เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 436 ออกมาคุกเข่าตรงนี้!
ตอนที่ 436 ออกมาคุกเข่าตรงนี้!
……….
ถังหย่าฉีนั่งเหม่อลอยอยู่ที่โต๊ะในห้องทำงาน
เธอทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง พลางหมุนปากกาในมือ
ประตูเปิดอ้าเอาไว้ เมื่อซ่งจื่อเซวียนเห็นถังหย่าฉี ก็อยากวิ่งเข้าไปกอดเธอเดี๋ยวนี้
แต่เขาไม่ได้ทำเช่นนั้น แค่เดินเข้าไปช้าๆ ค่อยๆ ย่องเบาๆ ไม่ให้มีเสียงออกมา
ไปหยุดอยู่ด้านหลังถังหย่าฉี ซึ่งหญิงสาวไม่ได้รู้สักตัวเลยสักนิด
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มอย่างอดไม่ได้ แล้วกระโดดไปอยู่ข้างหน้าถังหย่าฉี
ทีแรกเขาคิดจะหยอกล้อเธอ แกล้งให้เธอตกใจเล่นสักหน่อย แต่ใครจะรู้ว่าถังหย่าฉีกลับไม่ตอบสนองใดๆ
แค่เห็นซ่งจื่อเซวียน น้ำตาก็ไหลลงมาเป็นสาย
ภาพตรงหน้าทำให้ซ่งจื่อเซวียนตกใจ เขารีบเช็ดน้ำตาบนแก้มของเธอ
“เป็นอะไรไปหย่าฉี ร้องไห้ทำไม”
ถังหย่าฉีไม่พูดไม่จา แต่โผเข้ากอดซ่งจื่อเซวียน
ซ่งจื่อเซวียนมองออกว่าถังหย่าฉีไม่ได้ร้องไห้เพราะเจอเขา น้ำตานั้น…เห็นได้ชัดว่าเธอร้องไห้มาสักพักแล้ว
เขาไม่ถามซักไซ้อะไรอีก ปล่อยให้ถังหย่าฉีร้องไห้อีกสักพัก
ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ แต่ถึงขั้นเสียน้ำตา…แสดงว่าไม่ใช่เรื่องเล็กๆ
ในขณะนี้เอง อาจเป็นเพราะถังหย่าฉีอยู่ในอ้อมกอดของซ่งจื่อเซวียน ทำให้เธอเปลี่ยนจากการร้องไห้เงียบๆ ด้วยความน้อยใจ กลายเป็นการปล่อยโฮเสียงดัง
ซ่งจื่อเซวียนไม่พูดอะไร และเริ่มลูบศีรษะของเธอ ปล่อยให้เธอร้องไห้ต่ออีกสักพัก
สำหรับผู้หญิง ดูเหมือนว่าการร้องไห้จะเป็นการระบายที่ดีที่สุด
หลังจากที่ร้องไห้ประมาณสองนาที อารมณ์ของถังหย่าฉีก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลงเล็กน้อย
เมื่อครู่ซ่งจื่อเซวียนกำลังสับสน แต่ตอนนี้เขาใจเย็นลงแล้ว ไม่ว่าเพราะอะไรก็ตาม เขาต้องปลอบใจเธอก่อน
“เป็นอะไรไป”
ถังหย่าฉีส่ายหน้า “เปล่า ไม่มีอะไร ฉันแค่คิดถึงนาย”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มบางๆ จ้องมองถังหย่าฉีด้วยสายตาอ่อนโยน เขารู้ดีว่าถังหย่าฉีไม่ได้พูดความจริง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ซ่งจื่อเซวียนไม่อยู่ คราวก่อนถังหย่าฉียังไม่อาการหนักถึงขั้นนี้
แถมคราวนี้เขาไปแค่วันเดียวเท่านั้นเอง
“คิดถึงฉันเหรอ เหอะๆ ฉันอยู่นี่แล้วนะ”
ถังหย่าฉีพยักหน้า ก่อนจะกอดซ่งจื่อเซวียนอีกครั้ง ไม่ยอมปล่อยมือราวกับเป็นความหวังเดียวท่ามกลางความสิ้นหวัง
“ทำไมถึงกลับมาล่ะ”
“คิดถึงเธอน่ะสิ อยู่ครึ่งคืนก็จะกลับแล้ว พรุ่งนี้มีสอนที่วิทยาลัยน่ะ”
ถังหย่าฉีพยักหน้าหนักๆ ทำให้ซ่งจื่อเซวียนกอดเธอแน่นขึ้นอีกนิด
ซ่งจื่อเซวียนขมวดคิ้วน้อยๆ แอบถอนหายใจโดยไม่รู้ตัว
“เด็กน้อย ข้อตกลงก่อนที่เราจะคบกัน…คือความซื่อสัตย์นะ”
ถังหย่าฉีฉลาดเป็นกรด ย่อมรู้ดีว่าซ่งจื่อเซวียนมองความคิดของเธอออก
เธอเม้มปากเล็กน้อย ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมา
“คือว่า…หยางจวินมาหาฉันที่มหา’ลัยอีกแล้ว”
“หืม?” ได้ยินดังนั้น ความรู้สึกระแวดระวังของซ่งจื่อเซวียนพลันเกิดขึ้นในใจ
แม้ว่าทั้งสองคนไม่มีความจำเป็นต้องแข่งขันกัน แต่เขายังถือเป็นศัตรูหัวใจอยู่ดี
แถมไอ้หมอนั่นยังทำตัวหยิ่งยโส เห็นแล้วรำคาญลูกตาแทบบ้า
“เขารังแกเธองั้นเหรอ”
ถังหย่าฉีส่ายหัว
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมา “เด็กโง่ ถึงฉันเป็นแมงดาก็ไม่สำคัญสักหน่อย เขาไม่ได้ว่าเธอ เธอจะโกรธทำไม”
“ว่านายก็ไม่ได้ ฉันไม่อยากได้ยิน!”
ซ่งจื่อเซวียนรู้สึกอบอุ่นใจ ถึงแม้ว่าภายนอกเธอจะดูเหมือนเจ้าหญิง แต่ที่จริงแล้วมีนิสัยแข็งกร้าวมาก
เดี๋ยวนี้เวลาอยู่กับซ่งจื่อเซวียน เธอก็รู้สึกอยากปกป้องเขาโดยสัญชาตญาณ
“แถมเขายังทำตัวโคตรน่ารำคาญ ตอนเช้าก็มารอฉันที่หน้ามหา’ลัย พอฉันไม่สนใจเขา เขาก็มาตอนเลิกเรียนอีก นายว่าทำไมโลกนี้ต้องมีคนหน้าด้านแบบนี้อยู่ด้วยล่ะ”
“ฮ่าๆ โลกนี้มีคนทุกประเภทนี่ แค่นี้ถึงกับต้องร้องไห้เลยเหรอ”
“ฉันก็แค่…ก็แค่คิดถึงนาย ถ้านายอยู่ล่ะก็…”
เธอหน้าแดงแจ๋ขณะที่พูด แล้วก้มหน้างุด
ซ่งจื่อเซวียนกระชับตัวเธอในอ้อมกอด
“เด็กดี เลิกคิดถึงเรื่องพวกนี้เถอะนะ ถ้าเขาโผล่มาอีกก็ไม่ต้องไปสนใจ จะได้ไม่ต้องเก็บมากวนใจอีก เข้าใจไหม”
ถังหย่าฉีพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของซ่งจื่อเซวียนเหมือนกับลูกแมวน้อยไม่มีผิด
ราวกับมีแค่ที่นี่เท่านั้นที่ทำให้เธอรู้สึกสงบได้
ตอนที่ทั้งสองคนยังไม่คบกันก็ปกติดี แต่พอคบกันแล้ว ในสายตาของถังหย่าฉี ซ่งจื่อเซวียนเป็นคนที่อบอุ่นที่สุดในโลกแล้ว
หลังจากสวมกอดเพียงหนึ่งครั้ง เธอก็ผูกพันกับอ้อมกอดนี้จนไม่อาจถอนตัว
ส่วนซ่งจื่อเซวียน ภายนอกเขาทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะไม่อยากเอาความรู้สึกใดๆ ไปยัดเยียดให้กับถังหย่าฉี
แต่ในใจเขาออกจะรำคาญ เพราะเหตุการณ์หน้าโรงอาหารครั้งก่อน เขาคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะรู้ตัวว่าควรหยุดได้แล้ว
แต่ไม่คิดว่าไอ้เวรนั่นจะไม่ยอมเลิกรา ดูท่าจะเป็นพวกหน้าหนาจริงๆ
คืนนั้น ซ่งจื่อเซวียนส่งถังหย่าฉีกลับบ้าน อีกทั้งยังอยู่เป็นเพื่อนเธอในวิลล่าอยู่นานกว่าจะกลับ
จากนั้นซ่งจื่อเซวียนก็โทรศัพท์หาเหลียงฮั่น
“ครับนายท่านรอง”
“นายท่านรองไม่ต้องเกรงใจผมหรอกครับ มีงานอะไรสั่งมาได้เลยครับ”
เหลียงฮั่นเป็นชาวยุทธภพขนานแท้ พูดจาตรงไปตรงมา และยังจงรักภักดี ซึ่งเป็นส่วนที่ซ่งจื่อเซวียนชื่นชมอย่างยิ่ง
“ดี ฉันจะบอกเลยก็แล้วกัน ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป นายต้องตื่นแต่เช้าทุกวันไปรอถังหย่าฉีที่หน้าทางเข้ามหา’ลัยหนานกวน”
“หืม? นายท่านรองครับ ผม…ให้รอนายหญิงรองเหรอ”
พรืด…
ซ่งจื่อเซวียนมึนตึ้บ ทำไมคนพวกนี้ชอบเรียกอะไรแปลกๆ…
ซางเทียนซั่วเป็นหมายเลขหนึ่ง เหลียงฮั่นนี่ก็หมายเลขสอง แล้วยังมีนายหญิงรองอีกเหรอ?
ถ้าถังหย่าฉีได้ยินเข้าคงไม่ชอบใจแน่
“อะแฮ่ม…อย่าเรียกอย่างนั้นเวลาเจอเธอล่ะ”
“ช่วงนี้ตอนเช้านายไปรอที่หน้ามหา’ลัย ตอนเลิกเรียนด้วย”
เหลียงฮั่นพูด “เข้าใจแล้วครับนายท่านรอง ให้ผมไปรับไปส่งเธอใช่ไหมครับ”
“ไม่ต้อง เรื่องนั้นไต้ทงทำเองได้ ถ้าเจอใครเข้ามาเกาะแกะหย่าฉี นายรู้ใช่ไหมว่าต้องทำยังไงน่ะเหลียงฮั่น”
เหลียงฮั่นเข้าใจทันที นี่แหละงานของเขา
“หึๆ นายท่านรองไม่ต้องกังวลครับ ผมสัญญาว่าจะจัดการให้เรียบร้อย”
“อืม ระวังอย่าหนักมือมากก็แล้วกัน”
พอวางสาย ซ่งจื่อเซวียนค่อยสบายใจขึ้น
อย่างไรเรื่องนี้ก็ไม่ควรเป็นหน้าที่ของไต้ทง เขาแค่รับผิดชอบดูแลความปลอดภัยของถังหย่าฉีก็พอ
หยางจวินมาตอแยถังหย่าฉี…เป็นเรื่องของซ่งจื่อเซวียนต่างหาก
…
ชานเมืองทางตอนเหนือ
ถนนซินเฟิง
เนื่องจากบริเวณนี้เป็นพื้นที่ใกล้กับทางหลวง นอกจากร้านอาหารสองข้างทาง ก็ไม่มีที่อื่นอีกแล้ว
ตอนกลางคืนไม่มีแม้แต่ไฟส่องถนน มีแต่แสงสว่างจะไฟหน้ารถที่สวนทางกันไปมาเท่านั้น
แต่เนื่องจากที่นี่เป็นพื้นที่เปิดโล่ง จึงเป็นที่ที่เหล่าบริษัทขนส่งใช้เป็นจุดจอดรถของพวกเขา
ที่รั้วริมถนนด้านหนึ่งมีรถบรรทุก รถยกและรถเครนจอดกันเรียงราย
เจ้าของบริษัทขนส่งที่มีรถสองสามคันขึ้นไป มักจะรับงานขนส่งวัสดุก่อสร้างไปต่างพื้นที่เป็นประจำทุกปี
รายได้อย่างต่ำก็ราวๆ หนึ่งล้านแปดแสนหยวน
แต่คนพวกนี้มีลักษณะเด่นร่วมกันหนึ่งอย่าง นั่นคืออารมณ์ร้อน และทำตัวถ่อย
ดังนั้นจึงเกิดการต่อยตีเพื่อแย่งงานกันบนถนนซินเฟิงบ่อยๆ
เวลาห้าทุ่ม
ในลานจอดรถของขบวนรถเจี้ยนอัน เปิดไฟส่องสว่างเป็นวงกว้าง
แน่นอนว่าหลอดไฟพวกนี้บริษัทรถเป็นคนมาดึงสายไฟ ติดตั้งเอง
ในลาน มีสุนัขพันธุ์วูล์ฟด็อกถูกล่ามติดกับเสาเหล็ก ตอนนี้กำลังนอนหลับใหลอยู่
ในบ้านพักชั่วคราวฝั่งหนึ่ง มีหลายหลังที่เปิดไฟทิ้งไว้
ข้างในห้อง มีเหล่าคนงานกำลังนั่งกินดื่ม พูดคุยกันสนุกสนาน บางคนเล่นไพ่ บางคนก็ส่งเสียงเอะอะ
ในตอนนี้เอง ก็มีรถบิวอิคก์หนึ่งคัน กับรถตู้อู่หลิงสี่คันแล่นเข้ามาจอดหน้าทางเข้าลานจอดรถ
ประตูรถบิวอิคก์ถูกเปิดออก เสี่ยเฉิงปาลงจากรถ พร้อมกับมองประตูเหล็กบานใหญ่ของลานจอดรถ
เขาลูบหัวล้านของตนแล้วเอ่ยว่า “ให้ตายสิวะ บ้านหลังนี้ไม่ใช่หลังเล็กๆ ดันเอาไปทำเป็นบริษัทขนส่งเสียดายจริงๆ น่าจะยกให้นายท่านรองเอาไปเพาะปลูกดีกว่า”
หลังจากประสบกับเหตุการณ์ที่หมู่บ้านเสี่ยวเหอ เสี่ยเฉิงปาก็ป่วยเป็นโรค เวลาเห็นที่ดินเปล่าที่ไหน ก็คิดแต่จะยกให้ซ่งจื่อเซวียนเอาไปปลูกผักซะหมด…
เหลยจื่อที่อยู่ข้างๆ เอ่ย “หึๆ เสี่ยครับ นายท่านรองคงไม่ต้องการที่ดินห่วยๆ ตรงนี้หรอกครับ ที่ผืนนี้ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น”
จางเปียวเดินเข้ามา “เสี่ยครับ ผมตรวจสอบแล้ว ขบวนรถของเหลียงเจี้ยนมีรถบรรทุกแปดคัน รถเครนสองคัน กับรถขุดหนึ่งคัน คนงานมีห้าคน กับคนขับรถอีกยี่สิบกว่าคน แต่ไม่ใช่ทั้งหมดที่อยู่ในขบวนรถครับ
มีคนเฝ้ายามทุกคืน และยังมีคนอีกประมาณสิบกว่าคนอาศัยอยู่ที่หอพักชั่วคราว เหลียงเจี้ยนก็อยู่ที่นี่ด้วยครับ”
เสี่ยเฉิงปาพยักหน้าช้าๆ “โอเค ตรวจสอบได้ละเอียดดีมาก พาทุกคนมากันหรือยัง”
“ไม่ต้องห่วงครับเสี่ย ทุกคนกำลังควานหาตัวมันอยู่ พวกเหลยจื่อก็พาลูกน้องไปด้วยแล้วครับ”
จางเปียวพูดแล้วทำสัญลักษณ์มือเป็นเลขแปด เพื่อบอกว่าพวกเขาพกปืนมาแล้ว
“อืม ต้องพกปืนไปด้วยล่ะ เผื่อไอ้พวกนั้นใช้รถขุดโจมตีเราจะทำยังไง”
โครม!
พวกเหลยจื่องัดประตูเหล็กออก
เสี่ยเฉิงปาถีบประตูเดินเข้าไปข้างใน
สุนัขวูล์ฟด็อกเป็นตัวแรกที่ตอบสนอง มันเห่าเสียงดังไม่หยุด
ทันใดนั้น ก็มีคนงานวัยประมาณสามสิบปีคนหนึ่งเดินออกมาจากห้องเล็กๆ ฝั่งหนึ่ง
เห็นได้ชัดว่าคนพวกนี้ผลัดกันเฝ้ายาม เสี่ยเฉิงปาลอบคิด เหลียงเจี้ยนไอ้สันดานหมาร้ายนักนะ แม้แต่เงินค่ายามเฝ้าประตูยังงก
ยิ่งไปกว่านั้นชายที่เป็นเจ้าของขบวนรถยังอาศัยอยู่ในขบวนรถด้วย คงจะประหยัดเงินอีกตามเคย ไอ้ขี้เหนียวเอ๊ย
“เอ๊ะ พวกแกเป็นใคร แก…”
พูดยังไม่ทันจบประโยค คนงานคนนั้นก็ต้องตาค้าง
ทีแรกที่เห็นเสี่ยเฉิงปา เขาจะเดินเข้าไปถามคำถามสักสองสามคำ แต่เมื่อเห็นคนกลุ่มหนึ่งด้านหลัง เขาก็เงียบไปทันที
ถึงอยากจะหนีก็หนีไม่ได้…
เสี่ยเฉิงปาหยุดฝีเท้า หันไปเหลือบมองคนงานคนนั้นแวบหนึ่ง
“เหลียงเจี้ยน…อยู่ข้างในนั้นใช่ไหม” เขาชี้ไปที่อาคารหุ้มเหล็ก
คนงานได้แต่เลิ่กลั่ก แล้วพยักหน้าทันทีโดยไม่ต้องคิด
เสี่ยเฉิงปาคร้านจะสนใจ เขากลับหลังหันแล้วเดินไปยังอาคารเล็กหลังนั้น
ตอนนี้มีคนงานหลายคนเดินออกมาจากอาคารเล็ก แน่นอนว่าพวกเขาได้ยินเสียงสุนัขเห่าเตือน
ในช่วงฤดูร้อน คนเหล่านี้ไม่สวมเสื้อ บางคนพกขวดเหล้า ไม้ตะบองเหล็กติดตัว เห็นได้ชัดว่าออกมาคุ้มกันอาคาร
แต่ปฏิกิริยาของพวกเขาไม่ต่างอะไรกับคนงานเมื่อครู่
เมื่อเห็นกลุ่มคนท่าทางเคร่งขรึมตรงหน้า ทั้งหมดก็หยุดฝีเท้า ไม่กล้าเดินเข้าไปใกล้
เมื่อครู่พวกเขาแต่ละคนต่างขมวดคิ้ว ถลึงตา แต่ตอนนี้กลับทำหน้าเจื่อนๆ ไม่รู้จะเดินไปใกล้หรือจะถอยดี…
เฉิงปาพ่นลมหายใจออกมาอย่างเย็นชา หยิบไม้เบสบอลจากมือของจางเปียว แล้วชี้ไปที่คนเหล่านั้น
“ไอ้หมาเย็* กล้าเลียนแบบพวกนักเลงงั้นเหรอ ไม่อยากอยู่กันแล้วใช่ไหม เหลียงเจี้ยนอยู่ไหน ไปลากตัวมันมาคุกเข่าต่อหน้าข้าเดี๋ยวนี้!”
………………………………………………
……….