เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 430 ผมต้องการที่ดินผืนนั้น
ตอนที่ 430 ผมต้องการที่ดินผืนนั้น
……….
คำพูดของซ่งจื่อเซวียนยิ่งทำให้ทุกคนคิดว่าเขาเป็นอาจารย์ที่ขี้ขลาดจริงๆ
อาจารย์คนหนึ่งเสียใจที่ไม่เคยพบหัวหน้าห้องในชั้นเรียน คุณไม่เจอหัวหน้าห้องแล้วรู้สึกไม่มั่นใจใช่ไหม
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าประโยคนี้ทำให้ซางเทียนซั่วรู้สึกเสียศักดิ์ศรีเช่นกัน
แต่โชคดีที่คนอื่นไม่รู้ว่าซ่งจื่อเซวียนเป็นอาจารย์ของเขา ไม่อย่างนั้นเขาคงทนไม่ไหวอยากจะหารอยแยกบนพื้นแล้วมุดเข้าไป
เจ้าอีโจวก็เหมือนกัน เขามองซ่งจื่อเซวียนด้วยความรังเกียจและรู้สึกเสียใจภายหลังสุดๆ
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่หากเข้าห้องเรียนอื่นจะมีอนาคตที่ดีกว่านี้หรือไม่ แต่อย่างน้อย…คงจะไม่รู้สึกว่าอาจารย์ขี้ขลาดตาขาวขนาดนี้
เฉินเจี๋ยที่อยู่ใต้โพเดียมก็ยิ้ม
“อาจารย์ หัวหน้าห้องกับข่งเซ่าหลงไม่อยู่ ไม่งั้น…ถ้าอาจารย์มีอะไรจะพูดก็ฝากผมไปบอกได้นะครับ”
“หืม ฝากบอกเหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนมองเฉินเจี๋ยอย่างสนใจ
“ฮ่าๆ ใช่ครับ ช่วงนี้พวกหัวหน้าห้องจะออกไปเล่นข้างนอกตอนค่ำ คงจะตื่นเช้ามาเรียนไม่ไหว แน่นอนว่าต้องฝากผมไปบอกอยู่แล้วสิครับ”
หลังจากเฉินเจี๋ยพูดจบ นักเรียนหลายคนก็หัวเราะ
ห้องเรียนอื่นๆ ในวิทยาเขตตะวันตก แม้กระทั่งวิทยาเขตตะวันออก อาจารย์ล้วนพูดคำไหนเป็นคำนั้นกันหมด
ตอนนี้ห้องหกของวิทยาเขตตะวันออกตกต่ำถึงขั้นที่อาจารย์จะฝากข้อความผ่านนักเรียน…
สำหรับตัวก่อปัญหาในห้องหกเหล่านี้ เรื่องนี้กลับทำให้พวกเขารู้สึกได้ใจ
ในมุมมองของพวกเขา จุดนี้แสดงให้เห็นว่านักเรียนเจ๋งและสามารถข่มอาจารย์ได้
แต่ซ่งจื่อเซวียนกลับพยักหน้าช้าๆ
“อ๋อ…เรื่องมันเป็นแบบนี้เองเหรอ งั้นเอางี้ เฉินเจี๋ย รบกวนนายไปบอกให้หน่อยสิ”
ประโยคนี้ยิ่งทำให้นักเรียนสนุกมากขึ้น อาจารย์ขอให้นักเรียนฝากบอกและยังพูดว่ารบกวนอีกด้วย
“โอเค ว่ามาเลย!”
เฉินเจี๋ยพิงพนักเก้าอี้แล้วพูดจาเหมือนพี่ใหญ่
“ฝากนายบอกเฉิงฮ่าวกับข่งเซ่าหลงด้วยว่าในเมื่อช่วงนี้พวกเขายุ่ง ฉันก็จะไม่ให้พวกเขามาเรียน
วันนี้พักหนึ่งวัน ปล่อยพวกเขาพักผ่อนให้เต็มที่ เพราะสุขภาพต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก”
เมื่อซ่งจื่อเซวียนพูดจบ เฉินเจี๋ยก็หัวเราะออกมา “ฮ่าๆๆ อาจารย์ซ่ง คุณประจบเก่งจริงๆ เก่งกว่าผมด้วยซ้ำ ได้ ผมจะไปบอกให้”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มและพยักหน้า “โอเค งั้นทุกคนแยกย้ายตามอิสระ วันนี้ยกคลาส!”
เขาพูดจบก็เดินออกจากห้องเรียนไปและตามมาด้วยเสียงโห่ร้องในห้องเรียน
หลังออกจากอาคารเรียน ซ่งจื่อเซวียนก็ไม่ได้ไปที่อื่นอีก แต่ตรงไปหน้าประตูโรงเรียน
เขาให้ฟางรุ่ยรอเขาอยู่ตรงนั้น ไม่ว่าอย่างไรวันนี้เขาจะต้องกลับไปที่ตู้เหมิน
เพราะการไปดูสถานการณ์ของกระทะเหล็กเมฆม่วงและหมู่บ้านเสี่ยวเหอเป็นสิ่งที่สำคัญมาก
แน่นอนว่ายังถือโอกาสกลับไปพบหน้าถังหย่าฉีด้วย นี่คือ…สิ่งที่สำคัญที่สุด
นอกจากนี้เขาไม่ได้ให้ท่านเป้ยเล่อดูแลห้องหกแทน เพราะในเมื่อตอนนี้ห้องหกเป็นเช่นนี้ ในฐานะที่เขาเป็นอาจารย์ ต้องวางแผนที่จะจัดการกับเด็กเกเรพวกนี้เอง
ดังนั้นเขาจึงเตรียมวันหยุดไว้หนึ่งวัน ในฐานะที่เขาเป็นอาจารย์ก็มีสิทธิ์เช่นกัน
เพียงแต่อาจารย์คนอื่นไม่กล้าทำแบบนี้
เขายังไม่ออกจากประตูโรงเรียนก็ได้ยินเสียงซางเทียนซั่วดังมาจากด้านหลัง
“อาจารย์ อาจารย์!”
ซ่งจื่อเซวียนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกกระอักกระอ่วน ลานวิทยาลัยมีคนมากมาย การถูกเรียกว่าอาจารย์แบบนี้ให้ความรู้สึกเหมือนกับซุนหงอคงเรียกพระถังซัมจั๋ง…
เขาหันหน้าไป “มีอะไรเทียนซั่ว”
“อาจารย์จะไปไหน”
“ไม่ต้องห่วง ผมไม่บอกแน่นอน แต่…อาจารย์ ผมมีเรื่องจะถาม” ซางเทียนซั่วกล่าว
“หืม”
“วันนี้อาจารย์ขี้ขลาดเกินไปหรือเปล่า ผมเสียศักดิ์ศรีมากนะ มันมีความจำเป็นเหรอ คงไม่ได้กลัวเด็กเปรตพวกนั้นจริงๆ ใช่ไหม”
เห็นซางเทียนซั่วโมโห ซ่งจื่อเซวียนก็อดยิ้มไม่ได้
เขารู้ว่าซางเทียนซั่วจะโมโหเมื่อเขาทำตัวขี้ขลาด อย่างน้อย…ในสายตาของซางเทียนซั่ว ซ่งจื่อเซวียนคือคนของเขา
“เหอะๆ สิ่งที่นายเห็นคือตอนนี้เท่านั้น ตอนนี้ฉันต้องกลับตู้เหมินแล้วจะไปขัดแย้งกับนักเรียนพวกนั้นทำไมล่ะ”
ความจริงซางเทียนซั่วเข้าใจดี แต่ก็ยังไม่พอใจ
“งั้นจะขี้ขลาดแบบนั้นไม่ได้แล้วนะ อาจารย์…ผมรู้สึกเหมือนแทบจะไม่รู้จักอาจารย์แล้ว”
“ฮ่าๆ ตอนนี้ก็ไม่รู้จักกันแล้วเหรอ ในอนาคตถ้าฉันซวยจริงๆ นายจะไม่รีบทิ้งฉันไปเหรอ” ซ่งจื่อเซวียนพูดหยอก
“นั่นมันคนละเรื่องกัน ถ้าเป็นแบบนั้น ผมจะยืนเคียงข้างอาจารย์แน่นอน”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มอย่างรู้ใจ “เทียนซั่ว ตอนนี้นายเป็นนักเรียนของวิทยาเขตตะวันออก สิ่งที่นายต้องทำคือทำตามกฎระเบียบ
ส่วนเรื่องอื่น…รอฉันกลับมา ฉันจะทำให้นายดู”
ซางเทียนซั่วเข้าใจความหมายของซ่งจื่อเซวียนทันที เขาเม้มปากแล้วพูดว่า “ได้ อาจารย์ งั้นระวังตัวด้วย พอกลับมาแล้ว…อย่าทำตัวต่ำต้อยขนาดนี้อีกนะ ถ้าพวกมันกล้าทำอะไรล่ะก็ เราก็จัดการเลย!”
“จัดการเหรอ เหอะๆ นายคิดว่าที่นี่เป็นแบบที่เราเคยพบเจอเมื่อก่อนเหรอ ที่นี่คือโรงเรียน ไม่ว่าพวกเขาจะเกเรแค่ไหนก็ยังเป็นแค่นักเรียน หรือว่านายอยากให้รุ่ยจื่อกำจัดพวกเขาทีละคนจริงๆ เหรอ
ถ้าเป็นแบบนั้น พ่อแม่ของพวกเขาจะไม่มาที่นี่หรือไง เอาล่ะ นายกลับไปก่อนเถอะ เรื่องทุกอย่างรอฉันกลับมาแล้วค่อยว่ากัน”
ซางเทียนซั่วครุ่นคิดแล้วพยักหน้า “ได้ ผมจะเชื่อฟังอาจารย์”
หลังออกจากวิทยาลัย ซ่งจื่อเซวียนก็นั่งรถกลับไปที่ตู้เหมิน
ระหว่างทางซ่งจื่อเซวียนไม่ได้คิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในวิทยาลัย เขาแค่กลัวว่าจะเกิดปัญหากับกระทะเหล็กเมฆม่วง
หนวดพญามังกรหนึ่งรากมีราคาหลายสิบล้าน และแต่ไหนแต่ไรซ่งจื่อเซวียนไม่เคยใจกว้างขนาดนั้นมาก่อน
ซ่งจื่อเซวียนแทบจะพุ่งเข้าไปในห้องปฏิบัติการและรีบวิ่งไปข้างๆ กระทะเหล็กเมฆม่วง
แต่ในที่สุดเขาก็โล่งใจเมื่อเห็นว่าหนวดพญามังกรยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์และผิวของกระทะเหล็กก็เกลี้ยงเกลา
“เจ็ดวันผ่านไปพอดีเลย ขั้นตอนต่อไป…คือการต้มน้ำกับไฟปานกลาง”
ขณะที่พูด มุมปากของซ่งจื่อเซวียนก็โค้งงอเล็กน้อย
แต่เมื่อพิจารณาว่าเขาต้องใช้เวลาสองสามวันต่อจากนี้ที่วิทยาลัย ซ่งจื่อเซวียนจึงไม่ได้รีบต้มในกระทะเลยทันที
แต่เขากลับนำกระทะเหล็กเมฆม่วงกลับไปที่รถแทน
แม้ว่าในหอพักจะใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าพลังงานต่ำได้ แต่กระทะนี้จะใช้เตาไฟฟ้าไม่ได้ ต้องใช้ไฟจากเตาแก๊สเท่านั้น
ดังนั้นซ่งจื่อเซวียนจึงซื้อเตาแก๊สธรรมดาอีกชุดหนึ่งแล้วเอาไปไว้ในรถเตรียมนำกลับไปที่วิทยาลัย
หอพักอาจารย์ในวิทยาลัยยังมีความเป็นส่วนตัวอยู่ หากจะใช้เตาแก๊สสองสามวันไม่น่าจะเป็นปัญหา
หลังออกจากห้องปฏิบัติการ พวกเขาก็ไปหมู่บ้านเสี่ยวเหอที่อยู่เขตชานเมือง
ซ่งจื่อเซวียนโทรหาเสี่ยเฉิงปาและนัดหมายไว้ล่วงหน้า
อันที่จริงเสี่ยปาบอกทางโทรศัพท์แล้วว่าช่วงนี้งานราบรื่นมาก
ลานบ้านของเสี่ยเฉิงปาที่ได้รับมามีอย่างน้อยสี่แปลง และได้จ้างคนมาดูแลลานบ้านแล้ว
ขณะเดียวกันชาวบ้านเกือบยี่สิบครัวเรือนที่มีลานเล็กๆ รับปากว่าจะเตรียมลานสำหรับปลูกผักไว้ให้
รู้เรื่องราวเหล่านี้ ซ่งจื่อเซวียนก็มีความสุขมาก เพราะเขาวางแผนจะเปลี่ยนหมู่บ้านเสี่ยวเหอให้เป็นฐานจัดหาวัตถุดิบอาหารของเขาเอง
หากเป็นแบบนี้ ร้านอาหารทุกแห่งของเขาก็จะสามารถใช้วัตถุดิบธรรมชาติจากสวนของชาวบ้านได้
ปกติแล้วหนึ่งหรือสองครัวเรือนไม่สามารถจัดหาวัตถุดิบอาหารมากขนาดนี้ได้ แต่ถ้ามากกว่ายี่สิบครัวเรือนนั้นสามารถทำได้และคงไม่มีปัญหาแน่นอน
ระหว่างทางซ่งจื่อเซวียนไม่ได้พักสายตา เขาหยิบสมุดเล่มเล็กออกมาและเริ่มเขียนแผนงาน
ไม่ว่าจะเป็นลานไหนควรปลูกพืชผักแบบไหนหรือควรปลูกกี่ชนิด เขายังเขียนรายการอาหารท้องถิ่นเกือบทั้งหมดที่สามารถนำไปใช้ในร้านอาหารได้
สำหรับผักที่ไม่ได้ปลูกในท้องถิ่น เขายังวางแผนจะให้จูโหยวซานช่วยสร้างเรือนกระจกให้ด้วย
ประหยัดต้นทุนในการซื้อผัก การปลูกผักย่อมถูกกว่าการซื้อผักมากอยู่แล้ว
ทั้งยังช่วยยกระดับคุณภาพอาหาร ผักใบเขียวออร์แกนิกแบบนี้ แม้ว่าจะบรรจุและขายข้างนอก แต่ก็มีราคาแพงกว่าตลาดมากและมีคุณภาพสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด
สิ่งสุดท้ายคือการมอบโอกาสในการสร้างรายได้ให้แก่หมู่บ้านเสี่ยวเหอ
จูโหยวซานยอมช่วยเขาเพียงเพราะเรื่องนี้ ความจริงนี่ก็เป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านอย่างเขาที่จะพัฒนาหมู่บ้าน
เมื่อถึงหมู่บ้านเสี่ยวเหอ จูโหยวซานก็ไปที่ทางเข้าหมู่บ้านเพื่อต้อนรับเขาอย่างกระตือรือร้นด้วยตัวเอง
“ผู้ใหญ่บ้านจู ผมได้ยินมาว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ลำบากคุณแล้วนะ”
จูโหยวซานรีบยิ้มสู้ทันที “ฮ่าๆๆ นายท่านรองเกรงใจเกินไปแล้วครับ นี่คือสิ่งที่เราควรทำ
ชาวสวนอย่างเราจะทำอะไรได้อีกนอกจากทำสวนทำไร่ล่ะ เราดีใจที่ได้รับโอกาสแบบนี้”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม “จริงสิผู้ใหญ่บ้านจู ผลผลิตเดิมของทุ่งนาในหมู่บ้านของเราเป็นยังไง มีคนเก็บผลผลิตกันอย่างจริงจังบ้างไหมครับ”
“เมื่อก่อนเคยมีบ้าง แต่ตอนนี้สภาพแวดล้อมของหมู่บ้านใกล้เคียงดีกว่าของเรา เถ้าแก่หลายคนดึงตัวพวกเขาไปหมดแล้ว”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินก็พยักหน้า “อย่างนี้นี่เอง โอเค งั้นคุณพาผมไปดูทุ่งนาหน่อยสิ”
“หา? คุณไม่ไปดูที่ลานบ้านแล้วเหรอ”
“เหอะๆ ด้านลานบ้านมีคุณจัดการอยู่ผมก็หายห่วง ไปดูที่นาก่อนเถอะ”
“ครับ นายท่านรอง”
จากนั้นซ่งจื่อเซวียนก็ตามจูโหยวซานไปดูทุ่งนาของหมู่บ้าน
เมื่อมองดูสภาพแวดล้อม แสงแดดในทุ่งเหล่านี้ดีมาก แต่ลักษณะพื้นที่ค่อนข้างซับซ้อน
ทุ่งนาไม่สม่ำเสมอ ยากต่อการสร้างเรือนกระจกให้สมบูรณ์ อย่างมากก็พอที่จะสร้างโรงเรือนเล็กๆ ได้เท่านั้น
หากเป็นแบบนี้ ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย และในแต่ละโรงเรือนต้องติดตั้งอุปกรณ์ทุกอย่างแยกกัน
แต่ทันใดนั้นซ่งจื่อเซวียนก็มองเห็นพื้นที่โล่งแจ้งแห่งหนึ่ง
เขาชี้ไปยังที่ดินผืนนั้นแล้วพูดว่า “เอ่อ ผู้ใหญ่บ้าน ที่ดินผืนนั้นไม่เลวเลยนะ ทำสัญญากับผมได้ไหม อิงตามราคาตลาดเลย”
“หืม? ที่ดินผืนนั้น…”
เมื่อเห็นจูโหยวซานลำบากใจ ซ่งจื่อเซวียนก็ถามขึ้นว่า “ทำไมล่ะ ที่ดินผืนนั้นเป็นของใครเหรอ พวกเขาไม่ยอมใช่ไหม ปล่อยทิ้งไว้ก็ว่างเปล่าๆ นี่นา”
จูโหยวซานพยักหน้าด้วยความลำบากใจ “ชะ ใช่…นั่นคือสิ่งที่ผมจะพูด
นายท่านรอง หมู่บ้านเรามีข้อพิพาทกับหมู่บ้านเหลียงเจียเกี่ยวกับที่ดินผืนนั้นอยู่ เลยถูกปล่อยทิ้งไว้
แต่เมื่อเดือนที่แล้วมีเถ้าแก่คนหนึ่งมาเจรจาเรื่องที่ดินผืนนั้นกับพวกเขา ว่ากันว่าขายไปแล้ว ก็เลย…”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไป “ขายไปแล้วเหรอครับ มีข้อพิพาทแล้วขายได้ยังไง ผู้ใหญ่บ้าน คุณรู้ไหมว่าเส้นแบ่งเขตอยู่ตรงไหน”
“รู้สิ คุณเห็นต้นไม้นั่นที่ตายแล้วหรือเปล่า จากตรงนั้นไปจนถึงทางใต้และทางตะวันตกเป็นของเรา ส่วนทิศตะวันออกเป็นของหมู่บ้านเหลียงเจีย”
ซ่งจื่อเซวียนมองไปทางทิศนั้น “เหอะๆ เพียงพอแล้วล่ะ งั้นไปลากเส้นแบ่งเขตกันเถอะ ผมทำสัญญากับฝั่งหมู่บ้านเสี่ยวเหอก็พอแล้ว”
“เอ่อ…”
จูโหยวซานอดไม่ได้ที่จะเม้มปาก “นายท่านรอง เรื่องนี้…ให้ผมเจรจากับหมู่บ้านเหลียงเจียหน่อยเถอะนะ เถ้าแก่คนนั้นของพวกเขาดูเหมือนจะมีอำนาจมาก ครั้งที่แล้วมีเด็กในหมู่บ้านเราไปเล่นในพื้นที่นั้น โดนพวกเขาทุบตีจนต้องรีบกลับมา”
ซ่งจื่อเซวียนอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว “โหดเหี้ยมขนาดนี้เลยเหรอ ทุบตีแม้กระทั่งเด็ก ฮึ่ม ถ้างั้นผมก็ยิ่งต้องการที่ดินผืนนั้น!”
……………………………………………….
……….