เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 439 อาจารย์ที่เหมือนกับนักเลง
ตอนที่ 439 อาจารย์ที่เหมือนกับนักเลง
……….
ซ่งจื่อเซวียนพูดจบ ทั้งชั้นเรียนก็ตกอยู่ในความเงียบ
ห้องหกซึ่งปกติวุ่นวายและจองหองที่สุด ตอนนี้ทำตัวเหมือนเด็กน้อยเพิ่งเข้าเรียนวันแรก
พวกเขาแต่ละคนเบิกตากว้างมองซ่งจื่อเซวียน แม้ว่าจะไม่ได้นั่งตัวตรงแน่ว แต่ก็ไม่กล้าขยับเขยื้อน
ซ่งจื่อเซวียนกวาดตามองทั้งชั้นเรียนแล้วพูด “ฉันจะไม่หักคะแนนพวกนายเพราะพฤติกรรมในชั้นของเรา แค่นั้นมันไม่สนุกหรอก
แต่ต่อไปถ้าเข้าเรียนสายปรับเงินสองพัน โดดเรียนปรับห้าพันบวกกับทำความสะอาด
เรื่องความสะอาดของห้องเรียนต้องเป็นไปตามมาตรฐานของฉัน ถ้าฉันบอกว่าไม่สะอาดพวกนายก็ต้องทำใหม่ ทำไม่ดีก็ไม่ต้องกินข้าว ไม่ต้องกลับไปนอน
ส่วนเงินค่าปรับ ฉันไม่เก็บไว้เองหรอก ถือว่าเป็นเงินของห้อง แล้วหลังจากนี้ฉันจะเอาเงินห้องนี้ไปจัดกิจกรรมต่างๆ ให้กับทุกคน”
ซ่งจื่อเซวียนพูดจบ เฉินเจี๋ยก็เอ่ยขึ้น “อาจารย์ ดูเหมือนว่า อาจารย์จะไม่มีสิทธิ์ปรับเงินนะ”
“หุบปาก ข้าไม่มีสิทธิ์เท่าแกเหรอ แล้วอีกอย่าง ต่อไปถ้าคิดจะอ้าปากพูดอะไรล่ะก็ให้สัญญาณฉันด้วย ไม่งั้นก็ไสหัวไปยืนหน้าห้องซะ!”
ซ่งจื่อเซวียนตวาดลั่นอีกครั้ง
เฉินเจี๋ยตะลึงงัน นี่ฉัน…เข้าใจผิดเกี่ยวกับไอ้หมอนี่ไปแค่ไหนเนี่ย
ไอ้หมอนี่เปลี่ยนไปเป็นคนละคน วันก่อนยังทำตัวซื่อๆ น่าแกล้งอยู่เลย วันนี้ทำไมทำตัวอย่างกับนักเลง…
เมื่อเห็นสถานการณ์ ตู้หมิงไม่กล้าพูดอะไรต่อ และลอบส่งข้อความวีแชทไปหาเฉิงฮ่าวลูกพี่ประจำห้องหก
ส่วนข่งเซ่าหลง เขานั่งไม่พูดไม่จาอยู่ที่เดิม ตัวงอเล็กน้อย แล้วลูบท้องตัวเองป้อยๆ
เมื่อซ่งจื่อเซวียนเห็นว่าทุกคนอยู่ในความสงบแล้ว เขาก็เริ่มเช็กชื่อ
ห้องหกมีทั้งหมดสามสิบเจ็ดคน เข้าเรียนจริงๆ สามสิบเอ็ดคน
หลังจากนั้น คนในชั้นก็รีบติดต่อกับเพื่อนร่วมชั้น เพื่อนสนิทของตน มีอีกหลายคนทยอยเดินเข้าห้องเรียน
ซ่งจื่อเซวียนไม่คิดจะกลั่นแกล้งอะไรพวกเขา เพียงแต่ประกาศกฎการเช็กชื่ออีกครั้ง
คนที่เข้ามาทีหลัง เมื่อเห็นข่งเซ่าหลง ตู้หมิงและเฉินเจี๋ยต่างสงบเสงี่ยมก็รู้ว่าอาจารย์คนนี้ยั่วโมโหไม่ได้ จึงไม่ได้พูดอะไรอีก
และคาบเรียนนี้ก็กลายเป็นชั้นเรียนของซ่งจื่อเซวียนกับห้องหกครั้งแรกอย่างเป็นทางการ
อันที่จริง เนื้อหาในชั้นเรียนไม่ได้ลึกซึ้งมาก ซ่งจื่อเซวียนสอนตามตำราทั้งหมด
ทว่าคาบเรียนนี้กลับกลายเป็นก้าวสำคัญของห้องหกขั้นหนึ่ง
อย่างน้อยในสองปีที่ผ่านมา นี่เป็นครั้งแรกที่วิทยาเขตตะวันออกห้องหกเรียนอย่างสงบเสงี่ยมเช่นนี้
ไม่มีใครคุยกัน ไม่มีใครก่อเรื่อง ไม่มีแม้แต่คนกระซิบกระซาบกัน
ทว่าสิ่งที่ทำให้ซ่งจื่อเซวียนไม่พอใจนักคือหัวโจกของห้องหกอย่างเฉิงฮ่าวไม่ยอมโผล่หน้ามาเลยตั้งแต่เริ่มคาบจนจบคาบ
ถึงช่วงพักกลางวัน ขณะที่เหล่านักศึกษากำลังจะจากไป ซ่งจื่อเซวียนก็เดินเข้าไปหาข่งเซ่าหลง
ข่งเซ่าหลงผงะ จะทำอะไร จะต่อยอีกเหรอ
“อาจารย์ ผมไม่ได้ก่อเรื่องในคาบเลยนะ”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม มองออกว่าไอ้เด็กนี่กลัวจริงๆ
“คาบเรียนตอนบ่าย ฉันหวังว่าจะเห็นหน้าเฉิงฮ่าวนะ ไม่งั้น…ค่าปรับของเขา นายต้องรับผิดชอบ”
ดวงตาสองข้างของข่งเซ่าหลงเบิกกว้าง “โห…อาจารย์ เขาโดดเรียนแล้วทำไมผมต้องรับผิดชอบด้วยล่ะครับ ผมบอกไปเขาจะมาหรือเปล่าก็ไม่รู้”
“ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้เขาเป็นลูกพี่ของพวกนาย เป็นลูกน้องแต่ไม่ช่วยหัวหน้าสะสางปัญหา เป็นลูกน้องประสาอะไร”
พูดจบ ซ่งจื่อเซวียนก็เดินออกจากห้องเรียนไป
ข่งเซ่าหลงโมโหหนัก
เขากำหมัดแน่น “ไอ้ตอแหล ที่แท้ไอ้เวรนี่ก็แกล้งทำตัวกากกับเรา แม่ง ตอนนี้คงเอาจริงแล้วล่ะสิ”
“ทีนี้จะเอายังไงดี เมื่อกี้ฉันส่งข้อความไปหาลูกพี่ เขายังไม่ตอบเลย” ตู้หมิงพูด
“เปล่าประโยชน์ ตอนนี้คงจะยังไม่ตื่น ไว้กลับไปดูที่หอดีกว่า” ข่งเซ่าหลงพูด
เฉินเจี๋ยขมวดคิ้วน้อยๆ “เอ่อ…คงไม่ดีมั้ง ลูกพี่รำคาญเวลาที่ใครมากวนตอนหลับโคตรๆ เลย”
…
วันนี้ซ่งจื่อเซวียนไม่ได้ไปทานข้าวที่โรงอาหารนักเรียน แต่ไปทานในโซนอาจารย์กับท่านเป้ยเล่อ
ท่านเป้ยเล่อมองซ่งจื่อเซวียนแล้วเอ่ยถาม “เป็นอะไร วันนี้หน้าบานเชียว เมื่อวานกลับมากี่โมงล่ะ”
“หึๆ เที่ยงคืน กลับไปสะสางธุระนิดหน่อย ฝั่งวิทยาเขตตะวันออกไม่ได้มีเรื่องอะไรกันใช่ไหมครับ”
ท่านเป้ยเล่อส่ายหัว “ไม่มีอะไร แต่จะว่าไปเมื่อวานพวกหลินอู๋ซิ่วลงมาตรวจสอบ เห็นชั้นของพวกนายกำลังหยุดเรียนกันอยู่ นายต้องระวังหน่อยนะ ไอ้หมอนี่มันชอบหาเรื่องจะตาย”
“เอาเถอะ ผมเป็นอาจารย์ ผมมีสิทธิ์อนุญาตให้นักศึกษาหยุดนะ”
ท่านเป้ยเล่อยิ้ม “ลูกบ้าของนายนี่มันสะใจดีจริงๆ เป็นยังไงบ้าง วันนี้เช้าพวกเด็กเหลือขอนั่นไม่ได้ก่อเรื่องให้นายใช่ไหม”
“ตอนนี้ยังครับ แต่คิดว่า…ใกล้แล้วล่ะ” ซ่งจื่อเซวียนพูด
“หืม? หึๆ ถ้าต้องการความช่วยเหลือก็บอกมานะ ห้องสองไม่ค่อยน่าเป็นห่วงเท่าไร ฉันมีพลังเหลือเฟือ”
ซ่งจื่อเซวียนกล่าวยิ้มๆ “ไม่ต้องหรอกครับ ถ้าแม้แต่เด็กเหลือขอพวกนี้ผมยังคุมไม่ได้ ผมขอกลับตู้เหมินดีกว่า”
ได้ยินดังนั้น ท่านเป้ยเล่อก็หัวเราะออกมา ไม่พูดอะไรอีก
เขาดีรู้ว่าถ้าซ่งจื่อเซวียนคิดจะควบคุม เขาต้องคุมเด็กเหลือขอพวกนี้ได้แน่นอน เพราะเขาไม่เคยก้มหัวให้กับคนอย่างเลคริเซียสหรือเผยเทียนหู่ นับประสาอะไรกับพวกลูกหลานเศรษฐีพวกนี้…
ขณะสนทนากันอยู่ เสียงโทรศัพท์ของซ่งจื่อเซวียนก็ดังขึ้นมา
“นายท่านรอง ฉันเฉิงปานะ”
“เสี่ยปา มีอะไรพูดมาเถอะครับ”
“นายท่านรอง เรื่องที่หมู่บ้านเมื่อคราวก่อนฉันตรวจสอบเรียบร้อยแล้วล่ะ เหลียงเจี้ยนไม่ได้มีลูกน้องมากขนาดนั้น พวกนั้นเป็นคนที่เคอซานให้เขายืมตัวไป”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินดังนั้นก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ย “เสี่ยปา เรื่องนี้น่าจะมุ่งเป้าไปที่คุณนะครับ”
“ถูกต้อง ไอ้ชาติหมานั่นรู้ว่าฉันพาลูกน้องไปหมู่บ้านไม่กี่คน เลยให้เหลียงเจี้ยนยืมคนหนึ่งคันรถ กะจะอัดฉันให้น่วมแล้วส่งไปหยอดข้าวต้มที่โรงพยาบาลให้ได้”
“หึๆ ใช่แล้วครับ ช่วงก่อนผมขอให้เสี่ยหวงขายธรุกิจบริการของเขาในราคาต่ำ เคอซานได้กำไรไปอื้อซ่าแต่วันต่อมาเขาก็ถูกสอบสวน และต้องจ่ายเงินชดเชยทั้งหมด”
“ฮ่าๆๆๆ ฟังแล้วค่อยหายโกรธหน่อย นายท่านรอง เรื่องที่แกพูดมาเนี่ย…ฉันควรจะไปคุยกับเคอซานสักหน่อยไหม”
ซ่งจื่อเซวียนครุ่นคิด “ไม่รบกวนดีกว่าครับ เสี่ยปา คุณเอาเรื่องนี้ไปบอกกับเสี่ยหวงที ไว้ผมกลับไปตู้เหมินเมื่อไร พวกเราค่อยวางแผนกัน”
“ได้ คราวนี้ต้องเอาคืนไอ้เคอซานให้สาสมกับที่มันมาหลอกฉัน!” เฉิงปาพูดด้วยน้ำเสียงโกรธแค้น จนได้ยินความโกรธแค้นนั้นผ่านทางโทรศัพท์
หลังจากวางสายแล้วซ่งจื่อเซวียนก็ยังครุ่นคิดถึงเรื่องนี้
ตู้เหมินจำเป็นต้องมีเสถียรภาพ และต้องข้ามผ่านอุปสรรคเหล่านี้ไปให้เร็วที่สุด
หากไม่มีตัวก่อกวนอย่างเคอซาน ตู้เหมินอยู่ในมือของพวกเสี่ยเฉิงปา เสี่ยหวง ซ่งจื่อเซวียนคงจะทำอะไรๆ ได้อย่างสบายใจ
ขณะที่ทั้งสองกำลังทานอาหาร ก็มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งยกจานเดินเข้ามา
“ทั้งสองคน ตรงนี้ไม่มีคนนั่งใช่ไหม ขอนั่งทานด้วยได้ไหม”
ท่านเป้ยเล่อเงยหน้าขึ้น “โอ้ พี่เกา มานั่งสิครับ ทานข้าวด้วยกันนะ”
พูดแล้วเขาก็หันไปหาซ่งจื่อเซวียน “จื่อเซวียน นี่เกาหมิงเลี่ยง อาจารย์ห้องสี่ของเรา พี่เกานิสัยดีนะ เมื่อวานเราสองคนไปดื่มด้วยกันมา”
ซ่งจื่อเซวียนมองเกาหมิงเลี่ยงแวบหนึ่ง อายุประมาณห้าสิบปีเห็นจะได้ หน้าตาธรรมดา แต่แฝงด้วยความซื่อตรง
ตอหนวดสีขาวหรอมแหรม กับรอยยิ้มซื่อๆ บนใบหน้าอวบอ้วน ทำให้เขาดูเข้าถึงง่ายมาก
“อ้อ พี่เกา ผมชื่อซ่งจื่อเซวียนนะครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับ”
เกาหมิงเลี่ยงพยักหน้า “รู้แล้ว อาจารย์ใหม่ซ่งจื่อเซวียน ผมฝากห้องหกไว้กับคุณ ขอโทษที่ทำให้ลำบากนะ”
“เหอะๆ มันเป็นงานของผมนี่ครับ ห้องสี่กับห้องหกของเราอยู่ใกล้กัน ต่อไปคงต้องขอรบกวนพี่เกาด้วยนะครับ” ซ่งจื่อเซวียนพูดด้วยรอยยิ้ม
“ไม่เป็นไรเลย พวกเราวิทยาเขตตะวันออกมีแต่คนกันเองทั้งนั้น” เกาหมิงเลี่ยงยิ้มน้อยๆ จนตาหยี
ซ่งจื่อเซวียนเห็นท่าทางเกาหมิงเลี่ยงคนนี้เป็นคนจริงใจ จึงเอ่ยปากถามไปว่า “จริงสิครับพี่เกา ที่จริงผมมีเรื่องอยากจะถามพี่อยู่เหมือนกัน พี่เป็นอาจารย์เก่า น่าจะรู้จักเฉิงฮ่าวในห้องของเราใช่ไหมครับ”
พอผมพาคนไปเคลียร์กับเขา ผลเป็นยังไงให้ทาย ไม่เห็นหัวเลยด้วยซ้ำ พอสามวันผ่านไปไม่เจอตัวอีก เรื่องนี้ก็เลยต้องปล่อยเลยตามเลย”
ซ่งจื่อเซวียนฟังจบแล้วก็ครุ่นคิด “ปล่อยเลยตามเลย? ไม่เห็นเขามาเรียนสามวันทำไมพี่ไม่ไปแจ้งกับวิทยาลัยล่ะครับ?”
เกาหมิงเลี่ยงดูเป็นคนซื่อสัตย์ ปกติคนแบบนี้เวลาทำอะไรมักจะทำตามแบบแผน เรื่องแบบนี้น่าจะหารือกับทางวิทยาลัย
ทว่าเกาหมิงเลี่ยงกลับถอนหายใจออกมา แล้วพูด “เฮ้อ เปล่าประโยชน์น่ะสิ อันที่จริงพวกเขาเป็นเด็กดีกันทั้งนั้น แค่นั้นก็พอแล้ว”
ประโยคนี้ทำเอาทั้งซ่งจื่อเซวียนและท่านเป้ยเล่ออึ้งไปตามๆ กัน
ในวิทยาลัย ชื่อเสียงของเฉิงฮ่าวติดโผอย่างไม่ต้องสงสัย เป็นบุคคลอันดับหนึ่งที่ทำให้อาจารย์วิทยาเขตตะวันออกปวดหัวมากที่สุด
แต่เกาหมิงเลี่ยงกลับบอกว่า…เป็นเด็กดีเนี่ยนะ
“เอ่อ…พี่เกา พี่คิดว่าเฉิงฮ่าวเป็นเด็กดีจริงๆ เหรอครับ” ซ่งจื่อเซวียนพูดพลางอมยิ้มน้อยๆ
เกาหมิงเลี่ยงได้ยินดังนั้นก็ค่อยๆ วางตะเกียบลง
“เฮ้อ พวกคุณคงยังไม่รู้เรื่องนี้ ก่อนหน้านี้เฉิงฮ่าวเคยเป็นนักศึกษาห้องสองวิทยาเขตตะวันตกมาก่อน”
ได้ยินดังนั้น ทั้งซ่งจื่อเซวียนและท่านเป้ยเล่อต่างช็อกไปพร้อมๆ กัน
วิทยาเขตตะวันตก? นั่นมันนักเรียนหัวกะทิเชียวนะ ไหงกลายเป็นอันธพาลแบบนี้ไปได้
ห้องหกวิทยาเขตตะวันออก…ห้องขยะที่สุดในวิทยาลัย เป็นกลุ่มคนที่แทบจะถูกวิทยาลัยลืมเลือนไปแล้ว…
“ตอนนั้น เฉิงฮ่าวได้ชื่อว่าเป็นนักเรียนสุดยอดหัวกะทิ ถึงขั้นถูกคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่ออาจารย์ประจำวิทยาลัยด้วยซ้ำ แต่…”
พูดแล้ว เกาหมิงเลี่ยงก็ถอนหายใจอีกครั้ง “เมื่อสองปีก่อน วิทยาลัยจัดการแข่งขันทำอาหารขึ้น รางวัลที่หนึ่งของการแข่งครั้งนี้คือเครื่องครัวเหล็กเขียว”
ได้ยินเช่นนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็ถึงกับตะลึง เครื่องครัวเหล็กเขียว? รางวัลของวิทยาลัยนี้น่าสนใจสุดๆ ไปเลย
ทว่าพอคิดอีกครั้ง สิ่งที่สำคัญที่สุดของเครื่องครัวเหล่านี้คือวัสดุและงานฝีมือ
วัสดุยิ่งเก่ายิ่งมีคุณค่า เหมือนกับเครื่องครัวเหล็กเขียวของซ่งจื่อเซวียน นั่นเป็นสมบัติของหวังเฉิงยงสมัยหนุ่มๆ
นอกจากนี้ยังมีตะหลิวลายฟีนิกซ์ที่มีอายุเก่าแก่ ผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชนและการทดสอบยาวนานนับปี
ส่วนเครื่องครัวเหล็กเมฆม่วงชุดนั้น แม้ว่าจะเป็นของที่เฉียนปู้หลายทำขึ้นมาได้ไม่นาน แต่แร่เหล็กนั้นเก่าแก่พอสมควร
สมบัติของท่านผู้เฒ่าหลิง จะเป็นของสามัญธรรมดาได้อย่างไร
อีกอย่างซ่งจื่อเซวียนเคยเห็นมันมาก่อน คราบสนิมเขียวและรอยกระดำกระด่างบนพื้นผิวของแร่เหล็กนั้นล้วนแต่ให้ความรู้สึกเก่าแก่เข้มข้น
“เนื่องจากเป็นของรางวัลที่อู้ฟู่ นักศึกษาทั้งหลายเลยเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี เฉิงฮ่าวจากห้องสอง และซุนจิ้งเสียงจากห้องหนึ่งเป็นผู้เข้าแข่งขันตัวเต็งในการแข่งขันครั้งนี้
แต่เมื่อถึงวันแข่ง เฉิงฮ่าวกลับทำทำผิดพลาดบ่อยครั้ง ไม่เพียงแต่ทำอาหารหกตอนที่คลุกเคล้า แถมยังใส่เครื่องปรุงขาดไปสองอย่าง
สุดท้ายซุนจิ้งเสียงก็ชนะแบบไม่เห็นฝุ่น และได้รับเครื่องครัวเหล็กเขียวไป ส่วนเฉิงฮ่าวล้มไม่เป็นท่า”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสะเทือนใจ
“พี่เกา เฉิงฮ่าวนี่…ปกติแล้วเขาเก่งมากไหมครับ”
เกาหมิงเลี่ยงตอบ “เฉิงฮ่าวเป็นคนแน่วแน่มาก แถมยังไม่ขาดความคิดสร้างสรรค์ในการทำอาหาร ทำให้เขาเป็นเชฟที่เก่งรอบด้าน
แต่ในการแข่งขันใหญ่คราวนั้นไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงได้เกิดเหตุการณ์ผิดพลาดโง่ๆ แบบนี้ได้”
“พี่เกาจะบอกว่า…ความสามารถของเฉิงฮ่าวในวันนั้นผิดไปจากปกติงั้นเหรอ” ซ่งจื่อเซวียนถาม
เกาหมิงเลี่ยงพยักหน้า “ใช่แล้ว ผิดไปจากปกติสุดๆ จนไม่ต่างอะไรกับคนที่เพิ่งเข้ามาเรียนใหม่”
เมื่อได้ยินดังนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็อดไม่ได้ที่จะจมจ่อมกับความคิด
……………………………………………………
……….