เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 412 หลับนอนกับสาวนั่งดริ้ง
ตอนที่ 412 หลับนอนกับสาวนั่งดริ้ง
……….
ความจริงซ่งจื่อเซวียนเตรียมตัวป้องกันไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว
เขาไม่แน่ใจว่าจะมีคนเข้ามาก่อความวุ่นวายจริงๆ ไหม แต่ต้นยี่หร่าเก้าเซียนเป็นสิ่งที่หายากเกินไป เขาจึงยังไม่ได้เริ่มปลูกมันด้วยซ้ำ
ทำเพียงแค่ให้จู้จื่อและกังจื่อหว่านเมล็ดพืช
ส่วนเมล็ดพืชเหล่านั้น ก็คือเมล็ดพันธุ์ผักที่บรรจุในถุงที่ซ่งจื่อเซวียนซื้อไว้ก่อนหน้านี้
อย่างไรเสี่ยเฉิงปาก็ไม่รู้ว่าซ่งจื่อเซวียนจะปลูกอะไร ตอนนั้นจึงไม่ได้สงสัยอะไร
แต่ดูจากตอนนี้ ถือว่าทำถูกแล้วที่ระมัดระวัง เมล็ดพันธ์เหล่านั้นถูกทำลายแล้วก็ช่างมัน ดินเสียแล้วก็เปลี่ยนได้ใหม่
แต่หากต้นยี่หร่าเก้าเซียนถูกทำลาย ซ่งจื่อเซวียนในตอนนี้คงทำอะไรไม่ได้จริงๆ
ได้สมบัติล้ำค่าชิ้นนี้มา แต่ถูกทำลายโดยไม่มีสาเหตุ แบบนี้เรียกว่าไม่ยุติธรรมจริงๆ…
ดังนั้นหลังจากซ่งจื่อเซวียนทราบข่าวถึงได้นิ่งขนาดนี้ เพราะอย่างไร…ของมีค่าก็ยังคงอยู่
จากนั้น เขาก็แปรงฟันและล้างหน้าต่อไป จากนั้นจึงไปกินข้าวเช้ากับฟางรุ่ย
เมื่อเห็นถังหย่าฉีกับหลิงเข่อเอ๋อร์ยังไม่ตื่นนอน หานหรงจึงเอ่ยว่า “เจ้ารอง ผู้หญิงสองคนนั้นยังไม่ตื่นเลย พวกลูกๆ ไปก่อนเถอะ”
“เหอะๆ แม่ครับ แม่ไม่กังวลว่าจะกระทบกิจการของลูกชายตัวเองเลยนะครับ เอาแต่นึกถึงพวกเธอ”
ซ่งจื่อเซวียนพูดแซว
“ไปๆๆ ฉันไม่เชื่อว่าขาดพวกเธอสองคนแล้วร้านจะเปิดไม่ได้ ปล่อยให้พวกเธอนอนหลับอีกหน่อยเถอะ!”
ได้ยินดังนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็สบายใจ
แม่ของตนเป็นคนจิตใจดี ทำดีกับทุกคน
ตอนนี้หานหรงทำดีต่อหลิงเข่อเอ๋อร์และถังหย่าฉี อันที่จริงก็คือเป็นตัวแทนซ่งจื่อเซวียนที่กำลังเป็นห่วงพวกเธอ
สำหรับจุดนี้ ซ่งจื่อเซวียนรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง
ต่อจากนั้น ซ่งจื่อเซวียนไม่ได้ปลุกถังหย่าฉีกับหลิงเข่อเอ๋อร์ แล้วออกจากบ้านไปทันที
ความจริงก็เป็นเหมือนที่หานหรงกล่าว หากขาดพวกเธอสองคนไป ร้านก็ยังคงดำเนินการได้ตามปกติ สู้ให้พวกเธอนอนหลับต่ออีกหน่อยดีกว่า
ทว่าตอนที่เดินมาหน้าปากซอย ยังไม่ทันขึ้นรถ ก็เห็นชายชราคนหนึ่งกำลังพิงล้อรถเมอร์เซเดสเบนซ์อยู่
ท่าทางของเขาดูสบายมาก พอเขาพิงล้อรถแล้วถอดหมวกสานออก ควันบุหรี่ฟุ้งขึ้นมาเล็กน้อย…
เห็นว่าเป็นหวังเฉิงยง ซ่งจื่อเซวียนก็ยิ้มออกมาอย่างจนใจแล้วเดินไปข้างหน้า
“ผมไม่เข้าใจเลย คุณมาแต่เช้าทำไม ทุกวันคุณไม่ต้องนอนหลับเลยเหรอครับ”
“ไร้สาระ ไอ้หนุ่ม นายจัดการหรือยัง ฉันต้องเจอท่านผู้เฒ่าฟางนะ”
ซ่งจื่อเซวียนก็เหนื่อยหน่าย เดิมทีคิดว่าเมื่อวานไล่เขาออกไปได้แล้ว จะสงบสุขได้สักวันสองวัน แต่ใครจะไปรู้ว่าวันนี้เขาก็มาหาตั้งแต่เช้าอีกแล้ว
“วันพรุ่งนี้จัดการให้ได้ไหมครับ”
“หยุดใช้ไม้นี้เลย วันนี้นี่แหละ”
หวังเฉิงยงพูดแล้วพิงล้อรถเข้าไปอีก
“รถคันนี้จอดอยู่ใต้ต้นไม้ดีจริงๆ เย็นสบาย”
ซ่งจื่อเซวียนเลิกเปลือกตาขึ้นอย่างจนปัญญา “โอเคๆๆ วันนี้ก็ได้ ผมเลือกห้องส่วนตัวที่ร้านอาหารร่ำรวยได้ไหม”
สาเหตุที่เลือกร้านอาหารร่ำรวย เป็นเพราะซ่งจื่อเซวียนได้พิจารณาถึงนิสัยของฟางจิ่งจือแล้ว
ท่านผู้เฒ่าชอบตลาด หากไม่มีจุดนี้ ต่อให้คุณจัดอย่างดีแค่ไหน เขาก็รู้สึกว่าไม่ได้บรรยากาศ
เทียบกันแล้ว ถึงแม้ร้านสวนสวินเฟิงจะตกแต่งเลียนแบบสไตล์โบราณ ทว่าเริ่มตั้งแต่ด้านนอกประตูกลับอบอวลไปด้วยบรรยากาศของความเป็นสมัยใหม่
มองย้อนกลับมาที่ร้านอาหารร่ำรวย ตั้งอยู่ในเขตเฉิงตง ถึงแม้จะไม่ได้เลียนแบบสไตล์โบราณแต่กลับเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของความโบราณ
หวังเฉิงยงหลุบตาลงพลางครุ่นคิด “ถ้างั้นก็โอเค ตอนกลางวันหรือว่าตอนเย็นล่ะ”
“ตอนบ่าย ตอนที่ไม่ค่อยมีคนแล้วกัน”
“โห ได้เลย คุณรีบไปเถอะ มายืนแถวนี้ทำไม…”
ซ่งจื่อเซวียนพูดจบ หวังเฉิงยงจึงปล่อยให้เขาเดินเข้ามา ก่อนจะเดินลากรองเท้าผ้าใบเดินส่ายตัวไปมา
“นายท่านรอง ถ้างั้นพวกเราเอาไง ไปไหนครับ”
“ไปหาท่านผู้เฒ่าก่อนดีกว่า ฉันจะไปบอกเขาให้รู้ตัวก่อน”
ต่อจากนั้น ฟางรุ่ยก็ขับรถมาที่หน้าปากซอยบ้านหลังเก่า
ซ่งจื่อเซวียนเดินเข้าไปในบ้านของฟางจิ่งจือทันที ท่านผู้เฒ่าตื่นนอนแล้ว กำลังกินข้าวเช้าอยู่
หลังจากเหมยจื่อมาอยู่ที่นี่ ถือว่าเธอดูแลท่านผู้เฒ่าได้ดีมาก
เมื่อก่อนตอนที่ท่านผู้เฒ่ายังเดินไหว ทุกวันตอนเช้าจะเดินออกไปกินเต้าฮวยหนึ่งชามและกินปาท่องโก๋หนึ่งชิ้น
ต่อมาภายหลังเดินไม่ค่อยคล่องแล้ว ซ่งจื่อเซวียนจึงซื้อให้เขาแทน แต่พอซ่งจื่อเซวียนยุ่งมากขึ้นเรื่อยๆ โอกาสที่ท่านผู้เฒ่าจะได้กินจึงน้อยมาก
นับตั้งแต่ที่เหมยจื่อเข้ามา อาหารสามมื้อของฟางจิ่งจือนับได้ว่ามีความเป็นระเบียบวินัยมากยิ่งขึ้น
ตอนเช้าอยากกินอะไรก็ซื้ออันนั้น แน่นอนว่า ยกเว้นอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพสองสามอย่างที่ซ่งจื่อเซวียนได้เขียนระบุไว้
ตอนที่เดินเข้าไปในลานบ้านท่านผู้เฒ่ากำลังก้มหน้ากินข้าวอยู่ ซ่งจื่อเซวียนดีใจมาก แต่พอได้กลิ่นเหล้าเขาก็รู้สึกเป็นห่วงเล็กน้อย
เพราะอีกฝ่ายอายุมากแล้ว ดื่มเหล้าเป็นอาหารเช้าจะทำลายกระเพาะ
เขารีบเดินไปข้างหน้า “เอ๊ะ ปู่ ดื่มเหล้าแต่เช้าเลยเหรอ”
“หา?” ฟางจิ่งจือเงยหน้ามองซ่งจื่อเซวียนทันที จากนั้นก็หย่อนก้นนั่งบนเก้าอี้ไม้ไผ่ที่อยู่ข้างหลังเมื่อรู้ตัว “ฉันไม่ได้ดื่ม!”
ซ่งจื่อเซวียนมองการเคลื่อนไหวนี้ก็รู้ว่าเขาเอาเหล้าแอบไว้ข้างหลัง จึงส่ายหน้าด้วยความจนใจ “ผมจะว่าปู่ยังไงดี ปู่อายุมากขนาดนี้แล้วไม่เห็นความสำคัญของสุขภาพเหรอ”
ขณะที่กำลังพูด เหมยจื่อก็เดินเข้ามา “พี่จื่อเซวียนมาแล้วเหรอคะ กินข้าวหรือยัง เมื่อกี้นี้ฉันไปทอดไข่ดาวมาสองฟองค่ะ”
“กินมาแล้วล่ะ เหมยจื่อ ต่อไปอย่าตามใจปู่มากนัก ดื่มเหล้าตั้งแต่ตื่นไม่ได้เด็ดขาด!”
เหมยจื่อได้ยินก็ตกตะลึงไป “หา? ดื่มเหล้าเหรอคะ ไม่ได้ดื่มนะคะ ฉันซื้อเต้าฮวยกับปาท่องโก๋มาค่ะ ปู่ไม่ได้ดื่มเหล้าค่ะ”
ซ่งจื่อเซวียนกลอกตาใส่หนึ่งที จากนั้นเดินไปด้านหลังของฟางจิ่งจือ หยิบกาเหล้าสแตนเลสทรงแบนออกมาจากใต้ก้นของเขา
ส่ายกาเหล้าไปมาอยู่ในมือ เห็นได้ชัดว่ายังมีเหล้าอยู่
ฟางจิ่งจือรีบก้มหน้ากินเต้าฮวย ทำท่าเหมือนเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับฉัน
ปกติท่านผู้เฒ่านิสัยห้าว จับใครได้ก็ด่าคนนั้น แต่พอถึงเวลาที่สำคัญ เขาก็กลัวซ่งจื่อเซวียนตำหนิเหมือนกัน
แน่นอนว่า เขารู้ว่าทุกอย่างทำเพราะหวังดีกับตน แต่บางครั้งก็ห้ามปากไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องเหล้า
“พี่จื่อเซวียนฉันไม่ได้สังเกตจริงๆ ค่ะ เมื่อกี้ปู่บอกว่าอยากกินไข่ดาว ใครจะไปรู้ว่าเขาจะดื่มในช่วงที่ฉันไปห้องครัว
โธ่เอ๊ย ปู่นี่จริงๆ เลย แบบนี้ไม่เท่ากับทำร้ายฉันเหรอคะ คนอื่นไม่รู้คงคิดว่าฉันเป็นคนให้ปู่ดื่มเหล้าเสียเอง”
ฟางจิ่งจือทำเป็นไม่ได้ยิน ก้มหน้ากินโดยไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมา
ซ่งจื่อเซวียนถอนหายใจอย่างจนปัญญา “ช่างเถอะเหมยจื่อ ฉันก็ไม่ได้ต่อว่าเธอ วันหลังเธอต้องจับตามองปู่ให้ดี ร้ายกาจนัก”
“รับทราบค่ะพี่จื่อเซวียน ต่อไปฉันจะดูแลเหล้าให้ดีค่ะ ไม่ปล่อยให้ปู่ซ่อนได้อีก”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม “เธอจะสู้กับเขาได้เหรอ กาเล็กใบนี้มาจากไหนพวกเราก็ไม่รู้”
เหมยจื่อยิ้มออกมาเหมือนกัน “จริงด้วยค่ะ อายุปูนนี้แล้วยังเจ้าเล่ห์อีก ต่อกรยากจริงๆ ค่ะ”
จากนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็สั่งให้เหมยจื่อรีบยึดเหล้า แล้วนั่งลงยองๆ เอ่ยว่า “ปู่ครับ ทำไมหิวมากขึ้นเรื่อยๆ ล่ะ”
“ฉันไม่ได้ดื่ม!”
เมื่อเห็นฟางจิ่งจือปากแข็ง ซ่งจื่อเซวียนก็ทำอะไรไม่ได้ อย่างไรด้วยอายุที่มากขึ้น…ก็ไม่ควรจะถือสาเขามากเกินไป
“พอเลยๆ ปู่ยังไม่ยอมรับอีก ยังไงพวกเราตกลงกันแล้ว ต่อไปถ้าอยากจะดื่มเหล้าก็ได้ แต่ต้องดื่มตอนกลางวันหรือไม่ก็ตอนเย็น”
ฟางจิ่งจือเงยหน้ามองเขาหนึ่งที เงียบไปพักหนึ่ง “ฉันไม่ได้ดื่ม!”
ซ่งจื่อเซวียนก็จนปัญญา ยิ้มออกมาทันที “โอเคครับ ไม่ได้ดื่ม ผมรู้ว่าปู่ไม่ได้ดื่ม”
ซ่งจื่อเซวียนพูดพลางหยิบพัดขึ้นมาพัดให้ท่านผู้เฒ่า
“แต่วันนี้ผมได้สร้างเรื่องให้ปู่แล้วครับ”
ฟางจิ่งจือมองซ่งจื่อเซวียน ไม่พูดอะไร เหมือนจะส่งสัญญาณให้ซ่งจื่อเซวียนพูดต่อ
“ปู่ยังจำตะหลิวน้อยหวังที่ผมเคยพูดให้ฟังได้ไหมครับ ลูกศิษย์ของยอดเชฟหลี่คนนั้น”
“อ้อ…พอจำได้อยู่ เขาอยากมาฉันที่บ้านใช่ไหม”
“เดิมทีผมยังคิดอยู่ว่าอยากให้เขามาเยี่ยมปู่ แต่ผมรู้สึกว่านัดให้เจอกันข้างนอกจะดีกว่า เจอกันที่ร้านอาหารของผมดีไหมครับ”
ได้ยินดังนั้น ฟางจิ่งจือจึงโบกมือทันที “ไม่ไป ฉันไม่ไป อยู่ที่บ้านดีกว่า ไม่ไปไหนทั้งนั้น”
อันที่จริงซ่งจื่อเซวียนอยากให้ท่านผู้เฒ่าออกไปเดินเล่นรับอากาศข้างนอกบ้าง เพราะอยู่แต่บ้านทุกวันคงน่าเบื่อมาก
ออกไปเดินเล่นสักหน่อย ดื่มเหล้าสักนิดก็มีความสุขแล้ว
“ช่างเถอะ ถ้าปู่ไม่ไป…ผมก็จะปฏิเสธเขา บอกว่าปู่ไม่อยากดื่มเหล้านี้!”
“เดี๋ยวก่อน!”
จู่ๆ ฟางจิ่งจือก็วางช้อนในมือลง ยกมือขึ้นเอ่ยว่า “ดื่มเหล้าเหรอ”
“ใช่ครับ ไปดื่มเหล้าที่ร้านของผมนิดหน่อย แล้วก็จัดของกินเล่นให้ปู่ ถั่วลิสงหนึ่งจาน ไข่คน โอเคไหมครับ”
“ฮิๆๆ ดื่มเหล้าเหรอ ได้เลย โอเค ฉันยังไม่เคยไปร้านหลานชายของฉันเลย”
ซ่งจื่อเซวียนยักไหล่หัวเราะ “ปู่เนี่ยนะ พอได้แตะเหล้าหน่อยก็ดีใจแล้ว ถ้าอย่างนั้นตอนบ่ายผมจะให้เข่อเอ๋อร์มารับปู่นะครับ”
ฟางจิ่งจือกินไปพลางพยักหน้าไปพลาง ไม่พูดอะไรอีก ดูเหมือนจัดการเรื่องดื่มเหล้าเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ขี้เกียจจะสนใจเขาอีก
ซ่งจื่อเซวียนก็ไม่สนใจ กำชับเหมยจื่อสองสามประโยคแล้วจึงออกไป
…
โรงแรมข่ายอ้อ
เสียงร้องตกใจตื่นทำลายช่วงเวลาเช้าที่เงียบสงบไป
แต่เสียงนี้ไม่ใช่เสียงกรีดร้องของผู้หญิง แต่เป็นผู้ชาย…
ภายในห้อง ซางเทียนซั่วหยิบผ้าห่มมาบังหน้าอก มองโต้วซานซานที่อยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้าตกใจกลัว
“เฮ้ย…แม่ง…เฮ้ย..แม่งเกิดเรื่องเชี่ยอะไรวะ เวรละ!”
โต้วซานซานตกใจตื่นเพราะเสียงร้องตะโกนเหมือนกัน
เธอพยายามขยี้ตา “นาย…ตะโกนทำไม”
“ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง เธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง เราสองคนไม่ได้ใส่เสื้อผ้า เมื่อคืนเธอทำอะไรฉัน เรามานอนด้วยกันได้ยังไง”
มองดูซางเทียนซั่วที่อยู่ตรงหน้า โต้วซานซานก็หัวเราะออกมาทันที ในสายตาของเธอ ผู้ชายคนนี้น่ารักเกินไปแล้ว
“ดูตัวนายสิ ตื่นเช้ามาก็มีปัญหาเยอะแยะ นายเป็นเด็กนักเรียนประถมเหรอ”
ขณะพูด เธอก็ยกแขนที่ขาวนวลขึ้นมาบีบใบหน้าของซางเทียนซั่วเล็กน้อย
ไม่บีบก็ไม่เป็นไร แต่พอบีบแล้ว…ซางเทียนซั่วตกตะลึงสองสามวินาที จากนั้นตะโกนเสียงดังออกมาอีกครั้ง
“ว้าก….”
“พอแล้ว!” โต้วซานซานตะโกนใส่ ซางเทียนซั่วจึงหยุดในทันใด
“เมื่อคืนนายจับฉันนอนด้วย เรื่องที่ชัดเจนขนาดนี้ยังมองไม่ออกอีกเรอะ” โต้วซานซานเอ่ย
ซางเทียนซั่วทำสีหน้าน้อยใจ เหมือนลูกสะใภ้ตัวเล็กที่โดนรังแกก็ไม่ปาน
“เธอ…เธอ…ถึงแม้เมื่อก่อนฉันจะไม่ได้รักนวลสงวนตัว แต่คิดไม่ถึงว่าจะโดนเธอ…”
โต้วซานซานกลอกตาใส่เขาหนึ่งที “แม่ง ฉันยังไม่ได้พูดอะไรเลย นายเปลี่ยนมากี่มือแล้ว”
พอเธอถามประโยคนี้ ซางเทียนซั่วจึงทำท่าครุ่นคิดขึ้นมาจริงๆ แต่คิดนานแล้วก็ยังตอบไม่ได้
“เมื่อวาน…นอนด้วยกันจริงๆ แล้วเหรอ”
โต้วซานซานกลอกตาใส่แล้วพยักหน้า
ซางเทียนซั่วเหมือนจะสงบลงไม่น้อย เขาพลางครุ่นคิด “อ้อใช่ เธอกับเจ้าอีโจว…”
ยังพูดไม่ทันจบ โต้วซานซานจึงลุกขึ้นสวมกอดเขา
“ใคร ใครก็ไม่มีทั้งนั้น ตอนนี้มีแค่นาย นายเป็นของฉันแล้ว!”
โต้วซานซานพูดยิ้มๆ เล็กน้อย จากนั้นจุ๊บไปที่ปากของซางเทียนซั่วหนึ่งที
รอยยิ้มจางๆ ปรากฏบนใบหน้าของซางเทียนซั่ว อย่างน้อย…เจ้าอีโจวคนนั้นก็ไม่สามารถแข่งอะไรกับเขาได้อีก
“พูดมา นายวางแผนไว้นานแล้วใช่ไหม เมื่อวานทำเป็นเสแสร้งใช่ไหม” โต้วซานซานทำจมูกย่น ขณะพูด
ซางเทียนซั่วรีบชูสามนิ้วขึ้นมาทันที “ไม่เลยจริงๆ ฉันสาบาน ในความทรงจำของฉัน…ดูเหมือนจะนอนกับสาวนั่งดริ้งในคลับเฮาส์…”
โต้วซานซานได้ยินแล้วเบิกตาโตทั้งสองข้างทันที
“ซาง! เทียน! ซั่ว!
นายก็เป็นแค่ผู้ชายห่วยๆ กล้ามองฉันเป็นผู้หญิงแบบนั้น…”
ชั่วขณะนั้น เสียงดังเคร้งดังไปทั่วห้อง…
……………………………………………….
……….