เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 375 กระอักกระอ่วน
ตอนที่ 375 กระอักกระอ่วน
…………….
หอหงเยวี่ย
ผู้นำหลี่ใช้ฝาปิดถ้วยน้ำชาเสียดสีบนถ้วยน้ำชาเบาๆ ดวงตาคู่นั้นมองไปยังจุดหนึ่งอย่างไร้จุดหมาย
“ลู่ลี่จวิน…แป๊บเดียวก็นั่งไม่อยู่แล้วเรอะ แค่ตรวจสอบร้านอาหารร้านนั้นแค่ร้านเดียว”
ผู้นำหลี่ค่อยๆ พูด
“ท่านผู้นำครับ แบบนี้ยิ่งอธิบายได้ว่าร้านสวนสวินเฟิงมีปัญหา ตรวจสอบไม่ได้ แค่เราจะตรวจ ลู่ลี่จวินก็อยู่ไม่สุขแล้ว
หึ ช่วงนี้เขากับซ่งจื่อเซวียนเถ้าแก่ร้านสวนสวินเฟิงสนิทกันมาก จะไม่มีความสัมพันธ์ด้านผลประโยชน์อยู่ด้วยได้ยังไง”
ผู้นำหลี่ฟังแล้วก็มองต่งหมิงหนึ่งที
“ความสัมพันธ์ด้านผลประโยชน์เหรอ พวกเราพูดต้องมีหลักฐานนะ”
“ครับๆ ท่านผู้นำ ผมเคยสืบมาแล้ว ร้านสวนสวินเฟิงขายอาหารหนึ่งจานราคามากกว่าหนึ่งพันหยวนด้วยซ้ำ”
“อะไรนะ มากกว่าหนึ่งพันหยวน ขายอะไรกัน”
“ไม่ใช่วัตถุดิบราคาแพงอย่างล็อบสเตอร์ แต่เป็นอาหารธรรมดาจานหนึ่ง กำไรขนาดนี้คุณคิดว่าคนแบบไหนจะไปกินครับ”
ผู้นำหลี่ครุ่นคิด “ถ้าพูดแบบนี้…คือลู่ลี่จวินจัดคนไปกินเรอะ แล้วค่อยนำเงินที่ได้มาแบ่งกับเถ้าแก่ร้านนั้น”
“มีความเป็นไปได้”
ต่งหมิงเอ่ยว่า “ท่านผู้นำ นักธุรกิจที่ไปมาหาสู่กับลู่ลี่จวินมีไม่น้อย ถ้าเขาพูดขึ้นมา ใครจะไม่ไปบ้าง”
ผู้นำหลี่ขมวดคิ้วแล้วเอ่ยว่า “แบบนี้เรียกว่าใช้อำนาจหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน ถ้าเขาไม่ใช่อธิบดีสำนักงานควบคุมแห่งนี้ ใครจะไว้หน้าเขาบ้าง”
“ถูกต้องครับ ผมคิดว่าพูดแบบนี้ถูกต้องครับ ท่านผู้นำ ตอนนี้ลู่ลี่จวินยื่นมือเข้ามา ผมทำงานยากจริงๆ ครับ”
“อืม ช่วยไม่ได้ ใครสั่งให้เขาเป็นหัวหน้าของนายล่ะ หัวหน้าใหญ่เหมือนท้องฟ้า!” ผู้นำหลี่พูด
“เอาอย่างนี้ก็แล้วกันอธิบดีต่ง วันพรุ่งนี้ฉันจะไปที่สำนักงานสักครั้ง อยากจะดูท่าทีของลู่ลี่จวินคนนี้ว่าเป็นยังไง!”
ต่งหมิงลุกขึ้นทันที “โอเคครับ ท่านผู้นำ คุณจะมาถึงกี่โมงครับ ผมจะได้จัดคนไปรับ”
…
ตอนกลางคืน
หน้าประตูหอหงเยวี่ย
รถของเหลยจื่อจอดอยู่ริมถนนห่างจากหอหงเยวี่ยยี่สิบสามสิบเมตร
เมื่อเห็นประตูใหญ่หอหงเยวี่ยเปิดอยู่ เหลยจื่อจึงหยิบกล้องส่องทางไกลส่องเข้าไปทันที
เขาสะกดรอยตามต่งหมิงมาตลอดทาง พอจำได้บ้างแล้ว แต่อีกคนหนึ่ง เขาไม่รู้จัก
เห็นพวกเขาขึ้นรถที่ไม่เหมือนกัน เหลยจื่อจึงพยักหน้า “ตามเลขทะเบียนรถหกหกเก้าคันนั้นไป!”
“ครับ พี่เหลย!”
ลูกน้องคนหนึ่งขานรับทันที
เมื่อรถสองคันนั้นทยอยขับออกไป รถของเหลยจื่อก็ขับตามไปอย่างเงียบๆ
หลังจากขับออกมาสองสามเมตร รถของผู้นำหลี่ก็เลี้ยวตรงหัวถนน เหลยจื่อขับรถตามต่งหมิงต่อไป
“พี่เหลย ครั้งนี้ขับตามเขากลับบ้านเลยใช่ไหมครับ”
เหลยจื่อครุ่นคิด “ไม่ต้อง พวกนายฟังคำสั่งของฉันก็พอ”
ขับรถไปได้ประมาณสิบนาที เหลยจื่อก็มองสภาพแวดล้อมโดยรอบ
“เขาเปิดไฟเลี้ยวซ้าย เลี้ยวซ้ายตรงนี้ก็คือถนนเส้นเล็ก ไม่มีไฟริมทางไม่มีกล้องวงจรปิด สกัดเขาไว้!”
“เข้าใจแล้วครับ พี่เหลย!”
ในไม่ช้า รถของต่งหมิงก็เลี้ยวเข้าไปในถนนเส้นเล็กเหมือนที่เหลยจื่อพูดไว้
ถนนเส้นเล็กไม่ยาวมาก ประมาณสองสามร้อยเมตร ขับรถผ่านได้เพียงแค่เหยียบหนึ่งคันเร่ง
เพื่อไม่ให้รถของต่งหมิงพุ่งหนีออกไป พอเลี้ยวเข้ามา เหลยจื่อจึงตะโกนว่า “แซงเขาเลย!”
หลังจากเห็นรถข้างหลังเร่งความเร็ว และยังเปิดไฟสูงส่องถนนเส้นเล็กในเวลาเดียวกัน
คนขับรถของต่งหมิงต้องหรี่ตาทันทีเพราะโดนไฟสูง “แม่งเอ๊ย ขับรถยังไง เปิดไฟสูงในซอยเนี่ย”
“ท่านครับ ไอ้หมอนี่ขับรถไม่ได้เรื่อง”
ต่งหมิงพลันยิ้ม “ช่างเถอะ อย่าหงุดหงิดไปเลย”
สิ้นเสียง ก็เห็นเพียงรถคันหลังขับแซงรถของต่งหมิงมาจากด้านหนึ่ง
ความจริงเสี่ยวหลี่คนขับรถของต่งหมิงจงใจยึดทางบนถนนเพราะความโกรธ แต่ใครจะรู้ว่ารถคันหลังกลับไม่สนใจเลยสักนิด
ขับรถเสียดสีกำแพงแซงขึ้นมา เกิดประกายไฟริมถนน
“ไอ้เชี่ย อยากตายหรือไง!”
เอี๊ยด…
ตึ้ง!
เสียงเบรกรถดังขึ้นพร้อมกัน รถสองคันขับชนกัน!
วินาทีที่รถของเหลยจื่อขับแซงขึ้นมาแล้วเลี้ยวชนรถของต่งหมิงก็ขวางไว้ข้างหน้าได้ทันที
และตอนนี้เสี่ยวหลี่เหยียบเบรกไม่ทันแล้ว หัวรถชนเข้ากับตัวรถของรถคันหน้าไปแล้ว
“แม่ง ขับรถยังไงวะ!” เสี่ยวหลี่ชะโงกศีรษะออกมาตะโกนใส่!
แต่ตอนที่รถฝั่งตรงข้ามเปิดประตูหน้าหลังทั้งคัน แล้วมีนักเลงสี่คนเดินลงมา เสี่ยวหลี่ก็รีบหุบปากทันที
ต่งหมิงกำลังจะเอ่ยปาก ก็เห็นคนเหล่านี้เช่นกัน จึงงุนงงขึ้นมาในทันใด
“เสี่ยวหลี่ นายว่าคนพวกนี้เป็นใคร”
“ทะ…ท่านครับ ผม…”
เสี่ยวหลี่ตกใจเหงื่อออกไปทั้งตัวทันที ในสายตาของเขา คนพวกนี้ลงมาคิดบัญชีกับเขาเพราะเขาเบียดรถเมื่อครู่แน่นอน
แต่กลับไม่รู้ว่า จุดประสงค์ที่แท้จริงของคนพวกนี้คือต่งหมิง
เหลยจื่อเดินไปข้างหน้า เปิดประตูรถฝั่งที่นั่งคนขับก่อน ซึ่งเสี่ยวหลี่ล็อกประตูไว้นานแล้ว
แต่เหลยจื่อไม่สนใจเลยด้วยซ้ำ หยิบค้อนด้ามหนึ่งมาจากเอวด้านหลังแล้วทุบไปตรงๆ
เพล้ง…
กระจกหน้าต่างแตกละเอียดทันที
“อ๊าก…”
เหลยจื่อจิกเส้นผมของเสี่ยวหลี่ไว้ พร้อมกับปลดล็อกเปิดประตู ลากเขาลงมาในทันใด
ต่อจากนั้น นักเลงอีกสองคนที่อยู่ถัดไปจึงเริ่มเตะต่อยเขา
ต่งหมิงที่นั่งอยู่เบาะด้านหลังมองด้วยความงุนงงอยู่นานแล้ว
เขาเป็นคนระดับผู้นำ แต่ไม่เคยเห็นนักเลงตีกันมาก่อน…
เป็นคนมีอารยธรรมด้วยกันทั้งนั้น ทำไมต้องลงไม้ลงมือ
ต่อจากนั้น เขาก็หยิบโทรศัพท์ออกมา
เหลยจื่อย่อมรู้ว่าเขาจะแจ้งความ ไม่มีทางที่จะให้โอกาสเขา
ประตูรถด้านหลังถูกเปิดออก วินาทีต่อมาต่งหมิงก็ถูกเหลยจื่อลากออกมา
“พี่ชาย เฮ้พี่ชาย พวกคุณจะทำอะไรน่ะ”
เหลยจื่อพลันยิ้ม ไม่สนใจ พูดกับลูกน้องว่า “คนนั้นน่ะอัดสั่งสอนก็พอ บอกมันให้พูดจาดีๆ หน่อย แล้วเอาตัวคนนี้ไป!”
“เอาตัวไปงั้นเหรอ”
ต่งหมิงงงไปหมดแล้ว ดึกดื่นป่านนี้ มาเจอโจรข้างทางได้ยังไง
พวกนักเลงเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว จับต่งหมิงยัดใส่ท้ายรถทันที
มองดูรถขับออกไป เสี่ยวหลี่นอนทรุดอยู่บนพื้น อยากจะแจ้งความ แต่ถูกพวกเหลยจื่อเอาโทรศัพท์ไป
และเหลยจื่อขับรถไม่มีป้ายทะเบียนมา แจ้งหมายเลขทะเบียนรถไม่ได้
ตอนที่ต่งหมิงโดนลากลงมาจากรถอีกครั้ง บริเวณโดยรอบเป็นเพียงพื้นที่รกร้าง ไม่มีแม้แต่ตึกรามบ้านช่อง
“พ่อหนุ่มๆ พวกคุณเป็นใครเนี่ย”
ต่งหมิงในเวลานี้ ไม่มีมาดของคนระดับผู้นำอีกแล้ว ตกใจจนพูดจาเหมือนคนร้องไห้
เหลยจื่อนั่งลงยองๆ มองต่งหมิง แววตาเต็มไปด้วยความเย้นหยัน
“ไอ้แก่ อายุปูนนี้แล้วทำไมไม่อยู่เฉยๆ”
“หา? พ่อหนุ่มช่วยอธิบายหน่อยสิ”
เหลยจื่อยิ้มให้ “หาเรื่องผิดคนแล้วไง ครั้งนี้…จะสั่งสอนนายแค่เล็กน้อย คราวหน้าถ้ายังหาเรื่องอีก นายต้องนึกถึงความปลอดภัยของครอบครัวนายด้วยนะ”
ต่งหมิงตกใจกลัวขาสั่นทั้งสองข้าง เวลานี้ไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี
หากพูดว่าหาเรื่องคนผิด ก็พอมีอยู่บ้าง อย่างไรเมื่ออยู่ตำแหน่งรองอธิบดี ใช่ว่าจะมีแต่ความสัมพันธ์ดีๆ กับเจ้าของธุรกิจ
แต่เขารู้สึกว่าคนที่น่าสงสัยมากที่สุดก็คือซ่งจื่อเซวียน ถึงแม้จะไม่มีหลักฐานก็ตาม
แต่ในช่วงเวลาสำคัญนี้ อีกฝ่ายมีความเป็นไปได้สูงที่สุด
“ซ่งจื่อเซวียนใช่ไหม”
“นายพูดมากเกินไปหรือเปล่า”
พูดจบ เหลยจื่อก็ง้างมือต่อยไปหนึ่งหมัด ต่งหมิงหางคิ้วแตกทันที
เลือดสดไหลลงมา ดวงตาพร่าเลือนเพราะถูกเลือดอาบไว้
ต่งหมิงเอามือบังหางตาแล้วสูดลมหายใจลึกๆ
“จำไว้หรือยัง เริ่มตั้งแต่วันนี้ กลับไปแล้วก็นั่งอยู่เฉยๆ ซะ”
ต่งหมิงพยักหน้าหงึกๆ “จำได้แล้ว จำได้แล้วพ่อหนุ่ม!”
เหลยจื่อพยักหน้า จากนั้นลุกขึ้นเอ่ยว่า “สั่งสอนอีกหน่อย แล้วโยนไปข้างนอก!”
“ครับ!”
ต่งหมิงอึ้งไปแล้ว “ยังจะต่อยอีกเหรอ ฉันจำได้แล้ว…ทำไมถึงต่อยอีก โอ๊ย…”
โดนเตะต่อยไปหนึ่งยก ต่งหมิงก็ถูกโยนทิ้งไว้ข้างถนน เหลยจื่อพอมีคุณธรรมอยู่บ้าง ให้เงินเขาสามสิบหยวน เพื่อให้นั่งรถแท็กซี่กลับบ้านไป
แต่ในสถานที่ห่างไกลเช่นนี้จะมีรถแท็กซี่ที่ไหนเล่า
ถึงแม้จะมีรถขับผ่านมาสองสามคัน แต่เมื่อเห็นเลือดอาบหน้าของเขา ก็ไม่กล้าให้ขึ้นรถด้วย
จนกระทั่งเวลาตีสามกว่าๆ ต่งหมิงจึงเรียกรถบรรทุกได้คันหนึ่ง โชคดีที่พูดง่าย บอกให้อีกฝ่ายพาไปส่งในเขตตัวเมือง
และเวลานี้ ซ่งจื่อเซวียนยังไม่ได้ออกจากห้องปฏิบัติการ
เวลานี้นอกจากเขาแล้ว แม้แต่เหลียงฮั่นกับฟางรุ่ยก็เข้าไปช่วยงานเหมือนกัน การใช้งานเครื่องซีลถุงหนักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ซ่งจื่อเซวียนแอบตัดสินใจ หากเป็นแบบนี้ เกรงว่าคราวหน้าต้องจ้างคนมาทำงานแล้ว
เช่นนี้แล้วประสิทธิภาพการทำงานจะสูงขึ้น และค่าจ้างพาร์ตไทม์ก็ไม่เยอะ ถือว่าค่อนข้างคุ้มค่า
ทำจนกระทั่งถึงตอนเช้าของอีกวัน พวกเขาสามคนก็ไปส่งน้ำมันของข้าวผัดจักรพรรดิที่ร้านอาหารร่ำรวยก่อน จากนั้นจึงนำถุงซีลของน้ำแกงเกล็ดปลาทองห้าสายไปที่ร้านสวนสวินเฟิง
การทำงานตอนเช้าไม่ยุ่งนัก ดังนั้น ซ่งจื่อเซวียนจึงสั่งให้เหลียงฮั่นกับฟางรุ่ยหาห้องส่วนตัวแล้วเข้าไปนอนหลับสักพักหนึ่ง
ส่วนเขากลับมาที่ห้องทำงาน รอซางเทียนซั่วมาถึงแล้วจะสอนวิธีการทำอาหารให้
…
ณ สำนักงานควบคุมตลาด
ภายในห้องประชุม
ผู้นำหลี่นั่งอยู่ตำแหน่งประธานด้วยความโมโหในใจ
เขามาถึงสำนักงานตั้งแต่เก้าโมงเช้าแล้ว บังเอิญว่าอธิบดีสำนักงานไม่อยู่พอดี
ลู่ลี่จวินบอกว่าตนต้องไปรับสื่อการเรียนการสอนที่สถาบันฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ราชการ และทางต่งหมิงนั้นกลับสนุกยิ่งกว่าเพราะโทรติดต่อเขาไม่ได้
ผู้นำหลี่ก่นด่าอยู่ในใจ ต่งหมิงนะต่งหมิง นายเรียกฉันมา แต่ตัวนายเองกลับไม่อยู่
ไหนบอกว่าจะมาต้อนรับฉัน แกไปอยู่ไหนวะ
ที่นั่งอยู่ตอนนี้มีเพียงรองอธิบดีสองคน และผู้อำนวยการอีกสี่คนที่นั่งเป็นเพื่อนอยู่ที่นี่ ถึงแม้จะมีคนต้อนรับมาแต่ไกล แต่ประเด็นสำคัญคือคนระดับผู้นำไม่อยู่ นับว่าผู้นำหลี่ขายหน้าสุดๆ
เวลาประมาณเก้าโมงสี่สิบนาที ลู่ลี่จวินเพิ่งจะเร่งกลับมา
เขารู้ว่าผู้นำหลี่มาแล้ว จึงรีบวางเอกสารแล้วมาที่ห้องประชุมทันที
ทว่าเจตนาที่ผู้นำหลี่มา ลู่ลี่จวินพอจะเดาออกอยู่บ้าง
เพราะต่งหมิงล้มเหลวเรื่องการตรวจสอบร้านสวนสวินเฟิง จึงไปถามเริ่นต้าหมิน และคงรู้ว่าลู่ลี่จวินยื่นมือเข้ามาแทรกแน่นอน
ดังนั้นวิธีเดียวที่เขาสามารถใช้ได้ ก็คืออาศัยอำนาจการช่วยเหลือของผู้นำหลี่
คาดว่าผู้นำหลี่ก็คงมาด้วยสาเหตุนี้
“ผู้นำหลี่ ไม่ทราบว่าคุณมาตั้งแต่เช้า ขอโทษด้วยจริงๆ ครับ” ลู่ลี่จวินเข้ามาแล้วจึงพูดทันที
ผู้นำหลี่พยักหน้า ยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาดื่ม
“ไม่เป็นไร อธิบดีลู่ การเรียนเป็นเรื่องสำคัญ หลายปีที่ผ่านมานี้ผู้นำเจ้าพูดมาตลอดว่า เจ้าหน้าที่ราชการจะหยุดเรียนรู้ไม่ได้”
ลู่ลี่จวินพยักหน้าติดต่อกัน “ใช่ครับๆ พวกเราจดจำคำพูดของผู้นำเจ้าอยู่เสมอครับ”
ขณะพูด ลู่ลี่จวินก็นั่งลงตรงที่นั่งข้างๆ ผู้นำหลี่
“ผู้นำหลี่ครับ ที่คุณมาวันนี้เพราะ…”
ผู้นำหลี่รู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่ในใจ เขามา…แต่ต่งหมิงก็ต้องอยู่ด้วย
มิฉะนั้นเขาสร้างเวทีเรียบร้อยแล้ว ใครจะมาร้องงิ้วกัน จะให้ผู้นำหลี่สร้างเองร้องเองไม่ได้ใช่ไหม แบบนี้มันดูถูกตัวเองเกินไป
ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห ผู้นำหลี่แอบด่าอยู่ในใจ ต่งหมิงนะต่งหมิง นายเรียกฉันมา ตัวเองกลับเล่นหายตัวไป ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ!
และตอนนี้ผู้นำหลี่เหมือนถูกทอดทิ้งอยู่ตรงนี้
จะกลับก็ไม่ได้ นั่งอยู่ก็ไม่รู้จะพูดอะไร…
สรุปได้แค่คำนี้เท่านั้น กระอักกระอ่วน!
……………………………………..
…………….