เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 419 ฉันจะรอนาย
ตอนที่ 419 ฉันจะรอนาย
……….
การปรากฏตัวของเจ้าอีโจวทำให้ทุกคนในที่นั้นค่อนข้างสับสน
ฉากที่แสนสงบสุข ซ่งจื่อเซวียนและถังหย่าฉี ซางเทียนซั่วและโต้วซานซานต่างคุยกันอย่างสนุกสนาน
เมื่อคนคนนั้นโผล่มา บรรยากาศก็อึดอัดขึ้นมาทันที
โดยเฉพาะเจ้าอีโจวและซางเทียนซั่ว ทั้งสองคนเป็นศัตรูหัวใจกัน…ต่อให้ไม่รู้ เห็นตอนนี้ก็พอจะมองออก
ซางเทียนซั่วตะลึงงันไปชั่วขณะ ก่อนจะลุกขึ้นพูดว่า “เฮ้ย ไอ้ลูกหมา แกหมายถึงใคร แม่แกไม่ได้สอนมารยาทหรือไง”
ได้ยินดังนั้นเจ้าอีโจวก็กลอกตาใส่ซางเทียนซั่วด้วยความหงุดหงิด
“ไม่ใช่เรื่องของแก หลบไป!”
เห็นได้ชัดว่าเจ้าอีโจวไม่อ่อนโยนเหมือนครั้งก่อน ยังแปลกใจที่โทรหาโต้วซานซานแต่เธอไม่รับ ที่แท้ก็มาอยู่กับซางเทียนซั่วนี่เอง เจ้าอีโจวเห็นภาพนี้รู้สึกเจ็บปวดอย่างยิ่ง
“ให้ตายสิวะ พูดถึงใครอยู่หา อยากโดนต่อยมากหรือไงวะ”
ซางเทียนซั่วเดินเข้าไปชี้หน้าเจ้าอีโจว
เจ้าอีโจวจ้องมองซางเทียนซั่วด้วยสายตาเย็นชา “ถ้าไม่มีคนช่วย สู้กันหนึ่งต่อหนึ่งก็ได้นะ ฉันไม่คัดค้าน”
“แก…”
ซางเทียนซั่วพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ถ้าพูดถึงเรื่องการประลอง เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้าอีโจวจริงๆ
นับตั้งแต่การต่อสู้ครั้งล่าสุดก็ถือเป็นการตัดสินอย่างเด็ดขาดแล้ว
แต่ถ้าให้ยอมแพ้…เขาทำไม่ได้แน่นอน เพราะเขาคนนี้ไม่เคยรู้จักคำว่าแพ้ ยิ่งอยู่ต่อหน้าผู้หญิงของตัวเองแล้วด้วย
“เหอะ ดวลเหรอ นี่แกคิดว่านี่เป็นยุคมาธากอร์หรือไง ยังอยากจะดวลอีกเหรอ ไสหัวไป ฉันกับพวกจะบดขยี้แกให้ตายไปเลย!”
ซ่งจื่อเซวียนที่อยู่อีกฝั่งไม่พูดอะไร เขาไม่คิดจะเข้าไปแทรกแซงเรื่องของซางเทียนซั่วกับโต้วซานซาน เพราะนี่เป็นเรื่องในครอบครัว
แต่ถ้ามีใครกล้าทำร้ายซางเทียนซั่ว เขาไม่ยอมเด็ดขาด นั่นมันคนละเรื่องกัน
โต้วซานซานสูดหายใจเข้าลึก มองเจ้าอีโจวแล้วพูด “นายตามฉันมาทำไม”
ฉันยังไม่ทันทักทาย เธอก็ไปซะก่อน ฉันเลยตามมาถึงที่นี่”
ได้ยินดังนั้น โต้วซานซานก็เงียบไปชั่วครู่
อย่างไรเสียเจ้าอีโจวก็ไม่ผิด เรื่องที่เขาชอบเธอเป็นเรื่องจริง เรื่องทำตัวดีกับเธอ เจ้าอีโจวชนะซางเทียนซั่วขาดลอย
แต่ในแง่ของความรู้สึก ไม่มีใครดีกว่าใคร เมื่อรักแล้ว ต่อให้เขาจะร้ายกับตัวเอง นั่นก็เป็นสิ่งที่เราเลือกเอง
ความสัมพันธ์ระหว่างคนสามคนนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นแบบนั้น
“คราวหลังไม่ต้องโทรมาอีก แล้วก็ไม่ต้องตามฉันด้วย ฉันกับเทียนซั่วคบกันแล้ว เราสบายดี ไม่ต้องห่วง”
เจ้าอีโจวได้ยินแบบนั้นก็ตัวแข็งทื่อ เหมือนถูกสายฟ้าฟาด
ดวงตาทั้งคู่ของเขาจ้องมองโต้วซานซาน ราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่เห็นและได้ยิน
“ชานซาน เธอบอกว่า…พวกเธอ…
เป็นไปไม่ได้ สองสามวันก่อนเธอไม่เห็นพูดแบบนี้เลย ตกลงมันยังไงกันแน่ เขาข่มขู่เธอเหรอ หรือว่าเขาทำอะไรเธอหรือเปล่า”
โต้วซานซานได้ยินแล้วก็ต้องถอนหายใจยาวๆ และเงยหน้าขึ้น
“ใช่ พวกเราคบกันแล้ว แถมยังสวีทกันมากๆ ด้วย คืนวันก่อนเราก็เพิ่งจะค้างคืนด้วยกันมา เจ้าอีโจว นี่คือคำตอบที่นายต้องการใช่ไหม”
เดิมทีโต้วซานซานไม่ใช่ผู้หญิงที่ชอบความคาราคาซัง แต่พอเห็นว่าเจ้าอีโจวยังเร้าหรือ เธอจึงพูดให้ชัดเจน
เจ้าอีโจวมองโต้วซานซาน แล้วหันไปมองซางเทียนซั่ว เขาส่ายหัว ทำสีหน้าตกตะลึง
ผู้หญิงที่เขารักกำลังพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าเขา ไม่ต่างอะไรกับเอามีดมาแทงที่อกเขา
ทว่าในขณะที่เจ้าอีโจวกำลังช็อกอยู่นั้น คนอื่นๆ ต่างมองซางเทียนซั่วด้วยสายตาที่ตกใจเสียเต็มประดา
ฟางรุ่ยพูดเบาๆ “เทียนซั่ว ระ…เรียบร้อยไปแล้วเหรอ”
“ฮ่าๆ ไอ้หนูวันนั้นทำเป็นเฉไฉ ที่แท้ก็แอบกินเงียบๆ นี่เอง!” ซ่งจื่อเซวียนพูดแกมหัวเราะ
ถังหย่าฉีฟาดซ่งจื่อเซวียนหนึ่งทีด้วยความเขินอาย “อย่าพูดอะไรไร้สาระสิยะ!”
“นี่…ซานซาน ล้อฉันเล่นใช่ไหม หรือว่าฉันพูดอะไรผิดไป เธอถึงได้พูดแบบนี้
“อีโจว นาย…นายเป็นคนดีมากจริงๆ แต่เราไม่เหมาะสมกัน ฉันชอบซางเทียนซั่ว”
เจ้าอีโจวหายใจเข้าลึกๆ น้ำตาพลันไหลออกมา
“ทำไมล่ะ ซานซาน ทำไมเธอถึงชอบคนแบบนั้นมากกว่าฉัน”
ซางเทียนซั่วได้ยินแบบนั้นก็โมโหขึ้นมา “แม่งพูดถึงใครวะ ฉันมันยังไง ไอ้ลูกหมาพูดให้มันเคลียร์ๆ ซิ!”
เจ้าอีโจวจ้องซางเทียนซั่วตาเขม็ง “แล้วแกมีดีอะไร วันๆ นอกจากกินดื่มเที่ยวแกทำอะไรเป็นบ้าง ถ้าแกหัดทำอะไรจริงจังบ้าง แกก็คงจะคู่ควรกับซานซาน!
แต่ความเป็นจริงล่ะ แกมันไม่ได้เรื่องเลยสักอย่าง แกมันก็แค่กุ๊ยกระจอกดีแต่หาเงินสกปรก!”
“มะ…มะ…” ซางเทียนซั่วโกรธจัดแล้วจริงๆ ไม่เคยมีใครพูดกับเขาแบบนี้มาก่อน แม้ว่าคำพูดนี้จะไม่ผิดซะทีเดียวก็ตาม “แม่แกดิไอ้สัต*!”
“เทียนซั่ว!”
ซ่งจื่อเซวียนเอ่ยปาก พร้อมกับลุกขึ้นพูด “พอได้แล้ว สงบปากสงบคำหน่อยเถอะ อีโจว ตอนนี้…ความจริงก็อยู่ตรงหน้านายแล้ว ฉันหวังว่านายจะยอมรับ อย่าพยายามกับอะไรที่เปล่าประโยชน์เลย”
เจ้าอีโจวยิ้มเยาะ “หึๆ นายต้องพูดแบบนี้อยู่แล้ว ก็นายมันพวกเดียวกันนี่”
“ไอ้สารเลว จะด่าข้าก็ด่าสิวะ ลามปามอาจารย์ข้าทำไม ข้าจะฆ่าแกเดี๋ยวนี้!”
ซางเทียนซั่วพูดพลางก้าวไปข้างหน้าแล้วต่อยเจ้าอีโจว
ฟางรุ่ย เหลียงฮั่นจะเข้าไปสมทบด้วย แต่ซ่งจื่อเซวียนยกมือปรามพวกเขาไว้
“ถึงตอนนี้เทียนซั่วสู้ไปมีแต่โดนรังแก พวกนายก็อย่ายุ่ง ให้พวกเขาสองคนตัดสินกันเอง!”
ในสายตาของซ่งจื่อเซวียน เจ้าอีโจวเสียใจมากจริงๆ ปัญหาของชายหนุ่มทั้งสองคนต้องคลี่คลายลงเดี๋ยวนี้ ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาแทรกแซง
เจ้าอีโจวถูกทำร้ายความรู้สึก ซางเทียนซั่วถูกทำร้ายศักดิ์ศรี ตอนนี้…พวกเขาต้องการการปลดปล่อย
เมื่อเห็นซางเทียนซั่วต่อยเขา เจ้าอีโจวขมวดคิ้วแล้วเอี้ยวตัวหลบไปด้านหนึ่ง ยกศอกขึ้นรับหมัดของซางเทียนซั่วไว้
ขณะเดียวกัน กำปั้นอีกข้างของเจ้าอีโจวก็ต่อยเข้าที่ช่องท้องของซางเทียนซั่ว
หมัดกระแทกเข้าที่ท้องของซางเทียนซั่วจังๆ จนเขาต้องร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด พร้อมกับอาเจียนออกมา
โต้วซานซานที่เห็นดังนั้นหัวใจพลันเต้นรัว เตรียมจะพุ่งตัวเข้าไปขวางทันที
แต่ตอนนี้ซางเทียนซั่วไม่ยอมรับความพ่ายแพ้อีกต่อไป กลับกันเขาหันไปชกที่ใบหน้าของเจ้าอีโจว
ร่างของคนตรงหน้าบดบังสายตาของเจ้าอีโจว ทำให้เขาไม่ทันตั้งตัวรับมือกับการโจมตีครั้งนี้
ผัวะ!
หมัดแกร่งกระแทกเข้ากับใบหน้าของเจ้าอี้โจว จนฝ่ายหลังเลือดไหลออกจากมุมปาก
“ไอ้***แม่ แกคิดว่าข้าต่อยแกไม่ได้เหรอวะ!”
ขณะพูด ซางเทียนซั่วก็เตะเจ้าอีโจวซ้ำหนึ่งที เจ้าอีโจวฉวยจังหวะนี้คว้าข้อเท้าของซางเทียนซั่ว
ซางเทียนซั่วที่เสียการทรงตัว จึงถูกเจ้าอีโจวดึงขาไปจนกลายเป็นท่าฉีกขา
ความยืดหยุ่นของซางเทียนซั่วไม่ใช่เล่นๆ เขาสามารถฉีกขา 180 องศาได้โดยไม่ร้องโอดโอย
แต่ถึงแม้ท่าทางของซางเทียนซั่วจะดูเหมือนกำลังเสียเปรียบ แต่เมื่อเขาใช้ขาหลังถีบพื้น ร่างของเขาก็พุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้นเท้าข้างที่ถูกเจ้าอีโจวยึดไว้เปลี่ยนจากจุดอ่อนกลายเป็นจุดแข็ง
ขณะที่ร่างกายของเขาพุ่งไปข้างหน้า ขาที่ถูกจับก็งอเข้าแล้วเตะออกไปอย่างแรง
เจ้าอีโจวกระเด็นไปข้างหลัง ชนเข้ากับโต๊ะอาหาร
โชคดีที่โต๊ะทานอาหารเป็นไม้เนื้อแข็ง แม้ว่าจะถูกชนใส่แบบนี้ ก็แค่เลื่อนออกไปราวๆ ครึ่งเมตร ไม่มีส่วนไหนเสียหาย
ทว่าเอวของเจ้าอีโจวกระแทกเข้ากับมุมโต๊ะ เจ็บเจียนตาย
ตอนนี้เอง เขากัดฟันกรอดแล้วพุ่งตัวไปข้างหน้า จนเกือบจะปะทะกับซางเทียนซั่ว
เห็นได้ชัดว่าซางเทียนซั่วไม่คาดคิดว่าไอ้หมอนี่จะตอบโต้กลับได้เร็วถึงขั้นนี้ จนไม่ทันเตรียมตัว
ทั้งสองคนปะทะกัน เจ้าอีโจวยกขาถีบเข้าที่อกของซางเทียนซั่ว
“อย่านะ…”
โต้วซานซานตะโกนลั่น แต่มันสายไปเสียแล้ว
เมื่อเห็นว่ากำลังจะโดนชนแล้ว ฟางรุ่ยก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาลุกขึ้นคว้าด้านหลังเข็มขัดของซางเทียนซั่ว ปล่อยพลังและทำให้เขายืนมั่นคง
ซ่งจื่อเซวียนเอ่ย “เอาล่ะ หยุดได้แล้ว!”
โต้วซานซานวิ่งเข้าไปหาซางเทียนซั่วเป็นอันดับแรก บ่อน้ำตาใกล้จะแตกเต็มที
“เทียนซั่ว เป็นยังไงบ้าง ไม่เป็นไรนะ”
เมื่อเห็นฉากนี้ เจ้าอีโจวก็ยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่แสนเจ็บปวด
ราวกับว่า…ทุกสิ่งที่เขาทำมานั้นสูญเปล่า สุดท้าย แม้จะเจ็บเหมือนกัน แต่โต้วซานซานกลับอยู่ข้างซางเทียนซั่ว
เขาส่ายหน้ากลับหลังหันเดินออกไปจากสวนสวินเฟิง
“ไอ้เชี่ย ข้าจะฆ่าแก อย่ามาห้ามข้า!”
ฟางรุ่ยกล่าว “พอได้แล้วเทียนซั่ว แกไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา!”
“ว่าไงนะ ถ้าแกให้เวลาฉันอีกสักสามนาที ฉันน็อกมันกับพื้นแน่!”
ฟางรุ่ยส่ายหัว มือยังเกาะซางเทียนซั่วไว้แน่น ถ้าพูดถึงการดวลต่อสู้ เขากับเจ้าอีโจวยังถือว่าต่างชั้นกันอยู่เล็กน้อย
แม้ว่าจะบาดเจ็บด้วยกัน แต่เมื่อเทียบระดับความเสียหายแล้ว เห็นได้ชัดเลยว่าเจ้าอีโจวแข็งแกร่งกว่า
“เทียนซั่ว ฝีมือของเจ้าอีโจวไม่ธรรมดา เมื่อกี้ถ้าพวกเราไม่อยู่ด้วย ไม่รู้ว่าเขาจะอัดแกสภาพยับเยินขนาดไหน”
ซางเทียนซั่วเงียบอยู่นาน ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“งั้น…งั้นให้ฉันแข่งทำอาหารกับมันสิ แม่ง มันเป็นเชฟไม่ใช่เหรอ ฉันจะบดขยี้มันให้ตาย!”
ซ่งจื่อเซวียนหัวเราะ “เขาเป็นถึงนักศึกษาวิทยาลัยอาหาร จะแข่งกันได้ยังไง”
“อาจารย์ ผม…ผมก็จะสมัครเรียนอยู่นี่ไง พวกเราเรียนไปด้วยกัน ผมจัดการมันได้!”
ทุกคนยิ้มอย่างอดไม่ได้ โต้วซานซานกล่าว “อะไรกัน ไหนเมื่อกี้นายบอกว่าจะไม่ไปแล้วไง”
“เปลี่ยนใจแล้ว เปลี่ยนเดี๋ยวนี้ด้วย ยังไงก็ต้องไป ถ้ามีมันไม่มีฉัน ถ้ามีฉันต้องไม่มีมัน ไอ้ชาติหมา!”
ซ่งจื่อเซวียนตะลึงงัน ได้แต่มองตาถังหย่าฉีและโต้วซานซานตาปริบๆ
ในที่สุดพวกเขาก็หัวเราะออกมา ซางเทียนซั่วไอ้หมอนี่…อารมณ์เป็นใหญ่ตลอดเลยสินะ
แต่พอได้เห็นซางเทียนซั่วและโต้วซานซานสานสัมพันธ์กันแล้ว ทุกคนก็มีความสุขกับพวกเขา
ซ่งจื่อเซวียนจับมือถังหย่าฉี ทั้งสองสบตาและยิ้มให้กัน
ซ่งจื่อเซวียนพูด “เด็กน้อย ไปคราวนี้ฉันคงจะไปนานเลย ระหว่างนั้นฉันจะกลับมาที่ตู้เหมินบ้าง เวลาที่เหลืออาจจะ…”
“ฉันรู้แล้ว คราวนี้นายไปเป็นอาจารย์ ยังไงก็ต้องมีนักศึกษาให้ดูแลใช่ไหมล่ะ นายต้องตั้งใจนะ”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มอย่างอ่อนโยน “เอาใจใส่กันจริงๆ นะ แต่ถ้าคิดถึงฉันละก็ต้องบอกกันนะ ถ้าไม่ไหวจริงๆ ฉันกลับมาตอนเย็น แล้วค่อยกลับไปตอนเช้าอีกวันก็ได้”
ระยะทางระหว่างปักกิ่งและตู้เหมินต้องขับรถประมาณหนึ่งชั่วโมง แต่ซ่งจื่อเซวียนไม่ได้พูดเล่น
“ตาบ๊อง ไม่กลัวเหนื่อยหรือไง”
“หึๆ เพื่อเธอฉันไม่กลัวหรอก”
“หยุดเลย ถ้านายกลับมาช่วงสุดสัปดาห์ได้ก็คงดีนะ แต่ถ้ายุ่งฉันไปหานายก็ได้นี่ ฉันไม่ได้ติดหนึบอยู่ที่นี่ซะหน่อย”
ซ่งจื่อเซวียนดึงตัวถังหย่าฉีเข้าไปกอดในอ้อมแขน “เด็กน้อย เธอช่างแสนดีจริงๆ”
“ไม่ว่านายจะอยู่ที่ไหน…ฉันจะรอนายนะ”
………………………………………………….
……….