เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 413 สวัสดีครับท่านผู้เฒ่า ..........
ตอนที่ 413 สวัสดีครับท่านผู้เฒ่า
……….
ภายในโรงแรม ผ้าห่มและหมอนกองอยู่บนพื้น
เก้าอี้ก็ล้ม โทรศัพท์บนโต๊ะถูกดึงลงมา
ซางเทียนซั่วทรุดตัวนั่งอยู่ตรงมุมด้วยสภาพที่ดูไม่ได้ เขากอดหมอนหนึ่งใบบังร่างกายของตัวเองไว้
แต่ไหล่ แขนและขาที่โผล่ออกมาสามารถมองเห็นรอยช้ำได้อย่างชัดเจน โต้วซานซานมือหนักจริงๆ
แต่โต้วซานซานกลับนั่งอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้งที่อยู่ข้างๆ นั่งไขว่ห้างแต่งหน้า ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ซางเทียนซั่วกำลังจะขยับ ก็เห็นโต้วซานซานถลึงตาใส่เข้าให้ “ลองขยับดูสิ ผู้ชายเฮงซวย บทลงโทษของนายยังไม่จบนะ”
ซางเทียนซั่วจึงได้แต่นั่งขดตัวด้วยสีหน้าน้อยเนื้อต่ำใจ เขาก็ไม่รู้ว่าทำไม ถึงได้กลัวโต้วซานซานมากขนาดนี้ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน…
เวลานี้เอง เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมา
ซางเทียนซั่วมองเข้าไป จึงเห็นว่าเป็นโทรศัพท์ของตัวเอง
โต้วซานซานกลอกตาใส่เขาหนึ่งที เขาก็ไม่กล้าลุกขึ้นไปรับสาย
โต้วซานซานเหลือบตามองโทรศัพท์เล็กน้อย เห็นสองคำว่าอาจารย์ จึงรีบพูดว่า “ไปรับเถอะ อาจารย์ของนายโทรมา”
ซางเทียนซั่วส่ายหน้า แก้มสั่นตามไปด้วย
“ไปรับสิ โทรศัพท์ของอาจารย์” โต้วซานซานพูดเร่งอีกประโยค
ซางเทียนซั่วส่ายหน้าอีกครั้ง
“เอ๊ะนายอยากมีเรื่องใช่ไหม รีบรับสายเดี๋ยวนี้!”
“ฉันไม่รับ!”
ซางเทียนซั่วหันหน้าไปทางอื่นทันที โทรมาอีกครั้งก็ไม่รับ ถือว่าเป็นการโต้กลับหนึ่งครั้ง….
“นาย…”
โต้วซานซานรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมายื่นให้ซางเทียนซั่ว “รีบรับสายเดี๋ยวนี้!”
“ฉันไม่รับ ถึงอาจารย์จะตามหาฉันไม่เจอ ฉันก็จะบอกว่าเธอจับฉันขังเอาไว้ ตบตีฉัน ไม่ยอมให้ฉันรับสาย”
“นาย…”
โต้วซานซานกดปุ่มรับสายแทนเสียเลย
“อาจารย์ ฉันโต้วซานซาน เทียนซั่วไม่รับสายของคุณค่ะ”
อีกด้านหนึ่งของสายโทรศัพท์ ซ่งจื่อเซวียนตะลึงไปแล้ว
“อา…หา? พวกเธอสองคนอยู่ด้วยกัน? ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงตอนนี้เลยเหรอ”
โต้วซานซานเหลือบตามองซางเทียนซั่ว เอ่ยว่า “ใช่ค่ะอาจารย์ ลูกศิษย์ของคุณลงไม้ลงมือกับฉันเมื่อคืน ตอนนี้ฉันจับเขามัดไว้เรียบร้อยค่ะ”
พอได้ยินประโยคนี้ ซางเทียนซั่วก็ลุกขึ้นทันที ไม่สนใจเอาหมอนบังอีกแล้ว จากนั้นก็รีบแย่งโทรศัพท์มา
โต้วซานซานหันตัวมาด้วยความตกใจ เมื่อคืนถึงแม้จะอยู่ด้วยกัน แต่เป็นการสัมผัสกันทางร่างกาย ไม่ได้เห็นเต็มสองตา
ตอนนี้…เหมือนกับเป็นภาพที่มีเสน่ห์ดึงดูดภาพหนึ่ง…
อย่าเห็นว่าปกติโต้วซานซานพูดจาไม่เคยยี่หระต่อสิ่งใด ตอนนี้เธอกลับหน้าแดงก่ำ
“อาจารย์อย่าไปฟังเธอพูดซี้ซั้ว เมื่อคืนดื่มหนักไปหน่อย เธอเลยพาผมมาที่โรงแรม แยกกันนอนครับ”
พูดจบ ซางเทียนซั่วเหมือนจะเพิ่งรู้สึกตัวว่าตัวเองกำลังเปลือยอยู่ เขารีบหยิบผ้าห่มมาบังตัวเองอย่างลนลาน
“อย่างนี้นี่เอง ไม่ได้ทำอะไรเลยเรอะ” ซ่งจื่อเซวียนพูดด้วยความสงสัย
“แน่นอนครับอาจารย์ ผมกลับมาสภาพเละตุ้มเป๊ะ ทำอะไรไม่ได้หรอกครับ”
โต้วซานซานที่อยู่ข้างๆ กลอกตาใส่เขา ไม่ได้ทำอะไรงั้นเหรอ นายยังไม่ได้ทำอะไรใช่ไหม
ร่างกายพรหมจรรย์ของฉันโดนนายขีดเขียนไปเรียบร้อยแล้ว
“โอเค เทียนซั่ว นายอย่าเพิ่งไปที่ร้านสวนสวินเฟิงนะ แต่ไปรับเสี่ยหวังตอนบ่ายโมงก่อน”
ได้ยินดังนั้น ซางเทียนซั่วรู้สึกมีพลังขึ้นมาทันที เขารู้ว่าอาจารย์กับเสี่ยหวังคนนี้มีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดา
“วางใจได้ อาจารย์ ผมรับประกันภารกิจสำเร็จแน่นอน อืม…จากนั้นไปที่ไหนครับ”
“หืม ปู่ กับ…เสี่ยหวัง พวกเขาไม่รู้จักกันเสียหน่อย ดื่มเหล้าอะไรครับ”
“เหอะๆ อันนี้นายไม่ต้องถาม ถึงเวลาแล้วอย่าลืมไปรับก็พอ”
“ได้เลยครับอาจารย์ วางใจได้” ซางเทียนซั่วพูดจบก็วางสาย
จากนั้น…ก็อยู่ในห้องอย่างกระอักกระอ่วนกับโต้วซานซานต่อไป
“ถ้างั้น…ฉันจะใส่เสื้อผ้าก่อนนะ” ซางเทียนซั่วถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ
โต้วซานซานพยักหน้า “ใส่ก่อนก็แล้วกัน”
ซางเทียนซั่วใส่เสื้อผ้า พร้อมกับมองโต้วซานซานไปพลางๆ
ดูเหมือนเขาเพิ่งเห็นโต้วซานซานหน้าสดเป็นครั้งแรก ถึงแม้จะกำลังแต่งหน้าอยู่ แต่ก็เพิ่งแต่งหน้าเมื่อครู่ หน้าสดยังเห็นได้ชัดอยู่
โต้วซานซานชอบแต่งหน้าเกินจริงเป็นประจำ บางครั้งแต่งหน้าเข้ม บางครั้งแต่งหน้าแบบสาวน้อยโลลิ ทำให้เขารับไม่ค่อยได้
แต่ตอนนี้ได้เห็นหน้าสด…กลับรู้สึกว่าดูดีมาก
เดิมทีเธอมีผิวพรรณที่สดใส และยังเป็นคนผิวขาว ดูแล้วสะอาดสะอ้านแลดูอ่อนเยาว์เป็นพิเศษ
โครงหน้าที่ไม่ได้ศัลยกรรม ขนตางอนยาว ยิ่งเผยความสวยแห่งช่วงวัยเยาว์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ชั่วขณะนั้น ซางเทียนซั่วมองด้วยความเหม่อลอยอยู่บ้าง
โต้วซานซานมองในกระจกเห็นซางเทียนซั่วจ้องมองตาโต จึงอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
“มองอะไร เพิ่งเคยเจอฉันเป็นครั้งแรกเรอะ!”
ซางเทียนซั่วพยักหน้าอย่างเซ่อซ่า “ดูเหมือน…เพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก…”
“หา? นายยังไม่สร่างเมาจากเหล้าเมื่อวานเหรอ” โต้วซานซานพูด
“ไม่ๆๆ เมื่อก่อนเวลามองเธอ…ก็มองไปงั้นๆ แต่วันนี้กลับดูดีมากเลย”
โต้วซานซานอึ้งไป จากนั้นกลอกตาและไม่สนใจเขาอีก
ซางเทียนซั่วกลับเดินไปข้างหน้า มองโต้วซานซานแต่งหน้าแล้วเอ่ยว่า “เอ่อ เธอกับเจ้าอีโจวคนนั้น…ไม่ได้เป็นอะไรกันใช่ไหม”
โต้วซานซานถลึงตามองเขา “ไร้สาระ นายดูผ้าปูที่นอนด้วยตัวเองไม่เป็นใช่ไหม”
ซางเทียนซั่วหันไปมองผ้าปูเตียงที่มีรอยเปรอะเปื้อนแล้วก็ขมวดคิ้ว
“กอดๆ จูบๆ ล่ะ จับมือล่ะ”
“ซางเทียนซั่ว นายจะเอาอะไรอีก นายเป็นผู้ชายหรือเปล่า พอแล้ว ถือว่าฉันตาบอดก็แล้วกัน!”
โต้วซานซานก็พอแล้ว เมื่อคืนตอนที่โดนซางเทียนซั่วบังคับ เธอรู้สึกว่าหัวใจสาวน้อยของตัวเองได้รับการเติมเต็มแล้ว
แต่วันนี้ตอนเช้า..เธอทั้งกอดเขาจูบเขา แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือเขาคิดว่านอนกับสาวร้านคาราโอเกะเมื่อคืนนี้
ตอนนี้ยิ่งคิดมากเกินควรเข้าไปอีก สงสัยว่าเธอมีอะไรกับเจ้าอีโจว
“ฉันก็แค่ถาม เธอจะตื่นเต้นอะไร…”
โต้วซานซานกลอกตา จากนั้นลุกขึ้นหยิบกระเป๋า เดินออกไปข้างนอกทันที
“เฮ้ เธอจะไปไหน”
“ปรนนิบัตินายทั้งคืนแล้วยังไม่พอใจอีกเหรอ ฉันไม่ทำแล้ว จะกลับแล้ว นายอย่าลืมคืนห้องพักด้วยล่ะ”
ปึ้ง! ประตูถูกปิดแล้ว
ซางเทียนซั่วก้าวออกไป โต้วซานซานก็เดินออกไปแล้ว
เขายังอยู่บนโซฟาจุดบุหรี่หนึ่งมวน ความจริงในใจของเขามีความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน
เมื่อคืนหลับนอนกับโต้วซานซานนั้นเป็นเรื่องจริง แต่ในสภาพที่เมามายแบบนั้น อย่าเพิ่งพูดเลยว่าจงใจหรือไม่…
แต่ถึงแม้จะมีความสุขแต่กลับไม่รู้สึกอะไร เหมือนภาพตัดไปเลย
ตอนนี้อยากจะนึกย้อนความรู้สึกก็ยังลืมว่าเป็นรสชาติแบบไหน
จะว่าไปแล้ว ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาซางเทียนซั่วหลับนอนกับสาวๆ อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะก่อนที่จะรู้จักซ่งจื่อเซวียน ชอบไปเที่ยวผับเป็นประจำ พาสาวๆ ไปโรงแรมก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร
แต่ไม่รู้ว่าทำไม ครั้งนี้…ดูเหมือนแตกต่างไปนิดหน่อย
โดยเฉพาะตอนที่มองโต้วซานซานแต่งหน้าเมื่อครู่ จู่ๆ มีความรู้สึกว่านั่นคือผู้หญิงของตัวเอง
ความรู้สึกเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และพอโต้วซานซานกลับไป เขาก็รู้สึกผิดหวังอย่างบอกไม่ถูก
อยากให้เธอกลับมา แต่อายที่จะพูด
ซางเทียนซั่วนั่งเหม่อพักหนึ่ง แล้วจึงคืนห้องพัก มุ่งหน้าไปที่บ้านของซ่งจื่อเซวียนทันที
อีกด้านหนึ่ง ซ่งจื่อเซวียนคอยจับตาดูชั่วโมงเร่งด่วนมื้อกลางวันของร้านสวนสวินเฟิง ก่อนจะทำน้ำแกงเกล็ดปลาทองห้าสายได้สามออร์เดอร์
เมื่อเห็นว่าได้เวลาแล้ว เขาจึงกำชับครัวด้านหลังให้หยุดขายน้ำแกงเกล็ดปลาทองห้าสายชั่วคราว แล้วค่อยขายตอนเย็นอีกครั้ง
จากนั้นเขาก็สั่งให้เหลียงฮั่นเฝ้าร้าน แล้วพาฟางรุ่ยไปที่บ้านของฟางจิ่งจือ
เมื่อเดินเข้าไปในลานบ้าน ซ่งจื่อเซวียนก็เห็นฟางจิ่งจือแต่งตัวอยู่ในลานบ้านเรียบร้อยแล้ว
วันนี้ท่านผู้เฒ่าแตกต่างไปอย่างมาก สวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีเทาทับเสื้อยืดสีขาว
กางเกงก็ซักใหม่ และมองออกว่าน่าจะสั่งให้เหมยจื่อรีดผ้า
รองเท้าผ้าใบไม่มีฝุ่นเกาะแม้แต่นิดเดียว ชายชราอายุเก้าสิบกว่าปีดูสดใสและคึกคักเป็นอย่างมาก!
“โอ้โหปู่ วันนี้ดูสดใสมากนะครับ!”
ซ่งจื่อเซวียนพูดพลางเดินเข้ามา
เหมยจื่อเอ่ยยิ้มๆ ว่า “พี่จื่อเซวียน 0ปู่บอกว่าจะไปเจอแขกในวันนี้ เลยแสดงความกระตือรือร้นออกมา ไม่อยากให้คนอื่นคิดว่าตัวเองแก่เฒ่าจนเดินเหินไม่สะดวกน่ะค่ะ”
ซ่งจื่อเซวียนหัวเราะ “ฮ่าๆๆ ใช่แล้ว ไม่แก่เลยสักนิด ถ้าไม่บอก ใครจะมองออกว่าอายุเก้าสิบกว่าปีล่ะ ดูเหมือนอายุหกสิบเจ็ดสิบปีด้วยซ้ำ”
ฟางจิ่งจือเหลือบตาขึ้นมองสองคนนี้ “หยุดพูดไร้สาระได้แล้ว เดินไปใช่ไหม”
“ต้องเดินไปอยู่แล้วครับ”
พูดจบ ซ่งจื่อเซวียนก็รีบเดินไปข้างหน้าเพื่อประคองฟางจิ่งจือ “เสี่ย เดินเลยครับ”
ฟางจิ่งจือฟังแล้วพลันหัวเราะออกมา “เหอะๆ แบบนี้ถูกต้องแล้ว หลายปีก่อนก็เป็นแบบนี้ เสี่ยก็คือเสี่ย”
“ปู่ต้องเป็นเสี่ยอยู่แล้วครับ เดินไปไหนก็คือเสี่ย”
ฟางจิ่งจือจับไม้เท้าด้วยมือข้างหนึ่ง ซ่งจื่อเซวียนประคองเขาจากอีกด้านหนึ่ง และเหมยจื่อก็คอยถือของให้บางส่วน
อย่างไรท่านผู้เฒ่าก็อายุมากแล้ว ต้องพกจำพวกกาน้ำเอย ผ้าขนหนูเอยติดตัว พกของเยอะย่อมดีกว่าของน้อย จะได้หมดปัญหาทำอะไรไม่ถูก
พอเดินถึงหน้าปากซอย ฟางจิ่งจือก็มองไปรอบๆ สุดท้ายสายตาจดจ้องไปยังเมอเซเดสเบนซ์มายบัคของซ่งจื่อเซวียน
“โอ๊ะ หลานชาย ขึ้นสามแฉกเหรอ”
“เหอะๆ ปู่ตาแหลมมากนะ ปู่รู้ได้ยังไงว่านั่นคือรถของผมน่ะ”
ฟางจิ่งจือยิ้มพลางถือไม้เท้าเดินเข้าไป “หลานชายคนนั้นนั่งอยู่ข้างใน!”
พูดจบ พวกเขาก็หัวเราะออกมา เพราะมองเห็นฟางรุ่ยที่นั่งอยู่ตรงตำแหน่งคนขับแล้ว
หลังจากค่อยๆ ประคองท่านผู้เฒ่าขึ้นรถแล้ว ซ่งจื่อเซวียนก็พูดว่า “เป็นยังไงครับปู่ สบายไหม”
“อืม ไม่เลว กว้าง และนุ่มมาก ดีกว่าโวลก้าตั้งเยอะ”
ซ่งจื่อเซวียนพลันยิ้ม “ดีเหรอครับ ปู่ไม่ได้นั่งรถมานานกี่ปีแล้วครับ รถโวลก้าในประเทศจีนของพวกเราน่าจะไม่มีนานแล้ว ถ้ามีก็อยู่ในพิพิธภัณฑ์แล้ว”
ส่วนอีกด้านหนึ่ง ซางเทียนซั่วก็ไปรับถังหย่าฉีกับหลิงเข่อเอ๋อร์ ตอนนี้เพิ่งรับเสี่ยหวัง และกำลังแล่นรถไปยังร้านอาหารร่ำรวย
เห็นวันนี้เสี่ยหวังใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว ถังหย่าฉีจึงพูดพร้อมรอยยิ้มว่า “เสี่ยหวัง วันนี้คุณดูสดใสจังเลยนะคะ”
“นั่นก็เพราะได้เจอผู้ใหญ่ต้องดูดีมีภูมิฐาน จะใส่เสื้อผ้าสกปรกซกมกได้ยังไง พวกเราจะทำตัวไม่มีระเบียบไม่ได้”
ถังหย่าฉีกับหลิงเข่อเอ๋อร์เอามือป้องปากหัวเราะ ท่านผู้เฒ่าคนนี้ เป็นผู้รักกฎระเบียบโดยแท้
หลังจากนั่งตรงเบาะหลังแล้ว หวังเฉิงยงก็ตบแขนสองข้างตลอดเวลา เมื่อเห็นการกระทำนี้ พวกเขาอีกสามคนกลับไม่เข้าใจ
ซางเทียนซั่วเอ่ยว่า “เสี่ยหวังทำอะไรน่ะ ไม่กลัวว่าตบแล้วแขนจะแดงเหรอ”
“นายจะไปเข้าใจอะไร ฉันกำลังฝึกมารยาทอยู่ ท่านผู้เฒ่าคนนี้เป็นคนเจ้าระเบียบ และบรรพบุรุษก็อยู่ในวัง พวกเราจะพลาดเรื่องกฎระเบียบไม่ได้เชียว”
พอถึงร้านอาหารร่ำรวย หลิงเข่อเอ๋อร์จึงเริ่มยุ่งกับการเตรียมงานภายในร้าน
ตอนนี้ลูกค้าในร้านออกไปพอสมควรแล้ว สามารถให้คุณปู่ทั้งสองคนนั่งได้พอดี
ถังหย่าฉีก็ช่วยจัดการดูแลต้อนรับเหมือนกัน ซางเทียนซั่วกับเสี่ยหวังไปรอที่หน้าประตูด้วยกัน
ขณะเดียวกัน พวกหยางกังก็มาอยู่ที่หน้าประตู ทุกคนอยากเห็นว่าอาจารย์ของเถ้าแก่หน้าตาเป็นอย่างไร
การมาเยือนของฟางจิ่งจือ การต้อนรับเช่นนี้ถือว่าสมควรแล้ว
ในไม่ช้า รถของซ่งจื่อเซวียนก็ขับมาถึงโซนจอดรถริมทางแล้ว
เมื่อจอดรถเรียบร้อย ซ่งจื่อเซวียนก็รีบไปรับท่านผู้เฒ่าลงจากตำแหน่งที่นั่งข้างคนขับ ซางเทียนซั่วก็เข้าไปช่วยประคองเหมือนกัน
พอเห็นคนยืนรออยู่หน้าประตูเยอะแยะเช่นนี้ ฟางจิ่งจือจึงเอ่ยว่า “โอ้ หลานชาย คนเยอะเหมือนกันนะ”
“ทุกคนต่างมาต้อนรับปู่ไงครับ” ซ่งจื่อเซวียนกล่าว
ฟางจิ่งจือเท้าเพิ่งแตะถึงพื้น ก็เห็นหวังเฉิงยงเดินก้าวออกมาจากกลุ่มผู้คน คุกเข่าลงข้างหนึ่งพร้อมกับใช้มือข้างหนึ่งยันกับพื้น
“สวัสดีครับท่านผู้เฒ่า หวังเฉิงยงขอคารวะ ขอให้คุณสมหวังดังปรารถนาทุกประการ!”
……………………………………..
……….