เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 435 ต้องจัดการให้ลุกไม่ได้อีก
ตอนที่ 435 ต้องจัดการให้ลุกไม่ได้อีก
……….
เมื่อเห็นคนของเหลียงเจี้ยนพุ่งเข้ามากะทันหัน ไม่ว่าจะเป็นคนของหมู่บ้านเสี่ยวเหอหรือหมู่บ้านเหลียงเจีย ก็แทบจะกระจายตัวออกไปในเวลาเดียวกัน
เพราะพวกเขาต่างเป็นชาวไร่ เมื่อเห็นการต่อสู้กันของวงการนักเลงใต้ดินแล้ว ใครบ้างที่จะไม่วิ่งหนี
แม้แต่จูโหย่วซานก็ยังรีบเข้าไปหลบมุมอยู่ในเตนท์ทันที เพราะกลัวว่าตัวเองจะบาดเจ็บ
ส่วนผู้ใหญ่บ้านเหลียงปิน ไม่คิดจะบุกเข้าไปเลยด้วยซ้ำ แต่กลับยืนมองอยู่กับที่
แต่เวลานี้รอยยิ้มอยู่เต็มใบหน้าของเขา พลางคิดในใจว่าคราวนี้ถือว่าได้กู้หน้าของหมู่บ้านเหลียงเจียกลับมาแล้ว อัดพวกนายให้ตายไปเลย!
ภายในเตนท์ ซ่งจื่อเซวียนยังคงนั่งนิ่งอยู่กับที่ สีหน้านิ่งเหมือนบ่อน้ำที่ไร้คลื่น แฝงไปด้วยความเย็นชาเล็กน้อย
ส่วนเสี่ยเฉิงปา เหลยจื่อกับคนอื่นๆ กลับพุ่งเข้าไปในทันที
เมื่อเทียบกันแล้ว ฟางรุ่ยนั้นไวมากจนต้องอึ้งอ้าปากค้าง
ช่วงนี้เป็นเพราะเขาเตะต่อยน้อยเกินไป กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นควรจะยืดแล้ว แต่ตอนนี้เขาใช้ทั้งหมัดและเท้า พุ่งเข้าไปในฝูงชนโดยไม่หลบหลีกด้วยซ้ำ
การทะเลาะกันก็เป็นแบบนี้ ทิ้งเรื่องทักษะออกไปก่อน แต่มาดอันทรงพลังคือปัจจัยการตัดสินใจอย่างหนึ่ง
เมื่อเห็นฟางรุ่ยเผชิญหน้ากับคนยี่สิบคนและยังพุ่งเข้าไปไม่หยุดราวกับไม่กลัวตาย
ลูกน้องของเหลียงเจี้ยนกับคนที่เคอซานส่งมา ต่างงุนงงทันที
และด้วยทักษะฝีมือของฟางรุ่ยก็ไม่ให้โอกาสพวกเขามีเวลามึนงง สี่คนโดนจัดการจนล้มลงในพริบตา
เหลยจื่อที่อยู่อีกด้านหนึ่งเห็นฉากนี้แล้ว อดไม่ได้ที่จะพูดด้วยความตกใจ “แม่ง รุ่ยจื่อ นายเป็นเทพสังหารเหรอ!”
ฟางรุ่ยพลันยิ้ม “ดูสิว่าพวกนายจะแย่งคนในมือของฉันได้กี่คน!”
“ฮ่าๆๆ ก็ลองดู!”
การชกต่อยที่ดูเสียเปรียบกลายเป็นเรื่องตลกขบขันทันที ศักยภาพของฟางรุ่ยทำให้คนของเสี่ยเฉิงปาเชื่ออย่างสนิทใจ
เดิมทีคิดว่าเป็นการต่อสู้ครั้งใหญ่ แต่ด้วยพละกำลังที่แข็งแกร่งของฟางรุ่ย กลับแปรเปลี่ยนสถานการณ์ในชั่วพริบตา
เห็นคนเกือบสิบคนล้มลงกับพื้นในทันที จำนวนคนของทั้งสองฝั่งเข้าใกล้กันอย่างรวดเร็ว เหลียงเจี้ยนมึนงงในทันใด
เรื่องไร้สาระอะไรวะ
นี่ยังเป็นการต่อยตีอยู่เหรอ ดูเหมือนมาเป็นเป้าให้เขามากกว่า…
คิดถึงตรงนี้ เขาจึงเริ่มถอยหลังไปช้าๆ
ซ่งจื่อเซวียนสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของเหลียงเจี้ยนแล้ว เพียงแต่เขาไม่ได้ตอบสนองอะไร และได้แต่ยิ้มเล็กน้อย
ผ่านไปประมาณสองนาที
คนของเหลียงเจี้ยนทั้งหมดล้มหงายลงไปกับพื้น บางคนล้มกลิ้งด้วยความเจ็บปวดทรมาน พร้อมกับส่งเสียงโอดครวญออกมา
บางคนถึงขั้นสลบไป ไม่ขยับตัวเลย
ฟางรุ่ยยักไหล่ยิ้มบางๆ “นายท่านรอง ไม่ได้รอนานใช่ไหมครับ”
“เหอะๆ รุ่ยจื่อ เยี่ยมมาก ตอนกลับบ้านฉันจะให้แม่ทำข้าวผัดไข่ให้นายกินนะ”
ฟางรุ่ยทำสีหน้าตื่นเต้น “จริงเหรอครับ ผมกินคนเดียวหนึ่งจานเลยใช่ไหมครับ”
“กี่จานก็ได้ ไม่ได้เรื่องเลย ก็แค่ไข่ไก่นี่นา”
“คุณแม่ทำอร่อยมากจริงๆ ครับ”
เสี่ยเฉิงปาที่อยู่อีกด้านหนึ่งมองฟางรุ่ยด้วยสีหน้าที่ตกใจ “รุ่ยจื่อ เมื่อก่อนไม่รู้จริงๆ ว่าแกจะมีฝีมือที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ เก่งเกินไปแล้ว”
ซ่งจื่อเซวียนลุกขึ้นแล้วยิ้มให้ “เสี่ยปา นั่นเป็นเพราะพวกเราไม่เคยเป็นคู่ต่อสู้กันมาก่อนไงครับ”
ได้ยินประโยคนี้ เสี่ยเฉิงปาก็รู้สึกเหงื่อเย็นชุ่มทั้งแผ่นหลังของตัวเอง หน้าร้อนแบบนี้จู่ๆกลับรู้สึกหนาวขึ้นมา
ซ่งจื่อเซวียนเหมือนจะพูดล้อเล่น แต่ก็ดูเหมือนเป็นคำเตือนเช่นกัน
หากไม่ได้เป็นเพื่อนของเขา แต่เป็นศัตรู…น่ากลัวเกินไปแล้ว
ซ่งจื่อเซวียนมีมันสมอง บวกกับมีฟางรุ่ยอยู่ข้างกาย แล้วก็เหลียงฮั่นอีกคนหนึ่ง คู่ต่อสู้เช่นนี้จะไปแตะต้องได้อย่างไร
เวลานี้ เหลยจื่อตะโกนขึ้นมาว่า “เสี่ย คือว่า…เหมือนเหลียงเจี้ยนจะหนีไปแล้ว”
ขณะพูด เขาก็เดินไปหาเหลียงปิน
“ผู้ใหญ่บ้านเหลียง ผมคิดว่าเราควรจะเจรจาเรื่องที่ดินผืนนั้นกันใหม่ คุณคิดว่ายังไงครับ”
เมื่อได้ยินดังนั้น เหลียงปินสีหน้าเปลี่ยนไปทันที เขามองไปทางซ่งจื่อเซวียน แล้วเหลือบตามองจูโหย่วซานอีกครั้งโดยไม่รู้ว่าควรพูดอะไร
เสี่ยเฉิงปาเดินเข้าไปใกล้ “แม่งเอ๊ย เมื่อกี้แกคิดว่าเหลียงเจี้ยนมาแล้วจะทำตัวกร่างได้ใช่ไหม ตอนนี้แหกตาสุนัขของแกดู ฉันคิดว่าแกคงไม่อยากเป็นผู้ใหญ่บ้านแล้วหรอก!”
เสี่ยเฉิงปาพูดพลางง้างมือขึ้นมา
เหลียงปินตกใจรีบถอยหลังไปสองก้าว โน้มตัวเพื่อป้องกันตัว
ซ่งจื่อเซวียนเอ่ยว่า “พอแล้วครับเสี่ยปา คุยเรื่องงานดีกว่า ที่ดินผืนนั้นผมไม่อยากให้มีปัญหาอีก”
จูโหย่วซานได้ยินแล้วจึงเดินขึ้นมา ตอนนี้เขามีความมั่นใจเป็นอย่างยิ่ง
ตอนนี้เขาจึงรู้ว่านายท่านรองไม่ได้เป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภเท่านั้น แต่ยังมีลูกน้องที่ชกต่อยเก่งอยู่ข้างกายอีก
หากเป็นแบบนี้ ครั้งนี้หมู่บ้านเสี่ยวเหอคงลุกขึ้นสู้ได้แล้วจริงๆ
“นายท่านรอง ต้องบอกว่าไม่มีอะไรให้เจรจากันแล้ว ระหว่างหมู่บ้านล้วนมีเส้นแบ่งเขตแดน เรื่องภายในเขตแดนพวกเขาเข้ามายุ่งไม่ได้เลยด้วยซ้ำ”
จูโหย่วซานพูด
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า มองไปทางเหลียงปิน “ผู้ใหญ่บ้านเหลียง คุณคิดว่ายังไง คุณคิดว่าที่ดินนอกหมู่บ้านก็เป็นของพวกคุณเหรอ”
เหลียงปินทำใบหน้าเก้อเขิน “ผม…ผมไม่ได้คิดครับ”
“ถ้างั้นคนของหมู่บ้านพวกคุณรื้อหลักเขตที่ดินของผมจะจัดการยังไงครับ”
“เอ่อ…”
“เอาอย่างนี้แล้วกันผู้ใหญ่บ้านเหลียง ผมเชื่อว่าหลายคนในหมู่บ้านไม่เข้าใจกฎหมาย เลยไปว่าพวกเขาไม่ได้ แต่คุณในฐานะผู้ใหญ่บ้านน่าจะเข้าใจใช่ไหมครับ”
ซ่งจื่อเซวียนทิ้งจังหวะครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “เพราะงั้น…หมู่บ้านทั้งสองฝั่งเซ็นสัญญาร่วมกันดีไหมครับ”
“ดีเลย ตอนนั้นสองหมู่บ้านตกลงกันเรียบร้อยแล้ว แต่ขาดแค่สัญญา”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า “ใช่ครับ เซ็นสัญญาเถอะ ต่างฝ่ายต่างไม่รุกล้ำกัน ถ้าฝ่าฝืนกฎก็ฟ้องดำเนินคดีทางกฎหมายได้ และจะได้รับเงินชดเชย”
เหลียงปินไม่รู้จะพูดอะไรไปชั่วขณะ เรื่องนี้เดิมทีหมู่บ้านเหลียงเจียเป็นฝ่ายผิด แต่พวกเขาทำตัวอันธพาลจนชิน จึงไม่คิดแบบนั้น
ในสายตาของเขา หมู่บ้านเสี่ยวเหอยากจนขนาดนั้น จึงไม่ควรแย่งชิงอะไร
“แต่ว่า…แต่ว่าหลายปีที่ผ่านมาก็เป็นแบบนี้มาตลอด หมู่บ้านเสี่ยวเหอเอาที่ดินไปมากมายก็ทำประโยชน์อะไรไม่ได้ สู้เอามาให้พวกเราทำธุรกิจจะดีกว่า”
ซ่งจื่อเซวียนหัวเราะ “เหอะๆ ก็ได้ครับ ถ้างั้นคุณจะให้หมู่บ้านเสี่ยวเหอเท่าไร”
“เอ่อ…ทำไมต้องให้เงินล่ะ นี่คือที่ดินของรัฐนะ”
“ไร้สาระ ผู้ใหญ่บ้านเหลียงคุณยังจะกล้าพูดอีก เอาที่ดินของรัฐมาทำให้หมู่บ้านของพวกคุณร่ำรวย แล้วหมู่บ้านเสี่ยวเหอก็สมควรได้รับความยากจนเหรอ ใครสั่งใครสอนให้พวกคุณมีความคิดที่หน้าด้านแบบนี้”
“ผม…”
เหลียงปินพูดอะไรไม่ออก แต่เหลียงหงอันที่อยู่ข้างๆ เอ่ยว่า “พวกนายทำแบบนี้ทำไม คนในหมู่บ้านไม่รู้จักสัญญาเสียหน่อย”
ซ่งจื่อเซวียนเหลือบตามองเขาหนึ่งที “ไม่รู้จักเหรอ นายคิดว่าคนที่ไม่รู้กฎหมายก็ไม่ต้องแบกรับหนี้ตามกฎหมายเหรอ
ครั้งหน้าถ้าเกิดความขัดแย้งอีกก็ให้แจ้งความไปเลย คนที่ควรโดนจับก็จับตัวไป ควรชดใช้เงินก็ต้องชดใช้!”
“แล้วถ้าไม่จ่ายล่ะ ไม่มีเงินจะให้จ่ายยังไง” เหลียงหงอันถาม
ซ่งจื่อเซวียนฟังออกว่าไอ้หมอนี่พูดด้วยความหน้าด้านไม่อยากรับผิดชอบ
“เหอะๆ ถึงตอนนั้นนายก็จะรู้ นายคิดว่าเข้าไปในนั้นแล้ว คนในบ้านจะส่งข้าวส่งน้ำให้นายได้จริงๆ ใช่ไหม นายคิดผิดแล้ว นายเจอคนในครอบครัวได้หนึ่งครั้งต่อเดือน ส่วนเวลาอื่นก็ต้องใช้แรงงานกับทำงานอย่างเดียว
ส่วนเรื่องชดใช้เงิน…หมู่บ้านของพวกนายต้องช่วยกันออกเงิน ถ้าไม่ช่วยกัน ธนาคารก็จะตัดเงินจากบัญชีหมู่บ้านของพวกนาย นายคิดว่าจะทำตัวอวดดีเหมือนเวลาอยู่ในหมู่บ้านได้งั้นเหรอ”
ฟางรุ่ยเอ่ยยิ้มๆ ว่า “ไอ้หมอนี่คิดว่าตัวเองอวดดีมากกว่าทหารในกองทัพใช่ไหมเนี่ย”
เหลียงหงอันหน้าแดง ไม่พูดอะไรอีก
“ให้ตายสิ มีแต่แกที่พูดมากใช่ไหม ฉันว่าแกยังโดนตบไม่พอหรอก!”
“ผู้ใหญ่บ้านจู วันพรุ่งนี้เซ็นสัญญากับพวกเขานะครับ จำเป็นต้องเซ็น มีปัญหาอะไรก็มาหาเสี่ยปา”
จูโหย่วซานพยักหน้าหงึกๆ “ได้ๆ นายท่านรอง ผมจะจัดการแน่นอนครับ”
จากนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็สั่งให้พวกเขาปล่อยคนของหมู่บ้านเหลียงเจียกลับไป ซึ่งรวมถึงเหลียงปินกับเหลียงหงอันด้วย
ในสองคนนี้ คนหนึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้าน อีกคนหนึ่งเป็นนักเลงของหมู่บ้าน ครั้งนี้ถือว่าพอแล้วกับหมู่บ้านเสี่ยวเหอ
คนหนึ่งโดนตบหน้าไม่รู้กี่ครั้ง
แต่นี่เป็นแค่ร่างกายเท่านั้น ด้านจิตใจถือว่าเสียหายหนักยิ่งกว่า
ครั้งนี้เหลียงเจี้ยนจัดการไม่สำเร็จ ทำให้พวกเขาสับสนสุดขีด ในอนาคตถ้าอยากจะรังแกหมู่บ้านเสี่ยวเหออีกคงจะต้องรู้จักประมาณตนจริงๆ
เมื่อสั่งงานที่หมู่บ้านเสี่ยวเหอเสร็จแล้ว ซ่งจื่อเซวียนก็กำชับจูโหย่วซานกับเจ้าซิงอีกครั้ง ก่อนจะกลับไปด้วยความสบายใจ
เพราะเขารู้อยู่แก่ใจดี เรื่องอื่นพูดง่าย แต่รักษาลานบ้านของเสี่ยเฉิงปาไว้ เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดของเขา
ส่วนเรื่องอื่น…ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโรงเรือนขนาดใหญ่หรือว่าหาชาวไร่มาเก็บผัก จริงๆ แล้วก็แค่ลดต้นทุนของร้านอาหารลงมานิดหน่อย อีกทั้งขณะเดียวกันก็ยังช่วยคนในหมู่บ้านได้ด้วย
ต้นทุนเหล่านั้นสำหรับเขาแล้ว หากจะพูดว่ามองข้ามไปเลยไม่ต้องเอามาคำนวณก็ได้ ก็ไม่ถือว่าพูดเกินไป
ระหว่างเดินทางกลับ เสี่ยเฉิงปาพูดว่า “นายท่านรอง พวกเราไปอาบน้ำผ่อนคลายกันดีไหม พักอยู่ในหมู่บ้านมาสองวัน รู้สึกสกปรกไปทั้งตัวแล้วเนี่ย”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มตอบ “เสี่ยปาไปเถอะครับ ผมอยากกลับไปพักผ่อนแล้ว อ้อใช่ ถ้าคุณสะดวก บอกให้จางเปียวช่วยสืบเรื่องเหลียงเจี้ยนหน่อยนะครับ”
“หืม นายท่านรอง หมายความว่ายังไง ไอ้หมอนั่นหนีไปแล้วนะ”
“เหอะๆ เสี่ยปา คนแบบนี้…อย่าดูถูกเกินไปเลย อีกอย่างเขาก็ทำบริษัทขนส่ง จะไปหาลูกน้องเยอะแยะมาได้จากไหน”
ได้ยินประโยคนี้ เสี่ยเฉิงปาก็อึ้งไปเล็กน้อย
“เอ่อ…นายท่านรอง ฉันคิดไม่ถึงจริงๆ แต่แกพูดถูก ลูกน้องของเขามีแค่คนขับรถกับพนักงานสองสามคน พวกนั้นน่ะไม่มีปัญหาอะไร แต่ลูกน้องคนอื่น…ดูเหมือนจะไม่ใช่”
“วางใจได้ นายท่านรอง ฉันจัดการเรื่องนี้เอง แกรอโทรศัพท์ก็พอ”
ซ่งจื่อเซวียพอใจกับคำตอบนี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะเขาไม่คิดที่จะคอยจับตามองเองอยู่แล้ว
วันพรุ่งนี้เขาต้องกลับไปที่วิทยาลัย มิฉะนั้นหากเกิดเรื่องอะไรที่ฝั่งนั้นก็จะยุ่งยากเหมือนกัน
“อืม คนแบบนี้…ต้องจัดการให้ลุกไม่ได้อีก ครั้งเดียวก็พอ!”
“เข้าใจแล้ว”
เสี่ยเฉิงปามองซ่งจื่อเซวียนที่อยู่ข้างๆ ทันใดนั้นก็รู้สึกถึงความไม่คุ้นเคย
จู่ๆ เขาก็นึกถึงภาพที่เพิ่งเจอซ่งจื่อเซวียนครั้งแรกเมื่อนานมาแล้ว
ซ่งจื่อเซวียนในตอนนั้น…ยังเด็กและไม่รู้ประสีประสา
แต่ตอนนี้ เขาเต็มเปี่ยมไปด้วยมาดอันทรงพลัง ขนาดเฉิงปาเองก็เกรงว่ายังเทียบไม่ติดแม้แต่ส่วนหนึ่งในสิบ
เขาโตแล้ว เป็นผู้ใหญ่แล้ว ถึงแม้จะไม่รู้ว่าเขาเจออะไรมาบ้าง แต่ซ่งจื่อเซวียนในตอนนี้เหมือนกับต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง
ไม่เพียงแต่เฉิงปาเท่านั้น แม้แต่หวงฟาก็ยังพึ่งความร่มเย็นอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นนี้
เสี่ยเฉิงปาถึงขั้นนึกไม่ออก ว่าท้องฟ้าของตู้เหมิน…เปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่เมื่อไร
ซ่งจื่อเซวียนในตอนนี้กลายเป็นผู้ควบคุมถิ่นในตู้เหมินแห่งนี้แล้ว
มองดูเวลา ซ่งจื่อเซวียนกับเสี่ยเฉิงปาก็แยกกันที่ตัวเมือง
เสี่ยเฉิงปาย่อมไปโรงอาบน้ำเพื่อพักผ่อนหย่อนใจอยู่แล้ว แต่ซ่งจื่อเซวียนกลับสั่งให้ฟางรุ่ยขับรถไปยังร้านสวนสวินเฟิงทันที
ภายในร้านสวนสวินเฟิงในตอนนี้ ยังคงคึกคักเหมือนเดิม
ตามสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวมากขึ้น กิจการของร้านสวนสวินเฟิงก็คึกคักกว่าเมื่อก่อนเช่นกัน
พนักงานทำงานแต่เช้า เลิกงานเย็นกว่าเดิม แต่ถังหย่าฉียังก็ยังให้เงินรางวัลกับพวกเขาทุกคน ดังนั้นบริกรและคนในครัวด้านหลังจึงล้วนดีใจไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย
“นายท่านรอง ทำไมคุณกลับมาแล้วล่ะ”
เหลียงฮั่นถามด้วยสีหน้าตื่นเต้นดีใจ
ซ่งจื่อเซวียนเอานิ้วชี้วางไปที่ปากไม่พูดอะไร แล้วเดินขึ้นไปชั้นสองทันที
……………………………………
……….