เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 431 เกิดเรื่องแล้ว
ตอนที่ 431 เกิดเรื่องแล้ว
……….
ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นสีหน้าหรือน้ำเสียงของซ่งจื่อเซวียน เห็นได้ชัดว่าไม่ได้พูดล้อเล่น
จูโหย่วซานก็มองออก ด้วยสาเหตุนี้ เขาจึงยิ่งลำบากใจ
ความสัมพันธ์ของหมู่บ้านเสี่ยวเหอกับหมู่บ้านเหลียงเจียที่อยู่ข้างเคียงนั้นถือว่าทั่วๆ ไป สิ่งที่เรียกว่าทั่วๆ ไป…อันที่จริงก็คือไม่ดี
เนื่องจากหมู่บ้านเหลียงเจียดึงเถ้าแก่มาสนับสนุนได้ไม่น้อย จึงร่ำรวยติดต่อกันในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา
แต่หมู่บ้านเสี่ยวเหอนับวันยิ่งจนลง จึงกลายเป็นเรื่องตลกขบขันของหมู่บ้านเหลียงเจีย
ในแถบนี้มีประโยคหนึ่งกล่าวว่า ยอมไปนั่งทำงานในเมือง แต่ไม่ยอมแต่งงานกับหมู่บ้านเสี่ยวเหอ
และคนของหมู่บ้านเหลียงเจียเป็นคนแต่งประโยคนี้ออกมา
จะว่าไปแล้ว นี่คือความอัปยศของหมู่บ้านเสี่ยวเหอ ดังนั้นในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาจูโหย่วซานได้กำชับบอกชาวบ้านว่าพยายามอย่าไปยุ่งกับหมู่บ้านใกล้เคียง เดี๋ยวจะอารมณ์เสียเปล่าๆ
และด้วยสาเหตุนี้ คำพูดของซ่งจื่อเซวียนทำให้จูโหย่วซานไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดีไปชั่วขณะ
แต่นานๆ ทีจะได้เจอเทพเจ้าแห่งโชคลาภอย่างซ่งจื่อเซวียน เขาพูดขนาดนี้แล้ว จูโหย่วซานต้องเร่งจัดการอย่างเต็มที่แน่นอน
จากนั้น ซ่งจื่อเซวียนจึงบอกให้จูโหย่วซานหาคนไปรังวัดที่ดิน
สาเหตุที่ต้องรังวัดที่ดิน ก็เพราะต้องการวาดพื้นที่โดยสังเขปที่ตัวเองต้องใช้ในเขตพื้นที่ของหมู่บ้านเสี่ยวเหอ
เช่นนี้แล้ว อนาคตเมื่อมีภาพแผนที่ จะได้มีเป้าหมายที่แน่นอน
เมื่อรังวัดที่ดิน ขึงเชือกเสร็จแล้ว ก็ถือว่าได้ล้อมที่ดินผืนนี้เรียบร้อยแล้ว
ซ่งจื่อเซวียนเอ่ยว่า “ผู้ใหญ่บ้านจู ผมจะใช้ที่ดินตรงนี้ สำหรับทำโรงเรือนปลูกผัก ค่าใช้จ่ายสำหรับการใช้ที่ดินผมจะจ่ายให้หมู่บ้านในราคามาตรฐาน
นอกจากนี้ คนที่ผมจ้างทั้งหมดจะเลือกจากชาวบ้านในหมู่บ้านเสี่ยวเหอนี้ ไม่มีปัญหาใช่ไหมครับ”
พอได้ยินเช่นนี้ จูโหย่วซานจึงยิ้มอ้าปากไม่หุบ
เรื่องที่ซ่งจื่อเซวียนจะทำก่อนหน้านั้น คือใช้ที่ดินของชาวบ้าน ใช้คนในหมู่บ้าน
แน่นอนว่า แค่จุดนี้ จูโหย่วซานรู้สึกพอใจมากแล้ว
ตอนนี้ซ่งจื่อเซวียนบอกอีกว่าจะใช้ที่ดินในหมู่บ้าน และจะให้เงินในหมู่บ้านด้วย จูโหย่วซานจึงยิ่งดีใจ
“แน่นอนครับ แน่นอนครับนายท่านรอง คุณเหมือนเทพเจ้าแห่งโชคลาภลงมาโปรดแท้ๆ ผมขอขอบคุณคุณแทนชาวบ้านด้วยครับ”
ซ่งจื่อเซวียนหัวเราะ “ที่ดินผืนนี้ปล่อยรกร้างมาตลอด ไม่ใช้ก็สิ้นเปลือง อันที่จริงแล้วถือว่าเป็นเรื่องดีสำหรับพวกคุณนะ”
“ใช่ครับ นายท่านรองพูดถูก ที่ดินผืนนี้ประเด็นคืออยู่ไกลนิดหน่อย คนหนุ่มในหมู่บ้านของพวกเราไปทำงานในเมืองและมีบางส่วนที่ไปทำงานต่างเมืองครับ
ที่เหลือในบ้านนอกจากคนแก่ ก็คือพวกแม่บ้านที่เลี้ยงลูกอยู่บ้าน พวกเรามาทำงานไร่ก็ไม่สะดวก
เพราะงั้นที่นี่ถึงถูกทิ้งร้างมาตลอด หากนายท่านรองใช้ประโยชน์จากที่นี่ได้ก็จะดีมากเลย และราคาก็คุยกันได้ครับ”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า “เรื่องเงินไม่มีปัญหา มาพยายามทำให้คนในหมู่บ้านร่ำรวยกันเถอะครับ”
ความจริงที่ซ่งจื่อเซวียนมีความคิดเช่นนี้ อย่างแรกเป็นเพราะต้องการผลิตเองและขายเอง อีกอย่างก็เป็นเพราะเห็นสถานการณ์ภายในหมู่บ้าน
เขามาหมู่บ้านเสี่ยวเหอสองครั้งแล้ว ถึงแม้จะอยู่ไม่นาน แต่กลับได้เห็นภาพมากมาย
อย่างเช่น คุณปู่ในหมู่บ้านขี่จักรยานไปขายผลไม้เขตชานเมือง ผลไม้สองตะกร้าวางอยู่บนรถ รถแทบจะทรงตัวไม่ไหว
บวกกับทางในหมู่บ้านที่ไม่เคยได้ซ่อมเลย เวลาเดินก็ยังเหนื่อย
ไม่เพียงแต่คุณปู่เท่านั้น ผู้หญิงและเด็กเล็กก็เดินไม่สะดวก มองดูผู้หญิงเหล่านั้นให้เด็กขี่หลังแล้วลงไปทำไร่ เด็กๆ ถูกแดดเผาเหงื่อท่วมตัว ซ่งจื่อเซวียนก็รู้สึกสงสาร
ถึงแม้ปากพวกเขาจะพูดว่านี่คือชีวิตของเกษตรกรอย่างพวกเรา แต่ซ่งจื่อเซวียนคิดว่า การปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ให้ชีวิตดีขึ้นอีกหน่อย ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้เลย
ดังนั้นเขาจึงร่วมมือกับหมู่บ้าน ทำให้ในหมู่บ้านมีรายได้ และอาจจะมีเงินซ่อมถนน หากซ่อมถนนเส้นใหญ่ไม่ได้ ซ่อมถนนเส้นเล็กในหมู่บ้านได้ก็ยังดี
ออกมาจากที่นาแล้ว ซ่งจื่อเซวียนก็ไปที่บ้านของเกษตรกรกับจูโหย่วซานอีกครั้ง
ครั้งนี้พาเสี่ยเฉิงปาไปด้วย เพราะซ่งจื่อเซวียนเป็นคนให้เขาดูแลเรื่องนี้
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มบางๆ “จ้างคนจริงๆ แล้วก็แค่เฝ้าบ้าน รดน้ำใส่ปุ๋ย ถึงเวลาก็เก็บผัก พวกเราขับรถมารับ คุณรับปากไว้เท่าไรครับ”
“แปดร้อยหยวนต่อเดือน พวกเขาก็ดีใจแล้ว”
ได้ยินดังนั้น ซ่งจื่อเซวียนกลับพ่นลมหายใจออกมา
อันที่จริงแล้วแปดร้อยหยวนต่อเดือน…ถือว่าไม่น้อย เกษตรกรพวกนี้นอกจากทำไร่เพื่อปลูกให้ตัวเองบริโภคแล้ว ก็ไม่ได้มีรายได้อะไร
แต่พอคิดถึงผู้หญิงที่ต้องแบกลูกทำไร่ทำนา ซ่งจื่อเซวียนจึงรู้สึกว่าจำนวนนี้ไม่ถือว่าเยอะ
พอคิดได้ดังนี้แล้ว เขาจึงพูดว่า “หนึ่งพันสองร้อยหยวนก็แล้วกันครับ วันหลังถ้าทำดี ผมจะเพิ่มเงินเดือนให้ทุกคนครับ”
“อะไรนะ นายท่านรอง แกไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ที่นี่เท่าไรนะ แปดร้อยหยวนถือว่าไม่น้อยแล้ว หมู่บ้านข้างๆ มีเงินขนาดนั้น ทำงานให้บริษัท ก็ได้เงินเท่านี้เหมือนกัน”
ซ่งจื่อเซวียนจึงเอ่ยพร้อมรอยยิ้มว่า “พวกเขาก็คือพวกเขา พวกเราก็คือพวกเรา พวกเขารู้สึกว่าเกษตรกรหลอกง่าย ผมกลับคิดว่า…ไม่ง่ายครับ ให้เพิ่มสี่ร้อยหยวนถือว่าเป็นเงินก้อนหนึ่งสำหรับพวกเขา พวกเราไม่ต้องสนใจขนาดนั้นหรอกครับ”
พอได้ยินประโยคนี้ เสี่ยเฉิงปาจึงหุบยิ้ม ทำสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาทันที
“นายท่านรอง ฉันนับถือแล้ว!”
“หืม”
“อยู่ในวงการมาหลายปี ฉันเสี่ยปายังสู้แกไม่ได้ นี่เรียกว่ามีคุณธรรม นายท่านรอง แกคู่ควรกับคำว่านายท่านอย่างแท้จริง!”
ซ่งจื่อเซวียนทำเพียงยิ้ม ไม่ได้พูดอะไร แล้วเดินไปข้างหน้าต่อ
ขณะเดียวกัน จูโหย่วซานยังแอบเลื่อมใสอยู่ในใจ พลางพูดในใจว่าหมู่บ้านได้เจอเทพเจ้าแห่งโชคลาภคนนี้ ไม่รู้ว่าเป็นความโชคดีจากการทำบุญมาแต่ชาติปางไหน
เมื่อเดินดูสองสามบ้านแล้ว ซ่งจื่อเซวียนก็รู้สึกว่าตัวเองไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน
ชาวไร่พวกนี้มองตัวเองเป็นเทพเจ้าแท้ๆ พอเจอหน้าก็แสดงความนอบน้อม และยังโค้งคำนับ
ทำจนเขารู้สึกเขินเลยทีเดียว
เขาแทบจะต้องพูดกับทุกบ้านว่า ‘ผมให้พวกคุณช่วยทำงานครับ ผมต้องขอบคุณพวกคุณถึงจะถูก’
สิ่งที่เรียกว่าจิตใจดีมีเมตตามีแค่ในโทรทัศน์เท่านั้น ลับหลังแล้วมีคนไหนบ้างไม่ใช้งานจนคุ้ม
แต่ซ่งจื่อเซวียนนั้นต่างออกไป ในสายตาของพวกเขา ซ่งจื่อเซวียนเป็นคนดีของจริง ทำแต่เรื่องดีด้วยจิตใจบริสุทธิ์อย่างแท้จริง
พวกเขารู้สึกพึงพอใจกับเงินหนึ่งพันสองร้อยหยวนเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรปริมาณงานก็น้อยมาก สำหรับพวกเขาแล้วเป็นแค่งานเสริมเท่านั้น
และงานก็อยู่หน้าบ้าน แค่ออกมาทำทุกวัน ก็ได้เงินค่าข้าวถึงเดือนกว่า
…
สิ่งที่ทำให้ซ่งจื่อเซวียนชื่นชมก็คือ เจ้าซิงขยันทำงานมาก
หน้าที่ของชาวไร่พวกนี้คือดูแลผักในลานบ้านให้ดี รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ยและเก็บเกี่ยวอย่างเหมาะสม
แต่เจ้าซิงกลับทำข้อมูลสถิติพวกนี้ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นเพราะเงิน หรือเป็นเพราะคำข่มขู่ของเสี่ยเฉิงปาก็ตาม
การทำงานที่มีประสิทธิภาพเช่นนี้ทำให้ซ่งจื่อเซวียนดีใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่ว่าอยู่ที่ไหน ก็ต้องมีคนช่วยดูแลถึงจะดี
ไม่อย่างนั้นหากเกิดเรื่องวุ่นวายคุณก็จะไม่รู้ว่าควรไปหาใคร
“เจ้าซิง งานในหมู่บ้านต้องพึ่งนายแล้วนะ”
เจ้าซิงยิ้มตอบ “นายท่านรองวางใจได้ครับ ให้ผมทำงานนี้ บรรพบุรุษทั้งสิบแปดรุ่นของผมสั่งสมบุญมาดี ผมต้องตั้งใจทำงานแน่นอน ใครไม่ตั้งใจทำงาน ผมจะตัดที่ดินของพวกเขาทิ้ง!”
“ฮ่าๆๆ ไม่ต้องถึงขั้นนั้น แค่ดูแลทุกคนดีๆ ก็พอ”
ซ่งจื่อเซวียนคิดในใจ เจ้าซิงคนนี้คงเป็นนักเลงของหมู่บ้านไปตลอด
เดิมทีก็ชอบรังแกคน ตอนนี้ให้เขาดูแลคน แถมได้รับคำสั่งว่าต้องดูแล เขาคงอยากทำใจจะขาดแล้ว
ความจริงสำหรับซ่งจื่อเซวียน การปลูกผักในสถานที่แบบนี้ยังสู้ผักที่เก็บจากไร่ไม่ได้ คุณภาพเหมือนกันและยังมีปริมาณเยอะกว่า
แต่จุดประสงค์ของการใช้ลานบ้านเหล่านี้คือการปิดบังอำพราง จุดประสงค์ที่แท้จริงของเขา ก็คือบ้านหลังเก่าขอเสี่ยเฉิงปา
หากพูดถึงราคาแล้ว รวมราคาทุกที่เข้าด้วยกัน อาจจะสู้ต้นยี่หร่าเก้าเซียนหนึ่งต้นไม่ได้
สุดท้าย เขาก็ไปที่บ้านหลังเก่าของเสี่ยเฉิงปา แต่เวลานี้เขาไม่ได้ให้คนอื่นเดินมาด้วย แต่มากับฟางรุ่ยและเสี่ยเฉิงปาเท่านั้น
เดินเข้าไปในลานบ้าน เขามองไปตรงพื้นแล้วพยักหน้า “เสี่ยปา ผมขอพูดความจริงกับคุณ ประเด็นสำคัญของผมคืออยากปลูกของบางอย่างที่นี่”
“นายท่านรอง แกอยากปลูกอะไร”
“ปลูกเครื่องเทศ มูลค่านับหมื่นหยวน แต่ยังไม่พูดเรื่องราคา หลักๆ เป็นของหายาก ผมจะเอาไว้ใช้ทำอาหาร”
เสี่ยเฉิงปาพยักหน้าเข้าใจทันที “เข้าใจแล้ว ฉันจะสั่งพวกเขาเพิ่มการป้องกันที่นี่”
“ไม่ต้องครับ ตอนนี้หมู่บ้านเสี่ยวเหอสามัคคีกันแล้ว ผมไม่กังวลว่าจะมีคนมาทำลาย แต่ผมไม่อยากให้ใครรู้เรื่อง”
“แล้วแกจะทำยังไง”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม “เสี่ยปาคุณแค่สั่งว่า บ้านหลังอื่นให้คนที่ทำงานเป็นคนเก็บผัก แต่ที่นี่…ต้องเสี่ยปามาเก็บเท่านั้น หรือไม่ก็เป็นผม”
เสี่ยเฉิงปาพยักหน้าทันที “ไม่มีปัญหา นายท่านรอง ฉันพูดนิดเดียว พวกเขาก็ไม่กล้าเข้ามาแล้ว”
“อย่างนั้นก็ดีครับ”
พูดจบ ซ่งจื่อเซวียนก็หยิบต้นยี่หร่าเก้าเซียนที่พกติดตัวออกมา แล้วปลูกในมุมหนึ่งของสวนผัก
“บ้านหลังนี้ต้องสั่งให้จู้จื่อกับกังจื่อเป็นคนเฝ้า เสี่ยปา คุณไปสั่งงานต่างหาก ว่าห้ามคนทั่วไปเข้ามาที่นี่ นอกจากคนนับสถิติเจ้าซิง”
“เข้าใจแล้ว”
ซ่งจื่อเซวียนถอนหายใจ ในที่สุดก็แก้ไขปัญหาใหญ่สุดได้เสียที
เขาพอจะนึกภาพในอนาคตออก เวลาที่ต้นถั่วปากอ้าภูเขาขึ้นเต็มลานบ้านแห่งนี้ ใช้ไม่มีวันหมด และยังเอาไปขายที่ตลาดมืดได้อีกด้วย
ราคาของถั่วปากอ้าภูเขาไม่ถือว่าสูงเกินไป แต่หากนับปริมาณ ถือว่าทำรายได้ดีเหมือนกัน
ต้องรู้ไว้ว่า สุดท้ายคือขายเป็นกรัม
และตัวต้นยี่หร่าเก้าเซียนเองก็มีคุณค่าทางยา บวกกับเป็นของหายาก การตัดกิ่งและใบตามระยะเวลาที่กำหนดถือว่าทำรายได้อย่างมหาศาลได้เช่นกัน
นึกถึงตรงนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็หัวเราะไม่หยุด ถึงตอนนั้นตัวเองอาจจะเป็นลูกค้าประจำในตลาดมืดก็เป็นได้
ควรรู้ไว้ว่า พวกวัตถุดิบยา (อาหาร) เหล่านี้ เหมือนจะเป็นของหายากมากในตลาดมืด
จากนั้น พวกเขาก็ออกจากลานบ้าน แล้วไปยังห้องทำงานของผู้ใหญ่บ้านทันที
จูโหย่วซานชงน้ำชารออยู่ที่นั่นนานแล้ว
“นายท่านรอง คุณดูเรียบร้อยแล้วใช่ไหมครับ”
“อืม ผู้ใหญ่บ้าน ครั้งนี้หวังว่าพวกเราจะร่วมงานกันอย่างมีความสุขนะครับ
ถึงตอนนั้นผมหวังว่าคุณจะบอกเลขบัตรเอทีเอ็มของชาวบ้านให้ผมด้วยนะครับ ผมจะโอนให้ตรงตามกำหนด แล้วก็เลขที่บัญชีของหมู่บ้านด้วยนะครับ”
“ครับๆ คุณวางใจได้ นายท่านรอง ผมจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยครับ คุณดื่มน้ำชาก่อน ชาในหมู่บ้านไม่ค่อยอร่อย คุณดื่มแก้กระหายไปก่อนนะครับ”
ซ่งจื่อเซวียนลองชิมน้ำชาหนึ่งอึก ชาไม่ค่อยดีจริงๆ ดูท่าจูโหย่วซานจะเป็นผู้ใหญ่บ้านที่ไม่ค่อยมีเงินจริงๆ
“เหอะๆ ผู้ใหญ่บ้าน เรื่องผักในไร่ ถึงเวลาผมจะเขียนรายการให้คุณนะครับ คุณเอาไปให้พวกชาวบ้าน บอกพวกเขาให้ปลูกชนิดผักตามที่เขียนไว้ ผมจะรับซื้อทีเดียวเลย”
“ดีเลยครับ นายท่านรอง ผม…ผมไม่รู้จะขอบคุณคุณยังไงถึงจะดี”
ซ่งจื่อเซวียนเอ่ยยิ้มๆ ว่า “ตั้งใจทำงานก็พอครับ ผมหวังว่าหมู่บ้านจะพัฒนาขึ้น ถึงตอนนั้นได้ซ่อมถนน ทุกคนจะได้สะดวกสบายกันถ้วนหน้า”
“ใช่ครับๆ แน่นอนครับ”
ขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกันอยู่ สือเลี่ยงสมาชิกในหมู่บ้านวิ่งเข้ามา หายใจหอบด้วยสีหน้าร้อนใจ
“มีอะไรสือเลี่ยง นายวิ่งทำไม!”
สือเลี่ยงหายใจไม่ทัน พลางเอ่ยพูดว่า “ผะ ผู้ใหญ่บ้าน เกิดเรื่องแล้ว คนที่หมู่บ้านเหลียงเจียดึงหลักเขตที่ดินของพวกเราออก และ…และยังต่อยคนด้วยครับ!”
…………………………………………….
……….