เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 428 พักร้อน
ตอนที่ 428 พักร้อน
……….
จากนั้นซ่งจื่อเซวียนและท่านเป้ยเล่อก็แยกทางกันไปที่หอพักของห้องสองและห้องหก
เนื่องจากตวนมู่เยวี่ยเป็นเด็กผู้หญิง ย่อมต้องพักห้องเดี่ยว ซ่งจื่อเซวียนจึงจัดการให้ซางเทียนซั่วและเจ้าอีโจวก่อน
นี่เป็นหนึ่งในงานของอาจารย์ อย่างไรพวกเขาก็ต้องดูแลชีวิตของนักเรียนด้วย
โชคไม่ดีที่หอพักนักเรียนทั้งหมดเป็นหอพักสำหรับสองคน
ซางเทียนซั่วจำต้องอยู่ห้องเดียวกับเจ้าอีโจว
ขณะที่ทั้งสองกำลังจัดของ พวกเขาไม่ได้ละสายตาออกจากกัน ทั้งคู่มองหน้ากันด้วยความแค้นอย่างเต็มเปี่ยม
แน่นอนว่าซางเทียนซั่วใจเย็นลงแล้ว หากมีเรื่องกับไอ้หมอนี่ในหอพักคงจะเสียเปรียบ
ดังนั้นเขาจึงระงับความโกรธและอดทนได้โดยไม่ต้องโน้มน้าว
ทั้งสองคนกำลังจัดข้าวของ ทันใดนั้นประตูห้องก็ถูกผลักออก
คนที่เดินเข้ามาคือข่งเซ่าหลงและตู้หมิงในชั้นเรียน
ซางเทียนซั่วและเจ้าอีโจวหันกลับมาพร้อมกัน เมื่อพวกเขาเห็นคนแปลกหน้าก็ดูเหมือนจะไม่เข้าใจเจตนา
“นายสองคนมาใหม่เหรอ”
ซางเทียนซั่วและเจ้าอีโจวยังไม่พูดอะไร ข่งเซ่าหลงก็ถามขึ้นก่อน
ซางเทียนซั่วไม่สนใจและจัดที่นอนต่อไป ส่วนเจ้าอีโจวพยักหน้า “อืม”
ข่งเซ่าหลงยิ้มและก้าวไปข้างหน้า
“คุยกันหน่อยสิ”
ทั้งสองคนก็เหลือบมองเขา แต่คราวนี้ไม่ได้ตอบกลับ
ข่งเซ่าหลงอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกไม่พอใจ
แต่เขาไม่ได้ใจร้อน และนั่งลงบนโต๊ะหนังสือข้างๆ
ฉันคิดไม่ถึงจริงๆ ว่ายังมีเด็กใหม่ยอมเข้าห้องหกของเราด้วย แต่ในเมื่อมาแล้วก็คือพี่น้องกัน
ฉันขออธิบายกฎให้พวกนายฟังก่อน ห้องหกของเราไม่มีหลักสูตร มีแค่กินดื่มเล่นสนุกเท่านั้น
ถ้านายสองคนร่วมด้วยก็ไปสนุกด้วยกันได้ ปกติจะออกไปร้องคาราโอเกะกับนัดเจอสาว ค่าใช้จ่ายเราจะจ่ายให้”
ซางเทียนซั่วฝืนยิ้ม “ขอบคุณนายมาก”
“เกร็งไปหน่อยไหม สรุปว่าในวิทยาลัยไม่กี่ปีนี้เราจะใช้ชีวิตให้สนุกสุดเหวี่ยง”
เจ้าอีโจวกล่าว “ตามกฎของวิทยาลัย เราออกจากวิทยาเขตตะวันออกไม่ได้ยกเว้นเวลากินข้าวหรือเปล่า แล้วก็ต้องเช็กชื่อทุกคืน”
เมื่อได้ยินแบบนี้ ข่งเซ่าหลงก็หัวเราะครืนใหญ่
“ฮ่าๆๆ เป็นเด็กซื่อบื้อจริงๆ พวกนายเสียสติไปแล้วเหรอ
กฎพวกนั้นควบคุมได้แค่เด็กดีเชื่อฟังเท่านั้น แต่ห้องหกของเรา…เหอะๆ พวกเขาไม่สนหรอก”
ซางเทียนซั่วได้ยินก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเล็กน้อย “อาจารย์ก็ไม่สนเหรอ ฉันได้ยินมาว่าอาจารย์ห้องหกคนใหม่ของเราดุมากนะ”
เหตุผลที่ซางเทียนซั่วพูดแบบนี้ก็เพราะเข้าใจอาจารย์ของเขาดี
อาจารย์คงไม่มีทางตามใจเด็กแย่ๆ พวกนี้…
“อาจารย์คนใหม่เหรอ ฮ่าๆๆ ใช่อย่างที่นายพูดนั่นแหละ ไม่ต้องห่วง อาจารย์เป็นคนของเราอยู่แล้ว
อีกอย่างตอนนี้ก็น่าจะถือว่าเป็น…ลูกน้องมั้ง ใช่ เป็นลูกน้อง”
ได้ยินแบบนี้ ซางเทียนซั่วก็ขมวดคิ้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากพูดถึงเขานั้นทนได้ แต่นี่พูดถึงอาจารย์…เขาทนไม่ได้
“หัวหน้าห้องหกคือเฉิงฮ่าว อยู่ที่วิทยาเขตตะวันออก ถ้ามีเรื่องอะไรก็เอ่ยชื่อของเขาได้เลย แม้แต่หลี่เหรินเซวียนหัวหน้าห้องสามยังต้องไว้หน้าพี่ฮ่าว”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ซางเทียนซั่วก็ระงับความโกรธลง และจู่ๆ เขาก็พบว่าอาจจะช่วยอาจารย์สืบหาข้อมูลบางอย่างได้
แน่นอนว่าคำพูดที่ว่าอาจารย์เป็นลูกน้อง ซางเทียนซั่วไม่เชื่ออยู่แล้ว
แม้แต่คนอย่างเฉิงปาและหวงฟาก็แสดงตัวว่าเป็นลูกน้องด้วยตัวเอง ซ่งจื่อเซวียนจะเป็นลูกน้องได้อย่างไร
เล่นตลกอะไรเนี่ย
ข่งเซ่าหลงยิ้ม “จะพูดแบบนั้นก็ได้ แต่ก็ต้องดูพฤติกรรมของนายด้วย พวกนายคิดจะแยกตัวเป็นอันธพาลหรือจะติดตามอันธพาลอย่างเราล่ะ”
“เหอะๆ ซับซ้อนจังเลย ผมไม่คิดแล้วกัน แค่หวังว่าพี่ใหญ่หลายๆ ท่านจะหนุนหลังเท่านั้น”
ซางเทียนซั่วกล่าวด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม
ข่งเซ่าหลงจึงพยักหน้าช้าๆ “โอเค ไอ้หนู นายหมายถึงแบบนั้น แล้วนายล่ะ”
ข่งเซ่าหลงมองไปที่เจ้าอีโจว
เจ้าอีโจวเหลือบมองซางเทียนซั่ว เห็นได้ชัดว่าดูถูกสีหน้าและท่าทางประจบประแจงของอีกฝ่าย จากนั้นก็แค่นหัวเราะ
“ผมไม่สนใจ ผมไม่ล่วงเกินพวกคุณหรอก พวกคุณก็อย่ามาล่วงเกินผมก็พอ”
ได้ยินเช่นนี้ ข่งเซ่าหลงก็ขมวดคิ้ว ตู้หมิงที่อยู่ด้านข้างก็พูดว่า “ไอ้เด็กเปรต พูดกับใครวะ รนหาตีนใช่ไหม
ไอ้หนู นายคิดดีๆ ต้องอยู่ที่นี่อย่างน้อยสี่ปี นายเริ่มรนหาที่ตายตอนนี้ไม่เร็วเกินไปหน่อยเหรอ”
เจ้าอีโจวยิ้มเยาะและนั่งบนเตียง “เหอะๆ อยากใช้กำลังใช่ไหม ได้ เข้ามาเลย นายสองคนเข้ามาพร้อมกันเลย!”
ซางเทียนซั่วแอบขำ เจ้าอีโจวคนโง่ ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ดูไม่พอใจอยู่เสมอ
นี่มันรนหาเรื่องซวยไม่ใช่เหรอ
ไม่ต้องพูดถึงว่าข่งเซ่าหลงและตู้หมิงต่อสู้ได้หรือไม่ หากมีคนขุ่นเคืองนายแล้วกำลังฝืนไม่รังแกนาย นายยังไปแหย่อีกเหรอ
ดังนั้นเมื่อต้องรับมือกับคนแบบนี้จะใช้ไม้แข็งไม่ได้ ต้องค่อยๆ โน้มน้าวพวกเขา และยอมอีกฝ่ายเท่าที่จะเป็นไปได้
พูดถึงเรื่องฝีมือ ซางเทียนซั่วไม่กล้าปะทะกับเจ้าอีโจวซึ่งๆ หน้า แต่เมื่อพูดถึงเรื่องมันสมอง…
แม้ว่าเจ้าอีโจวจะเหยียบวงล้อไฟก็คาดว่าคงไม่เก่งไปกว่าซางเทียนซั่ว
ข่งเซ่าหลงได้ยินก็ชะงัก แต่เขาก็ไม่ได้ใจร้อนเหมือนตู้หมิง
เขาพยักหน้าและยิ้ม “ได้ ฉันจำไว้แล้ว ห้องสามศูนย์เจ็ดใช่ไหม เอ่อ…เพื่อน แม้ภูผาจะไม่เคลื่อน แต่สายธารบนภูผายังรินไหล[1]นะ”
พูดจบ ข่งเซ่าหลงก็หันหลังเดินออกจากห้องพัก
“ไม่ส่งนะ!”
เจ้าอีโจวไม่ลืมพูดเสริมอีกหนึ่งประโยค
ซ่งจื่อเซวียนและตวนมู่เยวี่ยเดินไปที่หอพักหญิงบนทางเดินวิทยาเขตตะวันออก
“รู้จักกันมานานแล้ว แต่ยังไม่รู้จริงๆ ว่าคุณชื่อตวนมู่เยวี่ย”
“ทำไมล่ะ ชื่อไม่เพราะเหรอ”
ตวนมู่เยวี่ยหันไปมองซ่งจื่อเซวียน
“เปล่า ก็เพราะดี แค่…คิดว่าคุณค่อนข้างลึกลับน่ะ”
ตวนมู่เยวี่ยคลี่ยิ้ม “ลึกลับตรงไหนกัน ไม่เหมือนกันยังไง”
“ไม่ใช่แบบนั้นหรอก ตอนที่เลคริเซียสกับผมแข่งกันครั้งที่แล้ว คุณออกมาช่วยถ่ายทอดสด หลังจากนั้นก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย”
“เพราะฉันมีธุระเลยต้องรีบไป แต่หลังจากนี้ต้องรบกวนอาจารย์ซ่งชี้แนะให้ด้วยนะคะ”
ตวนมู่เยวี่ยยิ้มน้อยๆ เป็นรอยยิ้มที่ดูเหมาะมาก
ต้องบอกว่าตวนมู่เยวี่ยเป็นสาวงามที่สวยสง่า เธอมีความกล้าแบบสาวทางเหนือ และมีความงามแบบสาวทางใต้
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า “พูดดี ยังไงเราก็เป็นเพื่อนกันหมดแหละ”
ตวนมู่เยวี่ยอดไม่ได้ที่จะป้องปากแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “เพื่อนอะไรกัน เป็นความสัมพันธ์อาจารย์กับนักเรียนต่างหาก”
“งั้น…ก็เป็นทั้งอาจารย์ทั้งเพื่อนกันเถอะ…”
เมื่อพูดจบ ทั้งคู่ก็หัวเราะ
คืนนั้นซ่งจื่อเซวียนและคนอื่นๆ ไปทานข้าวที่โรงอาหาร
แต่เนื่องจากการบริหารที่เข้มงวดของวิทยาลัยอาหาร จึงไม่อนุญาตให้นักเรียนทานข้าวในโซนอาจารย์โดยเด็ดขาด
ดังนั้นซ่งจื่อเซวียนจึงไปทานข้าวร่วมกับซางเทียนซั่วและเจ้าอีโจวที่โซนนักเรียน
“อาจารย์ อาหารที่วิทยาลัยอาหารก็งั้นๆ อะ หน่อไม้นี่…สู้ฝีมือของเจิ้งฮุยไม่ได้เลย”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม “แม้ว่าอาหารของวิทยาลัยอาหารจะดี แต่ก็ไม่โผล่มาในโรงอาหารของนักเรียนหรอก
ข้างบนมีทั้งโซนอาจารย์ โซนอาจารย์อาวุโสและโซนผู้อำนวยการ เชฟเหล่านั้นก็ค่อนข้างมีฝีมือ
โรงอาหารมหาวิทยาลัยหนานกวนนับว่าเป็นระดับแถวหน้า ไม่เพียงแค่นักศึกษาต่อแถวกันเต็มทุกวัน แม้แต่คนที่อาศัยในเขตชุมชนมหาวิทยาลัยก็ไปทานอาหารที่นั่น
ทั้งประหยัดและมีรสชาติอร่อย
แต่เมื่อเทียบกันแล้ว โรงอาหารในวิทยาลัยอาหารอร่อยกว่าอย่างชัดเจน
แม้ว่าอาหารบางจานจะไม่ดีเท่าฝีมือของเจิ้งฮุยอย่างที่ซางเทียนซั่วพูด แต่ส่วนใหญ่ก็ยังดีมาก
“อาหารจะเป็นยังไงแล้วเกี่ยวอะไรด้วย ไม่ได้มาวิทยาลัยอาหารเพื่อกินสักหน่อยนี่!”
เจ้าอีโจวกล่าว
ซางเทียนซั่วกลอกตาไปที่เขา “ฉันคุยกับแกเหรอ จุ้นจ้านไม่เข้าเรื่อง แกคิดว่าเราสนิทกันหรือไง”
“แน่นอนว่าไม่ได้สนิท ฉันไม่ใช่คนขี้ขลาดที่พอมีคนมาหาก็พยักหน้าแล้วทำหน้ายิ้ม”
ซางเทียนซั่วเข้าใจทันทีว่าเจ้าอีโจวหมายถึงอะไร หมอนี่ไม่ชอบท่าทีของเขาที่มีต่อพวกข่งเซ่าหลงในวันนี้
เขาคิดในใจว่าแกนี่โง่เง่าจริงๆ แกยังไม่ชอบฉันอยู่เหรอ แกรอซวยได้เลย
“เหอะๆ นั่นสิ…จะเจ๋งแบบแกได้ไงล่ะ พอเจอใครก็เหม็นขี้หน้าไปหมด” ซางเทียนซั่วพูดเหน็บแนม
ซ่งจื่อเซวียนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม “หืม นายสองคนหมายความว่ายังไง”
จากนั้นเจ้าอีโจวก็เล่าเรื่องให้ฟัง และยังจงใจเน้นย้ำความขี้ขลาดของซางเทียนซั่วเมื่ออยู่ต่อหน้าข่งเซ่าหลง
ซ่งจื่อเซวียนขมวดคิ้วเล็กน้อย “ฉันจะบอกนายสองคนให้นะ อยู่ในวิทยาลัยอาหารนายสองคนคือเพื่อนร่วมชั้นกัน ถ้าพวกนายเข้ากันไม่ได้ก็จะโดนคนรังแก”
“เหอะๆ รังแกฉันงั้นเหรอ งั้นจะลองดูก็ได้”
เจ้าอีโจวพูดอย่างเย็นชา
“อีโจว เราอยู่ในวิทยาลัยมานานพอสมควรแล้ว แต่ฉันบอกนายได้ชัดเจนเลยว่าอย่างน้อยจนถึงตอนนี้ ฉันก็ยังไม่ไปยั่วยุพวกข่งเซ่าหลง”
ซ่งจื่อเซวียนพูดด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างจริงจัง
เจ้าอีโจวยักไหล่และยิ้ม “อาจารย์…ก็ไม่กล้ายั่วยุนักเรียน อาจารย์ซ่ง จู่ๆ ผมก็มีความรู้สึกบางอย่าง”
“อาจารย์ ดูเขาสิ ก็แค่เสแสร้ง” ซางเทียนซั่วกล่าว
“เหอะๆ อีโจวยังมีประสบการณ์น้อยเกินไป จริงสิเทียนซั่ว ถ้าพวกเขายั่วยุนายต่อหน้า นายต้องทนไว้นะ”
ซางเทียนซั่วพยักหน้า “รับทราบอาจารย์ เรื่องแบบนี้ไม่กลัวที่จะใช้กำลังหรอก แต่กลัวจะเล่นสกปรกน่ะสิ”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม “นายฉลาด แต่ถ้าพวกเขารังแกอีโจว อย่าทน ลุยเลย!”
“หา? อาจารย์จะให้ผมช่วยไอ้โง่นั่นเหรอ เขาสมควรโดนซ้อมนะ”
“ฉันเป็นอาจารย์ ไปช่วยจัดการเรื่องในหอพักในทันทีไม่ได้ ถ้าพวกนายสองคนไม่สนใจกันเลย…คงจะแย่มาก วันข้างหน้ากลัวว่าจะไม่สบายใจกันทั้งคู่น่ะสิ”
ซางเทียนซั่วใคร่ครวญเรื่องนี้ อันที่จริงเขาเห็นด้วยกับคำพูดของซ่งจื่อเซวียน แต่ดูเหมือนว่าเขาไม่ยอมเสียศักดิ์ศรี
“อาจารย์คิดจะทนกับเด็กเปรตพวกนั้นไปถึงเมื่อไร”
“เหอะๆ อีกไม่นานหรอก รอฉันกลับมาจากตู้เหมินก็ได้เวลาดัดสันดานพวกเขาแล้ว”
“หา อาจารย์จะกลับตู้เหมินเหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า “อืม กลับพรุ่งนี้ เพราะงั้น…ฉันอยากให้เจ้าเด็กพวกนี้ได้พักร้อนก่อน”
ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกัน ตวนมู่เยวี่ยก็เดินเข้ามาพร้อมกับอาหาร
“ฉันรบกวนพวกคุณคุยกันหรือเปล่า กินด้วยได้ไหมคะ”
“ไม่รบกวนหรอก เทียนซั่ว ฉันขอแนะนำเพื่อนร่วมชั้นของนาย ตวนมู่เยวี่ย”
ซางเทียนซั่วเบิกตากว้างและทำสายตาเจ้าชู้ทันที “หา? อ๋อๆ เหลือเชื่อจริงๆ เพื่อนร่วมชั้นหน้าตาดีขนาดนี้…”
ซ่งจื่อเซวียนกลอกตา ไอ้หมอนี่เริ่มอีกแล้ว…
เมื่อตวนมู่เยวี่ยนั่งลงก็มีอีกคนเดินเข้ามา แต่คราวนี้เขาไม่ได้ถามก่อนแล้วนั่งลงตามใจ
ซ่งจื่อเซวียนมองและเห็นว่าเป็น ‘หลี่เซียง’ อาจารย์ห้องสี่จากวิทยาเขตตะวันตก
……………………………………………….
[1] แม้ภูผาจะไม่เคลื่อน แต่สายธารบนภูผายังรินไหล หมายถึง ไม่มีสิ่งใดคงทนถาวร
……….