เส้นทางดวงดาว - ตอนที่ 63
ตอนที่ 63
: ท่านต้องการยอมรับ “ ซิลวา ” เป็นผู้ติดตามหรือไม่ ? :
หลังจากที่เด็กชายยอมรับเจมส์เป็นอาจารย์แล้วเสียงเตือนของระบบก็ดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อเจมส์ได้อ่านข้อความจากระบบเขาก็ไม่ลังเลที่จะยอมรับซิลวาเป็นผู้ติดตาม มันไม่มีเหตุผลที่เขาจะต้องปฏิเสธ
: ยินดีด้วย คุณได้รับ [ซิลวา] เป็นผู้ติดตาม :
ในเส้นทางดวงดาวผู้ติดตามเปรียบเสมือนกับผู้รับใช้ การมีผู้ติดตามจะทำให้ผู้เล่นได้รับผลประโยชน์มากมาย ยกตัวอย่างเช่นการล่า
ในการออกล่ามอนสเตอร์ผู้ติดตามและเจ้านายสามารถแบ่งปันละอองดาวที่ได้รับจากการฆ่าร่วมกันหรือตั้งค่าให้เจ้านายได้รับแต่เพียงผู้เดียว ด้วยสิ่งนี้หากว่าผู้เล่นต้องการการพัฒนาที่รวดเร็วพวกเขาสามารถตั้งค่าการได้รับละอองดาวแต่เพียงผู้เดียวได้ซึ่งจะทำให้ผู้เล่นสามารถเก็บสะสมค่าละอองดาวได้อย่างรวดเร็วโดยการช่วยเหลือจากผู้ติดตาม
ผลประโยชน์ต่อมาคือการทำภารกิจ ผู้ติดตามสามารถทำภารกิจแทนเจ้านายได้ โดยที่รางวัลจากทำภารกิจนั้นจะถูกมอบให้กับเจ้านายแต่เพียงผู้เดียว
ด้วยความที่ว่า NPC ในโลกของเส้นทางดวงดาวนั้นไม่ใช่ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ที่เกิดขึ้นจากคอมพิวเตอร์ พวกเขามีจิตวิญญาณและความคิดที่เป็นของตนเองดังนั้นการมีผู้ติดตามจึงเปรียบเสมือนกับการมีคนรับใช้หรือผู้ช่วยส่วนตัว ผู้เล่นสามารถเลือกบทบาทให้กับผู้ติดตามของพวกเขาได้อย่างอิสระ
อย่างไรก็ตามผู้เล่นต้องทราบด้วยว่าผู้ติดตามนั้นไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่เป็นอมตะ เมื่อพวกเขาตายจะไม่สามารถฟื้นคืน ผู้เล่นจะสูญเสียผู้ติดตามคนดังกล่าวไปตลอดกาล
นอกจากนี้ผู้ติดตามยังมีค่าความภักดี หากว่าความภักดีลดต่ำกว่าค่าที่กำหนดผู้ติดตามมีสิทธิ์ที่จะยกเลิกพันธะสัญญาและหนี แน่นอนว่าค่าความภักดีจะขึ้นหรือลดลงนั้นขึ้นอยู่กับว่าผู้เล่นจะดูแลผู้ติดตามของพวกเขาอย่างไร
ในส่วนของการสรรหาหรือรับสมัครผู้ติดตามนั้นเป็นเรื่องที่ง่ายแต่บางครั้งมันก็เป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่าภารกิจระดับ S ขึ้นอยู่กับว่าความแข็งแกร่งและศักยภาพของผู้ติดตามที่ผู้เล่นต้องการรับสมัครนั้นมีมากน้อยเพียงใด
เมื่อเจมส์เลือกที่จะยอมรับซิลวาเป็นผู้ติดตาม ระบบก็แสดงหน้าต่างโฮโลแกรมซึ่งแสดงให้เห็นถึงค่าสถานะของซิลวาในช่วงเวลาต่อมา
: ผู้ติดตาม ซิลวา ??? :
ชื่อ : ซิลวา ??? อายุ : 13 ปี
ระดับร่างกายโคจร : 4
ศักยภาพ : ทั่วไป ค่าความภักดี : 60
ศาสตร์จักรวาล : ไม่มี
** โปรดระวัง ผู้ติดตามของท่านคือบุคคลผู้ถือครองชะตากรรมอันยิ่งใหญ่ หากผู้ติดตามเสียชีวิตท่านจะได้รับการลงโทษโดยการถอนสิทธิ์จากการแข่งขันเส้นทางดวงดาว
—
“ มันเป็นบทลงโทษที่ร้ายแรงมาก . . .แต่ผลลัพธ์จากความสำเร็จก็ยิ่งกว่าคุ้มค่า” เจมส์พึมพำด้วยเสียงที่แน่วแน่ เขาไม่มีแม้แต่ร่องรอยของความตกใจหลังจากที่ได้เห็นคำเตือนของระบบ
บทลงโทษถอนสิทธิ์จากการแข่งขันเส้นทางดวงดาวนั้นไม่ต่างอะไรจากการลงโทษประหารสำหรับเจมส์ หากว่าเขาไม่ใช่หนึ่งในผู้ชนะของการแข่งขันเส้นทางดวงดาว การเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของโลกก็ไม่ต้องพูดถึง
แม้ว่าทางเลือกของเจมส์จะดูเหมือนกับการเลือกเดินไปสู่เป้าหมายด้วยถนนที่เป็นเพียงเส้นด้ายบางๆแต่เขาก็ได้คิดมาอย่างถีถ้วนแล้ว นี่คือเส้นทางที่เสี่ยงแต่ก็มีประสิทธิภาพที่สุด
สำหรับค่าสถานะของซิลวาที่ต่ำจนดูไม่ต่างอะไรจากคนธรรมดานั้นไม่ได้ทำให้เจมส์ประหลาดใจ สายเลือดราชวงศ์ของเด็กคนนี้ยังไม่ตื่นขึ้นดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องปกติที่ศักยภาพของเขาจะถูกจัดให้อยู่ในระดับทั่วไปซึ่งเป็นศักยภาพที่ต่ำที่สุดของผู้ติดตาม
หลังจากที่ซ่อนศพของวัยรุ่นทั้งสี่เพื่อไม่ให้อาชญากรรมถูกค้นพบได้เร็วจนเกินไปเจมส์ก็ได้นำลูกศิษย์ที่อ่อนแอของเขากลับเข้าไปในเมืองนาจอร์ เขาซื้อเสื้อผ้าตัวใหม่ให้กับซิลวาทดแทนเสื้อผ้าตัวเก่าที่เหม็นและขาดรุ่งหริ่งจนไม่สามารถปกป้องร่างกายจากความหนาวเย็น
เด็กชายเอ่ยขอบคุณในทันทีหลังจากที่เขาได้รับเสื้อผ้าตัวใหม่ ดวงตาที่ดูเศร้าหมองนั้นจ้องมองผู้เป็นอาจารย์ด้วยความกตัญญู เห็นได้ชัดว่าการกระทำครั้งของเจมส์ในครั้งนี้ได้รับการประทับลงไปในหัวใจของเด็กหนุ่ม
“ เราต้องเดินทางออกจากเมืองแห่งนี้ ก่อนหน้านั้นเจ้ามีความต้องการอะไรรึไม่ ? ” ในเวลานี้เจมส์ได้เอ่ยถามขึ้น จากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้เขาได้สังหารชาวเมืองนาจอร์ไปถึงสี่คน แม้ว่าศพจะถูกซ่อนไว้แล้วแต่อาชญากรรมจะถูกพบในไม่ช้าและไม่นานการสืบเสาะของเหล่าทหารยามจะเชื่อมโยงมาถึงตัวเขา ดังนั้นเจมส์จึงไม่สามารถอยู่ที่เมืองนาจอร์ได้อีกต่อไป
นอกจากนี้ธุระของเจมส์ในเมืองแห่งนี้ก็ไม่มีอีกแล้ว. . .
ได้ยินเช่นนั้นซิลว่าก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เบาบาง การใช้ชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวและถูกรังแกทำให้เขาเป็นคนที่ไม่กล้าแสดงออก “ ท่านอาจารย์ . . . ขะ-ข้าต้องไปบอกลาท่านลุงก่อน ”
เจมส์พยักหน้าหลังจากนั้นทั้งสองคนก็ออกไปนอกเมืองอีกครั้ง โดยในครั้งนี้ซิลวานำเจมส์ไปยังประตูทางทิศใต้ เดินผ่านประตูเมืองไปได้เพียงไม่กี่ร้อยเมตรซิลวาก็หยุดฝีเท้าของเขา
ภายใต้แสงดาวนับล้านที่ตกแต่งท้องฟ้ายามค่ำคืนให้มีสีสัน เด็กหนุ่มผู้มีใบหน้าอัปลักษณ์คุกเข่าลงบนพื้นน้ำแข็งที่หนาวเย็น ถุงมือหนาถูกถอดออกเผยให้เห็นมือสีซีดที่เต็มไปด้วยร่องรอยของแผลพุพองซึ่งเกิดจากการทำงานหนัก หลังจากนั้นมือทั้งสองก็ลูบไปตามพื้นน้ำแข็งเบื้องล่างอย่างต่อเนื่องโดยที่ความหนาวเย็นสุดขั้วนั้นไม่มีผลต่อความพยายามของเด็กชายผู้นี้เลย
มือทั้งสองของซิลวายังคงลูบไปตามพื้นน้ำแข็งจนกระทั่งหิมะที่ปกคลุมแผ่นน้ำแข็งนั้นถูกกวาดออกไปและมันก็เผยให้เห็นร่างที่ไร้วิญญาณของชายชราที่ซึ่งหลับใหลอยู่ภายใต้พื้นน้ำแข็ง
หลังจากเงียบอยู่นานในที่สุดเด็กชายก็ได้เอ่ยขึ้น “ ท่านลุง. . . ข้ามาที่นี่เพื่อลาท่าน . . . ท่านไม่ต้องเป็นห่วง ข้าจะดูแลตัวเองให้ดี ”
แม้ว่าดวงตาของซิลวาจะร้องไห้แต่น้ำตาไม่เคยไหลออกมา นั่นเป็นเพราะเขาไม่ต้องการแสดงความอ่อนแอของตนเองให้ชายชราผู้นี้เห็น
เจมส์ยืนมองอยู่ห่างๆโดยไม่รบกวนช่วงเวลาของเด็กชาย เพราะเขาเข้าใจความรู้สึกของซิลวาในช่วงเวลานี้เป็นอย่างดี. . . ความเจ็บปวดจากความสูญเสีย ความรู้สึกโหยหาบุคคลอันเป็นที่รักที่ไม่สามารถหวนคืนมา สิ่งเหล่านี้ยากที่จะอธิบายจนกว่าจะได้รับรู้ด้วยตนเอง ในเวลานั้นทุกคนจึงจะเข้าใจความรู้สึกเหล่านี้อย่างแท้จริง
เมื่อเสร็จสิ้นจากการบอกลาคนตายแล้วซิลวาก็หมดสิ้นพันธะผูกพันกับเมืองแห่งนี้ โดยไม่รีรอเจมส์พาซิลวามุ่งตรงไปยังอาคารที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตเหนือของเมืองนาจอร์
เบื้องหน้าของทั้งสองเป็นอาคารรูปทรงประหลาดที่มีทหารยามเฝ้าคุ้มกันอย่างแน่นหนา ไม่มีป้ายสัญลักษณ์ใดๆที่บ่งบอกว่าอาคารแห่งนี้คือที่ทำการหรือร้านค้าแต่ทว่าในแผนที่ที่แสดงโดยระบบนี่คือสถานที่สำหรับการขนส่งทางไกล
เมื่อเข้าไปด้านในเจมส์ก็ได้พบกับกลุ่มพ่อค้าสี่ถึงห้าคนที่กำลังเฝ้ารอบางสิ่งบางอย่าง ถัดเข้าไปด้านในเป็นที่ตั้งของวงไสยเวทย์และอุปกรณ์เวทย์มนต์ที่ดูสลับซับซ้อน นอกจากนี้ยังมีอัศวินในชุดเกราะสีเงินสองนายเฝ้าขนาบข้างอุปกรณ์เวทย์มนต์ราวกับว่าพื้นที่นี้จะไม่มีใครผู้ใดล่วงล้ำจนกว่าจะได้รับอนุญาต
ไม่ไกลจากกลุ่มพ่อค้าเป็นเคาน์เตอร์ที่มีพนักงานหนุ่มเป็นผู้ที่คอยให้บริการ ทันทีที่เจมส์เดินไปถึงเขาก็ได้เอ่ยขึ้น
“ จุดหมายปลายทางของไสยเวทย์นี้คือ ? ”
“ จุดหมายปลายทางเดียว เมืองอากุน . . . ค่าเดินทางคนละสามเหรียญทอง ” พนักงานงานเอ่ยขึ้นอย่างรวบรัดราวกับว่าเขาถูกถามเช่นนี้มาหลายครั้งแล้ว
“ ปรากฏว่ามันยังคงเหมือนเดิม ” เจมส์คิดในใจ หลังจากนั้นเขาก็จ่ายเงินสำหรับผู้เดินทางสองคนโดยไม่รีรอ
เมื่อชำระเงินแล้วพนักงานก็ให้เขาไปนั่งรอที่เก้าอี้ที่ว่างอยู่ซึ่งแน่นอนว่าเจมส์จะต้องรอจนกระทั่งมีผู้เดินทางครบสิบคนซึ่งนั่นคือจำนวนสูงสุดในการขนส่งครั้งเดียวของวงไสยเวทย์เคลื่อนย้าย
เวลาผ่านไปถึงสองชั่วโมงในที่สุดผู้ที่ต้องการเดินทางไปเมืองอากุนก็มีจำนวนครบสิบคน พนักงานคว้าหินครัสตัลสีเหลืองที่ส่องประกายแสงอ่อนๆออกมาจากตู้ที่ดูแข็งแรง หลังจากนั้นพนักงานก็นำหินคริสตัลที่ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานใส่เข้าไปในอุปกรณ์เวทย์มนต์
ผ่านการอนุญาตจากพนักงานผู้ดูแล อัศวินทั้งสองก็เปิดทางให้ผู้เดินทางทั้งสิบสามารถก้าวเท้าเข้าไปภายในวงไสยเวทย์ เมื่อพนักงานเห็นว่าทุกคนอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องแล้วเขาจึงเปิดการทำงานของอุปกรณ์เวทย์มนต์
วงไสยเวทย์เหมือนกับมีชีวิตขึ้นมาในทันทีหลังจากที่มันได้รับพลังงานจากอุปกรณ์เวทย์มนต์ วงกลมไสยเวทย์แยกตัวออกเป็นหลายชั้นห้อมล้อมผู้เดินทางทั้งสิบที่อยู่ภายใน
ในไม่กี่วินาทีต่อมาแสงสีขาวก็พราวขึ้นจนกระทั่งสายตาของทุกคนไม่สามารถมองเห็นสภาพแวดล้อมโดยรอบ
พรึบ . . . เพียงพริบตาเดียวเจมส์และลูกศิษย์ของเขาก็มาถึงยังสถานที่อีกแห่งหนึ่ง
—