เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 418 เผชิญหน้ากับศัตรูหัวใจ
ตอนที่ 418 เผชิญหน้ากับศัตรูหัวใจ
……….
แค่เห็นหน้าซ่งจื่อเซวียน ถังหย่าฉีก็รู้สึกเหมือนเมื่อครู่เธอตกลงไปในทะเล และเห็นเรือชูชีพในที่สุด
ดูเหมือนว่าตอนนี้นอกจากการปรากฏตัวของซ่งจื่อเซวียนแล้ว ไม่มีทางออกใดที่ดีกว่านี้อีก
แต่ฝั่งหยางจวินกลับโกรธจนไฟลุก เหอะ ไอ้แมงดา วันนี้แกคงตั้งใจแต่งตัวมาเป็นพิเศษละสิท่า
แล้วยังไง? ก็แค่ของที่ถังหย่าฉีซื้อให้แกเท่านั้น ยังไงแกก็เป็นแค่ไอ้แมงดาอยู่วันยังค่ำ
“หย่าฉี เธอไปกับมันไม่ได้นะ!”
หยางจวินลุกขึ้นพูด
ผู้คนรอบข้างต่างสนอกสนใจกันยกใหญ่
ทีแรกคิดว่าเป็นฉากสารภาพรัก แต่ที่ไหนได้กลายเป็นฉากต่อสู้ไปซะแล้ว
จู่ๆ ก็มีหนุ่มหล่ออีกคนโผล่มา นี่มันน่าสนุกเป็นบ้า
ต้องบอกเลยว่าวันนี้ซ่งจื่อเซวียนเปลี่ยนสไตล์ไปจากปกติอย่างสิ้นเชิง
อันที่จริง เขาคิดจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของตัวเองหลายครั้ง จะไปที่ไหนก็ถูกขวางไว้หลายครั้ง แม้แต่ตอนเดินกับกู่เสี่ยวเป่าเขายังถูกเข้าใจผิดว่าเป็นขอทาน…
แต่ด้วยนิสัยสบายๆ ที่ติดตัวมานานทำให้เขาลืมเรื่องยิบย่อยพวกนี้ไป และกลับไปสวมเสื้อผ้าที่เคยใส่เหมือนเดิม
แต่วันนี้…เขาตั้งใจจะเซอร์ไพรส์ถังหย่าฉี ไม่คิดว่าจะได้เจอละครปาหี่แบบนี้
ฟังจบ ถังหย่าฉีกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง แต่ซ่งจื่อเซวียนกลับห้ามไว้ก่อน
“หึๆ เมื่อกี้ไม่ได้สนใจว่าตรงนี้มีคนอยู่ด้วย เมื่อกี้นายว่าไงนะ?”
ซ่งจื่อเซวียนหันกลับไปพูดกับหยางจวิน
หยางจวินพูดด้วยความโมโห “แกแต่งตัวอะไรของแก เป็นแค่แมงดาแกล้งทำตัวเป็นซีอีโองั้นเหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนแสยะยิ้ม และเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ “หย่าฉีจะไปหรือไม่ไปกับฉัน…เกี่ยวอะไรกับเรื่องที่ฉันเป็นหรือไม่เป็นแมงดาด้วยล่ะ”
หยางจวินกำลังจะตอบโต้ แต่ซ่งจื่อเซวียนกลับพูดต่อ “ต่อให้เป็นแมงดา แต่ถ้าเธอเต็มใจ…นายก็ไม่เกี่ยวนี่”
หยางจวินเดินตามไปอย่างรวดเร็วแล้วพูด “ไม่นะหย่าฉี…ฉันชอบเธอ”
สิ้นเสียงเขา ซ่งจื่อเซวียนก็หันขวับกลับมา เอื้อมมือคว้าลำคอของหยางจวินทันที
“เพื่อน ที่เลี้ยงข้าวฉันวันก่อนต้องขอบใจมาก แต่ถ้านายยังพูดจาเลอะเทอะกับแฟนฉันอีกละก็…ฉันจะหักคอนายซะ!”
ซ่งจื่อเซวียนพูดพร้อมกับขึงตามองหยางจวิน แผ่รังสีอำมหิตบางอย่างออกมา ทำให้หยางจวินต้องประหลาดใจ
สายตาแบบนี้ไม่ใช่สายตาของแมงดากระจอกๆ…
“แก…เหอะ ปากดีนักนะแก อย่างแกจะมีปัญญา…อ๊าก…”
หยางจวินยังพูดไม่ทันจบ ซ่งจื่อเซวียนก็ออกแรงบีบ จนหยางจวินแทบจะหายใจไม่ออก
ผู้ชมรอบข้างต่างอ้าปากค้าง ลงมือจริงๆ ด้วย…
หยางจวินไม่คิดว่าไอ้หมอนี่จะเอาจริง แถมยังมือหนักอีกด้วย
ตอนนี้ร่างกายของซ่งจื่อเซวียนต่างจากเมื่อก่อนมาก
เขาฟื้นฟูพลังกายและพลังจิตด้วยการทำสมาธิ ควบคุมลมหายใจ และการนอนหลับสลับกัน ทำให้ร่างกายได้รับการฝึกฝนไปด้วย
ฝีมืออาจจะเทียบไม่ได้กับฟางรุ่ย อวี่เหวินเซี่ยว หรือต้าเหมาที่อยู่เคียงข้างท่านเป้ยเล่อ
แต่ในหมู่คนธรรมดา พลังของเขานั้นถือว่าเหนือชั้นกว่าใคร ต้องบอกเลยว่าในการต่อสู้โดยทั่วไป พละกำลังถือเป็นปัจจัยตัดสิน
ฟางรุ่ยที่นั่งตรงเบาะคนขับเห็นดังนั้นก็ไม่ได้ลงจากรถ แสดงว่า…นายท่านรองจัดการเองได้สบายๆ
กระทั่งหยางจวินตบแขนซ่งจื่อเซวียนเพื่อขอความเมตตา ซ่งจื่อเซวียนจึงค่อยๆ คลายมือออก
เขายิ้ม “จำไว้ให้ดีว่าวันนี้แกโดนแมงดาเล่นงาน คราวหลังอย่ามาทำตัวอวดเก่งอีก”
“แก…กล้ามากนะ ไอ้เวร รู้จักคำพูดที่ว่าไม่มีสิ่งใดไม่เปลี่ยนแปลงหรือเปล่า”
ซ่งจื่อเซวียนพูดแกมหัวเราะ “รู้สิ แต่ถ้าวันไหนแกคิดจะมาเปลี่ยนแปลงอะไรในที่ของฉัน ฉันจะหยุดแกทันที”
หยางจวินชี้ไปที่ซ่งจื่อเซวียนแล้วพยักหน้า “ได้ แล้วเรามาคอยดูกัน”
พูดจบ เขาก็รีบเข้าไปในรถของตัวเอง แล้วสตาร์ทรถบีบแตร ทำให้ทุกคนสลายตัวอย่างรวดเร็ว
ถังหย่าฉีพูดแกมหัวเราะ “แมงดาเหรอ…น่าเป็นขนาดนั้นเลยเหรอ ทำไมนายไม่บอกเขาไปตรงๆ ล่ะ”
“ฮ่าๆ ฉันขี้เกียจเสวนากับเขาน่ะ อีกอย่าง…เป็นแมงดาของเธอจะกลัวอะไร? เนาะเถ้าแก่ถัง”
“ปากเสีย!”
เหล่าจีนมุงเฝ้าดูรถเบนซ์จากไปอีกครั้ง พร้อมกับพูดคุยกันเซ็งแซ่
ดูเหมือนถังหย่าฉีจะกลายเป็นคนดังในมหาวิทยาลัยซะแล้ว
บนรถ ถังหย่าฉีจ้องมองซ่งจื่อเซวียน จนเขาอึดอัดไปเล็กน้อย
“หย่าฉี ทำไมเอาแต่มองฉันล่ะ…มองจนฉันจะพรุนหมดแล้วนะ…”
“ฮิๆ ก็ฉันชอบมองนี้ตาบื้อ ไหนว่ามาซิ วันนี้คิดยังไงถึงได้แต่งตัวซะหล่อขนาดนี้ จะแอบไปหาสาวสวยที่ไหนลับหลังฉันงั้นเหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนกลอกตา “เธอนี่ปรักปรำคนอื่นเก่งนะ ฉันจะมารับเธอไปทานข้าวนี่แหละ แต่ก็คิดว่าฉันน่าจะเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวบ้าง ไม่งั้นลำบากเวลาไปทำธุระที่ไหน”
ถังหย่าฉีปิดปากยิ้มอย่างอดไม่ได้ “คุณพระคุณเจ้า นายรู้ตัวด้วยเหรอ ฉันจะบอกอะไรให้นะ ฉันว่าพ่อฉันคงคิดว่านายเป็นหัวหน้าแก๊งขอทานแน่เลย”
ซ่งจื่อเซวียนลอบยิ้ม ไม่ได้เป็นเองหรอก แต่…รู้จักหัวหน้าแก๊งน่ะสิ
“พอเถอะน่า ไหนว่ามาซิ อยากไปทานที่ไหนดีครับ”
“ไม่อยากไปไหนทั้งนั้นแหละ กลับร้านกันเถอะ เผื่องานยุ่งจะได้ช่วยกัน”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม ที่จริงเวลาทำงานถังหย่าฉีมีความรับผิดชอบสูง แม้ว่าจะเป็นเด็กบ้านรวย แต่ก็ไม่เคยใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย
ช่วงนี้นอกจากซ่งจื่อเซวียนแล้ว กะจิตกะใจของเธอก็ไปอยู่ที่ร้าน
“ฉันบอกแล้วไงว่าอุตส่าห์แต่งตัวมารับเธอไปทานข้าวด้วยกัน”
“ตาบ๊อง นายก็ทำอาหารให้ฉันกินสิ คาบเรียนตอนบ่ายสาม ฉันไม่รีบกลับหรอก”
“โอเค งั้นวันนี้ฉันจะทำอาหารให้เทพธิดาของฉันเอง!”
พอกลับมาที่สวนสวินเฟิง งานก็โถมกระหน่ำ ถังหย่าฉีกลับมาเหมือนมาช่วยดับไฟ
ขณะที่ยุ่งวุ่นวายกับช่วงอาหารกลางวัน ซ่งจื่อเซวียนลงมือทำโต้วหลงเหมินให้ถังหย่าฉีด้วยตัวเอง
แน่นอนว่าถังหย่าฉีคนเดียวทานไม่หมด ทุกคนจึงอาศัยโอกาสนี้ ลิ้มลองกันคนละนิดละหน่อย
พอจะเดาปฏิกิริยาออก พนักงานในร้านทุกคนกลับมามีเรี่ยวแรง ราวกับได้ทานซุปไก่เรียกวิญญาณ
มีเถ้าแก่แบบนี้คอยบริหาร มีหรือร้านจะไม่ดัง?
“นายท่านรอง วันนี้รสชาติสุดยอดมากเลย นี่เป็นเมนูอะไรครับ ร้านของเรายังไม่วางขายเลยนี่”
ซ่งจื่อเซวียนหัวเราะ “แค่น้ำแกงห้าสายยังไม่พอเหรอ ถ้ามีเมนูซิกเนเชอร์มากเกินไป ร้านน่าจะรับมือไม่ไหวนะ”
“นั่นก็ใช่นะครับ เมนูนี้เหมือนกับน้ำแกงห้าสาย และข้าวผัดจักรพรรดิตรงที่เป็นเมนูจานเด็ดทั้งนั้น แค่อย่างเดียวก็เพียงพอแล้วล่ะครับ”
เจิ้งฮุยกล่าว
เจิ้งฮุยรู้จักกับซ่งจื่อเซวียนตั้งแต่อยู่ที่ต้าสือไต้ แถมยังได้พิสูจน์กับตาว่าข้าวผัดจักรพรรดินำชื่อเสียงมาสู่ร้านอาหารร่ำรวย
“จริงสิเจิ้งฮุย เทียนซั่วได้สอนคุณทำน้ำแกงห้าสายหรือยัง”
“สอนแล้วครับ ทำเป็นแล้ว นายท่านรองวางใจเถอะ คุณทำขั้นตอนก่อนหน้านั้นไว้หมดแล้ว พอมาถึงผมมันก็เกือบจะสำเร็จแล้วครับ”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้ายิ้มๆ “ดี คราวนี้เทียนซั่วทำงานได้ไม่เลวเลย”
“อาจารย์ ดูพูดเข้า ทำอย่างกับปกติผมทำงานโหล่ยโท่ยงั้นแหละ”
ซ่งจื่อเซวียนกลอกตาใส่เขา “เรื่องนี้…ต้องให้ลูกพี่บอกเองด้วยเหรอ”
เมื่อพูดประโยคนี้ออกมา ทุกคนต่างหัวเราะลั่น
ขณะทานอาหาร คนส่งของก็มาถึง
ปกติร้านขนมหวานซานซานจะส่งกราแตงและขนมอื่นๆ มาให้ช่วงกลางคืน แต่เนื่องจากช่วงนี้กิจการขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เพิ่งจะช่วงกลางวัน ของในสต็อกก็เริ่มร่อยหรอแล้ว
ดังนั้น ถังหย่าฉีจึงโทรหาเธอเพื่อให้นำมาส่งเพิ่มโดยด่วน
แต่ที่น่าแปลกใจคือ ของมาส่งคราวนี้ไม่ได้มีแต่พวกคนงาน แม้แต่เถ้าแก่ยังมาเอง
ทว่าวันนี้โต้วซานซานดูต่างไปจากปกติมาก เธอเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวแบบคาวาอี้เป็นแบบหญิงผู้สูงศักดิ์ยิ่งขึ้น
เมื่อเห็นโต้วซานซาน ถังหย่าฉีรีบลุกขึ้นเดินเข้าไปหา “ไอ้หยา ซานซานทำไมถึงมาเองแบบนี้ล่ะ ที่ร้านไม่ยุ่งเหรอ”
โต้วซานซานตอบ “พอไหวน่า พี่หย่าฉี กำลังกินข้าวกันเหรอ”
“ใช่ เธอกินอะไรมาหรือยัง มา มากินด้วยกันสิ”
ซางเทียนซั่วรีบยกเก้าอี้มาเสริมอีกตัว คราวนี้วางไว้ข้างตนเองแบบเนียนๆ
ซ่งจื่อเซวียนและคนอื่นๆ เข้าใจอย่างรวดเร็ว ได้แต่ส่งสายตาหยอกแซวแต่ไม่พูดอะไร
ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของโต้วซานซาน จากยัยเด็กน่ารำคาญกลายเป็นภรรยาวัยสาว
“จริงสิเทียนซั่ว เรื่องสมัครเรียนที่วิทยาลัยอาหารนายคุยกับซานซานหรือยัง” ซ่งจื่อเซวียนถาม
“หา? ยัง ยังไม่ได้คุยเลยครับ”
“นายจะไปเรียนงั้นเหรอ” โต้วซานซานถาม
ซางเทียนซั่วพยักหน้า “อืม…”
“ทำไมถึงไม่บอกฉันสักคำ” โต้วซานซานถาม น้ำเสียงแฝงด้วยความคาดคั้นเป็นนัยๆ
มีเพียงเหตุผลเดียวที่ทำให้เกิดความรู้สึกนี้ และต้องเป็นเพราะมีการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสอง
“หา? ฉันไม่มีเวลาไง ก็แค่สมัครเรียนวิทยาลัยอาหารเอง เธอ…ไม่เห็นด้วยเหรอ”
อันที่จริงซางเทียนซั่วเพิ่งจะคิดได้ เนื่องจากเขาเพิ่งเริ่มคบหากับโต้วซานซาน
แม้ว่าเบื้องหน้าพวกเขาจะติดต่อกันไม่บ่อย แต่พอตกกลางคืนโต้วซานซานก็ไม่ยอมวางสายจากเขา
เมื่อวันก่อนซางเทียนซั่วก็วิดีโอคอลกับเธอยาวจนถึงตีสี่…
ดูจากที่เธอเดือดร้อนแบบนี้ ซางเทียนซั่วคิดว่าโต้วซานซานคงไม่เห็นด้วยแน่
ทว่าปฏิกิริยาของโต้วซานซานกลับเป็นสิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึง เธอลุกขึ้นยืน “ไปสิ ทำไมจะไปไม่ได้ล่ะ
วิทยาลัยอาหารปักกิ่งเป็นสถาบันสอนทำอาหารระดับสูงสุดของประเทศ ต่อให้ไม่ได้เกียรตินิยม แต่แค่เรียนจบได้ก็พอแล้ว”
ซ่งจื่อเซวียนหัวเราะ “ซานซานรู้จักวิทยาลัยอาหารด้วยเหรอ”
“รู้จักสิคะอาจารย์ เพื่อนของฉันชื่อเจ้าอีโจวก็เป็นนักเรียนของวิทยาลัยอาหารเหมือนกัน ถ้าเขาเรียนจบแล้ว เขาจะได้เป็นเชฟท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงแน่นอน”
โต้วซานซานแค่พูดไปเรื่อย แต่พอพูดถึงชื่อเจ้าอีโจว ซางเทียนซั่วก็อารมณ์เสียขึ้นมาทันที
“โต้วซานซาน เธอยังพูดถึงเจ้าอีโจวอีกเหรอ”
โต้วซานซานเพิ่งรู้ตัว รีบปิดปากทันที
“ฉัน…ฉันหมายถึง…เทียนซั่ว ฉันสนับสนุนนาย ไปสมัครเรียนเถอะ!”
“สมัครเรียนบ้าอะไรล่ะ ไม่ไปแล้ว! ฉันเรียนที่เดียวกับไอ้เวรนั่นไม่ได้!”
พูดจบ เทียนซั่วก็กอดอก ทำท่าทางที่ใครพูดอะไรก็ไม่ฟัง
โต้วซานซานหน้าเจื่อน รีบหันไปขอความช่วยเหลือจากซ่งจื่อเซวียน
ซ่งจื่อเซวียนกำลังจะอ้าปาก แต่เห็นมีใครคนหนึ่งเดินเข้ามาในสวนสวินเฟิง
ผู้ชายคนนี้สวมชุดสูทและรองเท้าหนัง ตัวตรงแน่ว เขาคือเจ้าอีโจวนั่นเอง
“ซานซาน…”
โต้วซานซานตะลึงงัน ไอ้หมอนี่มาได้ยังไง
“ฉันตามเธอมาตลอดทางเลย ทำไมถึงไม่รับสายฉันเลย เพราะไอ้หมอนี่งั้นเหรอ”
ขณะที่พูด เจ้าอีโจวก็ชี้ไปที่ซางเทียนซั่ว
……………………………………………
……….