เส้นทางดวงดาว - ตอนที่ 71
ตอนที่ 71
ในอดีตรูเพิร์ชเคยเป็นหนึ่งใน NPC ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในหมู่ของผู้เล่น ชื่อของรูเพิร์ชปรากฏขึ้นครั้งแรกบนเว็บบอร์ดของเกมเส้นทางดวงดาวในฐานะผู้ติดตามที่แข็งแกร่งที่สุดในช่วงปีแรกของการแข่งขัน
จากข้อมูลเท่าที่เจมส์สามารถจำความได้ ผู้เล่นที่มีนามเรียกว่า “ มิสเตอร์พีนัท ” กลายเป็นม้ามืดตัวใหญ่ที่สุดที่ปรากฏขึ้นในการแข่งขันครั้งแรกของเส้นทางดวงดาว โดยมิสเตอร์พีนัทกลายเป็นผู้ชนะในสามอันดับแรกของการแข่งขันจากความช่วยเหลือของผู้ติดตามที่แข็งแกร่งกว่าผู้เล่นในเวลานั้นหลายเท่าตัว
แน่นอนว่าผู้ติดตามของมิสเตอร์พีนัทนั้นคือ NPC ที่มีชื่อเรียกว่า “ รูเพิร์ช ”
ด้วยชัยชนะของมิสเตอร์พีนัทที่พึ่งพาความสามารถของผู้ติดตามที่สุดแสนจะโกงอย่างรูเพิร์ชทำให้ผลการแข่งขันในครั้งนั้นเต็มไปด้วยกระแสดราม่าของบรรดาผู้เล่น อย่างไรก็ตามหลังจากจบการแข่งขันก็ทำให้ผู้เล่นจำนวนมากมุ่งมั่นที่จะสรรหาผู้ติดตามที่แข็งแกร่งจนทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “ ฤดูกาลตามหาข้ารับใช้ ”
สำหรับที่มาที่ไปของรูเพิร์ช มิสเตอร์พีนัทได้พบกับผู้ติดตามคนนี้ที่เมืองอากุน โดยในเวลานั้นรูเพิร์ชมีร่างกายที่อ่อนแอจากอาการป่วย ไม่มีใครทราบว่ามิสเตอร์พีนัทนั้นมีจิตใจที่อารีหรือว่าเขาตัดสินใจช่วยเหลือรูเพิร์ชเพื่อหวังที่จะเปิดเส้นทางภารกิจแต่สุดท้ายเมื่อมิสเตอร์พีนัทสามารถรักษาอาการป่วยของรูเพิร์ชได้เขาก็ได้รับผู้ติดตามที่มีศักยภาพสูงถึงระดับอัจฉริยะ
ต้องรู้ก่อนนะว่าศักยภาพของผู้ติดตามนั้นแบ่งออก 6 ระดับได้แก่ ทั่วไป , ยอดเยี่ยม , อัจฉริยะ , ฮีโร่ , วีรบุรุษ และตำนาน แม้ว่าผู้ติดตามที่มีศักยภาพในระดับอัจฉริยะอย่างรูเพิร์ชจะเป็นเพียงอันดับสามจากล่างสุดแต่สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตก็ชี้ให้เห็นแล้วว่าผู้ติดตามที่มีศักยภาพในระดับอัจฉริยะนั้นมีความแข็งแกร่งเพียงใด นอกจากนี้ถ้าหากผู้ติดตามที่มีศักยภาพในระดับอัจฉริยะสามารถรับสมัครได้โดยง่ายเหตุใดการแข่งขันในอดีตจึงมีเพียงแค่มิสเตอร์พีนัทเท่านั้นที่กลายเป็นผู้ชนะที่ประสบความสำเร็จจากความช่วยเหลือของผู้ติดตาม ?
นั่นไม่ใช่ว่าในจำนวนผู้เล่นหลายสิบล้านคนในช่วงปีแรกของเส้นทางดวงดาวนั้นมีเพียงมิสเตอร์พีนัทเท่านั้นที่สามารถรับสมัครผู้ติดตามที่มีศักยภาพในระดับอัจฉริยะหรอกหรือ . . .
กลับมายังปัจจุบัน เจมส์เดินผ่านเส้นทางที่คดเคี้ยวจนมาถึงตรอกที่ซึ่งเป็นถนนแคบๆที่นำไปสู่ส่วนลึกของเขตสลัม จากถนนที่ดูสะอาดสะอ้านตอนนี้มันกลายเป็นถนนที่เต็มไปด้วยสิ่งสกปรกที่ซึ่งบ่งบอกว่ามันไม่ได้รับการดูแลรักษาและถูกปล่อยปะละเลยโดยเจ้าหน้าที่สุขาภิบาล
พื้นที่ในแถบนี้คือย่านที่เสื่อมโทรมที่สุดในเขตสลัม แม้ว่าเวรยามของเมืองอากุนจะถูกวางไว้อย่างเข้มงวดแต่เจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็ไม่สามารถพบเห็นได้ในสถานที่แห่งนี้ เหตุนี้เองอาชญากรรมและการชิงทรัพย์อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อไม่เว้นแม้แต่ตอนกลางวัน
“ มันควรจะเป็นทางแยกข้างหน้า ” เจมส์พึมพำหลังจากที่เขาพบกับทางแยกที่ดูคุ้นเคย เมื่อไม่กี่วันก่อนเขาได้แอบติดตามชายผู้ต้องสงสัยว่าเป็นรูเพิร์ชมาแล้วครั้งหนึ่ง ดังนั้นเจ้าตัวจึงไม่ต้องใช้เวลามากนักในการตามหาเส้นทาง
อย่างไรก็ตามก่อนที่เจมส์จะได้ทันถึงที่หมายเส้นทางของเขาก็ถูกปิดกั้นโดยชายฉกรรจ์สองคน
“ มีอะไร ? ” เจมส์เหลือบมองพร้อมกับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่แยแส ต่อหน้าอันธพาลเหล่านี้เขาไม่ได้รู้สึกกลัวเลยแม้แต่น้อยในทางกลับกันมันทำให้เขารู้สึกรำคาญ
“ ฮี่ฮี่ . . . เจ้าหนุ่มข้าไม่เคยเห็นหน้าเจ้าเลย เจ้ามาทำอะไรที่นี่ ? ” ชายฉกรรจ์ร่างใหญ่เอ่ยถามขึ้น สายตาของมันกวาดมองไปทั่วทั้งร่างกายของชายหนุ่มตรงหน้าราวกับกำลังพินิจว่าเหยื่อของวันนี้มีความมั่งคั่งมากน้อยแค่ไหน
“ ไม่ใช่เรื่องของพวกแก ไสหัวออกไปถ้าไม่อยากตาย ” เจมส์เอ่ยเสียงเย็นในขณะเดียวกันสายตาของเขาก็จ้องมองชายตรงหน้าคล้ายกับการมองมดปลวก
เห็นท่าทีการแสดงออกของเหยื่อก็ทำให้ชายฉกรรจ์ทั้งสองคนตกใจอยู่ครู่หนึ่ง อย่างไรก็ตามในวินาทีต่อมาพวกมันก็กลับมาฮึกเหิมเพราะคิดว่าชายหนุ่มคนนี้กำลังเล่นใหญ่เขียนเสือให้วัวกลัว
“ ฮึ่ม เป็นแค่ลูกหมาอยากจะเล่นบทเสือ นำของมีค่าทั้งหมดของแกออกมาแล้วข้าจะคิดดูอีกทีว่าควรจะปล่อยให้เจ้ากลับออกไปแบบครบส่วนไหม “ ชายฉกรรจ์คนแรกคว้ามีดปลายแหลมออกมาพร้อมกับพูดจาข่มขู่อย่างที่มันเคยทำ
อย่างไรก็ตามเจมส์ไม่ได้พูดเลย เขาเพียงตวัดนิ้วก่อนที่หลุมมิติที่เชื่อมต่อกับขุมนรกจะปรากฏขึ้น วินาทีต่อมาเสียงหวีดร้องของเหล่าวิญญาณร้ายก็ดังขึ้นระงม มันทำให้ถนนเล็กๆที่เจมส์ยืนอยู่ถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศของความตาย แม้แต่ชายฉกรรจ์ทั้งสองคนก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ
เมื่อพบว่าชายหนุ่มนั้นสามารถใช้ศาสตร์จักรวาลได้ชายฉกรรจ์ทั้งสองคนก็หน้าถอดสี พวกมันพบว่าในครั้งนี้ได้เตะหินเข้าแล้ว
พริบตาการแสดงออกของมิจฉาชีพทั้งสองคนก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ศาสตร์จักรวาลคืออะไร นั่นคือความสามารถของผู้บ่มเพาะละอองดาว ชายฉกรรจ์ทั้งสองคนนี้เป็นเพียงมิจฉาชีพบนท้องถนนที่ซึ่งมีพละกำลังแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับผู้บ่มเพาะละอองดาวพวกมันมีค่าไม่ต่างอะไรจากมดปลวก
“ นายน้อยๆ โปรดอย่าถือสา นี่เป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด ” ชายฉกรรจ์ทั้งสองคนคุกเข่าพร้อมกับกล่าวอ้อนวอน
เห็นเช่นนั้นเจมส์ก็คลายมนต์เรียกผีร้ายก่อนที่จะเอ่ยโดยที่ไม่แม้แต่ชำเลืองมอง “ หลีกทาง ”
หลังจากนั้นเจมส์ก็เดินหายไปทิ้งไว้แต่เพียงสองชายฉกรรจ์ที่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก อย่างไรก็ตามมิจฉาชีพทั้งสองนั้นไม่ได้รู้เลยว่าถ้าหากว่าเจมส์ไม่กังวลกับบทลงโทษของระบบที่เกิดจากการฆ่าประชาชนของอาณาจักรพวกมันก็คงจะตายไปแล้ว
ในฐานะของมนุษย์กลุ่มสุดท้ายที่รอดพ้นจากภัยพิบัติมานับครั้งไม่ถ้วน แน่นอนว่าช่วงชีวิตที่ผ่านมาของเจมส์นั้นไม่ใช่ภาพที่น่าดูนัก หากว่าจะนับชีวิตที่เจมส์เคยสังหารมาทั้งเผ่าพันธุ์เดียวกันหรือแม้กระทั่งเผ่าพันธุ์อื่นๆศพเหล่านั้นควรจะสามารถถมแผ่นดินและสร้างแม่น้ำเลือด
กับชีวิตของขยะที่ไม่ใช่คนบนโลกของตนเจมส์ไม่ได้ใส่ใจเลย. . .
ที่สุดแล้วฝีเท้าของเจมส์ก็หยุดลงที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง มันเป็นบ้านหลังเก่าที่เต็มไปด้วยร่องรอยกาลเวลา แม้ว่าจะดูทรุดโทรมแต่ก็มีร่องรอยของการดูแลรักษาให้เห็นอยู่บ้าง พื้นที่ด้านข้างนั้นถูกตีปิดด้วยไม้กระดานทำให้ไม่สามารถมองเห็นว่าสิ่งใดอยู่ในลานดังกล่าว แต่จากควันสีดำที่พวยพุ่งขึ้นอยู่ตลอดเวลาและเสียงของเหล็กที่ถูกตีทำให้เจมส์ทราบว่าในเวลานี้เจ้าของบ้านกำลังอาศัยอยู่ในลาน
ก๊อก ก๊อก ! เจมส์ไม่รีรอที่จะเคาะประตูไม้บานเก่าเพื่อเรียกผู้ที่อาศัยอยู่ภายใน
“ นั่นใคร ? ” เสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังของชายวัยกลางคนดังขึ้นจากภายในลาน
“ ฉันเอง . . . ” เจมส์ตอบกลับไป
เมื่อได้ยินคำตอบใบหน้าของชายวัยกลางคนก็ปรากฏร่องรอยของเส้นเลือด ด้วยการที่เขาทำงานอยู่หน้าเตาไฟอันร้อนระอุอยู่แล้วและคำตอบที่ยียวนของแขกที่ไม่ได้รับเชิญทำให้เขาเกือบจะระเบิดด้วยความโกรธ
“ ข้าถามว่านั่นใคร !? ” ในครั้งนี้เสียงตะโกนดังขึ้นกว่าครั้งที่แล้วและเห็นได้ชัดว่ามันเต็มไปด้วยอารมณ์ความโกรธ
“ ออกมาดู. . . ” เจมส์เอ่ยตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่สงบไม่แยแส
ครู่ต่อมาเสียงของฝีเท้าหนักๆก็ดังขึ้น ฟังจากน้ำหนักเสียงในการลงเท้าใครๆก็สามารถรู้ได้ว่าเจ้าของฝีเท้านั้นมีอารมณ์ที่ไม่ค่อยจะดีนัก
ประตูถูกกระชากเปิดออกทำให้เกิดสายลมที่พัดวูบตามเส้นทางของบานประตู มันเผยให้เห็นร่างสูงกว่า 1.9 เมตรของชายวัยกลางคน เขามีเคราหนาสีดำและใบหน้าที่หยาบกร้านจากการทำงานหน้าเตาไฟเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผิดปกติคือสีผิวของชายคนนี้ มันไม่ได้แดงก่ำจากความร้อนแต่กลับซีดเหมือนคนที่อยู่ในสภาพอากาศเย็นสุดขั้ว
ในมือของชายคนนั้นถือค้อนเหล็กที่มีน้ำหนักไม่ต่ำกว่ายี่สิบกิโลกรัม ขณะเดียวกันสายตาที่ไม่เป็นมิตรก็จับจ้องมายังชายหนุ่ม
“ เจ้าจะบอกข้าได้รึยังว่าเจ้าคือใคร ? ”
เจมส์ไม่ได้ตอบกลับในทันทีแต่เขากลับกวาดสายตามองดูชายวัยกลางคนตรงหน้าอย่างถีถ้วนก่อนที่สายตาคู่นั้นจะอยู่อยู่ที่รอยแผลเป็นขนาดใหญ่บนท่อนแขนข้างซ้าย
“ เป็นเขาจริงๆ ” เจมส์พึมพำขึ้นภายในใจ
รอยแผลเป็นบนท่อนแขนข้างซ้ายนั้นคืออัตลักษณ์ของรูเพิร์ช แน่นอนว่าความโด่งดังในอดีตของ NPC ผู้นี้ทำให้มีผู้เล่นบางคนสนใจชีวประวัติของเขาและรอยแผลเป็นขนาดใหญ่ที่ดูน่ากลัวนี้ก็เป็นหนึ่งในเรื่องราวที่ถูกเขียนไว้ในกระทู้
แม้ว่าเจมส์จะจำได้ไม่มากนักแต่เขาก็รู้ว่ารอยแผลเป็นนี้เกิดจากการต่อสู้ของรูเพิร์ชและศัตรูที่มีระดับฐานการบ่มเพาะสูงกว่าเขา คู่ต่อสู้คนนั้นมีระดับการบ่มเพาะอยู่ที่แม่ทัพดวงดาวในขณะที่รูเพิร์ชในช่วงเวลารุ่งโรจน์นั้นเป็นเพียงแค่นักรบดวงดาวที่อยู่ในขั้นตอนการหลอมดาวสร้างอาณาจักรเพื่อขึ้นสู่แม่ทัพดวงดาว
แน่นอนว่าผลลัพธ์ของการต่อสู้นั้นรูเพริ์ชสามารถเอาชนะศัตรูที่มีความแข็งแกร่งเหนือกว่าตนเองได้แต่เขาก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสและทำให้เส้นทางการบ่มเพาะละอองดาวของรูเพิร์ชต้องจบลงหลังจากการต่อสู้ในครั้งนั้น รอยแผลเป็นนี้คือเครื่องเตือนใจของรูเพิร์ชให้เขาไม่ลืมช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ที่สุดในชีวิตของเขา
“ เจ้าคือรูเพิร์ช ? ” เจมส์เอ่ยถามออกไป
ได้ยินคำถามของชายหนุ่มก็ทำให้รูเพิร์ชต้องสูดหายใจลึกเพื่อระงับอารมณ์ นั่นเป็นเพราะคำถามของเขายังไม่ได้รับคำตอบแต่เจ้าหนุ่มนี้ก็เอ่ยถามเขาแล้ว. . . เจ้านี่มาที่นี่เพื่อปั่นประสาทหรือมันต้องการอะไรจากเขากันแน่
“ เออ ! ข้าชื่อรูเพิร์ช แล้วถ้าเจ้ายังไม่บอกว่าเจ้าเป็นใครมาทำอะไรที่นี่ก็ไสหัวออกไปซะก่อนที่ข้าจะระงับอารมณ์ไว้ไม่อยู่ ” รูเพิร์ชตอบกลับไปด้วยความอดทนเป็นครั้งสุดท้าย
หลังจากที่ชายวัยกลางคนเอ่ยสิ้นเจมส์ก็หัวเราะออกมา การแสดงออกที่ไม่มีที่มาที่ไปของเขาทำให้รูเพิร์ทขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ
“ ฮ่าๆ มันก็แค่การสร้างความประทับใจในพบปะกันครั้งแรก เอาล่ะ ข้าชื่อเจมส์ ข้ามาที่นี่เพื่อจ้างงาน ” เจมส์เอ่ยพร้อมเผยรอยยิ้ม
—