เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 420 แก้แค้น
ตอนที่ 420 แก้แค้น
……….
วันต่อมา ซ่งจื่อเซวียนไม่ได้ไปไหน เอาแต่ขลุกตัวดูแลสวนสวินเฟิง
ขณะเดียวกัน เขาก็คอยดูเจิ้งฮุยทำน้ำแกงเกล็ดปลาทองห้าสายด้วยตัวเอง
เมื่อเห็นฝีมือของเจิ้งฮุย เขาก็โล่งใจ อย่างไรเสียอีกฝ่ายก็เป็นหัวหน้าเชฟมาหลายปี งานแค่นี้เป็นของกล้วยๆ สำหรับเขา
ซ่งจื่อเซวียนมักจะอยู่ที่ร้านตลอดช่วงเย็น เหตุผลหลักๆ คืออยู่ช่วยงานถังหย่าฉี
อย่างไรก็ดี สวนสวินเฟิงมีลูกค้าประจำเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน นั่นคือโต้วซานซาน
หลังจากเปิดเผยความสัมพันธ์กับซางเทียนซั่ว หญิงสาวคนนี้ก็ไม่กั๊กอีกต่อไป ทุกวันเวลามาส่งของ ถึงรถส่งของจะกลับไปแล้วเธอก็ยังไม่กลับ
ส่วนซางเทียนซั่วก็กลายเป็นคุณชายตัวจริง ไม่ว่าจะซับเหงื่อ นวดไหล่ โต้วซานซานจัดให้ไม่มีเกี่ยง
พอถึงเวลาก็มีจานผลไม้ที่ปอกและจัดวางอย่างประณีต โต้วซานซานแทบจะใช้ไม้จิ้มฟันป้อนเข้าปากซางเทียนซั่วอยู่แล้ว
และต่อมาเป็นวันสุดท้าย ซ่งจื่อเซวียนต้องรับสายจากท่านเป้ยเล่อที่เร่งให้เขารีบไปปักกิ่งเร็วๆ อย่างน้อยสามสาย
พวกเขาต้องกลับหอพักล่วงหน้า จะได้เตรียมตัวและดื่มสังสรรค์กัน
ตกค่ำ ซ่งจื่อเซวียนและซางเทียนซั่วออกจากสวนสวินเฟิง ทั้งสองคนต้องไปที่วิทยาลัยอาหารเหมือนกัน จึงนั่งรถซ่งจื่อเซวียนไปเพียงคันเดียว
ถังหย่าฉีและโต้วซานซานก็เดินมาส่งด้วย
สีหน้าของพวกเธอเต็มไปด้วยความอาวรณ์ โดยเฉพาะโต้วซานซานที่เป็นคนเจ้าอารมณ์เป็นทุนเดิม แถมเพิ่งจะได้สวีทกันแค่สองวัน เธอย่อมเสียดายอยู่แล้ว
โต้วซานซานพูดทั้งน้ำตา “ตาบ้า ห้ามไปนอนกับเพื่อนผู้หญิงล่ะ”
ซางเทียนซั่วทำหน้าอับจนหนทาง “เจ๊ วิทยาลัยเชฟจะมีผู้หญิงสักกี่คนเชียว ถ้ามีจริงๆ ขอมองได้ไหม”
“มองหรือไม่มองก็ไม่ได้!”
“ครับ ไม่มองแน่นอนวางใจเถอะ จริงสิ เดี๋ยวนี้แต่งตัวโอเคเลยนะเนี่ย แต่งแบบนี้ต่อไปล่ะ อย่าแต่งตัวเวอร์ๆ แบบนั้นอีก”
“คือ…กระเป๋าเดินทางนั่นน่ะขอไม่เอาไปด้วยได้ไหม ฉันมีกระเป๋าเป้ของตัวเองแล้ว”
ซางเทียนซั่วมองกระเป๋าเดินทางใบใหญ่สองใบด้านหลังโต้วซานซานแล้วก็รู้สึกเข่าอ่อน
ซ่งจื่อเซวียนกับฟางรุ่ยนำกระเป๋าเป้ติดตัวไปแค่สองใบเท่านั้น เอาของมารวมกันแล้วยังไม่เท่ากับของที่โต้วซานซานเตรียมเองแค่กระเป๋าเดียวด้วยซ้ำ
“ไม่ได้ ต้องเอาไปด้วย อย่าดื้อสิ เดี๋ยวถึงเวลาก็ได้ใช้เอง ข้างในนั้นมีเสื้อผ้าหลายตัว แล้วก็ขนมอีกนิดหน่อย เผื่อหิวแล้วไม่มีที่ให้ซื้อ มันจะลำบาก”
“หิวเหรอ…ฉันว่าคงไม่หรอกเจ๊ ฉันไปวิทยาลัยอาหารนะ ไม่ได้ไปหุบเขาแร้นแค้นซะหน่อย…”
“ถึงยังไงนายก็ห้ามดื้อ เอาไปด้วย ฉันใส่เนคไทกับรองเท้าหนังไว้ให้นายด้วย เป็นไซส์ของนายทั้งหมดเลย เผื่อมีโอกาสสำคัญจะได้หยิบมาเปลื่ยนได้เลย”
ซางเทียนซั่วมึนงง หันไปมองซ่งจื่อเซวียนและฟางรุ่ย สายตาของทั้งคู่บ่งบอกถึงความเห็นใจ
แต่เห็นได้ชัดว่าพวกเขาช่วยอะไรไม่ได้
สุดท้ายเมื่อเอาชนะโต้วซานซานไม่ได้ กระเป๋าเดินทางใบใหญ่สองใบ ใบหนึ่งใส่เข้าท้ายรถเก๋ง อีกใบหนึ่งก็วางที่เบาะหลัง
โชคดีที่พวกเขาสามคนไปแค่ปักกิ่ง ไม่อย่างนั้น…รถคันนี้คงเต็มไปด้วยกระเป๋าเดินทางของซางเทียนซั่ว
ซ่งจื่อเซวียนหันไปกอดถังหย่าฉี แล้วพูด “เด็กน้อย ถ้ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นรีบโทรหาฉันทันทีนะ จำได้ใช่ไหม”
“รู้แล้วน่า ฉันบอกไปกี่ครั้งแล้วจื่อเซวียน นายน่ะดูแลตัวเองให้ดีๆ อีกสองวันเจอกันนะ”
ถังหย่าฉีพูดด้วยสีหน้าอ่อนโยน
ต้องบอกเลยว่าหลังจากคบกับซ่งจื่อเซวียนมาช่วงหนึ่ง ถังหย่าฉีก็โตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก
“ไม่ต้องหรอก อีกไม่กี่วันฉันจะกลับมาแล้ว เธอไม่ต้องไปให้เหนื่อยหรอก”
“ว่าไงนะ นายจะกลับมาเหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม เขาจะกลับมาจริงๆ เรื่องที่หมู่บ้านเสี่ยวเหอเดินหน้าไปแล้วครึ่งทาง กระทะเหล็กเมฆม่วงในห้องปฏิบัติการยังรอการบำรุงจากหนวดพญามังกร คาดว่าอีกสามวันเขาต้องกลับมาที่ตู้เหมินอีกครั้ง
“ถ้าไม่กลับมาฉันไม่สบายใจน่ะสิ แฟนฉันสวยขนาดนี้ ถ้ามีคนมามองละก็…”
เธอรู้ว่าถ้าเธอไม่เป็นฝ่ายพูดก่อน ซ่งจื่อเซวียนก็ไม่ยอมไปสักที
ถ้าดึกเกินไปถังหย่าฉีจะเป็นห่วง จึงรีบไล่ให้เขาไปดีกว่า
ตลอดทาง ซ่งจื่อเซวียนติดต่อกับท่านเป้ยเล่ออีกครั้ง ขณะเดียวกันก็พูดถึงเรื่องที่ซางเทียนซั่วจะไปสมัครเรียนด้วย
ท่านเป้ยเล่อดีใจมาก บอกให้ซางเทียนซั่วไปอยู่กับต้าเหมาและฟางรุ่ยไปพลางๆ ก่อน
การบริหารจัดการของวิทยาลัยเข้มงวดมาก โดยเฉพาะกับอาจารย์และนักศึกษา ส่วนผู้ช่วยจะอยู่อย่างไร…จริงๆ พวกเขาไม่ได้สนใจสักเท่าไร
หนึ่งชั่วโมงกว่าๆ รถของซ่งจื่อเซวียนก็ขับมาถึงจัตุรัสใกล้ๆ กับวิทยาลัยอาหาร
ปกติแล้วรถของอาจารย์จะเข้าไปยังลานจอดรถของวิทยาลัยผ่านประตูอีกที่หนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าอาจารย์ใหม่ วิทยาลัยมีการจัดการอย่างไร
ดังนั้นซ่งจื่อเซวียนจึงให้ฟางรุ่ยจอดรถใกล้ๆ กับลานจอดรถ
หลังจากอยู่ที่วิทยาลัยได้สองวัน ซ่งจื่อเซวียนก็รู้สึกว่าเวลาอยู่ที่นี่…อย่าทำตัวสะดุดตาจะดีกว่า
ซางเทียนซั่วตามฟางรุ่ยไปยังหอพักผู้ช่วย แม้ว่าสภาพจะเทียบไม่ได้กับหอพักอาจารย์ แต่ก็ยังดีกว่าโรงแรมจิ้งหรีดธรรมดาหลายเท่า
ซ่งจื่อเซวียนกลับไปที่หอพักของตนเอง ตอนนี้ยังไม่ดึกเกินไป ยังแวะไปคุยกับท่านเป้ยเล่อได้
เมื่อเข้าไปในหอพัก ซ่งจื่อเซวียนก็ได้กลิ่นหอมหวนของอาหาร
“โอ้โห หอมจัง ท่านเป้ยเล่อ นี่คิดจะดื่มเหล้าฉลองได้งานกันเหรอ” ซ่งจื่อเซวียนกล่าวยิ้มๆ เดินไปที่หน้าต่างแล้ววางสัมภาระของเขาลง
ท่านเป้ยเล่อยิ้ม “พรุ่งนี้จะได้เป็นอาจารย์แล้ว ไม่ฉลองได้ไง”
พูดแล้ว ท่านเป้ยเล่อก็หยิบอู่เหลียงเย่ออกมาหนึ่งขวด “เหล้าเหมาไถรสดีแต่ฉันเข้าไม่ถึงจริงๆ อู่เหลียงเย่ต่างหากที่เหมาะกับฉัน”
“หึๆ แบบนี้เขาไม่เรียกว่าเข้าไม่ถึง ต่างคนต่างความชอบ บางคนก็ชอบเหมาไถ บางคนก็ดื่มไม่ได้”
ซ่งจื่อเซวียนยกเหล้าขึ้นมา รินใส่แก้วสองใบ
อีกฝ่ายอุตส่าห์เตรียมเหล้ามาให้ คนที่รินเหล้า…ต้องเป็นเขาถึงจะถูก
“แต่พรุ่งนี้เราต้องไปรายงานตัว ดื่มเยอะไม่ได้นะครับ” ซ่งจื่อเซวียนกล่าว
“ท่านผู้เฒ่าหลิงจะมาเหรอ เหอะๆ รู้อยางนี้จะเรียกเข่อเอ๋อร์มาด้วย”
ท่านเป้ยเล่อพูดยิ้มๆ “เอาเถอะน่า เรื่องนี้ไม่ต้องถึงมือคนนอกอย่างนายหรอก ฉันว่าพรุ่งนี้ท่านผู้เฒ่าหลิงกล่าวสุนทรพจน์จบ ก็คงมาหานายเองนั่นแหละ”
ซ่งจื่อเซวียนครุ่นคิดแล้วก็หัวเราะออกมา “นั่นสินะ ฮ่าๆ เขาคงตัดสินใจมานานแล้ว”
“เพราะงั้น นายเลิกกังวลได้แล้ว สนใจแต่เรื่องแบ่งเวลาให้ดีก็พอ”
ท่านเป้ยเล่อกล่าว จิบเหล้าไปอึกหนึ่งก่อนจะพูดต่อ “ถ้าเราโชคดี คงจะได้ไปที่วิทยาเขตตะวันตกเลย แต่ถ้าโชคไม่ดี คงต้องเป็นอาจารย์ที่วิทยาเขตตะวันออก จากนั้น…คงต้องไปเป็นฝ่ายบริหาร”
“หึๆ ผมไม่สนใจหรอก ตราบใดที่ผมได้มีส่วนร่วมในการวิจัยบันทึกหย่งซั่น ผมไปที่ไหนก็ได้”
ท่านเป้ยเล่อยิ้มพลางยักไหล่ “ไปที่ไหนก็ได้งั้นเหรอ นายนี่มันเจ๋งจริงๆ อย่างแรก ถ้าพวกเราเป็นฝ่ายบริหารแล้ว เราจะไม่สามารถมีส่วนร่วมในงานวิจัยได้
อย่างที่สอง ถ้าได้เป็นอาจารย์วิทยาเขตตะวันออก รับรองว่ามีคนโกรธตายแน่”
“หืม? หมายความว่ายังไง วิทยาเขตตะวันออกกับตะวันตกที่คุณพูดถึงคืออะไร อยู่ในวิทยาลัยนี้เหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนอดถามไม่ได้
“นับตั้งแต่ก่อตั้ง วิทยาลัยก็พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เมื่อสองปีก่อน เพื่อส่งเสริมจิตวิญญาณการศึกษาให้กับนักศึกษา วิทยาลัยจึงแบ่งออกเป็นสองวิทยาเขต
แบ่งพื้นที่เรียนออกเป็นฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก และเริ่มสอนนักศึกษาใหม่ในระบบที่มีการแข่งขันสูง
หลังจากนั้น นักเรียนของวิทยาเขตตะวันตกก็คะแนนสูงขึ้นอย่างชัดเจน แถมทักษะการปฏิบัติจริงยังยอดเยี่ยม อาจารย์ของวิทยาเขตตะวันตกได้เลื่อนขั้นเร็วกว่าวิทยาเขตตะวันออกด้วย
การเปรียบเทียบมาตรฐานนี้ยังคงดำเนินมาเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง”
ซ่งจื่อเซวียนกระดกเหล้าอึกหนึ่ง “คุณจะบอกว่า…วิทยาเขตตะวันตกแข็งแกร่งกว่าวิทยาเขตตะวันออกอย่างแน่นอนใช่ไหม”
“ใช่แบบนั้นแหละ นายคิดดูสิ ยิ่งอาจารย์เก่งมากเท่าไร นักศึกษาที่มีความสามารถยิ่งกระเสือกกระสนมาเข้าวิทยาเขตตะวันตก ส่วนพวกที่เหลือจะถูกรับเข้าไปในวิทยาเขตตะวันออก มันกลายเป็นวงจรไปแล้วใช่ไหมล่ะ”
“ถูกต้อง นี่เป็นเป้าหมายของผู้บริหารระดับสูงของวิทยาลัย เพราะวิทยาลัยอาหารไม่ใช่มหาวิทยาลัยแบบเก่า อัตราการจ้างงานไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับวิทยาลัย
อีกอย่างถึงพวกนักศึกษาวิทยาเขตตะวันออกเรียนจบไป คนข้างนอกก็ไม่มีใครรู้ ได้งานดีๆ ไม่ต่างกัน
ดังนั้น เรื่องนี้เลยไม่ได้กระทบกับชื่อเสียงและต้นทุนของนักศึกษา ในทางกลับกันมันทำให้วิทยาลัยกลายเป็นวิทยาลัยชั้นนำยิ่งขึ้น”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินดังนั้นก็เงียบไปอย่างอดไม่ได้
ตามที่ท่านเป้ยเล่อพูด ถ้าได้เข้าทำงานเป็นอาจารย์ฝั่งตะวันตก ก็เท่ากับได้เข้ามาเป็นลูกรักพระเจ้า
ในทางกลับกันถ้าได้ไปสอนที่ฝั่งตะวันออก…คงต้องเริ่มงานด้วยความต่ำต้อยอย่างมาก
แต่เรื่องนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเขา อย่างไรเสียเขาก็ไม่ทราบวิธีการจัดสรรของวิทยาลัย คิดมากตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์
ท่านเป้ยเล่อเห็นซ่งจื่อเซวียนไม่พูดไม่จาอยู่นานก็ยิ้ม แล้วตบไหล่เขา
“หึๆ แต่พวกเราไม่ต้องกังวลหรอก เพราะไม่ว่าจะไปอยู่ที่ฝั่งตะวันออกหรือตะวันตก พวกเราก็ต้องอยู่ด้วยกันแน่นอน”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมา
แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังรู้สึกว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองวิทยาเขต…ไม่น่าจะเรียบง่ายขนาดนั้น
เช้าวันต่อมา ซ่งจื่อเซวียนและท่านเป้ยเล่อมาถึงอาคารอำนวยการ
พวกเขาตรงไปยังห้องประชุมชั้นสอง ด้วยการนำทางของเจ้าหน้าที่
ห้องประชุมมีพื้นที่ประมาณสองร้อยตารางเมตร มีโต๊ะกลมขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลาง มีที่นั่งจำนวนไม่น้อย น่าจะรองรับคนได้ประมาณสามสิบถึงสี่สิบคนต่อครั้ง
ก่อนหน้าพวกเขามีคนมาถึงก่อนแล้ว ซ่งจื่อเซวียนและท่านเป้ยเล่อมองปราดเดียวก็จำอีกฝ่ายได้ทันที
เขาคือหยางจวิ้นเย่ที่แย่งยี่หร่าเก้าเซียนกับพวกเขาตอนอยู่ในป่า
เมื่อเห็นพวกซ่งจื่อเซวียนเดินเข้ามา หยางจวิ้นเย่ก็ลุกขึ้นพูดด้วยรอยยิ้มบางๆ “หึๆ เจอกันอีกแล้วนะ”
หยางจวิ้นเย่วางตัวค่อนข้างเป็นสุภาพบุรุษ ซ่งจื่อเซวียนจึงยิ้มน้อยๆ และพยักหน้ารับ
แต่ท่านเป้ยเล่อดูไม่ค่อยเป็นมิตรสักเท่าไร เขาเดินไปหาที่นั่งแล้วนั่งลง ราวกับมองไม่เห็น
ส่วนซ่งจื่อเซวียนนั่งถัดไปจากเขา
หลังจากนั้นก็มีคนเดินเข้ามาอีกหลายคน ซ่งจื่อเซวียนจำหลี่เซียงได้ทันที รวมถึงคนที่โดนฟางรุ่ยอัดและถ่ายรูปตอนที่อยู่ในร้านนวดเมื่อตอนนั้นด้วย
ยังมีอีกสองคนที่ซ่งจื่อเซวียนและท่านเป้ยเล่อรู้จัก คนหนึ่งคือหวังเหลียงจง การที่เขาถูกรับเข้าทำงานในคราวนี้ถือเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายของพวกเขาทั้งสองคน
อีกคนหนึ่งคือเถียนฟู่ เป็นเชฟท้องถิ่น อายุสามสิบกว่าๆ หนักประมาณหนึ่งร้อยกิโลกรัม รูปร่างกลมไปหมดทั้งตัว
เมื่อทั้งหกคนเข้ามานั่งแล้ว ก็ไม่มีใครเข้ามาอีก
หวังเหลียงจงนั่งลงข้างๆ พวกซ่งจื่อเซวียนโดยปริยาย
“เฮ้ ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าต่อไปพวกเราจะได้เป็นเพื่อนร่วมงานกัน!” วังเหลียงจงกล่าว
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม “ไม่คิดไม่ฝันจริงๆ นายเก่งมากเหลียงจง”
“หึๆ เหลียงจงดูตรงนั้นสิ” ท่านเป้ยเล่อพยักเพยิดหน้ามองหลี่เซียง
หวังเหลียงจงอดยิ้มไม่ได้ เขากดเสียงกระซิบกระซาบ “ไอ้หมอนั่นยังบาดเจ็บไม่หายดีเลย หลังจากที่พวกนายกลับไป อาจจะไม่รู้ว่ามันโดนต่อยอีกแล้ว!”
“ไม่น่าแปลกใจ…” ท่านเป้ยเล่อกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“แต่สุดท้ายคนคนนั้นโดนถอดชื่อ ดูเหมือนจะเป็นเพราะว่าพี่ชายของหลี่เซียงเป็นอาจารย์ในวิทยาลัยนี้
จริงสิ พวกนายสองคนต้องระวังตัวหน่อยนะ มันหลุดปากออกมาว่ารู้แล้วว่าเป็นฝีมือของพวกนาย แถมบอกว่าจะแก้แค้นให้ได้!”
…………………………………………………….
……….