เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 415 โครงการใหญ่ ..........
ตอนที่ 415 โครงการใหญ่
……….
ฟางจิ่งจือวางแก้วเหล้าลง “รายชื่อพ่อครัวดัง…คืออะไร”
หวังเฉิงยงพลันยิ้ม “เหอะๆ ท่านผู้เฒ่า ในยุคของคุณจะมีได้ยังไง มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในภายหลัง”
ฟางจิ่งจือพยักหน้าอย่างช้าๆ
“วันๆ ไม่ทำงาน มัวแต่สนใจสร้างชื่อเสียงบ้าบอ มีประโยชน์อะไร”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มบางๆ ท่านผู้เฒ่าอายุมากแล้ว จึงไม่เข้าใจสังคมในยุคปัจจุบัน
รายชื่อประเภทนี้มีประโยชน์มากในบางสาขาอาชีพ พ่อครัวดังที่อยู่บนรายชื่อ ไปที่ไหนก็มีแต่ออกมาต้อนรับแต่ไกลไม่ใช่เหรอ
หากคุณทำอะไรอย่างคนซื่อๆ ไม่มีชื่อเสียง สุดท้ายก็ไม่มีใครจำคุณได้
แต่ซ่งจื่อเซวียนกลับรู้สึกสนใจอยู่บ้าง เมื่อก่อนเขาเคยได้ยินว่าหลิงเจิ้นก็เป็นคนที่อยู่ในรายชื่อพ่อครัวดังเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่ามีคนเก่งยอดฝีมืออยู่ในรายชื่อกี่คนกันแน่
“หลี่เหยียน รู้จักรายชื่อพ่อครัวดังเหรอ”
“รู้จักสินายท่านรอง เพิ่งเข้าวงการยังไม่รู้ แต่เคยได้ยินอาจารย์คนเก่าพูดให้ฟัง เขาก็คือหนึ่งในยี่สิบอันดับแรกของรายชื่อพ่อครัวดังครับ”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า “ที่แท้ก็เป็นแบบนี้”
เสี่ยหวังยิ้มบางๆ “ยี่สิบอันดับแรก…ถือว่าเป็นคนมีอิทธิพลเหมือนกัน”
“เสี่ยหวัง หรือว่าคุณ…”
“อ้อ ฉันอันดับหกน่ะ”
หลี่เหยียนเบิกตาโตทั้งสองข้าง “คุณ…ติดอันดับสูงขนาดนี้เชียว”
“ไอ้เด็กคนนี้ พูดจาประสาอะไร ป้ายวิญญาณ[1]…ฟังไม่เข้าหูเลย ข้ายังไม่ตายนะ!”
ทุกคนต่างหัวเราะออกมา
ทว่าซ่งจื่อเซวียนตระหนักได้เหมือนกัน ในวงการพ่อครัวของประเทศจีน ยังมีอะไรมากมายคุ้มค่าแก่การสืบหา
รายชื่อพ่อครัวดังนี้…น่าสนใจอยู่เล็กน้อย
หวังเฉิงยงกับฟางจิ่งจือกลับคุยกันอย่างสนุกสนาน
เมื่อดื่มเหล้าเสร็จแล้ว ซ่งจื่อเซวียนก็ส่งฟางจิ่งจือกลับไป หวังเฉิงยงก็นั่งรถคันเดียวกันไปเป็นเพื่อน พวกเขาพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
พอตกเย็นเล็กน้อย ซ่งจื่อเซวียนจึงโทรไปหาเสี่ยเฉิงปา เพราะต้องจัดการเรื่องที่หมู่บ้านเสี่ยวเหอ
เขาปลูกเมล็ดพันธุ์ผักตั้งมากมาย แต่โดนคนอื่นสาดน้ำกรดใส่ แน่นอนว่าต้องไปทวงความยุติธรรม
เวลาประมาณห้าโมงเย็น พวกเขาก็ไปที่หมู่บ้านเสี่ยวเหอ
แต่ครั้งนี้ไม่ใช่รถของซ่งจื่อเซวียนคันเดียว เพราะตัวของเฉิงปาได้พาเหลยจื่อกับพี่น้องอีกสองคนไปด้วย เห็นได้ชัดว่าต้องการมีเรื่องกับผู้ใหญ่บ้าน
ภายในห้องผู้ใหญ่บ้าน จูโหย่วซานตื่นเต้นไปหมดทั้งตัว เขานั่งอยู่ตรงนั้น แทบจะได้ยินเสียงหัวใจเต้นของตัวเอง
เขามองเฉิงปาด้วยสีหน้ารู้สึกผิด แต่ก็รีบก้มหน้าทันที ไม่กล้ามองอีก
มือของเขายังสั่นหงึกๆ ขณะที่ยกถ้วยน้ำชา
“เสี่ยปา เรื่องนี้…”
“เหล่าจู ฉันต้องการผลสรุปที่แน่นอน วันที่เกิดเรื่องฉันก็ไม่ได้รีบเข้ามา เพราะให้เวลานายตรวจสอบ เป็นยังไง ได้ผลสรุปหรือยัง”
“เอ่อ…”
คำพูดนี้จุกคอของจูโหย่วซาน เขาเริ่มตรวจสอบตั้งแต่ที่เกิดเรื่องวันนั้นแล้ว
ตอนเย็นวันนั้นจู้จื่อเป็นคนเข้ากะ ตอนที่เกิดเรื่องเขาก็สะลึมสะลือ และมองอะไรไม่ค่อยชัดตอนกลางดึก
จนกระทั่งได้กลิ่นเหม็นเปรี้ยวจึงได้สติกลับมา
แต่ตอนที่ถามเขา เขาพูดอย่างมึนงงว่าได้ยินเสียงคนล้มหัวทิ่มอยู่ข้างนอก
เสียงนั้นไม่ดังมาก ดังนั้นจู้จื่อจึงไม่ค่อยแน่ใจ แต่เขารู้สึกว่าเหมือนจะเป็นเสียงของเจ้าซิง
ตอนนี้จูโหย่วซานไม่กล้าพูด อย่างแรกเขาไม่มั่นใจว่าใช่ฝีมือของเจ้าซิงหรือไม่
อย่างที่สอง แม้จะเป็นเจ้าซิงจริงๆ แต่หากบอกเฉิงปาแล้ว ต้องคิดบัญชีเก่าบัญชีใหม่พร้อมกันทีเดียวแน่ เฉิงปาจะไม่ทุบขาของเขาจนหักเหรอ
เห็นท่าทางลำบากใจของจูโหย่วซาน เสี่ยเฉิงปาก็แค่นหัวเราะ “โอเค เหล่าจู ตอนนี้นายกล้าดีแล้วใช่ไหม พอเกิดเรื่องนายก็ขี้เกียจจัดการแล้วใช่ไหม”
“ฉัน…”
“เหลยจื่อ จัดการ!”
พอเสี่ยเฉิงปาพูดจบ เหลยจื่อก็พาลูกน้องสองคนเดินเข้าไป คว่ำกะละมังล้างหน้าที่อยู่ข้างๆ ทันที
ต่อจากนั้นเหลยจื่อก็กวาดเอกสารที่อยู่โต๊ะของจูโหย่วซานลงพื้น เอกสารร่วงกระจายไปทั่วพื้นห้อง
“เสี่ยปา อย่านะเสี่ยปา นี่คือเอกสารของเบื้องบน เป็นทรัพย์สินของประเทศ”
“แม่งอย่ามาพูดไร้สาระกับข้าสิวะ ผู้ใหญ่บ้านอย่างนาย พวกเราซื้อเมล็ดพันธุ์ผักเป็นแสนๆ หยวนแต่โดนน้ำกรดสาดใส่ นายก็ชดใช้มาซะ!”
เสี่ยเฉิงปาตะโกนใส่ พวกเหลยจื่อก็ทุบทำลายข้าวของต่อไป
“หา? ฉันจะไปรู้ได้ยังไงว่าเป็นแสน ถ้ารู้นะ ฉันจะเรียกคนทั้งหมู่บ้านมาคอยเฝ้าเลย”
ซ่งจื่อเซวียนขยับคอเล็กน้อย “ผู้ใหญ่บ้านจู ครั้งที่แล้วผมพูดกับคุณดีๆ แค่คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าคุณจะเอาแต่มองไม่พูดอะไรเลย
คุณคิดว่ารังแกผมได้ง่ายๆ ใช่ไหมครับ”
“ไม่ๆๆ นายท่านรอง ผมไม่กล้าอยู่แล้ว แต่เรื่องนี้มันเป็นอุบัติเหตุจริงๆ”
“อุบัติเหตุเหรอ” ซ่งจื่อเซวียนมองไปทางเขา “ก็แน่ใจแล้วว่าเป็นฝีมือคนทำ ยังจะอุบัติเหตุอะไรอีก”
เสี่ยเฉิงปาลุกขึ้นเดินเข้าไป “ใช่แล้ว เหล่าจู ฉันจะให้โอกาสนายเป็นครั้งสุดท้าย บอกฉันมาว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ไม่อย่างนั้น…วันนี้ฉันจะทำให้นายเป็นผู้ใหญ่บ้านขาเป๋!”
จูโหย่วซานสั่นไปทั้งตัว เขารู้ว่าคนอย่างเฉิงปาพูดคำไหนคำนั้น
“ฉันพูด ฉันพูดแล้ว เสี่ยปา นายหยุดทุบข้าวของก่อน!”
“หยุด!”
เสี่ยเฉิงปาโบกมือ พวกเหลยจื่อจึงหยุดลงมือ
“พูดมา ฉันจะฟัง ว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือใครกันแน่”
ตอนนี้เสี่ยเฉิงปาคิดในใจว่าคนที่ก่อเรื่องในครั้งนี้ อาจจะมีความเกี่ยวข้องกับจูโหย่วซาน อีกฝ่ายถึงได้ไม่ยอมพูดออกมา
แต่ยิ่งเป็นแบบนี้ เสี่ยเฉิงปาก็ยิ่งอยากสั่งสอนเขา ไม่เพียงแต่ทำผิดแถมยังเล่นพรรคเล่นพวกอีกด้วย
จูโหย่วซานกลืนน้ำลายหนึ่งที เอ่ยว่า “เสี่ยปา เรื่องนี้…จริงๆ เรื่องนี้ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ฉันเคยถามจู้จื่อแล้วเขาบอกว่าดูเหมือนจะเป็นพวกเจ้าซิงน่ะ แค่ดูเหมือนนะ”
“เจ้าซิง? แม่งเอ๊ย ไอ้สัต*เป็นมันเหรอ”
“เสี่ยปา อย่าพูดว่าฉันเป็นคนบอกนะ ฉันเองก็ไม่แน่ใจ ไม่งั้นพอพวกนายกลับไปแล้ว เจ้าซิงคนนั้นต้องมาโวยวายแน่นอน”
จูโหย่วซานคนนี้ถือว่าเป็นคนแก่นิสัยดี สาเหตุที่ได้เป็นผู้ใหญ่บ้านก็ไม่ค่อยเหมือนของหมู่บ้านอื่น
ผู้ใหญ่บ้านคนอื่นอาศัยความสามารถและความเป็นนักเลง แต่จูโหย่วซานเป็นคนดี ซื่อสัตย์และตั้งอกตั้งใจทำงาน
ดังนั้นเขาจึงไม่ค่อยเอาจริงเอาจังกับเรื่องอันธพาลในหมู่บ้าน อย่าว่าแต่เสี่ยเฉิงปาเลย ขนาดเจ้าซิงก่อความวุ่นวาย เขาก็แทบจะรับมือไม่ไหว
ซ่งจื่อเซวียนพลันมองความสัมพันธ์นี้ออก จึงเอ่ยว่า “เสี่ยปา อย่าทำอะไรบุ่มบ่าม เดี๋ยวจะทำให้ผู้ใหญ่บ้านเดือดร้อน ไม่งั้น…พวกเราไปดูเองไหมครับ”
“ได้เลย นายท่านรอง ฉันฟังแก แม่งเอ๊ย จะต้องรื้อบ้านไอ้หมอนั่นให้ได้!”
ซ่งจื่อเซวียนพลันยิ้ม “ไม่เป็นไรครับ เรื่องนี้คุณจัดการคงไม่เหมาะสม รุ่ยจื่อ เหลยจื่อ ทั้งสองคนไปเถอะ!”
“ครับ นายท่านรอง!”
เสี่ยเฉิงปากับซ่งจื่อเซวียนอยู่ที่นี่ จูโหย่วซานก็ไม่กล้าไปไหน จึงได้แต่นั่งอยู่เป็นเพื่อน
ภายในห้องทำงานของผู้ใหญ่บ้านมีสภาพยับเยิน ไม่สามารถทำงานได้ต่อ เขาจึงได้แต่ก้มหน้าก้มตาเริ่มเก็บกระดาษทีละแผ่นแล้วจัดวางใหม่
เสี่ยเฉิงปาก็ไม่สนใจ ได้แต่นั่งสูบบุหรี่อยู่ข้างๆ
“นายท่านรอง ฉันคิดว่าแกเกรงใจเกินไป ไอ้สุนัขตัวนี้ไม่ตีไม่ได้ แล้วก็จูโหย่วซานอีก ก็ต้องตี หลังจากทำให้ยอมจำนนแล้วก็ค่อยดูว่าพวกเขาทำงานโอเคไหม!”
จูโหย่วซานตกตะลึง รีบมองซ่งจื่อเซวียนทันที แววตาเต็มไปด้วยความอ้อนวอน
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มเล็กน้อย “เสี่ยปา พวกเราทำงานเน้นระยะยาว พอเรื่องนี้ผ่านไป ผู้ใหญ่บ้านจูจะยอมช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ใช่ไหมครับผู้ใหญ่บ้าน”
“ใช่ๆๆ แน่นอนครับ นายท่านรองพูดถูก ต่อไปผมจะเฝ้าดูอย่างระมัดระวัง ไม่ให้เกิดเรื่องอีกเด็ดขาด”
เสี่ยเฉิงปากลอกตาใส่เขาไปที “ฝากไว้กับนายงั้นเหรอ แม่ง ไม่ว่าทำเรื่องอะไรคงซวยกันหมด”
ซ่งจื่อเซวียนเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “ผู้ใหญ่บ้านจู คุณก็ไม่ต้องกลัว เสี่ยปาพูดไปงั้นเฉยๆ แหละ”
จูโหย่วซานรีบหัวเราะกลบเกลื่อนในทันที หัวเราะอย่างไม่เป็นธรรมชาติ…
“เหอะๆ ใช่ครับ เสี่ยปาแค่ขู่ผมให้ตกใจเท่านั้น แต่วันหลังผมจะไม่สะเพร่าอีก”
“ผู้ใหญ่บ้าน ผมมีเรื่องหนึ่งอยากจะคุยกับคุณ หมู่บ้านของเรามีบ้านแบบเสี่ยปากี่หลังครับ”
จูโหย่วซานครุ่นคิด “มีเยอะแยะ แต่มีคนอยู่ไม่เยอะหรอก ประมาณสามสี่แห่งล่ะมั้ง”
“คุณคิดว่า…ถ้าผมต้องการพื้นที่เหล่านี้ทั้งหมดเพื่อเอามาปลูกผัก คุณจะจัดการให้ได้ไหมครับ แน่นอนว่า มีค่าตอบแทน”
“โถนายท่านรอง ขอแค่คุณจ่ายเงิน พวกชาวบ้านได้ทำงานมีรายได้ จะมีอะไรที่ทำไม่ได้บ้างครับ รื้อบ้านของพวกเขาก็ยังได้!”
จูโหย่วซานรีบพูดทันที
เขาพูดจริง หมู่บ้านเสี่ยวเหอเป็นหมู่บ้านยากจน ภายในหมู่บ้านไม่ค่อยมีรายได้อะไร ขอแค่คุณยอมจ่ายเงิน พวกเขาก็ยินดีที่จะทำจริงๆ
“โอเคครับ ผู้ใหญ่บ้าน ผมจะยอมเชื่อคุณสักครั้ง คุยโครงการใหญ่กับคุณสักหน่อย”
“หา? โครงการใหญ่? โครงการใหญ่อะไรครับ” จูโหย่วซานตาเป็นประกายแล้ว
สองสามปีที่ผ่านมา หมู่บ้านข้างๆ มีโครงการไม่มากก็น้อย แต่หมู่บ้านเสี่ยวเหอไม่มีข้อได้เปรียบอะไร จึงยากจนเกินไป
ซ่งจื่อเซวียนเอ่ยยิ้มๆ ว่า “เหอะๆ สามสี่ที่นี้ผมต้องการทั้งหมด คุณพาพวกเราไปดูหน่อย ผมต้องการจ้างคนทุกที่เพื่อปลูกผัก!”
“ได้เลย นายท่านรอง ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ชาวบ้านยินดีทำแน่นอน!”
“ไม่เพียงแต่จ้างคนเท่านั้น แต่ยังจะร่วมงานกับหมู่บ้านด้วย ขอแค่พวกคุณทำตามที่ผมบอกก็พอ แล้วหมู่บ้านก็จะมีรายได้!”
“นายท่านรอง คุณพูดถึงอะไรครับ”
ซ่งจื่อเซวียนครุ่นคิด “ผมจะเหมาลานบ้านของทุกคน ขอแค่โครงสร้างคล้ายกับลานบ้านของเสี่ยปา ผมก็อยากได้ทั้งหมด
ทุกคนไม่ต้องย้ายออกไป ขอแค่ช่วยปลูก ส่วนผมก็รับผลผลิต รับรองว่าพวกคุณจะทำเงินได้มากกว่ายามปกติแน่นอน
คนพวกนี้ควรปลูกผักก็ปลูกผัก คอยดูแลผักที่ผมปลูกทุกวัน พอถึงเวลาเก็บเกี่ยว รับรองว่าพวกเขาจะทำเงินได้แน่นอน”
จูโหย่วซานดีใจเนื้อเต้น นี่คือเรื่องใหญ่มาก ทุกคนปลูกผักกันอยู่แล้วก็สามารถทำเงินเพิ่มได้ นี่คือเรื่องดีที่หาที่ไหนไม่ได้แล้ว
แม้ว่าการไปทำงานในเมืองจะต้องใช้แรงอยู่ดี แต่แบบนี้ดีกว่า ไม่ต้องลงแรงอะไรมากมายก็ทำเงินได้สบาย
จูโหย่วซานตอบตกลงทันที เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เท่ากับเขาไม่ต้องขอความช่วยเหลือจากเบื้องบนก็สามารถแก้ไขปัญหาได้เองแล้ว
หากสามารถหลุดพ้นจากความยากจนได้ยิ่งดี เขาคิดเช่นนี้ไม่ใช่เพื่อผลงานการปฏิบัติหน้าที่หรือหน้าตา แต่เขาอยากให้หมู่บ้านเสี่ยวเหอร่ำรวยขึ้นมาจริงๆ
“นายท่านรอง ทำครับ ขอแค่ให้พวกเขาได้มีรายได้ อยากให้ทำอะไรคุณพูดแค่ประโยคเดียวได้เลย”
“ถ้ามีคนมาก่อความวุ่นวายล่ะครับ”
จูโหย่วซานเอ่ยว่า “นายท่านรองวางใจได้ ถึงตอนนั้นผมจะจัดทีมตรวจตราโดยเฉพาะ เมื่อมีการจัดเป็นรูปแบบทีมแล้ว ก็ทำอะไรไม่ได้!”
จูโหย่วซานหยิบความเผด็จการที่ยากจะได้เห็นออกมา คนแก่ใจดีที่เป็นผู้ใหญ่บ้านมาสิบๆ ปี ในที่สุดก็แข็งแกร่งแล้ว
พวกเขากำลังคุยกันอยู่ ฟางรุ่ยกับเหลยจื่อก็เดินเข้ามา โดยตอนนี้มีบัวรดน้ำขนาดเล็กอันหนึ่งอยู่ในมือของเหลยจื่อ
“นายท่านรอง เสี่ยปา เจอแล้วครับ!”
“หืม” ซ่งจื่อเซวียนมองตรงไป
“ประตูบ้านของเจ้าซิงล็อกอยู่ ไม่น่าจะอยู่บ้าน แต่ตรงกองขยะหน้าบ้านของเขา พวกเราเจอสิ่งนี้ครับ”
ฟางรุ่ยชี้ไปที่บัวรดน้ำในมือของเหลยจื่อ
ซ่งจื่อเซวียนลุกขึ้นเดินเข้าไปมองใกล้ๆ “บัวรดน้ำเหรอ”
“ใช่ นายท่านรอง ข้างในมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวฉุนมาก และยังเป็นแบบกระบอกฉีดน้ำแรงดัน น่าจะพ่นออกไปได้ไกลสองสามเมตร”
ได้ยินดังนั้น ซ่งจื่อเซวียนกับเสี่ยเฉิงปาจึงสบตากัน
เสี่ยเฉิงปาตบโต๊ะลุกขึ้นยืน “แม่งไอ้สัต* เป็นฝีมือไอ้หมอนี่จริงๆ ไป ไปเล่นงานที่บ้านของมัน!”
มองดูพวกเขาเดินออกไป จูโหย่วซานจึงถอนหายใจอย่างจนปัญญา “เจ้าซิงนะเจ้าซิง หาเรื่องเสี่ยปา นายอยากรนหาที่ตายใช่ไหม…”
……………………………………………
[1] ติดอันดับ (排位) กับป้ายวิญญาณ (牌位) ออกเสียงเหมือนกัน
……….