เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 438 เริ่มการเช็กชื่อ
ตอนที่ 438 เริ่มการเช็กชื่อ
……….
วิทยาลัยอาหารปักกิ่ง ห้องทำงานรองผู้อำนวยการ
หลินอู๋ซิ่วเคาะปากกากับโต๊ะไม่เป็นจังหวะ
เช่นเดียวกับลมหายใจของเขา ที่หนักอึ้งไม่สม่ำเสมอ
“ไร้สาระ ไร้สาระสิ้นดี โหย่วไท่ วิทยาลัยของเราก่อตั้งมากี่ปี ไม่เคยมีอาจารย์แบบนี้มาก่อนเลย”
หลินอู๋ซิ่วพูดด้วยความโกรธขึ้ง
โหย่วไท่พยักหน้าน้อยๆ ใบหน้าดำคล้ำนั้นถมึงทึง “เจ้าซ่งจื่อเซวียนคนนี้…เหมือนคนเสียสติจริงๆ ไม่เห็นหัวใครเลย”
“เหอะ เป็นถึงครูบาอาจารย์ ตกกลางคืนไม่คิดจะหาความรู้ใส่ตัว ไม่รู้จักตรวจหอพัก ตอนกลางวันยิ่งแล้วใหญ่ ไม่คิดจะสอนหนังสือด้วยซ้ำ…”
หลินอู๋ซิ่วยกถ้วยชาขึ้นมา แล้ววางลงทันที “ไหนจะพูดเรื่องวันหยุดอะไรนั่นอีก ใครให้อภิสิทธิ์กับมัน หา? ใครให้กัน”
โหย่วไท่พูด “ผอ.หลิน อาจารย์…มีสิทธิ์หยุดสอนนะครับ เรามีกฎเกณฑ์ในการจัดสรรเวลาตามสถานการณ์เพื่อป้องกันความเข้มข้นในการเรียนมากเกินไป”
“อาจารย์โหย่ว สิ่งที่คุณพูดต่างจากจากสิ่งที่ซ่งจื่อเซวียนทำไหมล่ะ วิทยาลัยตะวันออกห้องหกยังเรียนกันอย่างหนักหน่วงอยู่ใช่ไหม”
หลงรื่อเยวี่ยยักไหล่ กล่าวยิ้มๆ
ในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ หลงรื่อเยวี่ยอยากให้หลินอู๋ซิ่วไล่ซ่งจื่อเซวียนออกใจจะขาด
ตั้งแต่คนคนนั้นปรากฏตัว เขาก็ถูกตบหน้าหลายครั้ง ตั้งแต่อยู่ที่วิทยาลัยอาหารมา เขาไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อน
“คำถามนี้ ที่รื่อเยวี่ยพูดมีเหตุผล วิทยาเขตตะวันออกห้องหกเป็นยังไง ทั้งวิทยาลัยก็รู้ๆ กันอยู่
หึ ตอนนี้จะมาให้วันหยุดกับพวกนั้น ผมว่าซ่งจื่อเซวียนไม่คิดจะสอนตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ!”
หลินอู๋ซิ่วตบโต๊ะฉาด พลางตวาดลั่น
โหย่วไท่ฟังแล้วก็เงียบไป
หลงรื่อเยวี่ยเอ่ย “ผอ.หลิน คุณคิดว่าควรจะจัดการกับเขายังไงดีครับ อาจารย์แบบนี้ไม่คู่ควรกับวิทยาลัยของเราแม้แต่น้อย”
“ไล่ออก…เป็นไปไม่ได้ ซ่งจื่อเซวียนรู้จักผอ.เฉิง เราคงไปทำลายภาพลักษณ์ของผอ.ไม่ได้
ถ้าเขายังทำงานแบบนี้อยู่ ไม่ใช่แค่ห้องหกที่จะพังพินาศ มันจะทำให้ภาพลักษณ์ของอาจารย์ท่านอื่นเสียหายไปด้วย”
หลงรื่อเยวี่ยพยักหน้า “ผอ.หลินพูดถูกเลยครับ ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป อีกไม่นานอาจารย์ในวิทยาเขตตะวันออกคงจะทำตามกันหมด
ถึงตอนนั้นวิทยาเขตตะวันตกก็คงเหมือนกัน ใครบ้างจะไม่อยากวางมือ แต่ความรับผิดชอบต่อนักศึกษาล่ะ”
หลินอู๋ซิ่วครุ่นคิดแล้วกล่าว “เร็วๆ นี้ผมจะรายงานเรื่องนี้กับท่านผอ. แต่ทางวิทยาเขตตะวันออกก็ควรจะมีคนคอยสอดส่อง โหย่วไท่ คุณว่างหรือเปล่า”
“ขอโทษครับผอ.หลิน อาทิตย์นี้ผมต้องเข้าร่วมงานวิจัยอาหาร อาจารย์อาวุโสทั้งสี่คนต้องเข้าร่วมทุกคน แถมยังเกี่ยวข้องกับวิชาสอนของวิทยาลัยด้วยครับ”
โหย่วไท่กล่าว
ดูเหมือนว่าโหย่วไท่จะพูดด้วยสีหน้าไร้อารมณ์อยู่เสมอ เมื่อประกอบกับใบหน้าที่ดำคล้ำของเขา จึงดูเหมือนเป็นคนที่เข้าถึงได้ยากเป็นพิเศษ
ต่อหน้าซ่งจื่อเซวียนเป็นแบบนี้ ต่อหน้าหลินอู๋ซิ่วก็เป็นแบบนี้เช่นกัน
หลินอู๋ซิ่วกลอกตาใส่เขาไปหนึ่งที ไม่ได้คาดคั้นอะไร อันที่จริงเขาไม่หวังว่าอีกฝ่ายจะทำได้อยู่แล้ว
ในวิทยาลัยมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอยู่แล้ว แต่มีโหย่วไท่เพียงคนเดียวที่ไม่เข้าข้างฝ่ายใด และไม่มีใครดึงเขาไปเป็นพวกได้
“ได้ งั้นเอาแบบนี้ไปก่อน แล้วผมจะกลับไปคิดดูอีกที แยกย้ายเถอะ”
หลินอู๋ซิ่วพูดจบ โหย่วไท่ก็หันหลังเดินจากไปทันที หมอนี่เป็นแบบนี้ตลอด ตอนที่อยู่กับเฉิงหวาลี่ก็ไม่เคยพูดจาสุภาพนอบน้อมเลยสักคำ
ทว่าหลงรื่อเยวี่ยยังไม่ไปไหน
หลงรื่อเยวี่ยมาอยู่ที่วิทยาลัยไม่ถึงสองปี ก็ได้เป็นอาจารย์ของห้องหนึ่งวิทยาเขตตะวันตก แถมยังกลายเป็นคนสำคัญอีกด้วย
นอกจากทักษะการทำอาหารที่โดดเด่นของเขาแล้ว เขายังมีความสัมพันธ์กับรองผู้อำนวยการ
ช่วงแรกๆ หลงรื่อเยวี่ยใกล้ชิดกับวังเหว่ยมาก แต่ต่อมาเขาพบว่าฝ่ายที่วังเหว่ยกำกับดูแลไม่ได้เอื้อประโยชน์ต่อความก้าวหน้าของเขา
เขาจึงเบนเข็มไปหาหลินอู๋ซิ่ว
แน่นอนว่านับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาและวังเหว่ยก็ห่างเหินกันไปเรื่อยๆ
หลินอู๋ซิ่วหมุนถ้วยชาในมือแล้วพูด “รื่อเยวี่ย ห้องหกจะเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้ ผมคงไม่มีทางรู้ได้ว่าซ่งจื่อเซวียนจะทำอะไร
คุณคิดว่าผม…ควรจะไปพูดคุยกับอาจารย์ฝั่งวิทยาเขตตะวันออกไหม”
หลงรื่อเยวี่ยหัวเราะ “หึๆ ผอ.หลิน คุณหมายถึง…หงเทียนเหว่ยใช่ไหมครับ”
ได้ยินดังนั้น หลินอู๋ซิ่วก็แค่นหัวเราะออกมา
“คุณนี่นะ รู้ใจผมดีเหลือเกิน ปีนี้ผมกำลังหารือกับท่านผอ.อยู่เลยว่าควรจะคัดเลือกหัวหน้าอาจารย์วิทยาเขตตะวันออกกับตะวันตกแยกกันได้แล้ว”
“อะไรนะครับ หัวหน้าอาจารย์เหรอครับ”
เมื่อได้ยินดังนั้น ดวงตาของหลงรื่อเยวี่ยพลันลุกวาวทันใด
สำหรับอาจารย์แล้ว รายได้หลักหมื่นหยวนถือว่าไม่น้อยในสังคม
แต่ต้องรู้ไว้ว่าทันทีที่นักศึกษาได้ใบปริญญาไป ไม่ว่าจะไปทำงานที่ไหนก็ได้เงินเดือนระดับนี้กันทั้งนั้น
เทียบกันแล้ว อาจารย์ไม่ได้มีอิสระเสรีมากไปกว่านักศึกษาเลย
ดังนั้นวิธีการปรับเงินเดือนที่ดีที่สุดคือ หนึ่งทำโครงการ สองเลื่อนตำแหน่ง
ฟังจากที่หลินอู๋ซิ่วพูด ดูเหมือนโอกาสในการเลื่อนตำแหน่งมาถึงแล้ว
หลินอู๋ซิ่วพยักหน้า “ใช่ หัวหน้าอาจารย์ จะถูกใส่เป็นชื่อตำแหน่ง และอยู่ในระดับเดียวกับอาจารย์อาวุโส แต่ละวิทยาเขตจะคัดเลือกมาหนึ่งคน”
หลงรื่อเยวี่ยตื่นเต้นมาก หากเขาคว้าตำแหน่งหัวหน้าอาจารย์มาได้ เขาก็จะทัดเทียมกับพวกโหย่วไท่แล้วน่ะสิ
“ผอ.หลิน คุณมีคนในใจแล้วเหรอครับ”
“ที่พูดแบบนี้หมายความว่าอะไร ผมมีหน้าที่แค่แนะนำให้ สุดท้ายแล้วก็ต้องแล้วแต่ที่ประชุมระดับสูงของวิทยาลัยสิ”
“ครับๆ แน่นอนครับ” หลงรื่อเยวี่ยพยักหน้า
เขารู้ดีว่าการแนะนำนั้นเป็นส่วนสำคัญ การประชุมระดับสูงเป็นแค่พิธีการเท่านั้น
“รื่อเยวี่ย ฝั่งวิทยาเขตตะวันตก ผมจะแนะนำคุณอย่างแน่นอน ส่วนฝั่งวิทยาเขตตะวันออก…เอาเป็นหงเทียนเหว่ยก็แล้วกัน!”
ในที่สุดหลงรื่อเยวี่ยก็ได้ยกภูเขาออกจากอก เขาถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
“ผอ.หลิน ผมจะทำตามที่คุณคาดหวังแน่นอน ผมจะพาวิทยาเขตตะวันตกก้าวหน้าไปด้วยดีครับ”
ได้ยินเช่นนี้ หลินอู๋ซิ่วก็รู้สึกยินดีอย่างยิ่ง
ตามหลักแล้ว ผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการไม่ควรเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในวิทยาลัย เพราะพวกเขาอยู่บนจุดสูงสุด
ทว่านับตั้งแต่ที่เขาและวังเหว่ยเริ่มบาดหมางกัน เขาก็ค่อยๆ ร่วมสมัครพรรคพวก และตั้งตัวเป็นหัวเรือใหญ่ของกลุ่ม
ทางด้านวังเหว่ย เขามีหน้าที่หลักในการบริหาร เส้นทางการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐาน หรือแม้แต่การเงิน
แม้ว่าการสอนของเขาจะดูเหมือนอยู่ในระดับแนวหน้า แต่ก็ใช่ว่าจะมีอำนาจมากกว่าวังเหว่ย
หากคิดจะแข่งขัน ก็ต้องบริหารทรัพยากรในมือให้ดี ซึ่งสำหรับหลินอู๋ซิ่วแล้ว ทรัพยากรที่ว่านี้คืออาจารย์ทุกคน
เพราะสุดท้ายแล้วที่นี่คือวิทยาลัย คำพูดของอาจารย์ย่อมมีน้ำหนักอยู่บ้าง
หากวิทยาเขตตะวันออกและตะวันตกดูแลบริหารโดยหัวหน้าอาจารย์ เขาแค่หาหัวหน้าอาจารย์สองคนก็พอแล้ว
ให้ทั้งตำแหน่งดีๆ เงินเดือนสูงๆ มีหรือพวกเขาจะไม่เชื่อฟัง
เช้าวันรุ่งขึ้น ซ่งจื่อเซวียนถือแฟ้มเอกสารการสอนเดินไปยังอาคารเรียน
วันนี้เขาจงใจมาสายนิดหน่อย เพื่อรอให้คนในคลาสมาพร้อมหน้าที่สุด
วันนี้…เขาจะได้เริ่มงานในฐานะอาจารย์แล้ว
เมื่อเข้ามาในห้องเรียน ซ่งจื่อเซวียนเห็นนักศึกษาประมาณสี่ในห้าของชั้นเรียนมาถึงแล้ว ก็แอบยิ้มในใจ
ดูเหมือนว่าวิธีการของเขาจะได้ผล วันก่อนเขาให้พวกเด็กๆ หยุดหนึ่งวัน ปล่อยให้เด็กเหลือขอพวกนี้ได้มีอิสระบ้าง
วันนี้อย่างน้อยพวกเขาก็ต้องเข้าเรียน แม้ว่าจะทำไปเพื่อรักษาหน้าตาก็ตาม
“ทุกคนมาครบแล้วใช่ไหม เช็กชื่อนะครับ”
ซ่งจื่อเซวียนพูดมาคำเดียว ชั้นเรียนที่เสียงดังเจี๊ยวจ๊าวเงียบลงฉับพลัน
ทันใดนั้น พวกนักศึกษาก็โวยวายขึ้นมาอีกครั้ง
“เป็นบ้าหรือไง เช็กชื่อเพื่อ”
“นั่นดิ…ประสาท!”
ซ่งจื่อเซวียนขมวดคิ้วน้อยๆ มองไปทางตู้หมิง “ฉันอนุญาตให้นายพูดเหรอ รู้หรือเปล่าว่านี่เป็นเวลาเรียน”
เมื่อซ่งจื่อเซวียนพูดเช่นนี้ นักศึกษาสามถึงห้าคนก็ลุกพรวดขึ้นมา
พวกเขาจ้องตาขวาง ท่าทางไม่เหมือนนักเรียน แต่เหมือนนักเลงมากกว่า
หัวโจกคือข่งเซ่าหลง
ข่งเซ่าหลงเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย “อาจารย์ซ่ง กำลังล้อพวกเราเล่นอยู่หรือไง อย่าบอกนะว่าอาจารย์เอาจริง”
“หึๆ นายนี่เดาแม่นจริงๆ ฉันเอาจริง”
พูดแล้ว ซ่งจื่อเซวียนก็โยนแฟ้มการสอนลงบนโพเดียม แล้วพับแขนเสื้อขึ้น
ซางเทียนซั่วที่นั่งแถวหลังมีความสุขมาก นี่สิถึงจะเป็นอาจารย์ของฉัน ฮ่าๆ ภูมิใจว่ะ!
เจ้าอี้โจวที่นั่งอีกฝั่งหนึ่งมึนงง นี่มันอะไรกัน เขาไม่ใช่…ไอ้ขี้ขลาดอย่างที่เพื่อนๆ เล่ากันเหรอ
ไม่กล้าหาเรื่องอันธพาลประจำห้อง แถมยังหยุดเรียนให้เป็นพิเศษอีก ทำแต่เรื่องน่าขายหน้าทั้งนั้น แล้วมาวันนี้จะทำอะไร
ข่งเซ่าหลงเห็นท่าทางแล้ว จึงเดินตรงไปข้างหน้า “ฉันว่าฉันมองแกผิดไปว่ะ ทำไม อยากเจริญรอยตามรุ่นพี่แกหรือไง”
“ฮ่าๆๆ คราวก่อนนายบอกฉันว่าอาจารย์คนเก่าเป็นอะไรไปนะ ฉันความจำไม่ค่อยดี จำไม่ได้น่ะ!”
ซ่งจื่อเซวียนพูดพลางถลึงตา รังสีความน่าเกรงขามพลันปะทุออกมาทันใด
ข่งเซ่าหลงผงะ
อาจารย์ซ่งคนนี้ปกติหน้าตาท่าทางยิ้มแย้ม ดูอ่อนปวกเปียกนิดๆ แต่วันนี้ไปกินดินปืนที่ไหนมาล่ะเนี่ย…
“ไอ้หนู ฉันขอเตือนไว้ก่อนนะ อาจารย์คนเก่าโดนพวกเราขโมยข้อมูลส่วนตัวไป รูปแฟนของมันก็ปลิวว่อนไปทั่วอินเทอร์เน็ต
แล้วก็อีกอย่าง…หึๆ ไม่รู้ว่าตอนนี้ลาออกจากวิทยาลัยไปหรือยัง”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าน้อยๆ “ฉันเข้าใจแล้ว ถ้างั้น…ข่งเซ่าหลง ฉันจะเช็กชื่อ นายคิดจะห้ามฉันงั้นเหรอ”
คำพูดของซ่งจื่อเซวียนนั้นเฉียบขาด ต่อให้นายไม่เห็นด้วยก็ไม่มีประโยชน์ ฉันเป็นอาจารย์ ก็ต้องเช็กชื่อ
นายคิดจะห้ามฉัน…นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง
ข่งเซ่าหลงไม่ได้คิดซับซ้อนถึงขั้นนั้น เขาพยักหน้าทันที “เออ ฉันจะทำ วันนี้แกเช็กชื่อไม่ได้!”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มออกมา แล้วเดินลงจากโพเดียม ทุกคนต่างตะลึงงัน หรือว่าไอ้เวรนี่จะลงมือจริงๆ
ข่งเซ่าหลงถอยหลังไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว “แกจะทำอะไร จะลงมืองั้นเหรอ อย่าหาว่าฉันไม่เตือนแล้วกัน พวกเรารวมกัน แกไม่รอดหรอก!”
ซ่งจื่อเซวียนกลับตบบ่าของข่งเซ่าหลง
“เซ่าหลง นายจะลุกลี้ลุกรนไปทำไม ฉันแค่จะบอกว่า นายพูดถูกแล้ว”
ผัวะ!
แค่หมัดเดียว ข่งเซ่าหลงถึงกับทรุดนั่งลงไปกุมท้องทันที ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ สีหน้าเจ็บปวด
เมื่อเห็นดังนั้น คนที่รายล้อมไม่แม้แต่จะเข้าไปด้วยซ้ำ!
อาจารย์นี่โหดเกินไปไหม กล้าต่อยนักเรียนด้วยเหรอ
ซ่งจื่อเซวียนปัดมือพลางแสยะยิ้มน้อยๆ
“นี่…ตู้หมิง โทรหาเฉิงฮ่าว บอกให้เขามาหาฉันเดี๋ยวนี้!”
พูดจบ เขาก็เดินขึ้นไปบนโพเดียม ใช้มือยันไว้สองข้าง แล้วพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เริ่มเช็กชื่อ!”
……………………………………………….
……….