เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 414 รายชื่อพ่อครัวดังของประเทศจีน ..........
- Home
- เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง
- ตอนที่ 414 รายชื่อพ่อครัวดังของประเทศจีน ..........
ตอนที่ 414 รายชื่อพ่อครัวดังของประเทศจีน
……….
หวังเฉิงยงคารวะเช่นนี้ คนที่อยู่โดยรอบล้วนตกตะลึง
ต้องรู้ไว้ว่าปกติพวกเขาต่างรู้ดีว่าเสี่ยหวังเป็นคนหยิ่งยโสแค่ไหน
ขอเพียงเขามา ซ่งจื่อเซวียนไม่ออกไปรับ เขาก็จะไม่เดินเข้ามาเลย เพราะอยากดูมีหน้ามีตา
แต่การมาเยือนของฟางจิ่งจือในวันนี้ หวังเฉิงยงถึงกับคุกเข่าทำความเคารพโดยตรง การแสดงความเคารพเช่นนี้เป็นที่ประจักษ์แล้ว
เห็นดังนั้น ฟางจิ่งจือจึงพยักหน้าช้าๆ
เห็นลูกศิษย์ของยอดเชฟหลี่ที่อยู่ตรงหน้ามีอายุปูนนี้แล้ว เขาอดไม่ได้ที่จะแอบถอนหายใจ
เขาไม่เอ่ยปาก หวังเฉิงยงยังคงทำความเคารพไม่ยอมลุกขึ้น
ฟางจิ่งจือรู้ว่า นี่ไม่ใช่การยินยอม แต่เป็นกฎ!
“ไม่ต้องพิธีรีตองๆ ลุกขึ้นเถอะ”
“ขอบคุณครับ!”
หวังเฉิงยงถึงได้ลุกขึ้น ไม่ว่าจะตั้งแต่ตอนที่เขาคุกเข่า หรือลุกขึ้นแล้วก็ตาม สีหน้าของเขายังคงนิ่งขรึมเหมือนเดิม
มันไม่ใช่การแสดง และยิ่งไม่ใช่การล้อเล่น แต่เป็นกฎของการคุกเข่าแสดงความรพ
หลังจากลุกขึ้นยืนแล้ว หวังเฉิงยงก็เดินเข้าไปใกล้สามก้าวด้วยความเคารพ ประคองแขนของท่านผู้เฒ่าไว้
“ท่านผู้เฒ่า เชิญครับ”
“เดินกันเถอะ” ฟางจิ่งจือพูดยิ้มๆ
ความจริงวันนี้หวังเฉิงยงก็อยากจะเห็นคนที่ทำให้อาจารย์ของตนต้องล้มเลิกอาชีพนี้เหมือนกัน
ทว่าวินาทีที่เห็นชายชราผมขาวโพลน ความแค้นเคืองสุดท้ายในใจของเขากลับหายไปจนหมดสิ้น
บุญคุณความแค้นของอาจารย์เป็นเรื่องของคนรุ่นก่อน ไม่เกี่ยว…กับเขา
และเมื่อเผชิญหน้ากับชายชราและเป็นผู้อาวุโสที่อายุเกือบหนึ่งร้อยปี สิ่งที่เขาทำได้ คือแสดงความเคารพและความนับถือที่เกิดจากความเป็นมนุษย์
ท่ามกลางผู้คนห้อมล้อม หวังเฉิงยงกับซ่งจื่อเซวียนคอยประคองอยู่ ฟางจิ่งจือค่อยๆ เดินก้าวเข้าไปในร้านอาหารร่ำรวย
เขามองสภาพแวดล้อมของชั้นหนึ่ง และยังมีเคาน์เตอร์เก่าๆ เหล่านั้น จากนั้นจึงมองที่ชั้นสอง แล้วอดยิ้มออกมาไม่ได้
“หลานชาย ร้านอาหารแห่งนี้น่าสนใจดี ฉันชอบ”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มพูด “ปู่รู้สึกว่าโอเคก็พอครับ เชิญนั่งก่อนครับ”
จากนั้น พวกเขาจึงนั่งลง
โต๊ะแปดเซียนรอบด้านนี้มีคนนั่งอยู่สี่คนเท่านั้น คนที่เหลือต่างยืนกันหมด
และสี่คนนี้ก็คือฟางจิ่งจือ หวังเฉิงยง ซ่งจื่อเซวียนและหลี่เหยียน
สาเหตุที่หลี่เหยียนสามารถนั่งได้ เป็นเพราะสถานะของเขา คนที่นั่งโต๊ะตัวนี้ล้วนเป็นพ่อครัวทั้งสิ้น หลี่เหยียนในฐานะหัวหน้าพ่อครัวร้านอาหารร่ำรวยย่อมมีสิทธิ์
ส่วนถังหย่าฉี หลิงเข่อเอ๋อร์ ฟางรุ่ยและซางเทียนซั่ว ถึงแม้จะมีโต๊ะอยู่ข้างๆ ก็ไม่สามารถนั่งได้ พวกเขาจำเป็นต้องยืน
นี่คือกฎ!
“วันนี้ฉากอลังการจริงๆ” หยางกังกล่าว
เพิ่งจะพูดจบ ซ่งจื่อเซวียนหันไปขึงตาใส่เขาหนึ่งที เห็นได้ชัดว่างานนี้ไม่ได้ง่ายขนาดที่เขาคิด
หยางกังเข้าใจทันที แล้วไม่พูดอะไรอีก
ฟางจิ่งจือมองซ้ายแลขวาแต่ไม่พูด จากนั้นยื่นมือหนึ่งออกไป
เหมยจื่อช่างสังเกตเป็นอย่างมาก รีบหยิบกาน้ำชาดินเผาส่งให้ฟางจิ่งจือ
ซ่งจื่อเซวียนสั่งคนให้ชงน้ำชาไว้เรียบร้อยก่อนที่พวกเขาจะมาถึง ดังนั้นตอนนี้ได้เวลาดื่มพอดี ไม่ลวกปาก
ฟางจิ่งจือถือกาน้ำชาอยู่ในมือ จิบเล็กน้อย เอ่ยว่า “พ่อหนุ่ม วันนี้อยากพบฉันเหรอ”
หวังเฉิงยงกำหมัดคารวะ “ผมได้ยินชื่อเสียงของท่านผู้เฒ่าฟางมานานแล้ว วันนี้เพิ่งได้มาไหว้ ขอโทษที่เสียมารยาทครับ”
เวลานี้ บริเวณโดยรอบไม่มีใครพูดอะไรเลย แต่ละคนมองทั้งสองคนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
โดยเฉพาะหลี่เหยียนและพวกคนที่อยู่ในครัวด้านหลัง สองคนนี้…ถือว่าเป็นสุดยอดฝีมือในวงการนี้ โดยเฉพาะฟางจิ่งจือ ต้องเป็นบุคคลชั้นนำแห่งยุค
เมื่อก่อนพวกเขามักจะได้ยินว่าอาจารย์ของซ่งจื่อเซวียนเป็นคนลึกลับ วันนี้ได้พบหน้าแล้ว ถือว่าโชคดีเป็นอย่างยิ่ง
ส่วนหวังเฉิงยงนั้น ถึงแม้จะไม่เคยแสดงฝีมือ แต่ดูจากเขาที่เคยชี้แนะซ่งจื่อเซวียน ก็รู้ว่าไม่ใช่คนธรรมดา
ฟางจิ่งจือพยักหน้าช้าๆ “ถ้างั้นวันนี้ก็…เป็นอาจารย์ของนายอยากพบฉัน หรือว่านายอยากจะพบฉันล่ะ”
“เป็นผมเองที่อยากมาเยี่ยมเยียนคุณครับ แต่เรื่องบาดหมางของคุณกับอาจารย์ของผมในตอนนั้น…ผมก็รู้ครับ”
ฟางจิ่งจือได้ยินแล้วจึงยิ้มเล็กน้อย เอ่ยว่า “นึกออกแล้วล่ะ พอได้ยินชื่อของหลี่เหยียนกุ้ย ก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแล้ว”
“ท่านผู้เฒ่าปราดเปรื่องนัก วันนี้ผมมาเยี่ยม ไม่กล้าพูดมั่วซั่ว ไม่กล้าขอท้าแข่งทำอาหาร แต่แค่อยากรู้ว่าคุณทำยังไงถึงเอาชนะอาจารย์ของผมได้ครับ” หวังเฉิงยงพูดพลางกำหมัดคารวะ
ฟางจิ่งจือยิ้มพลางมองหวังเฉิงยง ส่วนหวังเฉิงยงก็มีรอยยิ้มบนใบหน้าเหมือนกัน ทั้งสองคนสบตากันครึ่งนาทีโดยไม่พูดอะไร
คนที่อยู่ข้างๆ ต่างงุนงง
เนื้อหาที่พวกเขาสนทนากันดูเหมือนทุกคนจะไม่ค่อยเข้าใจ แต่ดูเหมือนว่าจะมีบุญคุณความแค้นระหว่างคนทั้งสองอยู่
โดยเฉพาะการสบตาไม่พูดแต่ยิ้มให้กันเช่นนี้ ยิ่งทำให้ทุกคนเดาไม่ออก
ผ่านไปพักหนึ่ง หวังเฉิงยงก็หัวเราะ “โอเคครับ ถ้างั้นผมขอถามนะครับ”
“เดี๋ยวก่อน ยังไม่เสิร์ฟเหล้าและอาหารเลย นายจะถามอะไร”
“ไอ้หยา ดูสมองผมสิครับ” หวังเฉิงยงหัวเราะพลางตีหน้าผากเบาๆ “ไอ้หนู เอาอาหารมาเสิร์ฟสิ!”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าทันที “เข่อเอ๋อร์ ไปๆๆๆ เอาเหล้ามา เสิร์ฟอาหารเลย!”
หลิงเข่อเอ๋อร์รีบหยิบเหล้าสองขวดมาทันที ซึ่งเป็นเหล้าเหมาไถทั้งหมด จากนั้นก็นำอาหารจานเย็นมาเสิร์ฟสองจาน
หลี่เหยียนรีบไปทำงานที่ครัวด้านหลัง ผัดอาหารจานร้อนสองอย่าง
ในระหว่างนี้ ผู้เฒ่าฟางนั่งอยู่หน้าโต๊ะอย่างมั่นคง ไม่พูดอะไรสักคำ ได้แต่ยิ้มเล็กน้อยและมองหวังเฉิงยงอยู่ตลอดเวลา
แต่หวังเฉิงยงกลับก้มศีรษะลงครึ่งหนึ่งให้ฟางจิ่งจือ แสดงความเคารพอย่างชัดเจน
ในไม่ช้า หลี่เหยียนก็นำอาหารสองอย่างมาจัดวางบนโต๊ะ พอเปิดขวดเหล้า กลิ่นเหล้าหอมๆ ก็ลอยออกมาทันที
ฟางจิ่งจือยื่นมือเพื่อบอกว่าเชิญ และพยักหน้าเล็กน้อย
“ปักกิ่งมีสามประตู เปิดประตูทิศตะวันออก ประตูทิศใต้ ประตูทิศตะวันตก ประตูทิศตะวันตกเปิดไปเจอแม่น้ำ!”
ทุกคนงุนงงในทันใด นี่คือ…เล่นอะไรกัน ฟังดูแล้วเหมือนกำลังเล่นทายคำใบ้
ซ่งจื่อเซวียนก็งงเช่นกัน จากนั้นมองฟางจิ่งจือทันที
แต่ท่านผู้เฒ่ากลับมีใบหน้าที่ยิ้มแย้ม “ร้านขายผ้ามีสามประตู ขายผ้าสีเขียว ผ้าสีเหลือง ผ้าสีแดง ผ้าสีแดงจัดงานมงคล”
ซางเทียนซั่วที่อยู่ข้างๆ เอ่ยว่า “ว้าวสุดยอด นี่คือ…โคลงตลกขบขัน หรือว่าบทกลอนคู่กันน่ะ”
“เทียนซั่ว!”
ซ่งจื่อเซวียนถลึงตาใส่เขา ซางเทียนซั่วรีบเอามือป้องปากทันที
หลิงเข่อเอ๋อร์พูดเสียงเบา “นายชอบพูดมาก ระดับอาวุโสขนาดนี้ คุณปู่ของฉันอยู่ตรงนี้คงจะไม่พูดเหมือนกัน”
ซางเทียนซั่วเบ้ปาก ไม่พูดอะไรอีก
หวังเฉิงยงเอ่ยว่า “เสี่ยก็คือเสี่ย สุดยอดเลยครับ!”
เมื่อพูดจบ เขาก็ยกถ้วยเหล้าขึ้นมาดื่มหมดรวดเดียว
ฟางจิ่งจือยื่นนิ้วชี้ไปที่แก้ว เหมยจื่อรีบหยิบขวดมารินให้หวังเฉิงยงทันที
ฟางจิ่งจือเอ่ยว่า “เหมยแดงกลางหิมะต้อนรับวสันตฤดู!””
หวังเฉิงยงฟังแล้วจึงครุ่นคิด
“ไฟที่ลุกโชนกลั่นทองบริสุทธิ์อยู่บนเตา!”
ฟางจิ่งจือพลันยิ้ม “ไม่เลว สุดยอด”
“เหอะๆ เสี่ยครับ ถ้างั้นคุณ…”
ฟางจิ่งจือโบกมือ “นายดื่มเถอะ”
“หืม” หวังเฉิงยงตกตะลึง จากนั้นกำหมัดคารวะทันที “ขอบคุณท่านผู้เฒ่าที่ชี้แนะครับ!”
“เหมยแดงกลางหิมะต้อนรับวสันตฤดูคืออะไร”
หวังเฉิงยงเอ่ยยิ้มๆ ว่า “คือกุ้งก้อนฝูหรง”
“กุ้งเป็นสินค้าจากทะเล แต่ไฟที่ลุกโชนกลั่นเป็นทองบริสุทธิ์ก็เป็นสินค้าจากทะเลด้วยเรอะ”
คำพูดนี้ทำให้หวังเฉิงยงพูดไม่ออก เขาส่ายหน้ายิ้ม “โอเค ผมพลาดเอง ผมดื่ม!”
พอวางแก้วเหล้าลง เขาก็ครุ่นคิดต่อ “ป่าไผ่เขียวขจี เหล้าใสกลิ่นหอมแรง”
“เตาสูงสองตัว กลิ่นหอมละมุนกระจายออกนอกประตู!”
“เยี่ยม…” หวังเฉิงยงยิ้ม ไม่รอให้ท่านผู้เฒ่าเอ่ยปาก ตัวเองก็หยิบแก้วเหล้าขึ้นมาดื่ม
ตอนนี้อย่าเพิ่งพูดถึงทุกคนที่อยู่โดยรอบเลย แม้แต่ซ่งจื่อเซวียนก็ยังงุนงง พวกเขาพูดอะไรกันแน่
“ดื่มอีกแล้วเหรอ ปู่คะ ยังจะรินอีกเหรอคะ”
เหมยจื่อเอ่ยถาม
ฟางจิ่งจือพยักหน้ายิ้มเล็กน้อย “เต็มแก้ว”
“ใช่ เต็มแก้ว” หวังเฉิงยงก็พูดว่า “เหอะๆ ท่านผู้เฒ่า หลังจากดื่มเหล้าไปสามแก้วผมพอเข้าใจแล้ว แต่…พวกเรามาเอาจริงเอาจังกันสักตั้งเถอะครับ”
ฟางจิ่งจือหัวเราะ “ได้เลย ฉันกลัวว่านายจะรับไม่ไหว”
“ไม่มีอะไรที่รับไม่ไหวครับ” หวังเฉิงยงพูดยิ้มๆ
“อาหารหลักราชวงศ์แมนจูกับราชวงศ์ชิงคืออะไร”
“หมู วัว แพะ!” หวังเฉิงยงตอบ
“ผิด ในราชวงศ์แมนจูและราชวงศ์ชิง แพะยังถือว่าเป็นอาหารป่า รวมไปถึงในพระราชวังก็ไม่ได้กินกันบ่อยๆเหมือนกับกินเนื้อกวาง มีความแปลกใหม่”
หวังเฉิงยงกำหมดทำความเคารพ “ผมได้รับคำชี้แนะแล้ว”
พูดจบ เขาก็เงยหน้าดื่มเหล้าหมดแก้ว
“อุปกรณ์ทำครัวสามอันดับแรกคืออะไร”
“เอ่อ…กระทะมังกรขาวเหล็ก มีดหมาป่าทองคำ ตะหลิวหงส์คู่”
“ผิด ตะหลิวหงส์คู่ถูกทำลายตอนที่หอซานเซียงถูกไฟไหม้ เพราะงั้นควรต้องเป็นมีดเศียรพระยอดเมฆา”
หวังเฉิงยงนิ่งอึ้ง แต่ในไม่ช้าเขากลับแสดงสีหน้ากระจ่างแจ้งในทันที
“ใช่ เคยเกิดเรื่องเช่นนี้จริงๆ ผมดื่มๆ!”
“ไม่ต้องดื่มแล้ว ไอ้หนุ่ม วันนี้นายยังไม่แม่นพอ หามาฉันเพื่อหาวิธีพูดกับอาจารย์ของนาย นายยังอ่อนหัดเกินไป!”
หวังเฉิงยงฟังแล้วสะดุ้งตกใจ จากนั้นจึงก้มหน้าทันที ไม่พูดอะไรอีก
“ไอ้เด็กคนนี้เคยเล่าเรื่องของนายให้ฉันฟัง ไม่ได้จับมีดมากี่ปี ไม่ได้จับตะหลิวมากี่ปีแล้วล่ะ”
“ผม…” หวังเฉิงยงพูดไม่ออก
“มีของดีไว้มากมาย นับว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่นายเอาแต่ดื่มเหล้าไปวันๆ แบบนี้เขาเรียกว่าอะไร”
“เสี่ย ผมพร้อมรับฟังคำชี้แนะด้วยความเคารพครับ” หวังเฉิงยงก้มหน้าพูด
ฟางจิ่งจือโบกมือ
“ไม่ถึงขั้นนั้นหรอก แค่เห็นว่าคนรุ่นหลังอย่างนายใช้ไม่ได้ ขนาดเกี๊ยวน้ำก็ยังต้องถามเขา” ฟางจิ่งจือชี้ไปที่ซ่งจื่อเซวียน
ซึ่งเป็นอย่างที่ท่านผู้เฒ่ากล่าวจริงๆ เมื่อก่อนหวังเฉิงยงเป็นพ่อครัว ถึงขนาดติดอันดับรายชื่อพ่อครัวดังของประเทศจีนด้วยซ้ำไป แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเขาไม่เคยได้จับตะหลิวเลย ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องทิ้งทักษะการทำอาหาร อันที่จริงแล้วก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาปรารถนา
พูดถึงตรงนี้ หวังเฉิงยงก็น้ำตาไหลทั้งสองข้าง “ท่านผู้เฒ่า วันนี้ได้รับคำชี้แนะแล้วครับ วันหลังผมจะไปเยี่ยมที่บ้านนะครับ”
“ไม่มีปัญหา อย่าลืมเอาเหล้ามาด้วย ฉันอายุเก้าสิบกว่าแล้ว…ดื่มสองแก้วก็คือสองแก้ว”
พูดจบ ฟางจิ่งจือจึงมองไปรอบๆ “โอเค เริ่มกินได้”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม “ครับ ปู่เชิญหยิบตะเกียบเลยครับ”
พอพูดจบ ซ่งจื่อเซวียนก็สั่งให้คนอื่นๆ ไปทำงานของใครของมัน แต่ดูเหมือนจะยังติดใจอยู่ พวกเขาจึงยังไม่ได้แยกย้ายกันไปไหน
ทว่าตอนนี้สามารถนั่งลงได้แล้ว
หวังเฉิงยงยกแก้วเหล้าขึ้นมา “ท่านผู้เฒ่า ผมขอคารวะครับ”
ฟางจิ่งจือยิ้ม “เหล้านี้สมควรดื่ม”
ทั้งสองคนดื่มรวดเดียวหมด หวังเฉิงยงหัวเราะเสียงดัง “สะใจ ไม่เคยสะใจแบบนี้มากี่ปีแล้ว ท่านผู้เฒ่า โดนคุณด่าไปหนึ่งรอบ สะใจจริงๆ ครับ”
“ขาดการอบรมสั่งสอน อาจารย์ของนายไม่ดูแล เสี่ยช่วยดูแลได้ แต่นายต้องเชื่อฟัง”
“ใช่แล้วครับๆ เสี่ยก็คือเสี่ย ผมได้รับคำสั่งสอนแล้ว
จริงสิท่านผู้เฒ่า ตะหลิวหงส์คู่นั่น…ถูกทำลายแล้วจริงๆ เหรอครับ ผมเคยได้ยินอาจารย์ของผมบอกว่า ในสมัยปลายราชวงศ์ชิง หอซานเซียงถูกคนวางเพลิง เครื่องเคลือบลายครามและภาพวาดอักษรจีนที่มีมูลค่าอยู่ในนั้นถูกขโมยไปหมด และตะหลิวอันนี้ก็หายไป”
ฟางจิ่งจือยิ้มบางๆ “เรื่องบางเรื่องก็เป็นตำนานเล่าขาน เรื่องบางเรื่องก็ไม่ใช่ตำนานเล่าขาน แต่พอมาถึงหูของนาย…ก็ยังเป็นเรื่องเล่าขานอยู่ดี”
ได้ยินดังนั้น หวังเฉิงยงก็อึ้งไป “ฮ่าๆ อย่าพูดแบบนั้นสิครับ ท่านผู้เฒ่าอย่าขี้โกงสิครับ คุณต้องเล่าให้ผมฟังนะ”
“จะต้องพูดทำบ้าอะไร มีโอกาสก็เอาเหล้ามาเยี่ยมฉัน แล้วฉันจะบ่นให้นายฟัง”
“ได้เลยครับ ได้แสดงความกตัญญูต่อคุณก็ถือว่าเป็นเกียรติของผมแล้วครับ”
เสี่ยหวังเงยหน้าดื่มเหล้าหมดแก้ว
ขณะที่มองดูท่านผู้เฒ่าในวงการสองคนดื่มเหล้ากัน ซ่งจื่อเซวียนก็รู้สึกสบายใจ และมองออกว่า หากจะพูดถึงความสามารถหรือว่าลำดับอาวุโสแล้ว หวังเฉิงยงยังอ่อนกว่าท่านผู้เฒ่าอยู่มากโข
หลี่เหยียนที่อยู่ข้างๆ ยกแก้วเหล้าขึ้นมา “ได้ดื่มเหล้ากับท่านอาวุโสทั้งสองคน ถือว่าเป็นความโชคดีของผมจริงๆครับ แต่ไม่ทราบว่า…ท่านทั้งสองรู้จักรายชื่อพ่อครัวดังของประเทศจีนไหมครับ”
หวังเฉิงยงพลันยิ้ม “เป็นสถานที่ที่ฉันนั่งจนเบื่อแล้ว และออกมานานแล้ว”
หลี่เหยียนฟังแล้วก็ตกใจ ควรรู้ไว้ว่า…นั่นคือตำแหน่งที่พ่อครัวทุกคนใฝ่ฝันจะได้ขึ้นไป
“เอ่อ…เสี่ยหวัง คุณไม่ได้ล้อเล่นใช่ไหมครับ”
…………………………………………..
……….