมาจากเกาะแห่งการเริ่มต้น
แม้ว่าสินค้าของเจมส์ส่วนใหญ่จะเป็นวัตถุดิบธรรมดาปนหายากที่ถูกจัดอยู่ในเกรด 1-2 แต่มันก็เป็นสินค้าจากเขตร้อนทั้งหมด สำหรับเมืองนาจอร์ที่ตั้งอยู่ในดินแดนหนาวเหน็บที่รกร้างนั้น สินค้าเขตร้อนไม่ว่าจะเป็นอะไรสิ่งเหล่านี้ถือเป็นสินค้าที่มีราคาและหาได้ยากดังนั้นเมื่ออาซานเห็นสินค้าที่เจมส์นำออกมาดวงตาของเขาจึงเปล่งประกายด้วยความสนอกสนใจ
“ โอนี่มันหญ้าแสงอาทิตย์ แม้ว่าจะถูกจัดอยู่ในสมุนไพรเกรด 1 แต่มันก็เป็นสมุนไพรหายาก . . . นั่นคือหนังของงูดำเขี้ยวงอ ? ดีของหมีภูเขายักษ์ ? . . . ดีมาก สินค้าเหล่านี้ยอดเยี่ยมมาก ”
อาซานพึมพำอย่างไม่หยุดหย่อนในขณะที่เขาประเมินมูลค่าสินค้าที่เจมส์นำออกมา ใช้เวลานานกว่ายี่สิบนาทีในที่สุดอาซานก็กลับมาให้ความสนใจกับพ่อค้าหนุ่ม
“ ทั้งหมดนี่ข้าซื้อในราคา 6 เหรียญทอง ” อาซานเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
เจมส์ขมวดคิ้วหลังจากที่ได้ยินราคาของอาซาน หากว่าเป็นเกาะแห่งการเริ่มต้นสินค้าเหล่านี้จะขายได้ในมูลค่าไม่ถึง 1 เหรียญทองด้วยซ้ำ ในความเป็นจริงเขาควรจะเผยรอยยิ้มที่พึงพอใจแต่ทว่าเจมส์ไม่ใช่ผู้เล่นที่เพิ่งจะรู้จักเส้นทางดวงดาว
เขามีประสบการณ์ในเส้นทางดวงดาวมากกว่าคนอื่นๆ ในความเป็นจริงเขารู้จักอีรอนมากกว่าอาซานเสียด้วยซ้ำ สาเหตุที่เจมส์ไม่ได้ขายวัตถุดิบเหล่านี้ก่อนที่จะออกมาจากเกาะแห่งการเริ่มต้นก็เพราะความแตกต่างในเรื่องของราคาวัตถุดิบ
แน่นอนไม่ใช่ว่าทุกอาณาจักรในทวีปเพอร์เชี่ยนจะให้ราคาของวัตถุดิบเขตร้อนเหล่านี้มากกว่าเกาะแห่งการเริ่มต้น มีเพียงอาณาจักรกุนรีและอาณาจักรอื่นๆเพียงไม่กี่อาณาจักรเท่านั้นที่ขาดแคลนสินค้าในเขตร้อน
สำหรับเจมส์เขารู้อยู่แล้วว่าสินค้าเขตร้อนหาได้ยากและมีราคาแพงขนาดไหนในเมืองนาจอร์
“ นั่นไม่น้อยไปหน่อยเหรอ ? ” เจมส์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยพึงพอใจนัก
“ นี่เป็นราคาที่สูงแล้ว ถ้าไม่เชื่อเจ้าสามารถนำสินค้าเหล่านี้ไปขายให้กับพ่อค้ารายอื่นได้เลย ข้ามั่นใจว่าไม่มีพ่อค้าคนใดให้ราคาสูงกว่าหอการค้าแสงเหนือแล้ว ” อาซานตอบกลับในทันที สายตาของเขาแสดงให้เห็นถึงความท้าทายและมั่นใจในข้อเสนอของตนเอง