เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 441 สิทธิพิเศษ
ตอนที่ 441 สิทธิพิเศษ
……….
เฉิงฮ่าวได้ยินดังนั้นก็เงียบไปครู่หนึ่ง ลุกขึ้นเดินไปที่ข้างเตียง ฟุบหน้าลงไป
“พี่ฮ่าว”
เห็นเหมือนเฉิงฮ่าวจะหลับแล้ว ข่งเซ่าหลงก็รีบพูด
เฉิงฮ่าวโบกมือ “ขี้เกียจลุก พวกแกจะพูดอะไรก็ว่ามา”
พวกข่งเซ่าหลงทั้งสามมองหน้ากัน ยิ้มอย่างจนใจ
พี่ใหญ่คนนี้อย่างอื่นดีหมด มีแค่นาฬิกาชีวิตกลับกัน คนอื่นเข้าเรียน เขาออกไปเที่ยว มีเพียงตอนค่ำถึงจะมีชีวิตชีวาขึ้นมาจริงๆ
“พี่ฮ่าว ตอนแรกฉันก็คุยกับซ่งจื่อเซวียนคนนี้ เขาบอกว่าเข้าใจแล้ว แถมยังอยากจะทักทายกับพี่เร็วหน่อย
แต่วันนี้…เขาได้รับคำสั่งจากใครมาเหรอเปล่าน่ะ อย่างเช่น…ทางวิทยาลัยอยากจะลงทัณฑ์ห้องหกเรา”
ได้ยินการคาดเดาของข่งเซ่าหลง เฉิงฮ่าวก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย “ไม่ขนาดนั้นหรอกมั้ง ในวิทยาลัยไม่มีใครเห็นห้องหกอยู่ในสายตาแล้ว พวกเราก็เหมือนกับพวกล่องหน”
“ถ้าเกิดเป็นแบบนั้นล่ะ” เฉินเจี๋ยพูด “พี่ฮ่าว ฉันคิดว่าที่ข่งเซ่าหลงพูดก็มีเหตุผลนะ”
เฉิงฮ่าวยิ้ม “วางใจเถอะ ไม่มีทางหรอก ในห้องมีความเคลื่อนไหวอะไรไหม ฉันได้ยินมาว่ามีมาใหม่สองคน ท่าทีสองคนนั้นเป็นยังไงบ้างล่ะ”
“มีคนหนึ่งที่ยังโอเคอยู่ ชื่อว่าซางเทียนซั่ว ฉลาดมาก แต่เจ้าอีโจวนั่น…เหมือนก้อนหิน แม่งหยิ่งมาก
แถมยังเคยได้ยินมาว่าสองคนนี้เกี่ยวข้องกับซ่งจื่อเซวียนอยู่บ้าง ไม่อย่างนั้นเข้าวิทยาลัยมาใครจะเลือกมาอยู่ห้องหกของเรากัน”
ข่งเซ่าหลงพยักหน้า “นั่นสิ ซางเทียนซั่วคนนั้นก็ไม่ธรรมดา ฉันเคยได้ยินเขาเรียกซ่งจื่อเซวียนว่าอาจารย์ซ่ง!”
“ฉันก็ได้ยิน พวกเขาเป็นอาจารย์ลูกศิษย์กันเหรอ”
“อาจารย์ลูกศิษย์? เหอะๆ ระดับไหนถึงกล้ารับลูกศิษย์วะ” เฉิงฮ่าวยิ้มอย่างดูถูก
“นั่นสิ ระดับพี่ฮ่าวเรารู้กันหมด ก็ไม่ได้รับลูกศิษย์นะ” เฉินเจี๋ยเอ่ยสมทบ
เฉิงฮ่าวค่อยๆ พลิกตัว ดับบุหรี่ในที่เขี่ยบุหรี่ที่ตู้หัวเตียง
“รับทราบครับพี่ฮ่าว!”
พูดจบ พวกข่งเซ่าหลงก็เดินออกไป
เฉิงฮ่าวถึงได้ถอนหายใจยาวออกมา ยืนขึ้นทันที เขารู้ว่าคืนนี้…เขาออกไปไม่ได้แล้ว
ถ้าทางพวกข่งเซ่าหลงได้ผลอย่างไร ต้องมาพูดกับเขาแน่นอน
แต่ถึงจะเป็นอย่างนี้ เขาก็ยังหยิบวอดก้าออกมาจากในตู้เย็นขวดหนึ่ง เทหนึ่งแก้วแล้วดื่ม
ดื่มสุรา…เป็นนิสัยที่ตลอดสองปีมานี้ไม่เคยขาดเลย
นับตั้งแต่แพ้การแข่งขันการทำอาหารครั้งนั้น แทบจะไม่มีสักวันที่เขาไม่ดื่มสุรา
มีเพียงแอลกอฮอล์เข้าสู่สมอง ถึงจะทำให้เขารู้สึกมึนชา ลืมเรื่องเศร้าพวกนั้นได้
ส่วนที่ว่าเรื่องพวกนั้นคืออะไร มีแค่ตัวเขาเองเท่านั้นถึงจะรู้
……
ถนนสือโจว คาเฟ่ลิ้มชาหอม
ในห้องส่วนตัว เฉิงหวาลี่มองซ่งจื่อเซวียนตรงหน้าไกลๆ พยักหน้าด้วยรอยยิ้ม
“จื่อเซวียน หลายวันมานี่พอปรับตัวกับวิทยาลัยได้ไหม”
“โอเคหมดเลยครับ ผอ.เฉิงคิดมากไปแล้ว ผมรู้สึกขอบคุณคุณมากที่ให้โอกาสผมได้พูดคุยด้วย”
ซ่งจื่อเซวียนพูดด้วยรอยยิ้มเล็กๆ รอยยิ้มแฝงความนับถือหลายส่วน
“อืม ฉันก็อยากลองฟังความเห็นของนายเหมือนกัน ยังไงก็เป็นอาจารย์ใหม่ พอนายพูด ฉันก็ออกมาเลย”
เดิมซ่งจื่อเซวียนคิดว่าจะไปดูชั่วโมงเรียนด้วยตัวเองที่ห้องเสียหน่อย แต่คิดไปคิดมา ก็โทรหาเฉิงหวาลี่
อยากคุยเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิทยาเขตตะวันตกกับเขา คิดไม่ถึงว่าเฉิงหวาลี่จะตอบตกลงทันที
แต่ไม่ได้อยู่ที่ห้องทำงาน อีกทั้งเลือกที่จะมาร้านคาเฟ่ชาร้านนี้ที่อยู่ด้านนอกวิทยาลัยไม่ไกล
“จื่อเซวียน นายรู้ไหมว่าทำไมฉันถึงเรียกให้นายมาคุยกับฉันที่นี่”
“เหอะๆ ในวิทยาลัยมีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากมาย ฉันรู้มากกว่านาย ที่จริง…ได้ฟังอาจารย์ใหม่คนหนึ่งพูดเรื่องในวิทยาลัย สำหรับฉันหาได้ยากมาก”
ได้ยินประโยคนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็อดครุ่นคิดไม่ได้
เป็นอย่างนั้นจริงๆ เฉิงหวาลี่นั่งประจำตำแหน่งผู้อำนวยการ เรื่องราวมากมายเขามองไม่เห็นอยู่แล้ว
ทว่ามองไม่เห็นไม่ได้หมายความว่าไม่รู้ ดังนั้นที่จริงเฉิงหวาลี่ก็หวังจะมาทำความเข้าใจเรื่องพวกนี้ด้วยตนเอง
เพียงแต่…ในวิทยาลัยแบ่งพรรคแบ่งฝ่ายกันชัดเจน ต่อให้เขาไปถาม ไม่แน่ว่าจะมีคนพูดอะไรได้
“ผอ.เฉิง ลำบากคุณแล้ว ที่จริงการนั่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ อาจจะสบายที่สุดก็ได้”
ซ่งจื่อเซวียนพูด
ได้ยินดังนั้น เฉิงหวาลี่ก็พยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “นายเห็นถึงจุดนี้ได้ ก็บ่งบอกว่านายฉลาดมาก พูดมาเถอะ นายคิดยังไงกับวิทยาเขตตะวันออก”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า เขย่าแก้วกาแฟในมือ
“ผอ.เฉิง ผมคิดว่า…วิทยาลัยของพวกเราไม่เท่าเทียมกันครับ”
“หืม พูดมาสิ” เฉิงหวาลี่ได้ยินก็ยิ้ม เห็นได้ชัดว่าค่อนข้างสนใจ
“ในวิทยาลัย วิทยาเขตตะวันตกดีกว่าวิทยาเขตตะวันออก ในวิทยาเขตตะวันออก ห้องหนึ่งดีที่สุด แย่ลงตามลำดับ จนถึงห้องหก…
เหอะๆ พื้นฐานล้วนตัดสินพวกเขาเป็นนักเรียนปลายแถว ผอ.เฉิง การตัดสินคุณภาพแบบนี้…ที่จริงไม่มีประโยชน์อะไรกับนักเรียนพวกนั้นเลยครับ”
เฉิงหวาลี่ยิ้ม “การตัดสินคุณภาพเหรอ ใครตัดสินล่ะ”
“เรื่องนี้…ในวิทยาลัยยอมรับกันโดยทั่วไปนะครับ” ซ่งจื่อเซวียนพูด
“จื่อเซวียน นายอยากจะพูดอะไรกัน”
ซ่งจื่อเซวียนครุ่นคิด “ในเมื่อทำแล้ว ผมก็หวังว่าจะทำเรื่องนี้ให้ดี ผอ.เฉิง ห้องหกไม่ควรเป็นนักเรียนปลายแถว และไม่ควรถูกทอดทิ้งครับ”
เฉิงหวาลี่ได้ยินก็ยิ้ม ส่ายหน้าทันที
“ไม่มีใครทอดทิ้งห้องหกเลย และไม่มีใครบอกว่าพวกเขาคือพวกปลายแถว ที่สำคัญที่สุดขึ้นอยู่กับอาจารย์และนักเรียนของห้องหกเอง”
ได้ยินประโยคนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็มองไปทางเฉิงหวาลี่ “ผอ.เฉิง คุณหมายความว่า…”
แต่ด้วยจุดนี้ ฉันถึงซาบซึ้งมาก คิดไม่ถึงว่านายยังหวังว่าจะเปลี่ยนแปลงนักเรียนห้องหกได้”
เห็นรอยยิ้มของเฉิงหวาลี่ ซ่งจื่อเซวียนก็ยิ้มออกมา “ครับ ผอ.เฉิง ผมคิดอย่างนี้จริงๆ ครับ”
“อืม แน่อยู่แล้ว ฉันเป็นผอ. ถ้าแค่ซาบซึ้ง อย่างนั้นเรียกว่าแค่ลมปากแล้ว”
เฉิงหวาลี่พูดพลางยกชาขึ้นจิบ
เขาดื่มชาตลอด ไม่ค่อยชินกับกาแฟเท่าไร สำหรับเขาแล้ว เติบโตมาด้วยกระเพาะคนจีน ชิมของที่อื่นไม่ไหวหรอก
แม้ว่าจะมาที่ร้านกาแฟก็เป็นอย่างนี้
“ดังนั้น ฉันอยากจะถามจื่อเซวียนว่านายต้องการให้ฉันทำอะไร”
ได้ยินประโยคนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็มีความมั่นใจขึ้นมาทันที นี่หมายความว่าผู้อำนวยการเปิดไฟเขียวให้ตนแล้ว
“ผอ.เฉิง ผมอยากได้สิทธิพิเศษอย่างหนึ่งครับ!”
“สิทธิพิเศษเหรอ ตามหลักการวิทยาลัยของเราจะไม่มีใครได้สิทธิพิเศษทั้งสิ้น แต่ฉันอยากจะลองฟังความเห็นของนาย” เฉิงหวาลี่พูด
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า “คุณน่าจะทราบสถานการณ์ห้องหกในตอนนี้ ต่อให้ไม่มีใครดูถูกพวกเขา พวกเขาก็ลุกขึ้นยืนได้ยากมาก
แต่ประเด็นสำคัญคือทั้งวิทยาลัยดูถูกพวกเขากันหมด คิดว่าพวกเขาเป็นขยะ กำหนดว่าเป็นคนที่เรียนไม่จบ
เพราะงั้นผมเลยอยากจะ…ใช้วิธีของผมดูแลห้องนี้ แต่ก็กลัวว่าจะขัดกับกฎของวิทยาลัยบางประการ”
ได้ยินประโยคนี้ เฉิงหวาลี่ก็หัวเราะขึ้นมา
“ฮ่าๆๆ จื่อเซวียน วิธีที่นายพูดมาทั้งหมดคืออะไรล่ะ ต้องรู้นะว่าอาจารย์ที่รับผิดชอบห้องหกหลายคนหมดหนทางกันแล้วทั้งนั้น นายมีวิธีพิสดารเหรอ”
“ผมคิดว่า…ถ้าทางวิทยาลัยจะไม่เอากฎระเบียบมาแทรกแซงผม บางที…อาจจะใช้พวกวิธีที่รุนแรงนิดหน่อย”
เฉิงหวาลี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย “รุนแรงเหรอ”
“ใช่ครับ ผอ.เฉิง คุณไม่ต้องกังวลเกินไป ผมรู้จักพอประมาณอยู่แล้วครับ ยังไงนักเรียนพวกนี้มีพฤติกรรมเลวร้ายเกินควร ถ้ากำราบไม่ได้ ก็จะจัดการได้ยากมาก”
“ฉันไม่ได้กังวลหรอก แต่ต้องรู้ผลของความรุนแรง คนเป็นอาจารย์ แต่ต้องถูกนักเรียนพวกนี้กระทืบอย่างหนัก
“ท่านผอ.เฉิงกลัวว่าผมจะเจริญรอยตามเหรอครับ”
“ถูกต้อง จื่อเซวียน ความสำเร็จของนายเป็นที่ประจักษ์อย่างมาก เป็นอัจฉริยะที่ผ่านการพิสูจน์จากทางตลาด ซึ่งยากยิ่งกว่าสถาบันวิชาการ ฉันจึงหวังว่านายจะรักษาความสัมพันธ์ระยะยาวกับวิทยาลัยได้”
“รักษาความสัมพันธ์เหรอครับ” ซ่งจื่อเซวียนถามอย่างไม่เข้าใจ
เฉิงหวาลี่ยิ้มพูด “ไม่ช้าก็เร็วทองต้องเปล่งแสง นกอินทรีต้องบินไปในเร็ววัน ฉันแค่หวังว่าหลังซ่งจื่อเซวียนออกจากวิทยาลัยไป จะยังคงมีสถานะเป็นอาจารย์ของที่นี่อยู่”
ได้ยินประโยคนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจ คิดไม่ถึงว่าตนที่ติดต่อกับเฉิงหวาลี่แค่ครั้งสองครั้ง ผู้อำนวยการท่านนี้กลับเอ็นดูตนขนาดนี้
“เหอะๆ เป็นอาจารย์อาวุโสไม่ได้ใช่ไหมครับ”
ทั้งสองก็หัวเราะออกมา
“ต้องได้อยู่แล้วล่ะ ดังนั้น จื่อเซวียน ฉันหวังว่านายจะก้าวข้ามความเป็นอาจารย์มาได้นะ อาจจะไม่ต้องออกแรงมากขนาดนั้น ถึงปากฉันจะบอกว่ายุติธรรม แต่ห้องหก…”
เฉิงหวาลี่พูดถึงตรงนี้ ก็ถอนหายใจ
“ผอ. ผมรับประกันได้ว่าผมจะไม่ให้เกิดเรื่องอะไรขึ้นแน่นอน ผมก็อยากลองดูด้วยว่าจะดูแลห้องหกนี้ได้ดีหรือเปล่า ผมหวังว่าคุณจะให้สิทธิพิเศษนี้กับผมได้ ให้โอกาสผมสักครั้งเถอะครับ!”
เห็นสายตาของซ่งจื่อเซวียน ในแววตาจริงใจถึงที่สุด สุดท้ายเฉิงหวาลี่ก็ถอนหายใจยาวออกมา
“เอ่อ…ในเมื่อนายยืนยันขนาดนั้น เราลองดูก็ได้ ฉันจะให้สิทธิพิเศษนาย แค่รับประกันว่านักเรียนพวกนี้หรือนายจะไม่ได้รับบาดเจ็บ ทางวิทยาลัยก็จะบังคับนายไม่ได้”
“ดีเลยครับ ผอ.เฉิง ผมต้องขอขอบคุณคุณก่อนเลยครับ”
ซ่งจื่อเซวียนคลี่ยิ้ม ชูแก้วพูด
จอกชาและแก้วกาแฟชนกัน เฉิงหวาลี่พูด “ถ้านายดูแลห้องหกได้ ผลงานแบบนี้เพียงพอที่จะเป็นอาจารย์อาวุโสแล้ว”
“งั้นเราจะเฝ้าคอยไปด้วยกัน”
…
หอพักนักเรียน
ซางเทียนซั่วนอนเล่นโทรศัพท์อยู่บนเตียง มองเจ้าอีโจวที่อยู่ไม่ไกล พูดว่า “ไอ้หนู วันนี้ยอมได้แล้วมั้ง แกยังบอกว่าอาจารย์ฉันขี้ขลาดอยู่อีกเหรอ”
เจ้าอีโจวขมวดคิ้วเล็กน้อย “อาจจะเป็นฉันที่ผิดล่ะมั้ง แต่เราก็คอยดูสถานการณ์เถอะ อาจารย์ซ่งอาจจะกู้หน้ากลับคืนมา พรุ่งนี้ไม่สนใจพวกเขาเหมือนเดิม”
“กับผีแกสิ อาจารย์ของฉันไม่มีทางเป็นอย่างนั้นหรอก แกโง่หรือเปล่าเนี่ย” ซางเทียนซั่ววางโทรศัพท์ลง ตะคอกใส่
“แก…” เจ้าอีโจวก็นั่งลง “แกก็เห็นไม่ใช่เหรอว่าบ่ายวันนี้เขาไม่พูดถึงเรื่องค่าปรับ แถมเฉิงฮ่าวคนนั้นก็ไม่มาด้วย!”
“แกจะเข้าใจอะไร อาจารย์ฉันคำนวณไว้แล้ว แกก็ระวังตัวเองหน่อยเถอะ มาถึงก็ทำเรื่องโดดเด่นขนาดนั้น จะโดนจัดการเข้าสักวัน”
“พวกเขาจะกล้าเรอะ!” เจ้าอีโจวตะโกน
“โอ้โห แกนี่มันเจ๋งอีกแล้ว ลืมไปแล้วเหรอว่าเมื่อหลายวันก่อนคนเขามาเยี่ยวบนเตียงแกน่ะ”
ซางเทียนซั่วพูดพลางหัวเราะเยาะ
“ไม่ใช่เยี่ยวเว้ย น้ำต่างหาก!” เจ้าอีโจวพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ซางเทียนซั่วยักไหล่ยิ้มๆ “ตามใจเถอะ เอาที่ตัวแกสบายใจก็พอ”
ปัง!
ทั้งสองกำลังพูดคุยกัน เสียงปังก็ดังขึ้น ประตูหอพักถูกถีบจนเปิด
จากนั้น พวกข่งเซ่าหลงก็เดินเข้ามา หน้าของคนพวกนั้นตอนนี้เต็มไปด้วยความป่าเถื่อน เหมือนกับพวกอันพาล
……………………………………………
……….