เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 351 ไม่มีสมองทำอาหารไปก็หมดหวัง
ตอนที่ 351 ไม่มีสมองทำอาหารไปก็หมดหวัง
……….
อย่าว่าแต่สองพ่อลูกตระกูลตู้เลย ซ่งจื่อเซวียนก็เหมือนกัน
เขาไม่รู้ว่าทำไมเสี่ยเจียงถึงมากะทันหัน และยังพาสองคนนี้มาด้วย…
ตอนกลางวันปล่อยพวกเขาไปแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงโดนเสี่ยเจียงจับกลับมาอีกล่ะ
“เสี่ยเจียง นี่…”
เสี่ยเจียงเงยหน้ายิ้มเล็กน้อย “ฮ่าๆๆ สองคนนี้ไม่ใช้ตาดูให้ดีผิดใจกับนาย แล้วก็มาหาฉันให้จัดการนาย
แต่พวกเขาไม่รู้ความสัมพันธ์ของฉันกับนายท่านรอง ฉันเลยจับพ่อลูกที่ไม่รู้ความมาด้วย”
พอได้ฟังแล้ว ตู้อวิ๋นกังกับตู้เหวินจงก็โมโหขึ้นมา
แม่งไอ้จิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์ ไอ้สัตXแกหลอกลวงกันนี่หว่า!
แต่พอลองคิดดูอีกที สองคนนี้ก็เข้าใจศักยภาพของซ่งจื่อเซวียนแล้ว
เด็กหนุ่มคนนี้ดูเหมือนจะธรรมดา ทว่าแม้แต่เสี่ยเจียงก็ยังเคารพเขา แถมยังเรียกเขาว่านายท่านรอง
จะต้องไม่ธรรมดาแน่นอน!
ความจริงซ่งจื่อเซวียนก็เข้าใจความหมายที่อยู่ในนั้น
ครั้งนี้เกรงว่าคงเหมือนกับกรณีของเฮ่อเหว่ยคราวก่อนไม่มีผิด เสี่ยเจียงรับเงินมา เดิมทีกะจะมาสั่งสอนคน
แต่พอเห็นว่าเป็นตัวเอง จึงเปลี่ยนความคิด
ไม่อย่างนั้น…เสี่ยเจียงมาที่ร้านสวนสวินเฟิง จะพาลูกน้องมาเยอะแยะทำไม
ทว่าซ่งจื่อเซวียนไม่สนใจเรื่องพวกนี้ ด้วยสถานะของเขาในเมืองตู้เหมินตอนนี้ เสี่ยเจียง…ไม่กล้าทำอะไรเขา
ไม่ว่าจะเป็นเพราะเสี่ยหวงหรือว่าเสี่ยเฉิงปาในตอนนี้ ไม่ว่าใครก็สามารถช่วยซ่งจื่อเซวียนทำให้เสี่ยเจียงร่ำรวยมั่งคั่งได้
ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็ยังหัวเราะ กำหมัดคารวะให้
“เหอะๆ เสี่ยเจียง เกรงใจไปแล้ว ไหนๆ ก็มาแล้ว ยังจะเอาของขวัญชิ้นใหญ่มาให้ผมด้วยเหรอครับ”
ซ่งจื่อเซวียนมองตู้อวิ๋นกังกับตู้เหวินจง จากนั้นจึงเดินเข้าไป
“ตอนนี้ยังไม่ต้องสนใจความสัมพันธ์ของฉันกับเสี่ยเจียง วันนี้ตอนกลางวันฉันก็ปล่อยพวกนายไปแล้ว นี่คือการตอบแทนของพวกนายเหรอ”
พ่อลูกตระกูลตู้ก้มหน้าไม่พูดไม่จา
“ฉันไม่รู้ว่าพวกนายเป็นใคร และไม่อยากรู้เหมือนกัน แต่ถ้าพวกนายยังอยากจะใช้ชีวิตในตู้เหมินอย่างสงบสุข ทางที่ดีที่สุดก็อย่ามาหาเรื่องฉันอีก!”
เมื่อได้ยินดังนั้น ตู้เหวินจงจึงเงยหน้า “ไอ้หนู แกคิดว่าตัวเองเป็นคนสำคัญเหรอ”
“เหวินจง!” ตู้อวิ๋นกังรีบพูดทันที
จากนั้นเขาจึงเงยหน้า มองไปทางซ่งจื่อเซวียน
“พ่อหนุ่ม ฉันประเมินนายต่ำเกินไป แต่ไม่มีสิ่งใดยืนยงตลอดไปหรอกนะ”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มเล็กน้อย “สงสัยวันนี้ถ้าไม่ได้สั่งสอนพวกนายสองพ่อลูก เรื่องนี้จะไม่จบใช่ไหม”
ตู้อวิ๋นกังชะงักไป “ตอนนี้พวกเราอยู่ในมือของนาย คิดจะทำอะไรก็ถือว่าเก่งไม่จริงหรือเปล่า”
“ความเก่งไม่ได้พิสูจน์กันแบบนี้ วันนี้พวกนายอยู่ในมือของฉันได้ นั่นก็คือความเก่งของฉันแล้ว!”
พูดจบ ซ่งจื่อเซวียนก็หันหน้ามองเสี่ยเจียงหนึ่งที “เสี่ยครับ ถ้างั้นต้องรบกวนคุณช่วยหน่อยครับ ลูกน้องของผมตอนนี้ยุ่งกันหมดเลย ไม่มีเวลาว่าง!”
“ฉันเข้าใจๆ!”
จากนั้น เสี่ยเจียงก็ส่งสายตาให้ลูกน้อง นักเลงสองสามคนเข้ามาลากสองพ่อลูกตระกูลตู้ออกไปทันที
“ไอ้แก่เจียง แกแม่งไม่ใช่คน หลอกลวงฉัน!”
“ไอ้แก่ ฉันจะจำเรื่องนี้ไว้ อย่าลืมว่าตระกูลตู้ของพวกเราก็มีอิทธิพลอยู่เหมือนกัน!”
“คืนสี่แสนหยวนมาให้ฉัน แกไอ้คนหลอกลวง…”
เสี่ยเจียงปล่อยให้พวกเขาด่าทอ แต่กลับไม่บอกให้ลูกน้องของเขาหยุดมือ แถมยังตะโกนว่า “ลากออกไป จัดหนักๆ!”
สองพ่อลูกตระกูลตู้ครั้งนี้โดนทุบอย่างจริงๆ จังๆ
ตอนเช้า ฟางรุ่ยกับเหลียงฮั่นแค่สั่งสอนลูกน้องของตู้อวิ๋นกัง
ถึงแม้ตู้เหวินจงจะโดนต่อยสองสามที แต่โดนซางเทียนซั่วต่อย ไม่ถือว่าหนักมาก
ทว่าตอนนี้โดนนักเลงตะลุมบอนของจริง เวลาแค่สองสามนาที ทั้งสองคนก็ใบหน้าฟกช้ำบวมฉึ่ง
ตู้อวิ๋นกังโดนตีจนหัวโน เรียกได้ว่าสภาพดูไม่ได้เลย
“ไอ้เลว ไอ้แก่ เรื่องนี้ไม่จบแน่…”
ตู้อวิ๋นกังถูกทุบตีอยู่ข้างๆ จนร้องไห้ไปนานแล้ว ตอนนี้เขาเอามือป้องมุมปาก อย่าให้พูดว่ามีสีหน้าน้อยเนื้อต่ำใจมากแค่ไหน
“พ่อ ไปหาอารองกัน จะต้องบอกอารอง ให้มาจัดการไอ้คนเลวพวกนี้ให้ตายไปเลย!”
ตู้เหวินจงร้องไห้พลางตะโกนไปด้วย
ตู้อวิ๋นกังพยักหน้าอย่างแรง “ครั้งนี้…จะเอาให้พวกมันตาย!”
ในร้านสวนสวินเฟิง
ถึงแม้บุคคลที่ซ่งจื่อเซวียนรู้จักคือคนประเภทหวงฟาหรือท่านเป้ยเล่อ แต่เสี่ยเจียงถือว่ามีสถานะในเมืองตู้เหมิน ควรค่าแก่การกล่าวถึงเช่นกัน
ดังนั้นซ่งจื่อเซวียนจึงเชิญเขาเข้าห้องส่วนตัวเหมือนเดิม แต่อาหารล้วนเป็นอาหารจากครัวด้านหลัง
หลักๆ แล้วน้ำแกงเกล็ดปลาทองห้าสายยังขายดีเหมือนเดิม สั่งมาสักที่คงไม่เป็นไร
เมื่อดื่มเหล้าหนึ่งอึกแล้ว เสี่ยเจียงก็เอ่ยว่า “นายท่านรอง คิดไม่ถึงว่ากิจการของนายจะขยายใหญ่มากขนาดนี้”
ซ่งจื่อเซวียนพลันยิ้ม แบบนี้ถือว่าใหญ่เหรอ ร้านสวนสวินเฟิงเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น ในใจของเขายังมีอีกเป้าหมายหนึ่ง
นั่นก็คือโครงการที่เขากับซ่งอีหนานได้คุยกันไว้ แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาออกโรง
อย่างแรกเป็นเพราะท่านเป้ยเล่อได้ครอบครองโรงแรมขนาดใหญ่ย่านการค้า อย่างที่สองเป็นเพราะว่าเขาจะสมัครเรียนโรงเรียนสอนทำอาหารของปักกิ่ง
ทันทีที่เขาศึกษาเนื้อหาของบันทึกหย่งซั่นได้แล้ว ก็จะกลับมาสร้างโครงการที่ตัวเองคิดไว้ในใจ เช่นนั้นจะต้องสำเร็จไปอีกหนึ่งขั้นแน่นอน
“เหอะๆ เสี่ยเจียงพูดตลกแล้วครับ คลับเฮาส์ที่นี่ผมลงทุนร่วมกับคนอื่นครับ”
เสี่ยเจียงพูดยิ้มๆ “อย่างนั้นก็ไม่เลว ดูรถที่จอดหน้าประตูพวกนั้นก็รู้แล้วว่าตอนนี้กิจการของนายท่านรองดีมาก
อ้อใช่นายท่านรอง ช่วงนี้เสี่ยหวงสบายดีไหม”
เสี่ยเจียงก็พอได้ข่าวมาเหมือนกัน ได้ยินว่าเสี่ยหวงในตอนนี้สนิทกับซ่งจื่อเซวียนมาก
ตอนแรกเขาไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร แต่เมื่อเห็นซ่งจื่อเซวียนเอาชนะพ่อครัวชาวต่างชาติแล้ว ก็เชื่อมโยงเรื่องราวได้
อย่างไรก็จัดการไอ้พวกฝรั่งไปแล้ว ถือว่าสร้างความรุ่งโรจน์ให้แก่เมืองตู้เหมิน คนเลือดร้อนอย่างเสี่ยหวงตอนนี้ยังเปลี่ยนใจมาแสดงความขอบคุณก็พอเข้าใจได้
และประโยคที่เสี่ยเจียงถามในตอนนี้ ประการที่หนึ่งคือลองหยั่งเชิงว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ ประการที่สองคือลองดูทิศทางในอนาคต
ซ่งจื่อเซวียนไม่ได้หลีกเลี่ยง แต่พยักหน้าเบาๆ “ก็ไม่เลวครับ เสี่ยเจียงช่วงนี้ทำอะไรยุ่งๆ อยู่เหรอครับ”
“ฉัน ฮ่าๆๆ ฉันแก่แล้ว ไม่ค่อยยุ่งหรอก งานในมือก็มอบให้เต๋อหมิงจัดการแล้ว” เสี่ยเจียงตอบ
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าพูด “คุณหานถือว่าเป็นคนฉลาดมีความสามารถ และยังเชื่อถือได้ เสี่ยเจียงมีผู้ช่วยที่ดีเลยครับ”
“ฮ่าๆๆ นายท่านรองพูดชมเกินไปแล้ว ตอนนี้ฉันก็แค่เล่นไพ่ทุกวัน เดินเล่นตลาดเป็นบางครั้ง หาเงินได้ก็ทำ”
ขณะพูด เสี่ยเจียงก็เผยสีหน้ารู้สึกผิดเล็กน้อยออกมา “เหมือนอย่างวันนี้ ฉันได้เงินจากไอ้ชาติหมาตู้อวิ๋นกังมานิดหน่อย แต่ใครจะรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นนายท่านรอง”
ซ่งจื่อเซวียนก็หัวเราะไม่หยุด “เหอะๆ แต่เสี่ยเจียงก็ทำเงินจากงานได้แล้วใช่ไม่เหรอครับ”
“นั่นก็ใช่ๆ นี่คือกฎในวงการ รับเงินทำงานแทนคนอื่น แต่ถ้าทำไม่ได้ก็จะไม่คืนเงิน”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าเล็กน้อย นี่คือกฎในวงการจริงๆ โดยเฉพาะด้านศิลปะการต่อสู้
พูดง่ายๆ ก็คือเสี่ยเจียงตอนนี้ทำงานสายศิลปะการต่อสู้
ยุคโบราณก็มี เลี้ยงหน่วยกล้าตายเป็นลูกน้องรับใช้ใต้บังคับบัญชาเป็นจำนวนมาก
จากนั้นเงินที่รับมาจากเขาก็ถือเป็นค่าตอบแทนที่ช่วยต่อยตีแทนเขา
หากเจอกับคนเก่งแล้วสู้ไม่ไหวก็จะไม่คืนเงิน
“เหอะๆ ก็ใช่ครับ อ้อใช่เสียเจียง เมื่อกี้คุณบอกว่าไปเดินเล่นที่ตลาดใช่ไหมครับ ตอนนี้ยังมีเวลาว่างทำแบบนั้นอีกเหรอครับ”ซ่งจื่อเซวียนเอ่ยยิ้มๆ
เสี่ยเจียงเอ่ย “หืม ฉันจะไปมีเวลาว่างเดินเล่นในตลาดสดเสียที่ไหน แต่เป็นตลาดมืดต่างหาก นายท่านรองไม่รู้จักเรอะ”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินแล้วก็อึ้งไป ส่ายหน้าเบาๆ “หืม ไม่รู้จริงๆ ครับ เสี่ยเจียง คุณลองเล่าให้ฟังหน่อยสิครับ”
“นายท่านรองไม่รู้ว่ามีตลาดมืดอยู่งั้นเหรอ นี่คือสถานที่ขายยาสมุนไพรจีนหายากในตู้เหมินของพวกเรา
ตอนนี้ปั่นราคากันสูงมาก และมีบางอย่างต้องซื้อขายล่วงหน้า ไม่ต้องเห็นสินค้า สินค้าก็ทำเงินได้แล้ว ถ้าเป็นสินค้าหายาก เปลี่ยนมือขายได้สองสามหมื่นเชียวนะ”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินเช่นนั้นกลับพ่นลมหายใจออกมาหนึ่งที
มีสถานที่แบบนี้ด้วยเหรอ เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนจริงๆ
หากไม่ใช่เพราะเย็นนี้เขาต้องไปหาชายชรา ขอคำชี้แนะการรักษาโรคเบื่ออาหารของเจ้าถิงถิง ซ่งจื่อเซวียนก็อยากจะให้เสี่ยเจียงพาไปดูตอนนี้ให้ได้จริงๆ
เขาสนใจยาสมุนไพรจีนน้อยกว่าทักษะการทำอาหาร แต่พอฟังเสี่ยเจียงเล่าแบบนี้ ในใจก็รู้สึกสงสัยอยากรู้ไม่หยุด
เขาชอบเดินเล่นตลาดขายของเก่ากับชายชรามาตั้งแต่เด็ก จู่ๆ รู้สึกว่าเป็นความรู้สึกที่คล้ายกัน ดูเหมือนตอนนี้อดใจไม่ไหวอยากจะไปให้ได้
“มีสถานที่แบบนี้ด้วยเหรอครับ เหอะๆ เสี่ยเจียงคุณลองเล่าอีกสิครับ ผมอยากทำความเข้าใจมากขึ้น”
“นายท่านรองพูดตลกแล้ว นั่นคือตลาดชานเมืองตะวันตก อยู่บนริมทางหลวง ดูเหมือนเป็นบ้านที่พังไปเกินครึ่งหลายๆ หลังน่ะ
แต่มีรถดีๆ จอดอยู่ตรงริมทางหลายคัน มุ่งหน้ามาที่ตลาดมืดกันทั้งนั้น ไม่เพียงแต่คนตู้เหมินของพวกเรา คนมีเงินในปักกิ่ง หลานหยวนก็ยังมาปั่นสินค้าเก็งกำไรกันด้วย”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าช้าๆ “คุณเคยเจอของหายากอะไรจากที่นั่นบ้างไหมครับ”
“เยอะแยะเลยล่ะ ของล้ำค่าอย่างถั่งเช่า โสมแปดร้อยปีหรือดีหมี อยู่ที่นั่นก็ไม่นับว่าเป็นของหายากอะไร”
เมื่อซ่งจื่อเซวียนได้ยินว่าเป็นแบบนี้ ในใจก็รู้สึกคันยุกยิกเสียแล้ว
เขายิ้มบางๆ “พวกนี้ยังไม่ใช่ของหายากเหรอครับ แล้วของที่แพงที่สุดคืออะไรล่ะครับ”
“ฉันไม่เคยเห็นกับตาหรอก ได้ยินว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งเคยซื้อเขากวางเลือดมาจากที่นั่น ราคาเกินหนึ่งร้อยล้านหยวนเลย!”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินก็เบิกตาโตทั้งสองข้าง เขากวางเลือด? ไม่เคยได้ยินมาก่อน ราคาเกินหนึ่งร้อยล้านหยวน…
เขาแอบตัดสินใจ รอให้รักษาเจ้าถิงถิงหายดีแล้ว จะต้องไปดูตลาดแห่งนี้แน่นอน
ถึงแม้จะซื้อไม่ไหว แต่ได้เห็นประดับความรู้ก็ยังดี
ตอนเย็นวันเดียวกัน หลังจากซ่งจื่อเซวียนส่งถังหย่าฉีแล้ว ก็สั่งให้ฟางรุ่ยขับรถไปยังบ้านหลังเก่าทันที ไปที่บ้านของฟางจิ่งจือ
ช่วงนี้ ซ่งจื่อเซวียนจะไปส่งถังหย่าฉีทุกวัน และรถว่างๆ ของไต้ทงจะขับตามหลัง
แต่วันนี้มีธุระ คู่รักหนุ่มสาวคู่นี้จึงไม่มีเวลาจู๋จี๋กันมากเท่าไร
ถึงบ้านของฟางจิ่งจือก็เป็นเวลาสี่ทุ่มแล้ว ในใจของซ่งจื่อเซวียนกะว่าจะลองดู ดูว่าชายชรานอนหลับหรือยัง
หากนอนหลับแล้ว คงต้องมาอีกทีวันพรุ่งนี้
แต่พอมาถึง ก็เห็นว่าวันนี้ฟางจิ่งจือยังสนุกอยู่ จัดโต๊ะตัวเล็กในลานบ้านและกำลังนั่งดื่มเหล้าอยู่
คนดูแลตัวน้อยที่ซ่งจื่อเซวียนหามากำลังนั่งพัดวีให้ชายชราอยู่ข้างๆ
ซ่งจื่อเซวียนสั่งให้ฟางรุ่ยไปรับหลิงเข่อเอ๋อร์ก่อน ส่วนตัวเองเดินเข้าไปในลานบ้านเรือนเล็ก
“อ้าว วันนี้ปู่อารมณ์ดีเลยแฮะ มีเนื้อแพะย่างเสียบไม้ด้วย”
ขณะพูด ซ่งจื่อเซวียนก็หยิบขึ้นมาหนึ่งไม้ ฟางจิ่งจือเหลือบตาขึ้นมองซ่งจื่อเซวียน “เนื้อของฉัน วางเลย”
“ดูปู่สิขี้เหนียวจริง เหมยจื่อ เอาเก้าอี้ตัวนั้นมาให้ฉันหน่อย”
“ค่ะ!”
“ปู่ วันนี้ผมอยากมาขอคำชี้แนะจากใจจริงครับ”
“อยากจะพูดอะไรก็พูดมา พูดแล้วก็กลับไป!” ฟางจิ่งจือไม่เหลือบตาขึ้นมองขณะพูดด้วยซ้ำ จากนั้นยกแก้วขึ้นมาดื่มอีกหนึ่งอึก
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มบางๆ ขยับเข้าไปข้างหน้า “ปู่คิดว่าโรคเบื่ออาหาร…ต้องรักษายังไงเหรอ”
“หืม แกเป็นโรคเบื่ออาหารด้วยเรอะ”
“ไม่ใช่ผม เป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งน่ะ น่าสงสารมาก ผมดูอาการของเธอแล้ว เกรงว่าต่อให้เป็นโต้วหลงเหมินก็ยังไม่ทำให้เจริญอาหาร”
“ไร้สาระ นั่นเป็นโต้วหลงเหมินของแกไงไอ้หนู แกมันไม่มีสมอง อาหารที่ทำออกมาก็ย่อมหมดหวัง”
ฟางจิ่งจือหยิบเหล้าขึ้นมาจิบหนึ่งอึก “ถ้าฉันเป็นคนทำ ไม่มีใครที่ไม่เจริญอาหารหรอก เบื่ออาหารอะไรกัน!”
“หืม ปู่ เอ่อ…หมายความว่ายังไง” ซ่งจื่อเซวียนรีบขอคำชี้แนะทันที
……………………………………….
……….