เส้นทางดวงดาว - ตอนที่ 64
ตอนที่ 64
เมืองอากุนเป็นเมืองการค้าที่ใหญ่ที่สุดของอาณาจักรกุนรี หากว่าเมืองหลวงคือศูนย์รวมของอำนาจในอาณาจักร เมืองอากุนก็คือศูนย์รวมของความมั่งคั่ง
ด้วยความที่ว่าเมืองอากุนนั้นเป็นเมืองแห่งการค้าจึงทำให้เมืองแห่งนี้เต็มไปด้วยพ่อค้าจากทุกอาณาจักรที่อยู่โดยรอบ แน่นอนว่าสิ่งที่พ่อค้าส่วนใหญ่ต้องการจากเมืองแห่งการค้าของอาณาจักรกุนรีก็คือคริสตัลวิญญาณน้ำแข็งที่ซึ่งเป็นทรัพยากรที่หาได้ยากและมีมูลค่าพอๆกับอัญมณี
ความมั่งคั่งผลักดันความเจริญก้าวหน้า ในทุกวันๆเมืองอากุนเติบโตขึ้นด้วยความเร็วที่เกินกว่าเมืองหลวงของอาณาจักร กำแพงเมืองถูกรื้อถอนและสร้างขึ้นใหม่ในทุกๆหนึ่งร้อยปีเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ที่ต้องการย้ายเข้ามาอยู่อาศัย
ในปัจจุบันเมืองอากุนมีผู้อยู่อาศัยกว่าล้านคน บ้านเรือนและตัวอาคารมีจำนวนรวมกันหลายแสน อาณาเขตพื้นที่ทอดยาวออกไปไกลจนสุดสายตา เพียงแค่มองจากมุมใดมุมหนึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเมืองอากุนนั้นยิ่งใหญ่และมั่งคั่งเพียงใด
เมืองอากุนนั้นแตกต่างจากเมืองนาจอร์แม้ว่าเมืองทั้งสองจะตั้งอยู่ในพื้นที่เขตหนาวแต่ภายใต้เมืองอากุนนั้นเป็นผืนแผ่นดินไม่ใช่แผ่นน้ำแข็ง ด้วยความเจริญก้าวหน้าของศาสตร์ละอองดาวทำให้มีอาร์เรย์เวทย์มนต์ที่สามารถทำให้เมืองอากุนนั้นประกอบไปด้วยสามฤดูในคราวเดียวกัน
เจมส์ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งในอาคารหลังเล็กที่มีเพียงอัศวินที่สองถึงสามนายดูแลความสงบเรียบร้อยและพนักงานที่มีความสามารถในการซ่อมบำรุงอุปกรณ์เวทย์มนต์ สำหรับอาคารแห่งนี้เป็นเพียงที่ตั้งของไสยเวทย์ปลายทางซึ่งไม่ใช่ไสยเวทย์ที่จะสามารถขนส่งผู้คนได้จึงทำให้มันไม่มีอะไรมากนัก
ขณะนี้มือข้างหนึ่งของเจมส์ยังคงแนบอยู่ที่ดวงตาทั้งสองของซิลวาเพื่อป้องกันสายตาของลูกศิษย์จากแสงพราวที่อาจจะทำให้เด็กชายเกิดอาการเบลอและวิงเวียนศีรษะ
แน่นอนว่าเจมส์เคยมีประสบการณ์ในการใช้ไสยเวทย์ขนส่งทางไกลมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ดังนั้นเขาจึงรู้ดีว่าควรทำอย่างไร แต่สำหรับซิลวานี่คือประสบการณ์ครั้งแรกของเขาอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อมือของเจมส์ถูกเลื่อนออกสายตาของซิลวาก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจ เด็กชายพบว่าสถานที่ที่ตนเองอยู่นั้นแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
แม้ว่าจะเกิดความสงสัยและความอยากรู้อยากเห็นแต่ด้วยบุคลิกของซิลวามันจึงเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเปิดปากด้วยเรื่องแค่นี้
“ เรามาถึงเมืองอากุนแล้ว เมื่อครู่นี้คือการเดินทางโดยใช้วงไสยเวทย์ขนส่งทางไกล ” เมื่อเห็นความอยากรู้อยากเห็นของซิลวาเจมส์ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้น เขาให้คำอธิบายเพียงสั้นๆกับลูกศิษย์ผู้ไม่รู้โลก
ทันทีที่ก้าวออกจากตัวอาคารปฏิกิริยาแรกของซิลวาก็ทำให้เจมส์ผู้เป็นอาจารย์อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา ปากของเด็กชายเปิดกว้างพอๆกับคู่ดวงตาที่เบิกโพลง แม้แต่เด็กชายผู้สงบเงียบก็ไม่อาจหักห้ามความประหลาดใจจากภาพที่เขาได้เห็นในขณะนี้
ถนนสีขาวถูกปูด้วยหินสลักที่เป็นลวดลายต่างๆทอดยาวออกไปไกลหลายไมล์ ด้วยจุดที่ทั้งสองยืนอยู่เป็นเนินสูงจึงทำให้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองอากุนเกือบหนึ่งในสี่ของพื้นที่ทั้งหมด มันเป็นภาพที่เหนือคำบรรยายสำหรับผู้ที่เคยมาเยือนเมืองใหญ่เป็นครั้งแรก
ดวงดาวบนท้องฟ้าในยามค่ำคืนก็ไม่อาจงดงามได้เท่ากับแสงไฟที่สะท้อนอยู่ภายในคู่ดวงตาของเด็กชาย โคมไฟละอองดาวส่องแสงระยิบระยับไปทั่วทุกมุมถนน มันมีมากมายหลายพันหลายหมื่นซึ่งแสงสว่างของดวงไฟเหล่านี้ได้แสดงให้เห็นถึงภาพรวมของเมืองใหญ่ที่ไม่เคยหลับใหล
หลังคาของบ้านเรือนและตัวอาคารมากมายนับไม่ถ้วนเป็นเหมือนกับเกล็ดของสัตว์ร้าย ดวงไฟและถนนอันงดงามช่วยทำให้สัตว์ร้ายตัวนี้เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ที่สามารถทำให้ผู้คนมึนเมา
นี่คือเมืองที่มั่งคั่งที่สุดในอาณาจักรกุนรีและมันถูกยกย่องให้เป็นเมืองที่งดงามที่สุดในบรรดาเมืองของสามอาณาจักรโดยรอบ
ในระหว่างที่ปล่อยให้ซิลวาหลงใหลไปกับความงามของเมืองใหญ่เจมส์ก็ได้ใช้เวลาในระหว่างนี้เพื่อตรวจสอบแผนที่ที่แสดงโดยระบบ
“ นี่คือพื้นที่ทางตอนใต้. . . ” เขาพึมพำพร้อมกับระบุตำแหน่งของสถานที่ที่สำคัญๆเอาไว้อย่างรวดเร็ว
หลังจากที่กำหนดตำแหน่งที่ต้องการจะไปแล้วเจมส์ก็เรียกอาชาเมฆหมอกออกมาก่อนที่จะพาซิลวามุ่งไปตามถนนที่ทอดยาวเข้าไปในตัวเมือง
สำหรับเกาะแห่งการเริ่มต้นสัตว์พาหนะอาจจะเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ยากแต่ในเมืองอากุนแห่งนี้มันมีให้เห็นอยู่อย่างดาษดื่น นอกจากนี้สัตว์พาหนะที่พบบนท้องถนนของเมืองอากุนยังมีมากมายหลากหลายประเภทและหลากหลายระดับ เห็นได้ชัดว่าการครอบครองสัตว์พาหนะนั้นเป็นสิ่งที่ดูธรรมดาสำหรับอีรอน
ในระหว่างทางเจมส์ได้พาลูกศิษย์ของเขาแวะทานอาหารค่ำที่ร้านอาหารริมทาง แม้ว่ามันจะเป็นร้านอาหารเกรดต่ำสุดของเมืองแต่สำหรับซิลวานี่คือมื้ออาหารที่หรูหราที่สุดในรอบหลายปีของเขา
เพียงแค่ห้าคำอาหารจานใหญ่ก็หายเข้าไปในท้องเล็กๆของเด็กชาย เมื่อเห็นว่าผู้เป็นอาจารย์จ้องมองอยู่ซิลวาก็แสดงสีหน้าของความละอายใจ
เจมส์เพียงแค่เผยรอยยิ้มก่อนที่เขาจะเอ่ย “ เจ้าทานได้เท่าที่ต้องการ อาจารย์ของเจ้าไม่ใช่ยาจก ”
แม้ว่าในขณะนี้เจมส์จะเหลือเงินในกระเป๋าเพียงไม่กี่เหรียญทองแต่สำหรับอาหารแต่ละจานของร้านแห่งนี้มีมูลค่าเพียงเหรียญเงินเดียวดังนั้นเขาจึงไม่กังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย นอกจากนี้เจมส์ยังต้องการให้ซิลวานั้นฟื้นคืนสุขภาพโดยเร็วดังนั้นเขาจึงพร้อมที่จะเติมเต็มท้องของลูกศิษย์โดยไม่ตระหนี่
เห็นใบหน้าที่เปื้อนด้วยรอยยิ้มและร่องรอยของความเมตตาจากผู้เป็นอาจารย์ก็ทำให้ซิลวานั้นอดไม่ได้ที่จะรู้สึกซาบซึ้ง นอกจากชายชราคนนั้นก็มีเพียงอาจารย์เท่านั้นที่ดีต่อเขา เมื่อคิดเช่นนี้น้ำตาของความกตัญญูก็หลั่งออกมาจากคู่ดวงตาที่เศร้าหมอง
“ อู. . . ขอบคุณท่านอาจารย์ ”
เสร็จสิ้นจากมื้ออาหารเจมส์เสียเงินค่ามื้อค่ำไปเพียง 9 เหรียญเงินซึ่งเกิดจากอาหารแปดจานใหญ่ แน่นอนว่าเจมส์ทางไปเพียงจานเดียว โดยเจ็ดจานที่เหลือนั้นคงไม่ต้องคาดเดา มันเป็นผลงานของลูกศิษย์ผู้หิวโหยของเขานั่นเอง
ค่ำคืนผ่านไปและเช้าวันใหม่มาถึงพร้อมกับแสงของดวงอาทิตย์ที่ผลิบานผ่านเส้นขอบฟ้า ภายในห้องพักของโรงแรมราคาถูกเด็กชายหลับใหลอยู่บนเตียงที่นุ่มสบาย ในอีกมุมหนึ่งของห้องนั้นเป็นร่างของชายหนุ่มที่กำลังหลับตานั่งสมาธิอย่างสงบ อย่างไรก็ตามบรรยากาศรอบๆตัวเขานั้นเต็มไปด้วยแรงดึงดูดที่มองไม่เห็นซึ่งแรงที่ว่านี้กำลังดูดซับละอองดาวบริสุทธิ์ในทุกๆวินาที
หลังจากก่อตั้งทะเลดวงดาวประสิทธิภาพในการดูดซึมละอองดาวบริสุทธิ์ของเจมส์ก็เพิ่มขึ้นถึงสามเท่าตัวแน่นอนว่าอัตราที่เพิ่มขึ้นอย่างมากนี้เกี่ยวข้องกับระดับคุณภาพของทะเลดวงดาวของเจมส์ด้วยเช่นกัน หากเป็นผู้เล่นทั่วไปที่ก่อตั้งทะเลดวงดาวด้วยความช่วยเหลือของระบบประสิทธิภาพในการดูดซึมของพวกเขาจะเพิ่มขึ้นเพียง 20% เท่านั้น
แต่สำหรับทะเลดวงดาวของเจมส์ที่ซึ่งถูกจัดอยู่ในระดับคุณภาพที่เกือบจะถึงตำนานจักรวาลดาวนั้นไม่สามารถเปรียบเทียบได้กับทะเลดวงดาวระดับคุณภาพต่ำสุด
ด้วยความเข้มข้นของละอองดาวบริสุทธิ์ที่พบในพื้นที่ถึง 53% แม้ว่าจะน้อยกว่าความเข้มข้นของละอองดาวบริสุทธิ์ที่อยู่บนเกาะแห่งการเริ่มต้นแต่ก็ถือว่าเป็นสถานที่ที่ไม่เลวร้ายจนเกินไป ในทุกๆหนึ่งนาทีเจมส์จะได้รับละอองดาวถึง 1700 หน่วย
ตั้งแต่เริ่มต้นมาจนถึงในปัจจุบันเจมส์ได้ดูดซึมละอองดาวมาเป็นเวลากว่าหกชั่วโมงแล้ว โดยรวมเจมส์ซึมซับละอองดาวไปแล้วมากกว่าหกแสนหน่วย ! นี่เป็นรายได้ที่น่าตื่นตาตื่นใจ
ในที่สุดซิลวาก็ตื่นขึ้นจากโลกแห่งความฝัน เขาสะดุ้งขึ้นมาพร้อมกับความสะดวกสบายที่ไม่เคยได้สัมผัสมาเป็นเวลานาน เมื่อเห็นว่าผู้เป็นอาจารย์นั้นตื่นขึ้นมาแล้วเด็กชายก็รีบกระโดดออกจากเตียงและคลานมายังด้านหน้าของเจมส์ด้วยใบหน้าที่รู้สึกผิด
“ ท่านอาจารย์ . . . ” เอ่ยได้เพียงคำเดียวเด็กชายก็หยุดคำพูดของตน เขาไม่เคยมีอาจารย์แม้ว่าจะรู้สึกผิดที่ตนเองนั้นขี้เกียจจนตื่นช้ากว่าผู้เป็นอาจารย์แต่ซิลวาก็ไม่รู้ว่าจะเอ่ยคำขอโทษออกไปเช่นไร
เจมส์เปิดตาตื่นขึ้นจากสมาธิแม้ว่าเขาจะลืมตากระบวนการการดูดซึมละอองดาวก็ยังคงดำเนินต่อไปโดยระบบ นี่คือความสะดวกสบายของการเป็นผู้เล่น
แน่นอนว่าก่อนหน้านี้ที่เจมส์จมอยู่ในสมาธิไม่ใช่เพราะเขาจดจ่ออยู่กับการดูดซึมละอองดาวบริสุทธิ์แต่เป็นการแยกแยะข้อมูลของเจตจำนงภาพ ความรู้และภูมิปัญญาที่ถูกทิ้งไว้โดยหลินตงและคนอื่นๆ เขากำลังตรวจสอบข้อมูลรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับเมืองอากุนทั้งหมดเพื่อมองหาลู่ทางในการสร้างผลประโยชน์
“ วันนี้จะวันที่เจ้าเริ่มต้นการฝึกฝน ไปเตรียมตัวให้พร้อมอาจารย์จะชี้แนะเจ้า ” เจมส์เอ่ยขึ้นโดยที่เขาไม่ได้ใส่ใจกับความรู้สึกผิดที่อยู่บนใบหน้าของเด็กชาย
เมื่อได้ยินเช่นนั้นดวงตาที่เศร้าหมองก็ประกายแสงแห่งความมุ่งมั่น “ ขอบคุณท่านอาจารย์ เช่นนั้นข้าจะไปเตรียมน้ำมาให้ท่านชำระล้างร่างกาย ”
“ ไม่จำเป็น เจ้าไปจัดการธุระของตนเอง ” เจมส์เอ่ยตอบสั้นๆ เขาเป็นผู้เล่นซึ่งไม่มีการขับถ่ายของเสีย แม้ว่าจะนำร่างไปคลุกฝุ่นเมื่อเวลาผ่านไปร่างกายของเขาจะทำความสะอาดตัวเองโดยอัตโนมัติ
หลังจากนั้นซิลวาก็ไปเก็บที่นอนของตนก่อนที่จะมานั่งอยู่เบื้องหน้าของผู้เป็นอาจารย์ราวกับว่าเจ้าตัวนั้นพร้อมแล้วสำหรับบทเรียน แต่ก่อนที่จะได้ทันเริ่มต้นการเรียนรู้เจมส์ก็ได้ไล่ให้ลูกศิษย์ตัวเหม็นนี้ไปอาบน้ำ
ซิลวานั้นไม่ได้อาบน้ำมาหลายปีแล้วจึงทำให้ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยขี้ไคลและกลิ่นเหม็นซึ่งแน่นอนว่าเจมส์นั้นไม่สามารถปล่อยให้ศิษย์ของเขามีสุขอนามัยที่ย่ำแย่เขาจึงไล่ให้เจ้าตัวน้อยนี้ไปอาบน้ำก่อนที่จะมาเข้าบทเรียน
ไม่นานซิลวาก็กลับมาพร้อมกับร่างกายที่สะอาดสะอ้านขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่ามันจะไม่สะอาดเท่าที่ควรแต่กลิ่นเหม็นเหล่านั้นก็ได้หายไปแล้ว
เจมส์พยักหน้าด้วยความพึงพอใจก่อนที่เขาจะเริ่มต้นการสอน
ด้วยความที่ว่าซิลวายังคงมีสุขภาพร่างกายที่อ่อนแอจากการขาดสารอาหารดังนั้นเจมส์จึงไม่ได้ให้ศิษย์ของเขาเริ่มต้นการฝึกฝนร่างกาย ในทางกลับกันเจมส์เริ่มต้นบทเรียนด้วยการบรรยายที่เกี่ยวข้องกับพลังงานที่เรียกว่าละอองดาว
ละอองดาวเป็นจุดกำเนิดของทุกสรรพสิ่ง จักรวาล โลก สรรพสัตว์ ล้วนแล้วแต่ . . .
เวลาหนึ่งชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดบทบรรยายก็ได้สิ้นสุดลง สำหรับซิลวาแม้ว่าการบรรยายของอาจารย์จะเต็มไปด้วยสิ่งแปลกใหม่และคำศัพท์ที่ยากจะเข้าใจแต่เขาก็ไม่เคยเบื่อเลย ในทางกลับกันซิลวานั้นเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นและคงมุ่งมั่นที่จะทำความเข้าใจในความรู้ที่เขาได้รับจากอาจารย์
“ เจ้ามีอะไรที่ไม่เข้าใจหรือไม่ ? ” เจมส์เอ่ยถามขึ้น
เด็กชายพยักหน้าหลังจากนั้นเขาก็ได้เอ่ยสอบถามในสิ่งที่ตนเองไม่เข้าใจอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
“ ท่านอาจารย์ข้าสงสัย . . . ”
“ ท่านอาจารย์ข้าไม่รู้ว่าทำไม . . . ”
“ ท่านอาจารย์แล้วสิ่งนี้ . . . ? ”
คำถามมากมายที่พรั่งพรูออกมาจากปากของเด็กชายทำให้เจมส์ประหลาดใจมาก ซิลวากลายเป็นเด็กที่พูดเก่งจนผิดกับบุคลิกของเจ้าตัว ซึ่งสิ่งนี้เป็นสัญญาณที่ดีมันแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเรียนรู้และความกระตือรือร้นที่จะเดินไปบนเส้นทางของผู้บ่มเพาะละอองดาว มันคือหัวใจของผู้เชี่ยวชาญที่สามารถปีนขึ้นไปถึงจุดสูงสุด
“ ฉันไม่สงสัยเลยว่าในอนาคตเด็กคนนี้จะกลายจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ที่ซึ่งสามารถพิชิตอาณาจักรทั่วทั้งที่ราบภาคกลาง” เจมส์พึมพำขึ้นภายในใจ แม้ว่าเขาจะช่วยเหลือซิลวาเพราะมุ่งหวังในผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับตนเองในอนาคตแต่เจมส์ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกภาคภูมิใจในการเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของว่าที่จักรพรรดิองค์นี้
เมื่อเสร็จสิ้นจากการตอบคำถามแล้วเจมส์ก็สั่งให้ซิลวานั่งสมาธิเพื่อสัมผัสกับการคงอยู่ของกระแสของละอองดาวที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่างกาย จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ซิลวากำลังเรียนรู้และปฏิบัติอยู่นั้นคล้ายคลึงกับวิธีการเปิดระบบสัมผัสอย่างถ่องแท้ที่เจมส์เคยทำในวันแรกที่เขาเข้าสู่เส้นทางดวงดาวอย่างไม่มีผิดเพี้ยน
หลังจากนั้นเจมส์ก็ทิ้งซิลวาไว้ภายในห้องพร้อมกับเหรียญเงินห้าเหรียญซึ่งมันมากพอที่จะให้ลูกศิษย์ของเขาสามารถซื้ิออาหารได้ถึงสามมื้อ
มุ่งตรงเข้าไปภายในเมือง ดวงตาของเจมส์จ้องมองไปยังแผนที่โฮโลแกรม โดยเป้าหมายของการเดินทางในวันนี้คือ “ สมาคมนักปรุงยา ”
“ หวังว่าพวกเขาจะมีตำแหน่งของเด็กฝึกงานว่างอยู่ ที่นั่นฉันจะสามารถเพิ่มระดับของทักษะการปรุงยาได้อย่างรวดเร็ว . . . ”