เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 434 ฉันชอบใช้กำลัง
ตอนที่ 434 ฉันชอบใช้กำลัง
……….
เห็นสถานการณ์นี้ สีหน้าของผู้คนในหมู่บ้านเหลียงเจียเปลี่ยนไปทันที
เมื่อครู่ยังทำสีหน้าหวาดกลัว แต่จู่ๆ กลับมีความมั่นใจขึ้นมาทันที เชิดหน้าขึ้น หายใจหนักขึ้น
มีคนหนึ่งพูดขึ้นว่า “ผู้ใหญ่บ้าน พี่เจี้ยนมาแล้ว”
พอเหลียงปินได้ยิน เขาก็ทำสีหน้าตื่นเต้นทันที รีบวิ่งซอยเท้าออกจากเตนท์ไปหาเหลียงเจี้ยน
เมื่อเห็นคนจำนวนมาก เหลียงเจี้ยนก็ชี้ไปที่เฉิงปา “ดีเลย พวกนายกล้าตบฉัน พวกนายตายแน่ เตรียมตัวซวยได้เลย”
พูดจบ เขาก็วิ่งไปหาเหลียงเจี้ยน
“ต้าเจี้ยน นายกลับมาพอดีเลย คนของหมู่บ้านเสี่ยวเหอบ้าไปแล้ว ยึดพื้นที่ของพวกเราไป แถมยังตบตีคน แม้แต่ฉันก็กล้าตบหน้า!”
“รู้แล้ว ถอยไปข้างหลัง!”
เหลียงเจี้ยนพูดแบบขอไปที พูดจบแล้วก็เดินไปข้างหน้าต่อ
เหลียงปินเหมือนจะคุ้นชินกับท่าทีของเหลียงเจี้ยนแล้ว จึงพยักหน้าแล้วเดินตามหลังคนกลุ่มนั้น
แต่ต้องพูดว่า หน้าตาอันธพาลหาเรื่องแบบนั้น ความจริงขี้ขลาดกว่าจูโหย่วซานเสียอีก…
ผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่ง ถึงขั้นตกต่ำกลายเป็นลูกน้อง และลำดับก็อยู่ท้ายกลุ่ม…
เวลานี้ เสี่ยเฉิงปา ซ่งจื่อเซวียนและคนอื่นๆ ยังไม่ขยับตัว ยังคงนั่งอยู่ในเตนท์
อันที่จริงสภาพจิตใจในตอนนี้ เสี่ยเฉิงปานับว่าเป็นมือเก๋าในวงการแล้ว ถึงแม้อีกฝ่ายจะพาคนมาขนาดไหน เขาก็ไม่กลัว
ในวงการใต้ดิน ที่ยึดถือคือเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่แล้วก็ไม่คิดหนี
ลำพังแค่พลังสู้ขาดใจตาย ก็มากพอที่จะทำให้อีกฝ่ายกลัวแล้ว
แต่ซ่งจื่อเซวียนนั้นยิ่งไม่กลัว ตัดเรื่องศึกความเป็นความตายที่เขาเคยสู้กับเคอซาน นายท่านงู ตู้อวิ๋นเลี่ยงและแม้แต่เลคริเซียสไปก่อน
แค่พูดถึงฟางรุ่ยที่อยู่ข้างกายเขาเพียงคนเดียว คู่ต่อสู้ทั่วไปก็ยากที่จะประชิดตัวเขาได้แล้ว
ปกติเวลาประมือกัน ฟางรุ่ยจะคอยควบคุมกำลังอยู่ตลอด แต่หากอยากทำร้ายซ่งจื่อเซวียน…
ถึงตอนนั้นไม่ว่าจะมีคนจำนวนเท่าไร เข้ามาใกล้ก็คือตาย หากเป็นเช่นนั้น เกรงว่าคงไม่มีใครกล้าเข้าใกล้อีก
เหลียงเจี้ยนพาคนเดินอ้อมไปข้างหน้าเตนท์ใหญ่ เห็นสองสามคนข้างในเตนท์ เขาก็มั่นใจทันทีว่าคนหัวล้านคือเฉิงปา
ผู้คนเหล่านี้ จูโหย่วซานคือผู้ใหญ่บ้านเสี่ยวเหอ ซึ่งเหลียงเจี้ยนรู้จักเขา
เสี่ยเฉิงปาวางมาดอยู่ตรงนั้น ไม่ผิดแน่นอน
ส่วนเหลยจื่อและคนอื่นๆ รวมถึงฟางรุ่ย ถึงแม้จะทำสีหน้าเย็นชา แต่เห็นได้ชัดว่า ยืนอยู่ตรงนั้นก็ต้องรับบทเป็นลูกน้อง
จุดที่ทำให้เหลียงเจี้ยนยากที่จะมั่นใจคือสถานะของซ่งจื่อเซวียน
มองดูใบหน้าของเขา เขาเป็นเด็กหนุ่มทั่วไป กระทั่งเป็นหนุ่มวัยละอ่อนไปนิด
แต่ใบหน้าที่เย็นชานั่น เป็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่มี นอกจากความรู้สึกที่ยากจะเข้าใกล้แล้ว ยังมีมาดทรงพลังที่ยากจะอธิบายเป็นคำพูด
สามารถพูดได้ว่าหากไม่รู้ฐานะของเฉิงปา เหลียงเจี้ยนถึงขนาดรู้สึกว่าเด็กหนุ่มคนนี้ยากที่จะหาเรื่อง
แต่เพราะตนพาคนมาเกือบยี่สิบคน และในสิบคนนี้ก็เป็นนักเลงฝีมือดีลูกน้องเสี่ยเคอซาน
เขาจึงไม่กลัวอะไร ไม่ว่าแกจะเป็นเฉิงปาหรือว่าเฉิงจิ่ว วันนี้ต้องทำงานให้เสร็จเรียบร้อย
“ฮ่าๆๆ เสี่ยปา ไม่เจอกันนานเลยนะ”
เฉิงปาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย หรี่ตามองเหลียงเจี้ยน “นานเท่าไรแล้ว ฉันไม่เคยเจอแกมาก่อน วันนี้สั่งให้แกมาที่นี่เพราะมีเรื่องที่จะสั่ง”
เหลียงเจี้ยนพยักหน้าด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า
“เสี่ยปามีอะไรพูดมาได้เลยครับ”
“หึ ง่ายมาก ต่อไปเรื่องของหมู่บ้านเสี่ยวเหอ หมู่บ้านเหลียงเจียอย่าเข้ามายุ่ง ให้ตายสิ ฉันลากแบ่งเขตที่ดิน แต่หมู่บ้านของพวกแกเข้ามาทำอะไร”
เหลียงเจี้ยนยิ้มน้อยๆ “เสี่ย เหอะๆ นี่คือเรื่องของหมู่บ้าน เกี่ยวอะไรกับพวกเราครับ ผมคิดว่า…อย่าเข้าไปยุ่งจะดีกว่า
เสี่ยไม่เข้ามายุ่ง ผมก็ไม่ยุ่งเหมือนกัน ถือว่าเป็นคนฉลาด”
ได้ยินประโยคนี้ เสี่ยเฉิงปาไม่พูดอะไร แต่ซ่งจื่อเซวียนที่อยู่ข้างๆ กลับยิ้มเล็กน้อย
รอยยิ้มนี้ ดึงดูดความสนใจของเหลียงเจี้ยนทันที
เสี่ยเฉิงปาหรี่ตาพิจารณามองเหลียงเจี้ยน
เหลียงเจี้ยนสูงประมาณหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตร ร่างกายกำยำล่ำสัน
ถึงแม้หน้าตาจะป่าเถื่อนมาก แต่สีหน้ากลับไม่เป็นนักเลงขนาดเหลียงหงอัน ดูแล้วถ่อมตัวมากกว่า
อย่างไรใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ ได้รับการฝึกฝนด้านนี้ไม่มากก็น้อย
“เหลียงเจี้ยน แกแม่งกินขี้ตั้งแต่เมื่อไร แกลองใช้หัวนิ้วโป้งเท้าคิดดู เรื่องนี้ฉันต้องยุ่งไหม”
เวลานี้ ลูกน้องคนหนึ่งที่อยู่ข้างหลังเหลียงเจี้ยนตะโกนพูดว่า “ แม่ง ไอ้หัวโล้น พูดกับพี่เจี้ยนของพวกเราแบบนี้ได้ยังไง!”
เสี่ยเฉิงปาถลึงตาทั้งสองข้าง “พูดหาบรรพบุรุษแกเหรอ เหลียงเจี้ยนพูดกับฉันยังต้องเรียกว่าเสี่ยเลย ไอ้เวรอย่างแกอยากตายใช่ไหม”
เหลียงเจี้ยนหันไปถลึงตาใส่ลูกน้องของตัวเองทันที จากนั้นหันกลับมายิ้มให้เฉิงปา
“เหอะๆ เสี่ยปา ลูกน้องมันไม่รู้เรื่อง โปรดให้อภัยด้วย พวกเรากำลังเจรจากันอยู่ไม่ใช่เหรอครับ คุณจะรีบร้อนไปทำไม”
ซ่งจื่อเซวียนพลันยิ้ม “ลูกน้องไม่รู้เรื่อง…ก็ต้องลงโทษลูกน้องสิ…หรือว่าลงโทษลูกพี่ล่ะ”
จู่ๆ ซ่งจื่อเซวียนก็เปิดปากพูด ทำให้สถานการณ์ทั้งหมดเปลี่ยนไปอย่างไม่ต้องสงสัย
บทสนทนาของเสี่ยเฉิงปากับเหลียงเจี้ยน จู่ๆ ก็โดนพูดแทรกหนึ่งประโยค และคนที่พูดแทรกคนนี้…เป็นคนที่หมู่บ้านเหลียงเจียไม่รู้จัก
และถึงแม้จะเป็นชาวบ้านของหมู่บ้านเสี่ยวเหอ ก็เพิ่งจะรู้จักนายท่านรองที่น่าอัศจรรย์คนนี้เหมือนกัน
“เหอะๆ ตาไม่มีแววเหรอ คนคนนี้คือ…”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มบางๆ “ฉันเป็นใครไม่สำคัญ แต่ถามนายอยู่ ว่าลูกน้องของนายไม่รู้เรื่องแล้วด่าเสี่ยปา เรื่องนี้ต้องลงโทษใคร”
เหลียงเจี้ยนได้ยินแล้วจึงพิจารณามองซ่งจื่อเซวียนอีกครั้ง ไอ้หมอนี่…แปลกมาก
แต่ดูเหมือนเขาพูดเพื่อช่วยเฉิงปามากกว่า ดูท่าจะเป็นกุนซือที่เสี่ยเฉิงปาเชิญมาแน่นอน
หึ หลอกลวงเสแสร้ง ในเมื่อเสี่ยซานเป็นคนพูดแล้วว่าอยากให้เฉิงปานอนโรงพยาบาลออกมาไม่ได้หนึ่งเดือน แล้วฉันยังต้องกลัวอะไร
ลูกน้องมากมายขนาดนี้ หรือว่าจะจัดการพวกนายสองสามคนไม่ได้เหรอ
“เหอะๆ ลงโทษเหรอ คุณคิดว่าควรลงโทษใครล่ะ”
ได้เลย ในเมื่อนายใจร้อนอยากโดนต่อย แล้วฉันยังต้องแคร์อะไร
“น้องชาย คุณพูดแบบนี้…ไม่ค่อยน่าฟังเท่าไรนะ
แต่…ถือว่าพูดความจริง”
เมื่อพูดจบ เหลียงเจี้ยนจึงเงยหน้ามองเสี่ยเฉิงปา เอ่ยว่า “เสี่ยปา เรื่องในวันนี้ผมไม่รู้ว่าต้องอยู่ข้างไหน แต่คุณต่อยน้องชายของผม ยังไงก็ต้องพูดให้เคลียร์หรือเปล่า”
“ฮ่าๆๆๆ พูดให้เคลียร์เหรอ แกเป็นคนตลกจริงๆ น้องชายเชี่ยๆ ของแกสมควรได้รับการสั่งสอน แกเป็นพี่ชายไม่เคยสั่งสอน เสี่ยก็ต้องช่วยอบรมสั่งสอนแทน!”
เสี่ยเฉิงปาพูดพลางถลึงตาใส่เหลียงเจี้ยนทันที แววตาเผยให้เห็นถึงการยั่วยุและข่มขู่
ต้องยอมรับว่า เสี่ยเฉิงปาเป็นลูกพี่มานานหลายปี เขามีมาดที่น่ายำเกรงเป็นอย่างมาก
“น้องชายของผมผมเป็นคนสั่งสอนเอง ไม่รบกวนเสี่ยปาลงมือครับ แต่ตามที่คุณพูด…คนของคุณผมก็สั่งสอนได้ใช่ไหมครับ”
เสี่ยเฉิงปาทำเสียงฮึดฮัดเย็นชา “ถ้างั้นจะลองดูไหม”
“ฮ่าๆๆ เสี่ยปาใจป้ำจริงๆ บทสนทนาของผมกับคุณเมื่อกี้ จู่ๆ น้องชายคนนี้ก็พูดแทรกเข้ามา ถือว่าทำลายกฎไม่มากก็น้อย ผมคิดว่า…ควรได้รับการสั่งสอน!”
พอได้ยินประโยคนี้ เฉิงปาก็อยากเห็นเรื่องสนุก แกอยากจะสั่งสอนเขาเหรอ ขนาดฉันยังไม่กล้าเลย…
ไอ้หนุ่มแกลองไปถามสิ หวงฟาแห่งตู้เหมินกล้าสั่งสอนนายท่านรองหรือไม่
เสี่ยเฉิงปากำลังจะเอ่ยปาก จู่ๆ ซ่งจื่อเซวียนก็ยกมือขึ้นมา
“เสี่ยปาไม่ต้องรีบครับ ผมรู้สึกว่าเหลียงเจี้ยนคนนี้พูดถูก”
ขณะพูด ซ่งจื่อเซวียนก็จุดบุหรี่หนึ่งมวน นั่งไขว่ห้างพลางสูบบุหรี่
“มา มาสั่งสอนฉัน เข้ามาเลย”
เมื่อได้ยินดังนั้น เหลียงเจี้ยนพลันตกตะลึง
เขามองจำนวนคนของอีกฝ่ายอีกครั้ง
ถึงแม้เหลียงเจี้ยนจะไม่เคยเรียนหนังสือ แต่ก็เคยดูละครโทรทัศน์ ฉากแบบนี้ สิ่งแรกที่เขาคิดคือกลอุบายเมืองร้างหลอกให้ตายใจ
ไอ้เชี่ย คิดจะเล่นอุบายเมืองร้างกับฉันเรอะ
ดูผิวเผินเหมือนจะไม่กลัวอะไร แต่ในใจคงตกใจจนตัวสั่นแล้วใช่ไหม
คิดได้ดังนี้ เหลียงเจี้ยนจึงยิ้มเล็กน้อย
“ได้เลย น้องชาย ฉันเห็นว่านายก็เป็นคนพูดง่ายดี ลงมือกับเสี่ยปา ฉันอาจจะด้อยกว่าเล็กน้อย ถ้างั้นฉัน…ขอจัดการงานนายก่อนแล้วกัน”
เสี่ยเฉิงปาพูดตวาด “ไอ้ชาติหมา หยุดพูดไร้สาระได้แล้วโว้ย อยากจะเข้ามาก็เข้ามาเลย พูดอะไรเรื่อยเปื่อย!”
“หึ เฉิงปา คุณคิดว่าคุณเป็นใคร ถ้าอยู่ในตู้เหมิน ผมไม่กล้าทำอะไรคุณแน่นอน แต่อยู่ที่นี่ คุณก็คือหนอนแมลงตัวหนึ่ง!”
เหลียงเจี้ยนชี้หน้าด่าเฉิงปา “หยุดพูดจาโอ้อวดต่อหน้าฉันได้แล้ว วันนี้ถ้าจัดการนายให้นอนโรงพยาบาลไม่ได้ ฉันคงใช้ชีวิตต่อไปไม่ได้แล้ว”
เฉิงปาโกรธแล้ว เขาเริ่มเสียใจที่ไม่ได้พาคนมาสองคันรถ ไม่อย่างนั้นไอ้นี่จะกล้าทำตัวอวดดีต่อหน้าตนไหม
แต่ในเวลานี้ ซ่งจื่อเซวียนกลับยังคงนิ่งเฉย
เขายิ้มบางๆ “สู้กันตัวต่อตัวหรือว่าเข้ามาพร้อมกันทีเดียวล่ะ”
เห็นปฏิกิริยาของซ่งจื่อเซวียน เหลียงเจี้ยนก็ยิ้มตอบเช่นกัน “ไอ้หนุ่ม ฉันนับถือสภาพจิตใจของนายจริงๆ
ได้เลย สู้ตัวต่อตัวหรือว่าเข้ามาพร้อมกันแล้วแต่นาย จะจัดการพร้อมกันทีเดียว หรือจะเวียนมาสู้ตัวต่อตัวล่ะ”
ความหมายในประโยคนี้ของเหลียงเจี้ยนชัดเจนมาก ไม่ว่าจะสู้ตัวต่อตัวหรือว่าเข้ามาพร้อมกัน ไม่ว่าแบบไหนฝั่งของเขามีคนเยอะกว่า เขาจึงไม่สนใจ
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าเบาๆ จากนั้นก็หันไปมองฟางรุ่ย
“รุ่ยจื่อ แบบไหนสบายกว่า”
ฟางรุ่ยทำสีหน้ามั่นใจ “นายท่านรอง สู้ตัวต่อตัวเสียเวลาเกินไป เข้ามาพร้อมกันทีเดียวเถอะ ผมจะรับมือคนเดียว”
ได้ยินประโยคนี้ พวกเหลียงเจี้ยนต่างงุนงง หนึ่งคนสู้กับหนึ่งแก๊งงั้นเหรอ
อีกฝ่ายคนเยอะขนาดนั้น มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นนักเลงเตะต่อยเก่ง ครั้งนี้หมู่บ้านเสี่ยวเหอคงซวยแล้วจริงๆ
ใช่ว่าเขาจะไม่เชื่อเสี่ยเฉิงปากับซ่งจื่อเซวียน แต่สุดท้ายแล้วจำนวนคนเยอะกว่าอยู่เห็นๆ
ด้วยความคิดของคนทั่วไป ย่อมไม่เชื่อว่าจะเกิดปาฏิหาริย์ ต่อให้เป็นดาราที่เล่นหนังแอ็กชั่นมาก็ไม่มีประโยชน์
ที่นี่ไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องท่วงท่าสวยงาม แต่ถือกระบองฟาดและใช้มีดฟันต่างหาก
“นายท่านรอง เอาอย่างนี้ดีไหม…”
จูโหย่วซานยังพูดไม่จบ ซ่งจื่อเซวียนก็ยกมือห้ามปรามเขา
“อย่าสิ รุ่ยจื่อ แบบนั้นก็ไม่สนุก พาพวกเขาไปด้วย เข้าไปเล่นด้วยกัน”
เหลยจื่อเป็นคนพูด
ลูกน้องของเฉิงปา ไม่ว่าจะเป็นเหลยจื่อหรือจางเปียวต่างรู้ทักษะฝีมือของฟางรุ่ย
ถึงแม้จะไม่กล้าเชื่อว่าอีกฝ่ายสามารถต่อสู้แบบหนึ่งคนต่อยี่สิบคนได้ก็ตาม ทว่าการต่อสู้แบบหนึ่งคนกับหลายคนนั้นไม่มีปัญหาแน่นอน
เวลานี้เพิ่มพวกเหลยจื่อที่ต่อสู้ด้วยชีวิตเข้าไปอีก ใช่ว่าจะไม่มีโอกาส
ได้ยินประโยคนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็รู้สึกชื่นชมเป็นอย่างมาก แสดงว่าคนของเสี่ยปามีคุณธรรมจริงๆ
จะว่าไปแล้ว ความจริงตอนนี้พวกเหลยจื่อก็รับเงินทำงานให้ซ่งจื่อเซวียน
ซ่งจื่อเซวียนจึงเอ่ยว่า “ฉันน่ะชอบแก้ปัญหาด้วยกำลังอยู่แล้ว เข้าไปพร้อมกันเถอะ!”
พอพูดจบ ซ่งจื่อเซวียนก็ยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาดื่มหนึ่งอึก วินาทีต่อมาคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามทุกคนก็บุกเข้ามาพร้อมกัน
………………………………………..
……….