เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 409 โลกทั้งสองคนกลายเป็นงานเลี้ยง
ตอนที่ 409 โลกทั้งสองคนกลายเป็นงานเลี้ยง
……….
ร้านสวนสวินเฟิง
ซ่งจื่อเซวียนกำลังอ่านหนังสือสูตรอาหารอยู่ในห้องทำงาน ถังหย่าฉีก็เดินเข้ามาพร้อมกับขมวดคิ้ว
เห็นสีหน้าหงุดหงิดของเธอ ซ่งจื่อเซวียนจึงรีบถามว่า “นี่ แม่ทูนหัว ใครทำให้เธอหงุดหงิดเหรอ”
ถังหย่าฉีมุ่ยปาก “หึ นายไม่อยู่หนึ่งวัน พอกลับมาก็เอาแต่อ่านหนังสือสูตรอาหารแล้วก็ไม่พูดว่าจะช่วยฉันเลย”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินเช่นนั้นก็ตบหน้าผาก “โธ่เอ๊ยสายตาฉันนี่มัน ขอโทษนะๆ”
ขณะที่พูด เขาก็รีบวางหนังสือสูตรอาหารในมือลง
“เธอมาพักเถอะ ฉันจะลงไปทำงานเองโอเคไหม”
“นายมันนิสัยไม่ดี ฉันทำไปเยอะแล้ว เดี๋ยวจะไปคิดบัญชี”
“โห เธอแสนดีจังเลย!”
ขณะที่พูด ซ่งจื่อเซวียนก็คว้ามือถังหย่าฉีมาลูบไล้สองครั้ง มือของเธอนุ่มลื่นมากจริงๆ…
“ดูนายทำสิ ฉันหิวแล้ว อยากกินอะไรอร่อยๆ จัง”
“ไม่มีปัญหา อยากกินอะไรบอกมาเลย ข้าวผัดจักรพรรดิหรือน้ำแกงเกล็ดปลาทองห้าสาย หรือจะเป็นโต้วหลงเหมินดีล่ะ”
ถังหย่าฉีครุ่นคิด “อยากกินปิ้งย่างเสียบไม้!”
ซ่งจื่อเซวียนหัวเราะทันที “ได้สิ เธอจะต้องพอใจ แต่เราต้องสัญญากันนะว่าจะไม่ดื่มเยอะแล้ว”
“สัญญา ดื่มแค่นิดๆ หน่อยๆ เราสองคนไม่ได้กินปิ้งย่างเสียบไม้มานานแล้วนะ!”
“งั้นได้เลย ฉันจะให้รุ่ยจื่อกับคนอื่นๆ มาเฝ้าร้าน เราไปกันเลยไหม”
“คิกๆ โอเคเลย เราอู้งานกันสักคืน”
ถังหย่าฉีพูดจบก็กอดคอซ่งจื่อเซวียนด้วยความตื่นเต้นและหอมแก้มของเขาฟอดใหญ่
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มและพูดว่า “สาวน้อย ทำไมเธอถึงรุกขนาดนี้เนี่ย”
“เชอะ ใครใช้ให้นายแข็งเป็นท่อนไม้กันล่ะ นายดูคู่รักคนอื่นสิ เขาจับมือกันทุกครั้งเลยนะ แต่เราสองคนน่ะ…ไม่เห็นทำบ้างเลย”
“ใครพูดกัน ฉันก็ไปส่งเธอเรียนไม่ใช่เหรอ แค่วันนี้ฉันมีธุระเอง”
“เชอะ อีกเดี๋ยวนายก็ต้องไปวิทยาลัย แต่ถึงยังไงนายก็ต้องอยู่กับฉันนะ!”
“โอเคๆๆ ฉันจะอยู่กับเธอทั้งคืนเลย”
ถังหย่าฉีพูดจบก็ถอดผ้ากันเปื้อนแล้วเดินลงไปชั้นล่างพร้อมกับจับมือซ่งจื่อเซวียนไว้
ซ่งจื่อเซวียนฝากงานให้ฟางรุ่ยและคนอื่นๆ จากนั้นก็เดินออกไปพร้อมกับถังหย่าฉี
หากมีไต้ทงเป็นคนขับรถ ฟางรุ่ยก็วางใจ
แต่พวกเขาเพิ่งออกจากประตูและกำลังจะขึ้นรถก็เห็นไต้ทงมีสีหน้าจนใจ
เมื่อมองไปที่หน้ารถก็มีคนนั่งอยู่…
ทันทีที่มองไป ความรู้สึกเหมือนโดนข่มขู่อย่างรุนแรงก็ปรากฏออกมา
รูปร่างดูเหมือนชายชรา สวมเสื้อเชิ้ตสีเทาที่มีคราบสกปรกมากมาย
กางเกงยังมีรอยขาดเป็นรูเหมือนกับกางเกงที่ใส่ทำงานในช่วงยุค 80-90
บนศีรษะของเขามีหมวกฟางอยู่ คนที่สวมหมวกฟางออกมาในเวลากลางคืน…มีไม่เยอะจริงๆ
“ไต้ทง นี่คือ…” ถังหย่าฉีถามด้วยสีหน้าสงสัย
“เสี่ยหวังนั่งอยู่หน้ารถ ไม่ยอมไป ผมทำอะไรไม่ได้…”
ไต้ทงชี้ไปยังชายชราคนนั้น
เมื่อซ่งจื่อเซวียนมองอย่างละเอียดก็เห็นว่านั่นคือหวังเฉิงยงจริงๆ ตาแก่คนนี้จะทำอะไรแปลกๆ อีก…
หวังเฉิงยงเดินไปข้างหน้า จากนั้นก็นั่งลงบนพื้น
“ตาแก่หวัง เป็นพวกหลอกชนเอาเงินหรือไง เราจะไปกันสองคน” ซ่งจื่อเซวียนกล่าว
“พูดบ้าอะไรไร้สาระ แล้วเรื่องที่สัญญากันไว้ล่ะ”
ซ่งจื่อเซวียนชะงักไป “ผมสัญญาอะไรกับคุณ คุณมาขู่ผมจริงๆ เหรอ”
“เลอะเทอะ เรื่องผู้เฒ่าฟางต่างหาก”
ซ่งจื่อเซวียนเข้าใจแจ่มแจ้งว่าตาแก่คนนี้ยังกังวลอยู่ และเขาอยากไปหาชายชราไม่ไหวแล้ว
“นี่…ตาแก่หวัง คุณดูสิ ตอนนี้ผมจะพาแฟนออกไปกินข้าว เราคุยเรื่องนี้กันวันอื่นได้ไหม”
หวังเฉิงยงหันหน้า ดันหมวกฟางขึ้นแล้วมองไปที่ถังหย่าฉีทันที
ถังหย่าฉีก็รีบพยักหน้า “เสี่ยหวัง ไม่ว่าเรื่องอะไรเรามาพูดจากันดีๆ เถอะค่ะ คุณมาก่อความวุ่นวายอะไรกันคะ”
หวังเฉิงยงได้ยินก็ยักไหล่และตะคอกใส่
“เจ้ารองซ่ง นายจะพาฉันไปเจอผู้เฒ่าฟาง หรือจะให้ฉันไปกับพวกนายสองคน”
พูดจบ เขาก็ยิ้มอย่างชั่วร้ายและเสริมอีกประโยค
“ถ้าพวกนายไม่เห็นว่าเป็นก้างขวางคอ ก็พาตาแก่คนนี้ไปด้วย”
ซ่งจื่อเซวียนและถังหย่าฉีอดไม่ได้ที่จะมองหน้ากัน แววตาราวกับว่าไม่อยากพาก้างขวางคอแก่ๆ นี้ไปด้วย
ถังหย่าฉีจับมือของซ่งจื่อเซวียน จากนั้นก็พยักพเยิดคางไปทางหวังเฉิงยง
เห็นได้ชัดว่าเป็นสัญญาณให้ซ่งจื่อเซวียนรีบจัดการกับชายชราคนนี้
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน “คือว่า…เสี่ยหวัง เราเลื่อนออกไปหน่อยไหม จู่ๆ มาแล้วก็บอกว่าจะไปเจอผู้เฒ่าฟางเลย เวลานี้…เขาอาจจะหลับไปแล้ว”
ซ่งจื่อเซวียนพูดได้แค่นี้ แม้ว่าฟางจิ่งจือจะอายุเยอะแล้ว แต่เขาอดหลับอดนอนได้เก่งมาก…
ทุกวันเขาจะไม่พักจนถึงสิบเอ็ดโมง นอกจากจะง่วงจริงๆ เท่านั้น แต่ก็เกิดขึ้นเพียงเดือนละสองถึงสามครั้ง
“งั้นช่างเถอะ ตอนกลางวันพรุ่งนี้ต้องตกลงเรื่องนี้กันให้ได้นะ”
ซ่งจื่อเซวียนถอนหายใจและพยักหน้า “ได้ พรุ่งนี้นะครับ”
“เจ้าหัวขโมย คำพูดของลูกผู้ชาย ห้ามคืนคำนะ”
“ไม่มีทาง…รีบลุกขึ้นเถอะครับ พื้นมันเย็น” ซ่งจื่อเซวียนพูดจบก็พยุงหวังเฉิงยงขึ้นมา
หวังเฉิงยงกลอกตาใส่เขา “งั้นเราตกลงกันแล้วนะ พรุ่งนี้ฉันจะกลับมา ถ้านายไม่พาฉันไป ข้าจะนอนอยู่หน้าร้านของนาย ไม่ไปไหนเลย!”
ซ่งจื่อเซวียนไม่สนใจวันพรุ่งนี้แล้ว เขาจะพาถังหย่าฉีไปทานอาหารเย็นวันนี้ จะปล่อยให้ตาแก่คนนี้เข้ามายุ่งได้อย่างไร
เมื่อหวังเฉิงยงจากไป ไต้ทงก็ขับรถพาทั้งสองคนไปที่ร้านริมถนนในเขตเฉิงซี
แม้ว่าจะเป็นร้านริมถนนก็เป็นร้านอาหารที่มีโต๊ะวางอยู่ด้านนอกหลายโต๊ะ
ซ่งจื่อเซวียนกับถังหย่าฉีหาที่นั่งแล้วสั่งปิ้งย่างเสียบไม้และเครื่องเคียงที่ถังหย่าฉีชอบ
ระหว่างรอก็ได้ยินเสียงมาจากด้านข้าง
“หย่าฉี บังเอิญจังเลย”
ซ่งจื่อเซวียนและถังหย่าฉีจึงหันมามองพร้อมกัน
ชายหนุ่มวัยยี่สิบยิ้มน้อยๆ ไปทางถังหย่าฉี
ชายหนุ่มสวมชุดสูทสีเทา เนื้อผ้าไหมค่อนข้างสะท้อนแสง
เนื้อผ้าชนิดนี้คล้ายกับชุดราคาร้อยสองร้อยหยวนบนเว็บช็อปปิ้งออนไลน์ แต่เมื่ออยู่บนร่างของชายหนุ่มกลับแตกต่างออกไป
โดยเฉพาะเมื่อเขาสวมใส่จะให้ความรู้สึกดูดีมีราคาอย่างเห็นได้ชัด
รวมถึงผมสั้นสะอาดเรียบร้อยและใบหน้าที่หล่อเหลาก็ยิ่งเผยให้เห็นบุคลิกและความหล่อของชายหนุ่มวัยรุ่น
“หยางจวิน?”
“เหอะๆ ไม่เจอกันนานเลยนะ ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง” หยางจวินถามด้วยรอยยิ้ม
หยางจวินเป็นเพื่อนร่วมชั้นมัธยมปลายของถังหย่าฉี แม้ว่าทั้งสองจะไม่ได้สอบเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกัน แต่ก็อยู่ข้างๆ กัน
มหาวิทยาลัยตู้เหมินกับมหาวิทยาลัยหนานกวนห่างกันแค่แม่น้ำสายหนึ่งเท่านั้น และอยู่บนถนนฝั่งเดียวกัน
หยางจวินชอบถังหย่าฉีมาตั้งแต่สมัยมัธยม แต่ถังหย่าฉีไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขา
ถังหย่าฉีพยักหน้า “ก็ดีนะ นายก็มากินข้าวเหรอ”
“ไม่ๆ ฉันไม่ค่อยชอบกินของพวกนี้ ฉันแค่พาลูกค้ามาดูหน้าร้านน่ะ”
ขณะที่หยางจวินพูดก็ชี้ไปที่ร้านนี้และร้านค้ารอบๆ หลายแห่ง “ร้านพวกนี้อยู่ในบริษัทของฉัน บางร้านจำเป็นต้องเชื่อมติดกันน่ะ”
เห็นได้ชัดว่าหยางจวินแฝงความโอ้อวดเล็กน้อยในคำพูด แต่อาจเป็นเพราะการอบรมสั่งสอนของครอบครัว เขาจึงซ่อนไว้ได้อย่างดี
“อ๋อๆ ไม่เลวจริงๆ”
ชัดเจนว่าถังหย่าฉีไม่ได้ตั้งใจพูดเท่าไร อย่างไรความสัมพันธ์แบบนี้แค่ทักทายกันก็จบแล้ว แต่หมอนี่ยังพูดไม่จบไม่สิ้น
แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นหยางจวินก็ดูเหมือนยังไม่อยากจากไป
เขาหันไปหาผู้ช่วยแล้วพูดว่า “นายพาพวกเขาไปดูก่อน เดี๋ยวฉันจะไปคุยเรื่องค่าเช่าทีหลัง”
“ครับ คุณชายหยาง”
พูดจบ หลายคนก็เดินจากไป
หยางจวินคลี่ยิ้มและนั่งลงข้างๆ ถังหย่าฉี
“หย่าฉี คนนี้คือ…”
“แฟนฉันเอง ซ่งจื่อเซวียน”
“อ๋อ…ที่แท้ก็แฟนนี่เอง”
หยางจวินพูดจาปกติ แต่หัวใจกลับเต้นผิดจังหวะ
‘ฉันจีบเธอมาตลอด แต่เธอไม่เล่นด้วย พอเข้ามหาวิทยาลัยก็มีแฟนแล้วเหรอ แล้วยังคบกับคนแบบนี้’
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า “หวัดดี”
หยางจวินเมินเขา “หย่าฉี ไม่ได้มีเรื่องอะไรที่มหาวิทยาลัยหนานกวนใช่ไหม ถ้ามีเรื่องเธอติดต่อฉันได้ทุกเมื่อเลยนะ”
“อืม ไม่มีอะไรนะ ไม่ต้องลำบากหรอก”
เมื่อเห็นว่าหยางจวินไม่สนใจซ่งจื่อเซวียน ถังหย่าฉีก็ไม่สบอารมณ์เล็กน้อย
“เหอะๆ งั้นก็ดี แต่ตอนนี้ฉันเรียนไปด้วย แล้วก็เริ่มสานต่อธุรกิจของครอบครัวไปด้วยน่ะ
หย่าฉี ฉันรู้ว่าครอบครัวเธอก็ทำธุรกิจเหมือนกัน ถ้ามีโอกาสเราคงจะได้ร่วมงานกัน แต่ด้วยวัยของเราสองคนยังต้องเรียนรู้ให้เยอะแล้วก็ทำให้มาก เราไม่ควรปล่อยวัยเยาว์ไปกับเรื่องที่ไร้ประโยชน์นะ”
ถังหย่าฉีเหลือบมองหยางจวิน และรู้ทันทีว่าเรื่องไร้ประโยชน์ที่เขาพูดถึงคือการคบกับซ่งจื่อเซวียน
แต่เดิมทีไม่มีอะไรต้องกังวล ถังหย่าฉีก็คร้านที่จะใส่ใจ
เธอแค่พยักหน้าและไม่ได้พูดอะไรอีก
“เอาล่ะ พวกเธอนั่งกันไปนะ ฉันจะไปคุยธุระแล้ว”
หยางจวินพูดจบก็ลุกขึ้นและจากไป
หลังจากนั้นหยางจวินก็เจรจากับเถ้าแก่ร้านปิ้งย่างไม่กี่คำแล้วชี้ไปที่โต๊ะถังหย่าฉี
เถ้าแก่รีบพยักหน้า หลังจากคุยกับเขาเสร็จแล้ว เถ้าแก่ก็เดินเข้ามา
“คุณหนูถังใช่ไหมครับ ผมเป็นเถ้าแก่ร้านนี้ เมื่อกี้คุณชายหยางบอกว่าโต๊ะนี้ทานฟรี ต้องการอาหารหรือเบียร์อะไรเพิ่มไหมครับ”
ถังหย่าฉีมีสีหน้ากระอักกระอ่วน รีบหันไปมองซ่งจื่อเซวียนทันที
เพราะในเวลานี้หยางจวินให้พวกเธอทานฟรี แบบนี้จะทำให้ซ่งจื่อเซวียนรู้สึกเสียหน้าได้ง่ายที่สุด
ในฐานะแฟน ถังหย่าฉีคำนึงถึงเรื่องนี้ได้ทันที
แต่ซ่งจื่อเซวียนแทบจะไม่มีปฏิกิริยาอะไร เขากลับยินดีรับเอาไว้
เขายิ้มเล็กน้อย “เนื้อตุ๋นมะเขือเทศ กุ้งมังกรน้อยหมาล่าสามที่ หอยนางรมกับหอยเชลล์อย่างละสี่สิบตัว แล้วก็เบียร์แก้วใหญ่ จริงสิ เอาปิ้งย่างเสียบไม้ด้วย…”
ซ่งจื่อเซวียนพูดยาวรวดเดียว ดวงตาของเถ้าแก่แทบจะถลนออกมา
ไอ้หมอนี่น่าสนใจจริงๆ คนอื่นให้ทานฟรี นายก็ต้องเกรงใจหน่อยไหม ยังจะประชดอีก
แต่ในเมื่อสั่งแล้ว แน่นอนว่าเถ้าแก่ก็ต้องเสิร์ฟให้
“จื่อเซวียน สั่งเยอะขนาดนี้เรากินไม่หมดหรอก”
ซ่งจื่อเซวียนคลี่ยิ้ม “ไม่เหลือหรอก รอฉันเรียกคนมาแล้วกัน”
จากนั้นซ่งจื่อเซวียนก็โทรหาไต้ทง รวมถึงฟางรุ่ย ซางเทียนซั่วและหลิงเข่อเอ๋อร์ให้มาที่นี่อีกด้วย
โลกที่มีแค่เขาสองคนกลายเป็นงานเลี้ยงใหญ่
ถังหย่าฉีก็มึนงงเช่นกัน หมอนี่แย่จริงๆ คนเขาให้กินฟรีแล้ว แต่ยังสั่งอาหารทะเลและปิ้งย่างที่ราคาอย่างต่ำสามพันหยวนมาอีก
บังเอิญที่พวกหลิงเข่อเอ๋อร์เพิ่งเลิกงานและยังไม่ได้กินข้าวพอดี พวกเขาจึงมากินข้าวด้วยกันมื้อใหญ่ เถ้าแก่ก็มองโต๊ะนี้ทั้งน้ำตา
ไม่มีใครที่สามารถกินปิ้งย่างริมถนนจนถึงราคานี้ได้ ประเด็นคือ…ทำไมเราต้องจ่ายแพงด้วย
หลังจากนั้นไม่นาน ดูเหมือนหยางจวินจะคุยธุระเสร็จแล้วจึงเดินออกมาจากร้าน
เมื่อเห็นว่าโต๊ะสองคนพลันกลายเป็นโต๊ะใหญ่ หยางจวินก็มองด้วยความมึนงง…
มองไปที่เถ้าแก่ร้านปิ้งย่างอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่าในสายตาของหยางจวินมีความรู้สึกผิดเล็กน้อย
นี่เป็นการให้ทานฟรีที่สุดแสนจะยอดเยี่ยม ไหงกลายเป็นการเชิญคนกลุ่มหนึ่งมาเลี้ยงฉลองเสียแล้วล่ะ
………………………………………………….
……….