เส้นทางดวงดาว - ตอนที่ 61
ตอนที่ 61
“ ถ้าเช่นนั้นข้าคงไม่มีทางเลือก ” เจมส์เอ่ยพลางถอนหายใจหลังจากที่อาซานนั้นยืนยันที่จะรับซื้อในราคา 6 เหรียญทอง
เมื่อเอ่ยสิ้นแล้วเจมส์ก็ค่อยๆเก็บสินค้าที่เขานำออกมากลับเข้าไปในช่องเก็บของ เห็นการกระทำของเจมส์อาซานก็ไม่สามารถหักห้ามความตื่นตระหนกเอาไว้ได้
“ ดะ- เดี๋ยว ก่อน ข้าจะเพิ่มให้เจ้าอีกหนึ่งเหรียญทอง ข้าเชื่อว่าจะไม่มีใครให้ราคาเจ้าดีกว่านี้แล้ว ” อาซานเรียบโพล่งขึ้น
เจมส์ยังคงเก็บสินค้าของเขาอยู่เรื่อยๆโดยไม่สนใจข้อเสนอของอาซานราวกับว่าคำพูดของพ่อค้าคนนี้เป็นอากาศธาตุสำหรับเขา
อย่างไรก็ตามอาซานยังไม่ยอมแพ้ ในความเป็นจริงสินค้าเหล่านี้มีมูลค่าเกินกว่า 20 เหรียญทองแต่อาซานต้องการที่จะเอาเปรียบพ่อค้าหน้าใหม่ผู้นี้ เขาคิดว่าคนที่เพิ่งจะมายังเมืองนาจอร์เป็นครั้งแรกคงไม่รู้ราคาที่แท้จริงของสินค้าเขตร้อนแต่อาซานไม่เคยคิดเลยว่าเขากำลังเผชิญหน้ากับจิ้งจอกเฒ่าที่มีประสบการณ์จากสองชีวิต
“ เห้อ ข้ายอมแล้ว ข้าจะให้เจ้าสิบเหรียญทองสำหรับสินค้าทั้งหมดนี้ ” ในครั้งนี้อาซาทำเป็นยอมแพ้และเอ่ยออกไปราวกับว่าราคาที่เขาเสนอนั้นคือราคาที่แท้จริงของสินค้า
อย่างไรก็ตามเจมส์เพียงแค่หันหน้าไปจ้องมองอาซานอย่างเฉยเมย หลังจากนั้นเขาก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “ สิบห้าเหรียญทอง นั่นคือราคาที่ข้าสามารถยอมรับได้ ”
“ ราคานั้นข้าแทบจะไม่ได้อะไรเลย . . . ” อาซานเอ่ยพึมพำ
“ ยี่สิบเหรียญทอง ” เจมส์เอ่ยสวน น้ำเสียงของเขายังคงเด็ดขาด เห็นได้ชัดว่าถ้าอาซานเอ่ยอีกครั้งราคาจะเพิ่มสูงขึ้น
อาซานรู้ว่าในครั้งนี้เขาเตะปูนเข้าให้แล้ว ยี่สิบเหรียญทอง ? ด้วยราคาดังกล่าวเขาแทบจะไม่เหลือกำไรอยู่เลยแต่ทว่าสินค้าเขตร้อนก็ยังเป็นที่ต้องการของตลาด มูลค่าของสินค้าเหล่านี้อาจจะเกินกว่า 25 เหรียญทองถ้าเขาไม่รีบร้อนในการขาย ด้วยเหตุนี้อาซานจึงทำได้แต่ถอนหายใจยอมรับ ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย . . .
“ ก็ได้. . . ยี่สิบเหรียญทอง ”
เจมส์เดินออกจากหอการค้าแสงเหนือด้วยรอยยิ้มที่พึงพอใจ เหรียญทองยี่สิบเหรียญเพื่อแลกกับวัตถุดิบที่หาได้ทั่วไปในเกาะแห่งการเริ่มต้นนั้นเป็นผลกำไรที่เหนือความคาดหมาย อันที่จริงเจมส์หวังไว้เพียงแค่ว่าเขาจะได้รับเหรียญทองเพียงสิบห้าเหรียญสำหรับการแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ แต่โชคร้ายที่พ่อค้าคนนั้นเล่นแง่กับเขาดังนั้นเจมส์จึงต้องขูดเลือดจากชายคนนั้นเพื่อเป็นการสั่งสอน
หลังจากนั้นเจมส์มุ่งตรงไปยังร้านค้าที่ขายเสื้อผ้าสำหรับของชนพื้นเมือง ด้วยชุดในปัจจุบันที่เขาสวมใส่อยู่เจมส์จะหนาวตายถ้าเขาออกไปข้างนอกเป็นเวลานาน โชคดีที่สภาพอากาศภายในเมืองนั้นอบอุ่นกว่าพื้นที่ด้านนอกดังนั้นเจมส์จึงสามารถอดทนกับความหนาวเย็นได้
ใช้เงินไป 1 เหรียญทองกับอีก 40 เหรียญเงิน เจมส์ได้รับเสื้อผ้าที่หนาและให้ความอบอุ่นได้อย่างดีเยี่ยม ภายใต้เสื้อคลุมขนสัตว์สีเทาและรองเท้าบูททำให้เจมส์ในเวลานี้ดูไม่แตกต่างจากชาวพื้นเมืองเท่าใดนัก
ในเวลานี้เจมส์เหลือเงินในกระเป๋าทั้งสิ้น 18 เหรียญทอง 82 เหรียญเงิน ด้วยเงินจำนวนนี้มันเพียงพอที่เขาจะสามารถใช้บริการการขนส่งข้ามเมืองเพื่อออกจากเมืองแห่งนี้
อย่างไรก็ตามธุระที่มีกับเมืองนาจอร์นั้นยังไม่เสร็จสิ้น เจมส์มาที่นี่เพื่อตามหาคนคนหนึ่งซึ่งบุคคลนี้เป็นกุญแจหลักที่จะทำให้เขาเติบโตขึ้นในเส้นทางดวงดาวได้รวดเร็วเกินกว่าผู้เล่นคนอื่นๆจะคาดคิด แน่นอนว่าสิ่งนี้อยู่ในแผนการที่เจมส์ได้เตรียมไว้ตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว
. . .
เมื่อพระอาทิตย์คล้อยต่ำลงมันก็ใกล้จะถึงเวลาของรัตติกาลอันหนาวเหน็บ ในเวลานี้มีเงาของผู้คนจำนวนมากปรากฏออกมาจากอุโมงค์ที่อยู่ภายใต้ภูเขาน้ำแข็ง
คนเหล่านี้คือคนงานเหมืองที่เพิ่งเสร็จสิ้นจากการทำงานอันยาวนานในตลอดทั้งวัน ด้วยการคุมเข้มของทหารยามจึงทำให้เจมส์ไม่สามารถเข้าใกล้เขตเหมืองแร่ได้เกินห้าร้อยเมตร เขาทำได้เพียงแค่ยืนมองอยู่ห่างๆซึ่งสายตาของเจมส์ในเวลานี้จ้องมองใบหน้าของคนงานทุกคนที่เดินผ่านไปราวกับว่าเขากำลังมองหาใครบางคนอยู่
แม้แต่ในความทรงจำของเจมส์เขาก็ไม่แน่ใจนักว่าคนที่เขากำลังตามหาอยู่นั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร เขาจำได้เพียงแค่ว่าคนๆนั้นมีแผลเป็นที่เกิดจากของมีคมขีดไปทั่วทั้งใบหน้าของเขา
ยืนรออยู่นานจนกระทั่งแสงอาทิตย์สุดท้ายเกือบจะลับขอบฟ้า อากาศกลายเป็นหนาวเย็นจนแม้กระทั่งชุดที่เจมส์เพิ่งจะซื้อมานั้นช่วยอะไรไม่ได้มาก
ในช่วงเวลาเดียวกันคนงานเหมืองกลุ่มสุดท้ายก็เดินออกมา ในกลุ่มสุดท้ายนี้มีคนมากกว่าหนึ่งร้อยคนและทุกคนล้วนแต่ปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่งเพื่อปกป้องจมูกและริมฝีปากของพวกเขาจากสายลมที่เย็นยะเยือก สิ่งนี้ทำให้การตามหาคนของเจมส์ยิ่งยากขึ้นไปอีก
เจมส์พยายามสอดส่ายสายตาเพื่อเพ่งมองใบหน้าที่ปรากฏเพียงครึ่งเดียว ในขณะเดียวกันเขาก็ตะโกนเพื่อเรียกหาคนที่เขาต้องการ
“ มีใครชื่อซิลวาไหม ? ข้ากำลังตามหาคนที่มีชื่อซิลวา มีใครรู้จักเขาบ้างไหม ? ”
แม้ว่าเจมส์จะตะโกนแต่ก็ไม่มีคนงานคนใดให้ความสนใจกับเขา ทั้งหมดต่างก็เหนื่อยจากการทำงานและไม่อยากเสียเวลายุ่งเรื่องที่ไม่ใช่ของตนเอง
อย่างไรก็ตามเจมส์ไม่ได้รู้สึกท้อแท้เพราะเขามีวิธีที่มีประสิทธิภาพมากกว่านั้น “ ข้าจะให้ยี่สิบเหรียญเงินสำหรับคนที่มีเบาะแสของชายที่มีชื่อว่าซิลวา ”
เพียงแค่จบประโยคก็มีเงาของคนๆหนึ่งปรี่ตรงเข้ามาหาเจมส์ ภายใต้ชุดคลุมที่ปิดบังใบหน้าเจมส์สามารถบ่งบอกได้เพียงแค่ว่าคนๆนี้คือชายหนุ่มที่มีอายุในช่วง 18-20 ปี
“ ข้ารู้จักคนที่ชื่อซิลวา . . . ” ชายคนนั้นเอ่ยสั้นๆ
“ บอกข้าถึงลักษณะของเขา ”
“ เขามีแผลเป็นจำนวนมากอยู่บนใบหน้า ผอมแห้งและไม่ค่อยพูดคุยกับใคร ”
ได้ยินเช่นนั้นเจมส์ก็เผยรอยยิ้มยินดี “ บอกข้าว่าเขาอยู่ที่ไหน ? ”
อย่างไรก็ตามคำตอบที่เจมส์ได้รับเป็นเพียงแค่มือข้างหนึ่งที่แบออก เห็นเช่นนั้นเจมส์ก็ไม่รีรอที่จะยื่นเหรียญเงินจำนวนยี่สิบเหรียญให้กับชายคนดังกล่าว
เมื่อได้รับเงินแล้วชายหนุ่มจึงชี้นิ้วไปยังเนินน้ำแข็งที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก หลังจากนั้นเขาก็เดินจากไปในทันทีราวกับว่าการแลกเปลี่ยนเมื่อครู่นี้ไม่เคยเกิดขึ้น
เจมส์มุ่งหน้าไปยังทิศทางที่ชายหนุ่มระบุไว้ เมื่อเดินมาถึงยังเนินน้ำแข็งสิ่งแรกที่เจมส์พบก็คือเสียงของการต่อสู้ หลังจากที่ชะเง้อออกไปจ้องมองที่มาของเสียงสายตาของเจมส์พบเห็นกลุ่มคนจำนวนสี่ถึงห้าคน
จากรูปร่างและพละกำลังของคนเหล่านั้นเจมส์สามารถบ่งบอกได้ว่าทั้งหมดเป็นชายวัยรุ่นจำนวนสี่คน ทั้งหมดกำลังยืนล้อมเด็กหนุ่มร่างผอมที่สวมใส่เสื้อผ้าเก่าๆที่ขาดหลุดลุ่ย เห็นได้ชัดว่าเสื้อผ้าเหล่านั้นไม่ได้รับการดูแลรักษาและถูกใช้งานมาเป็นเวลานานหลายปี
แม้ว่าแสงอาทิตย์จะหายไปจากท้องฟ้าแล้วแต่เส้นขอบฟ้ายังคงสะท้อนแสงสีทองอ่อนๆจึงทำให้เจมส์สามารถมองเห็นใบหน้าของเด็กหนุ่มคนนั้นได้อย่างชัดเจน
ใบหน้าของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นที่เกิดจากของมีคม มันมีร่องรอยของการฟันมากกว่าหกถึงเจ็ดครั้งจนกระทั่งใบหน้าไม่เหลือเค้าโครงเดิมอยู่เลย โชคดีที่ดวงตาทั้งสองข้างของเขายังคงใช้การได้ ภายใต้แสงอ่อนของยามพลบค่ำดวงตาสีฟ้าที่ลึกเหมือนก้นบึ้งของทะเลจดจ้องไปยังวัยรุ่นทั้งสี่ด้วยความโกรธแค้น
“ แกกล้ามองข้าผู้นี้ด้วยสายตาแบบนั้นเหรอ ” เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งตะโกนด้วยความเดือดดาลก่อนที่จะเตะเข้าที่ใบหน้าของเด็กหนุ่ม
แรงเตะนั้นอยู่เหนือกว่าแรงของคนทั่วไป เห็นได้ชัดว่าวัยรุ่นผู้นั้นมีระดับร่างกายโคจรที่มากกว่าระดับ 10 เมื่อโดนลูกเตะของวัยรุ่นคนนั้นเด็กหนุ่มก็หน้าสะบัด เขาถ่มน้ำลายเลือดออกมาแต่กระนั้นสายตาที่แค้นเคืองก็ยังคงจ้องมองเด็กวัยรุ่นตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัว
เมื่อเห็นเช่นนั้นวัยรุ่นคนดังกล่าวก็ยิ่งเดือดดาล “ ไอ้เวรนี่ ! ” เขาโพล่งออกมาก่อนที่จะรัวหมัดใส่เด็กหนุ่มอย่างไม่ลดระ
เวลาผ่านไปกว่าหนึ่งนาทีในที่สุดวัยรุ่นคนดังกล่าวก็เหนื่อยเกินกว่าจะเหวี่ยงหมัด ในขณะเดียวกันใบหน้าของเด็กชายก็บวมปูดจนน่าสงสาร แต่สายตาของเขาก็ยังคงเต็มไปด้วยความโกรธแค้น มันไม่มีความหวาดกลัวอยู่เลย. . . เด็กคนนี้มีจิตใจที่เข้มแข็งแค่ไหน ?
“ จำเอาไว้ ทุกวันแกจะต้องเอาเงินค่าแรงมาให้พวกข้า ไม่เช่นนั้นผลลัพธ์ก็จะเหมือนวันนี้ ! ”
เห็นว่าเด็กหนุ่มไม่โต้ตอบ วัยรุ่นอีกคนหนึ่งก็ตรงเข้าไปกระทืบซ้ำในทันที “ พี่ใหญ่พูดกับแกไม่ได้ยินรึไง !!”
ในเวลานี้เด็กหนุ่มกุมท้องของเขาด้วยความรู้สึกจุดเสียด ตัวของเขาบิดงอไปมา มันบ่งบอกได้ว่าฝ่าเท้าเมื่อครู่นี้สร้างความเจ็บปวดให้กับเขามากแค่ไหน
อย่างไรก็ตามเด็กหนุ่มไม่แม้แต่ส่งเสียงโอดครวญออกมา มันทำให้วัยรุ่นทั้งสี่คนนั้นยิ่งทวีความเดือดดาล แต่ก่อนที่วัยรุ่นเหล่านั้นจะได้ทันระบายโทสะใดๆเพิ่มเติม เสียงๆหนึ่งที่ฟังดูเย็นและไม่แยแสก็ดังขึ้น
“ จิส จิส . . . เสียงของพวกหนูพวกแมลงนั้นน่ารำคาญแค่ไหน ”
“ แกเป็นใคร เผยตัวออกมา !! ” วัยรุ่นคนหนึ่งโพล่งขึ้น
ในไม่ช้าร่างของชายหนุ่มก็ปรากฏตัวขึ้นจากเงามืดของเนินเขา ชายหนุ่มคนนี้สวมใส่ชุดคลุมที่ดูหนาและสวมทับด้วยผ้าคลุมขนสัตว์สีเทา ดวงตาของเขาสงบและไม่มีร่องรอยของอารมณ์ราวกับว่าวัยรุ่นทั้งสี่นี้ไม่มีคุณค่าใดๆในสายตาคู่นั้น
แน่นอนว่าชายหนุ่มที่ว่านี้ก็คือเจมส์นั่นเอง
“ เฮ้ พี่ชาย ท่านอย่ายุ่งเรื่องของพวกเราดีกว่า ” วัยรุ่นที่ดูเหมือนจะเป็นหัวโจกเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยร่องรอยของการข่มขู่
“ หืม . . . แกเป็นแมลงประเภทไหนกันทำไมเสียงดังจัง ”
ได้ยินเช่นนั้นกลุ่มวัยรุ่นก็กลายเป็นโมโห หนึ่งในนั้นพุ่งตรงเข้าหาเจมส์ด้วยอาวุธมีดที่ถูกดึงออกมาจากเอว เห็นได้ชัดว่าการเคลื่อนไหวนี้มีความตั้งใจที่จะสังหาร
พ้าบบ !!
เสียงตบดังสนั่น ร่างของวัยรุ่นที่ถือมีดลอยเคว้งออกไปถึงสองเมตร ฟันสีขาวหลายซี่กระเด็นออกจากปากก่อนที่ร่างนั้นจะชนเข้ากับเนินน้ำแข็ง วัยรุ่นผู้โชคร้ายสลบลงไปในทันที
ความแตกต่างในด้านของพลังนั้นชัดเจนมาก ในสายตาของเจมส์วัยรุ่นทั้งหมดนี้มีระดับร่างกายโคจรสูงสุดเพียงแค่ 12 พวกมันจะเปรียบเทียบกับความแข็งแกร่งของตนเองได้อย่างไร
นอกจากนี้วัยรุ่นทั้งหมดยังเป็นเพียงแค่คนธรรมดา พวกเขาไม่มีศาสตร์จักรวาลพื้นฐานเหมือนกับผู้เล่น แม้ว่าวัยรุ่นทั้งสี่จะมีระดับร่างกายโคจรเทียบเท่ากับเขาเจมส์ก็ไม่กลัวเลย
: คำเตือน ท่านกำลังทำร้ายประชาชนชาวเมืองนาจอร์ อาชญากรรมนี้จะทำให้ท่านถูกคุมขัง :
ในเวลานี้เจมส์ไม่ได้ใส่ใจกับคำเตือนของระบบ เขารู้ดีว่าขั้นตอนและการลงโทษผู้เล่นที่กระทำความผิดนั้นเป็นเช่นไร หากว่าไม่มีใครล่วงรู้เขาก็จะไม่ถูกลงโทษโดยกฎหมายของเมืองนั้นๆ
สายตาที่ของเจมส์กวาดมองไปยังวัยรุ่นทั้งสามที่เหลืออยู่ เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาที่เย็นยะเยือกนั้นกลุ่มวัยรุ่นก็แสดงให้เห็นท่าทีของความหวาดกลัว
“ หนี ! ”
ในแทบจะทันทีทั้งสามออกวิ่งโดยไม่สนใจเพื่อนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เห็นเช่นนั้นเจมส์ก็เผยรอยยิ้มของฆาตกร
“ ถ้าไม่มีการยินยอมจากฉัน พวกแกก็หนีไปไหนไม่ได้ !! ”
เพียงแค่สิ้นคำร่างของเจมส์ก็พุ่งออกไปด้วยความเร็วที่เหนือกว่า
—