เส้นทางดวงดาว - ตอนที่ 74
ตอนที่ 74
“ กลุ่มของผู้มีอิทธิพลงั้นรึ . . . ” ชายชราพึมพำพร้อมกับลูบหนวดเคราสีขาวของตนด้วยอาการครุ่นคิด
ขณะนี้เจมส์อยู่ในห้องทำงานของอาวุโสจินฮงและเขามาที่นี่เพื่อสอบถามข้อมูลของกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่อาศัยอยู่ภายในเมืองอากุน แน่นอนว่าแผนการขั้นต่อไปของเจมส์นั้นเกี่ยวข้องกับกลุ่มคนเหล่านี้
หลังจากที่เจมส์สามารถรับสมัครรูเพิร์ชที่ซึ่งมีฐานการบ่มเพาะเกือบจะเทียบเท่าได้กับแม่ทัพดวงดาว ปัญหาในเรื่องของอำนาจความแข็งแกร่งก็ได้รับการแก้ไข
“ ข้าเองก็ไม่สันทัดในเรื่องของการแย่งชิงอำนาจภายในเมืองมากนักแต่ข้าก็พอจะรู้จักคนที่สามารถให้คำตอบที่แน่ชัดแก่เจ้าได้ เอาล่ะ. . . ข้าจะเขียนจดหมายรับรองให้เจ้า มันจะดีกว่าที่เจ้าจะไปถามเขาด้วยตนเอง ” จินฮงเอ่ยตอบออกไปตามความเป็นจริง
แม้ว่าสมาคมนักปรุงยาจะเป็นสมาคมที่มีอำนาจในโลกของการบ่มเพาะแต่การวางตัวของสมาคมนั้นก็เป็นกลาง โดยทั่วไปนักปรุงยาไม่สนใจอำนาจในการปกครองใดๆพวกเขาสนใจเพียงแค่เส้นทางการปรุงยาเท่านั้น มันจึงไม่น่าแปลกใจนักที่จินฮงจะไม่ค่อยทราบเรื่องของอิทธิพลหรือกลุ่มของผู้มีอำนาจ
เอ่ยสิ้นอาวุโสจินฮงก็เริ่มต้นเขียนจดหมายแนะนำและมอบมันให้กับเจมส์ในทันที
เมื่อได้รับจดหมายเจมส์ก็ได้เอ่ยขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือของชายชรา หลังจากนั้นเขาก็มุ่งหน้าออกจากสมาคมเพื่อเดินทางไปพบกับบุคคลที่จินฮงแนะนำ
จะเห็นได้ว่าตั้งแต่เข้าสู่โลกที่แท้จริงของเส้นทางดวงดาวเจมส์ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในอีรอนเสมือนประหนึ่งผู้เล่น เขาไม่ได้ล่ามอนสเตอร์หรือแม้แต่การมองหาภารกิจที่จะทำให้ตัวละครของเขานั้นแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
แน่นอนว่าด้วยประสบการณ์สองชีวิตของเจมส์ ถ้าหากเขาเลือกที่จะไล่ล่าภารกิจและออกเดินทางตามหาขุมสมบัติมูลค่ามหาศาลที่ซุกซ่อนอยู่ในอีรอนเจมส์จะสามารถกลายเป็นผู้เล่นที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในเส้นทางดวงดาวได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
แต่กระนั้นเจมส์ก็ไม่ได้เลือกเส้นทางดังกล่าว ด้วยความรับผิดชอบและหน้าที่ที่เขาต้องแบกรับลำพังการเป็นผู้เล่นที่แข็งแกร่งที่สุดในเส้นทางดวงดาวนั้นไม่เพียงพอ ภัยพิบัติหรือหายนะที่กำลังจะมาถึงนั้นไม่สิ่งที่เจมส์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยกำลังของคนเพียงคนเดียว ดังนั้นสิ่งที่เจมส์ต้องการมากที่สุดก็คืออำนาจที่จะสามารถเปลี่ยนลมและขยับเมฆได้ตามที่ต้องการ
ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดอาจจะสามารถสู้กรกับกองทัพนับแสนนับล้านได้เพียงลำพังแต่อำนาจสามารถทำให้คนคนหนึ่งกลายเป็นผู้ที่กุมชะตากรรมของโลกทั้งใบ นั่นคือความแตกต่าง. . .
ต้องรู้ก่อนนะว่าในอีกสิบปีข้างหน้าหายนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจะอุบัติขึ้นบนโลก เมื่อถึงเวลานั้นกฎหมายจะพลิกคว่ำและอารยธรรมจะสูญสลายกลายเป็นเพียงซากปรักหักพัง
ในขณะเดียวกันมันก็เป็นช่วงเวลาของยุคใหม่ที่ซึ่งผู้มีอำนาจไม่ใช่ผู้ที่มีเงินตราแต่เป็นผู้ที่มีพละกำลังและความแข็งแกร่ง โดยผู้เล่นที่กลายเป็นผู้ชนะการแข่งขันของเส้นทางดวงดาวจะกลายเป็นขุมอำนาจใหม่ในยุคแห่งความวุ่นวาย
เพื่อเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของมนุษยชาติเจมส์จะต้องกลายเป็นมนุษย์ที่มีอำนาจมากที่สุดในยุคของอโพคาลิปเฟสสอง ซึ่งกองทัพที่เกิดจากผู้เล่นที่เป็นผู้ชนะของการแข่งขันเส้นทางดวงดาวนี้เองที่จะทำให้เจมส์กลายเป็นมหาอำนาจของโลกในยุคใหม่ที่กำลังจะมาถึง
และเพื่อการนั้นเจมส์จะต้องมีทรัพยากรเพียงพอที่จะดึงดูดผู้เล่นและสามารถทำให้พวกเขากลายเป็นผู้ชนะของการแข่งขันเส้นทางดวงดาวได้ในท้ายที่สุด
ทว่าความมั่งคั่งที่มากมายถึงขนาดนั้นจะหาได้จากที่ใด . . .?
แน่นอนว่าแหล่งที่ผู้เล่นจะสามารถได้รับทรัพยากรและความมั่งคั่งมากที่สุดในเส้นทางดวงดาวไม่ใช่จากซากโบราณสถาน ภารกิจหรือมอนสเตอร์แต่เป็น NPC
NPC เป็นเหมือนกับชนพื้นเมืองของดาวดวงนี้ พวกเขาได้สะสมความมั่งคั่งมาอย่างยาวนาน โดยทรัพยากรความมั่งคั่งของNPC เหล่านี้มีมากมายเกินกว่าที่ผู้เล่นจะสามารถจินตนาการได้
ในปัจจุบันเงินเพียงเหรียญทองเดียวผู้เล่นบางคนอาจจะต้องใช้เวลาหลายวันในการเก็บสะสมแต่สำหรับ NPC บางตัว พวกเขามีความสามารถในการใช้จ่ายเหรียญทองเป็นพันๆหมื่นๆได้โดยที่ไม่ต้องกระพริบตา
นั่นคือสิ่งที่เจมส์ได้เล็งเห็นและเขาก็ได้ตัดสินใจที่จะใช้ NPC เป็นขั้นบันไดสำหรับแผนการของเขาในเส้นทางดวงดาว
กลับมายังปัจจุบันขณะนี้เจมส์ยืนอยู่หน้าอาคารที่ดูเหมือนกับป้อมปราการขนาดย่อม รอบๆตัวอาคารเต็มไปด้วยทหารที่สวมชุดเกราะเต็มรูปแบบ พวกเขาทั้งหมดถือหอกและมีใบหน้าที่เคร่งขรึมอยู่ตลอดเวลาราวกับว่าทหารเหล่านี้พร้อมที่จะใช้กำลังได้ทุกเมื่อหากว่ามีสถานการณ์ที่ไม่ดีเกิดขึ้น
สถานที่แห่งนี้ก็คืออาคารบัญชาการของทหารรักษาเมืองซึ่งตั้งอยู่ในเขตที่เป็นเส้นแบ่งระหว่างพื้นที่ของสามัญชนและผู้ปกครอง เหนือเขตนี้ไปจะเป็นที่อยู่อาศัยของขุนนางและเหล่าราชวงศ์แน่นอนว่าคนทั่วไปนั้นไม่มีสิทธิที่จะข้ามผ่านเส้นแบ่งที่กั้นนี้นอกจากจะได้รับอนุญาตจากบุคคลที่อาศัยอยู่ภายใน
โดยทั่วไปเจมส์ไม่มีธุระอะไรกับเขตพื้นที่ทางเหนือ ผู้ที่เขาต้องการมาพบนั้นอาศัยอยู่ในอาคารที่ดูเหมือนป้อมปราการนี้
“ ผู้ที่อาวุโสจินฮงแนะนำน่าจะอยู่ในอาคารหลังนี้ไม่ผิดแน่ . . . ” เจมส์พึมพำก่อนที่เขาจะเลือกก้าวเข้าไปในตัวอาคาร
แต่ในขณะนั้นเองเส้นทางของเจมส์ก็ได้ถูกขวางไว้โดยหอกของทหารยาม “ หยุดก่อน ที่นี่คือเขตทางการทหาร เจ้าไม่สามารถเข้าไปด้านในได้โดยที่ไม่ได้รับอนุญาต ”
“ ข้าต้องการพบกับชายที่ชื่อว่าราซู ไม่ทราบว่าเจ้าจะสามารถนำข้าไปพบกับเขาได้หรือไม่ ? ” เจมส์หยุดฝีเท้าก่อนที่เขาจะเอ่ยกับทหารยาม
เมื่อได้ยินคำตอบของชายหนุ่มทหารยามก็ดูเหมือนว่าจะครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนที่จะเอ่ยขึ้น “ ราซู ? เจ้าหมายถึงท่านรองแม่ทัพราซู ? ”
ต้องบอกว่าเจมส์เองก็ไม่ทราบว่าราซูที่เขาต้องการพบนั้นเป็นใครกันแน่และชายคนดังกล่าวมีฐานะอะไร นั่นเป็นเพราะว่าจินฮงไม่ได้บอกอะไรกับเขามากนักนอกจากชื่อของบุคคลดังกล่าวและสถานที่ที่สามารถพบตัวชายคนนั้น
อย่างไรก็ตามโชคดีที่เจมส์มีจดหมายรับรองที่มอบให้โดยชายชราจินฮงดังนั้นเขาจึงไม่รีรอที่จะนำมันออกมา
“ นี่คือจดหมายรับรองจากหัวหน้าสมาคมนักปรุงยา เจ้าสามารถตรวจสอบได้ ” เจมส์เอ่ยพร้อมกับยื่นจดหมายให้กับทหารยาม
เมื่อเห็นตราประทับที่อยู่บนซองจดหมายทหารยามก็ไม่กล้าที่จะเสียมารยาทโดยการเปิดผนึกซองจดหมาย สำหรับทหารยามที่มีหน้าที่เฝ้าประตูมันเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไม่รู้จักตราประทับของบุคคลสำคัญต่างๆ
ตราประทับที่อยู่บนซองจดหมายก็คือตราประทับของหัวหน้าสมาคมนักปรุงยา
“ นายท่านโปรดรอสักครู่ ” ทหารยามเอ่ยขึ้นด้วยความสุภาพก่อนที่เขาจะวิ่งหายเข้าไปในตัวอาคารพร้อมกับซองจดหมาย
ในไม่ช้าทหารยามคนเดิมก็กลับออกมา เขาโค้งเล็กน้อยให้กับเจมส์หลังจากที่พบว่าจดหมายดังกล่าวได้รับการยืนยันแล้วว่าเป็นของจริง
ด้วยจดหมายรับรองของหัวหน้าสมาคมนักปรุงยาทำให้สถานะของชายหนุ่มผู้นี้เทียบเท่าได้กับตัวแทนของสมาคมนักปรุงยาแห่งเมืองอากุน ดังนั้นทหารยามก็ไม่กล้าที่จะละเลยและปฏิบัติต่อชายหนุ่มอย่างมีมารยาท
“ ท่านรองแม่ทัพราซุได้รอท่านอยู่แล้ว นายท่านเชิญด้านใน ”
“ อู ” เจมส์พยักหน้าก่อนที่จะเดินตามทหารยามคนดังกล่าวเข้าไปภายในตัวอาคาร
ภายในห้องทำงานที่ถูกรายล้อมไปด้วยผนังหินที่ดูแข็งแรงทนทาน เจมส์นั่งอยู่โดยที่ในเบื้องหน้านั้นคือชายวัยกลางคนที่กำลังจ้องมองตนด้วยสายตาสงสัย
ชายคนดังกล่าวมีอายุวัยราวๆ40ปี เขามีหนวดเคราสีดำหนาและใบหน้าที่ดูดุดันเหมือนกับทหารที่เคยผ่านความเป็นความตายมานับไม่ถ้วน แม้ว่าร่างกายของเขาจะดูท้วมแต่เมื่อมันอยู่ภายใต้ชุดเกราะสีเงินทำให้ชายผู้นี้ดูทรงพลังราวกับขุนเขาที่ไม่สามารถเคลื่อนย้าย นี่คือรองแม่ทัพราซูที่ซึ่งมีอำนาจในการควบคุมกองกำลังทหารยามกว่า 1 ใน 4 ที่ประจำอยู่ภายในเมืองอากุน
“ ข้าสงสัยเหตุที่ท่านต้องการพบข้านั้นมีเรื่องอะไร ? ” ราซูเอ่ยด้วยความสุภาพ โดยทั่วไปนายทหารระดับรองแม่ทัพอย่างเขานั้นไม่จำเป็นต้องสุภาพกับสามัญชน แม้กระทั่งพ่อค้าที่มีอิทธิพลในเมืองอากุนก็ต้องให้เกียรติเขาบ้าง แต่กับชายหนุ่มที่ถือจดหมายรับรองของหัวหน้าสมาคมนักปรุงยานั้นเป็นข้อยกเว้น
เป็นที่รู้กันว่าอำนาจของสมาคมนักปรุงยานั้นอยู่เหนือกว่าอาณาจักรลำดับสองอย่างอาณาจักรกุนรี แม้สมาคมนักปรุงยาจะวางตัวเป็นกลางไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมืองแต่อิทธิพลของสมาคมนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถมองข้ามได้เลย
ใครบ้างที่ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากสมาคมนักปรุงยา ? คำตอบคือไม่มีเลย แม้แต่กษัตริย์ของราชวงศ์ก็ต้องพึ่งพายาเม็ด สำหรับราซูแม้ว่าเขาจะกล้าได้กล้าเสียกับผู้มีอิทธิพลต่างๆที่อาศัยอยู่ในเมืองแห่งนี้แต่ทว่าคนของสมาคมนักปรุงยานั้นเป็นข้อห้ามสำหรับเขา
การยั่วยุสมาคมนักปรุงยาก็เหมือนตัดแขนตัดขาของตนเอง ในโลกของการบ่มเพาะพลังอำนาจคือกฎหมายและยาเม็ดก็คือตัวช่วยที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับผู้บ่มเพาะละอองดาว
มีคำกล่าวที่ว่า “ ไม่มียาเม็ดผู้บ่มเพาะจะเป็นได้แค่เสือ แต่หากได้รับความช่วยเหลือจากยาเม็ดผู้บ่มเพาะจะกลายเป็นพยัคฆ์ติดปีกหรือแม้กระทั่งกลายเป็นมังกรในที่สุด ” นั่นคือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้และราซูเองก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าเขาสามารถยืนอยู่ในจุดนี้ได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากเม็ดยา
นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมสมาคมนักปรุงยาจึงเป็นข้อห้ามที่สำคัญของรองแม่ทัพผู้นี้
“ ข้าต้องการความช่วยเหลือจากท่านสักเล็กน้อย . . . ” ในเวลานี้เจมส์ก็ได้เอ่ยขึ้น
—