เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 443 เรามาคุยกันเถอะ
……….
ซ่งจื่อเซวียนพูดจบ ในหอพักก็เงียบจนได้ยินเสียงหายใจ
เจ้าอีโจวเหมือนโดนกดไว้ ไม่กล้าแย้งอีก กระทั่งก้มหน้าลงด้วยซ้ำ
ซางเทียนซั่วและฟางรุ่ยก็เช่นกัน สัมผัสถึงความโกรธของซ่งจื่อเซวียนได้ ไม่กล้าพูดต่อ
ครู่หนึ่ง เจ้าอีโจวก็เงยหน้าขึ้นมองซ่งจื่อเซวียนแวบหนึ่ง สายตาค่อนข้างหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
ซ่งจื่อเซวียนสบตากับเขา ก่อนจะไม่สนใจ มองไปทางซางเทียนซั่วทันที “เทียนซั่ว นายไปที่ห้องพักของข่งเซ่าหลงเดี๋ยวนี้เลย”
“ครับ อาจารย์!”
ซางเทียนซั่วลุกขึ้นพูด
“โดนกระทืบมายังไง ก็กระทืบกลับไปอย่างนั้น เข้าใจไหม”
ซางเทียนซั่วพยักหน้า
ทันใดนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็เหลือบมองเจ้าอีโจว “นายจะไปหรือไม่ไปก็เลือกเอาเอง ฉันจะรออยู่ที่นี่”
ซางเทียนซั่วรู้อยู่แล้ว อาจารย์ไม่มีทางปล่อยให้เขาไปสู้คนเดียว ฟางรุ่ยก็ตามไปด้วยแน่นอน จึงลุกขึ้นเดินออกไปทันที
เจ้าอีโจวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินตามออกไป
ไม่นานนัก ซางเทียนซั่ว เจ้าอีโจวและฟางรุ่ยที่อยู่ด้านหลังก็มาถึงห้องพักของข่งเซ่าหลง
เดินมาถึงหน้าห้อง ซางเทียนซั่วมองเจ้าอีโจวแวบหนึ่ง สายตาของทั้งสองเหมือนจะเข้าใจกันโดยปริยาย
ทั้งสองแทบจะยกเท้าถีบไปที่ประตูห้องพร้อมกัน
อย่าว่าแต่ประตูจะล็อกเลย ต่อให้เป็นบานพับประตูก็โดนถีบจนหลุดออกมา ทั้งประตูล้มไปด้านหน้า
ตอนนี้เอง ข่งเซ่าหลงที่อยู่ในห้องกับตู้หมิงก็เหมือนจะล้างหน้าบ้วนปากเสร็จแล้ว ตอนนี้อยู่ในชุดกางเกงขาสั้นตัวจิ๋วและเสื้อกล้ามกำลังพูดคุยกันอยู่
เสียงที่ดังสนั่นทำให้พวกเขาตกใจจนตัวโยนอย่างไม่ต้องสงสัย ตอนที่มองมาทางประตู สายตานั้นยังมีท่าทีหวาดระแวงอยู่
เห็นเป็นซางเทียนซั่วกับเจ้าอีโจว ข่งเซ่าหลงใจเต้นตุบตับครู่หนึ่ง อีกฝ่ายมาทำอะไรก็ไม่ต้องเดาเลย
“พวก…พวกแกทำอะไร”
ซางเทียนซั่วเชิดหน้าขึ้น พูดว่า “ไปบ้านแม่แกมั้ง ยังจะถามอีกเรอะ จะมากระทืบหมาอย่างแกสักรอบไง!”
ข่งเซ่าหลงและตู้หมิงอึ้งไป ทั้งสองเหมือนจะหายใจฮึดฮัดขึ้นมา
“ฉันจะบอกแกให้นะ อย่ารนหาที่ตาย แกกล้าแตะต้องพวกฉันดูสิ หลังจากนี้ฉันเจอพวกแกครั้งหนึ่งก็จะกระทืบแกครั้งหนึ่ง!” ข่งเซ่าหลงพูดพลางชี้หน้าซางเทียนซั่ว
เผชิญหน้ากับคำเตือนของข่งเซ่าหลงที่ไม่แข็งกร้าวเลยสักนิด ซางเทียนซั่วจึงแค่นหัวเราะ เดินไปด้านหน้าต่อทันที
ข่งเซ่าหลงสูดลมหายใจลึก เอนไปพิงที่ผนังด้านหลังอย่างแรง
“ไอ้สารเลว พวกแกลองลงมือดูสิ ถ้าฉันตะโกนก็จะมีคนหลายสิบคนเข้าประชิดพวกแกเลย!”
ซางเทียนซั่วส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม “งั้นเหรอ งั้นก็ลองดูสิ แกตะโกนเลย ตะโกนสิ ให้ฉันฟังหน่อยว่าแกตะโกนยังไง!”
ซางเทียนซั่วพูดพลางเดินไปด้านหน้า ยกมือขึ้นตบไปที่ปากอีกฝ่ายอย่างแรง
ข่งเซ่าหลงรู้สึกแค่ว่าปวดแสบปวดร้อนไปครึ่งหน้า กระทั่งรู้สึกชาเล็กน้อยด้วย ในสมองส่งเสียงหวึ่งๆ
“ตะโกนสิ แม่งเอ๊ย ตะโกนให้ฉันดูสิ!”
ซางเทียนซั่วพูดแล้วก็ตบไปอีกทีหนึ่ง
ข่งเซ่าหลงมองซางเทียนซั่วอย่างงงๆ
ตั้งแต่ที่ติดตามเฉิงฮ่าว นี่เป็นครั้งแรกที่เขาโดนตบจริงๆ เขากระทั่งไม่เคยคิดมาก่อนด้วยซ้ำว่าในวิทยาเขตตะวันออกจะมีคนกล้าตบเขา
“ช่วยด้วย!”
จากนั้น ข่งเซ่าหลงก็ตะโกนออกมาอย่างไม่รู้ตัว
ตอนที่ตะโกนออกมา ตัวเขาเองก็นึกเสียใจ นี่เหมือน…จะโคตรน่าอายเลยนี่หว่า
ซางเทียนซั่วและเจ้าอีโจวก็อึ้งไป วินาทีถัดมาก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
ตอนนี้ เจ้าอีโจวก็เดินมาหาตู้หมิง
ตอนนี้ตู้หมิงกำลังจะลุกขึ้นพอดี เจ้าอีโจวก็ยกเท้าถีบเข้าที่ท้องของเขา
ตุบตับไปยกหนึ่ง ซางเทียนซั่วกับเจ้าอีโจวก็กระทืบใส่ไม่ยั้งไม่เหมือนกับตอนโดนรุมกระทืบที่สู้กลับได้ไม่ถึงหนึ่งนาที
สามสี่นาทีเต็มๆ ไม่ได้หยุดเลย
รอยแผลบนใบหน้าข่งเซ่าหลงและตู้หมิงหนักกว่าพวกเขาสองคนมาก
อีกทั้งซางเทียนและเจ้าอีโจวลงมือหนักกว่า ตอนนี้ พวกข่งเซ่าหลงทั้งสองคนก็ลุกไม่ขึ้นเลย
ซางเทียนซั่วก็เช็ดรอยเลือดที่หมัด พูดว่า “ไอ้สารชั่ว ดูซิว่าใครเจอครั้งหนึ่งจะกระทืบครั้งหนึ่ง!”
พูดจบ เขาก็ถ่มน้ำลายใส่ข่งเซ่าหลง อารมณ์ร้อนรุ่มในใจถึงได้หายไป
เดินออกมาจากหอพักของข่งเซ่าหลง ฟางรุ่ยก็พูดยิ้มๆ “ใช้ได้นี่ ไม่ต้องให้ฉันลงมือเลย”
“เยาะเย้ยฉันใช่ไหม กระทืบเด็กสองคนนี้ยังต้องให้แกลงมือด้วยหรือไง”
เจ้าอีโจวกวาดตามองฟางรุ่ย ไม่ได้พูดอะไร ตอนที่อยู่ที่สวนสวินเฟิงเขาก็ได้รู้ความสามารถของฟางรุ่ยแล้ว
ถึงจะไม่ได้ประมือกันจริงๆ แต่เห็นการเคลื่อนไหวก็ดูออกว่าเป็นยอดฝีมือ
ดังนั้น ที่จริงตอนนี้เขาก็รู้สึกมั่นใจแล้ว
อย่างไรจากท่าทีของซ่งจื่อเซวียนเมื่อครู่ก็ดูออกได้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ล้อเล่น เขาต้องการจัดการเด็กเปรตพวกนี้จริงๆ
…
ข่งเซ่าหลงค่อยๆ ลุกขึ้น นั่งลงที่เตียง ใบหน้าโกรธแค้น
“แม่งเอ๊ย ไอ้เวรตะไล ไม่คิดเลยว่าจะกล้ากระทืบฉัน ฉันจะเอาพวกแม่งให้พิการทั้งหมดเลย!”
ระหว่างที่พูด แววตาของข่งเซ่าหลงก็มีประกายโหดเหี้ยมขึ้นมา
นักเรียนพวกนี้ใช่ว่าจะโหดเหี้ยมไม่ได้เลย อย่างไรอาจารย์ที่รับผิดชอบคนก่อนๆ…ก็เข้าโรงพยาบาลไปแล้ว
“เซ่าหลง เอาไงดีล่ะตอนนี้ ไม่คิดว่าไอ้สองคนนี้จะเหี้ยมขนาดนี้!”
ตู้หมิงพูด ขณะที่พูด ก็เห็นความขลาดกลัวบนหน้าเขาเล็กน้อยอย่างชัดเจน
เคยต่อยตีในวิทยาลัยไม่ใช่เรื่องโกหก แต่ไม่เคยโดนกระทืบมาก่อนน่ะสิ ครั้งนี้ค่อนข้างตกใจแล้วจริงๆ
“หึ คืนนี้ก็คืนนี้สิ ไป ไปหาพี่ฮ่าว!”
กำลังดื่มไวน์แดงในห้อง ก็ได้ยินเสียงเคาะประตู เฉิงฮ่าวก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแล้ว
ถ้าเป็นปกติ เขาคงคิดว่าตอนนี้น่าจะเป็นพวกข่งเซ่าหลงมารายงานสถานการณ์
เช่นกระทืบอย่างไร กระทืบจนสองคนนั้นอยู่ในสภาพไหน
แต่ตอนนี้…เขากลับรู้สึกว่าไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น
“เข้ามา
ตอนที่ข่งเซ่าหลงและตู้หมิงเดินเข้ามา เฉิงฮ่าวก็รู้ว่าตนเดาถูกแล้ว
“พี่ฮ่าว!”
“พี่ฮ่าว!”
เฉิงฮ่าวมองรอยแผลบนหน้าทั้งสอง พยักหน้า
“โดนกระทืบมาเหรอ”
ข่งเซ่าหลงถอนหายใจ “ไอ้สารเลว พวกมันไม่สนใจกฎระเบียบ ดึกดื่นขนาดนี้ ฉันกับตู้หมิงจะนอนกันแล้ว เข้ามาก็กระทืบเลย”
“ไม่สนกฎระเบียบ? กฎระเบียบอะไร ตอนพวกแกไปกระทืบพวกมัน ก็น่าจะไม่มีแจ้งเตือนล่วงหน้านี่”
ประโยคนี้ของเฉิงฮ่าวทำให้ข่งเซ่าหลงกับตู้หมิงพูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง
ไม่ต้องสนเรื่องถูกหรือว่าผิดก่อน แต่…พี่ฮ่าวพูดแบบนี้ ตกลงว่าอยู่ข้างไหนล่ะเนี่ย
เฉิงฮ่าวแกว่งแก้วไวน์แดงในมือ พูดว่า “ซ่งจื่อเซวียนลงมือแล้วเหรอ”
ทั้งสองส่ายหน้า ข่งเซ่าหลงพูด “เป็นซางเทียนซั่วกับเจ้าอีโจว สองคนนี้ลงมือเหี้ยมโหดพอควร เป็นการเอาคืนที่โดนกระทืบก่อนหน้านี้ทั้งหมดจริงๆ”
ได้ยินดังนั้น เฉิงฮ่าวก็ยิ้มบางๆ “นั่นก็เป็นเพราะซ่งจื่อเซวียนสั่งให้พวกมันไป ไม่อย่างนั้น…พวกมันจะมีความมั่นใจแบบนั้นจากไหน”
“อะไรนะ ซ่งจื่อเซวียน? พี่ฮ่าว คนคนนี้ไม่อยากอยู่สงบๆ แล้วมั้ง ไม่งั้นพวกเรา…”
ข่งเซ่าหลงพูดพลางเผยสีหน้าเย็นชา
เฉิงฮ่าวเงียบไปครู่หนึ่ง พูดว่า “ตอนนี้กลับไปกระทืบ เขาก็เตรียมตัวเรียบร้อยแล้ว”
เฉิงฮ่าวลุกขึ้นเดินสองสามก้าว ทิ้งตัวนั่งที่เตียง พูดว่า “พรุ่งนี้แล้วกัน พรุ่งนี้เช้าบอกคนของเราว่าไม่ต้องไปเข้าเรียน ส่วนไอ้ค่าปรับเช็กชื่อของเขานั่น…มาเอาที่ฉัน”
ข่งเซ่าหลงพยักหน้าอย่างแรง “ทราบแล้วครับพี่ฮ่าว ฉันจะรีบไปแจ้งเดี๋ยวนี้”
“อืม พรุ่งนี้ฉันจะตื่นเช้า ไปดวลกับอาจารย์คนใหม่พร้อมกับพวกแก”
พูดจบ เฉิงฮ่าวก็แค่นหัวเราะ เสียงหัวเราะเต็มไปด้วยความหยามเหยียด
…
ในห้องพัก
ซางเทียนซั่วและเจ้าอีโจวเล่าเรื่องเมื่อครู่จบ ซ่งจื่อเซวียนก็พยักหน้า “โอเค รุ่ยจื่อ เรากลับกันเถอะ”
“อย่า อย่านะอาจารย์”
“หืม” ซ่งจื่อเซวียนหันหลังกลับมา
“ถ้าอาจารย์จะกลับไป…ทิ้งรุ่ยจื่อไว้ได้ไหม”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินก็มองฟางรุ่ย แล้วมองเจ้าอีโจว
เจ้าอีโจวก็พยักหน้าทันที เห็นได้ชัดว่าเขาก็คิดว่าฟางรุ่ยจะปกป้องคุ้มครองพวกเขาได้สักหน่อย
อย่างไรการกระทืบแค่ข่งเซ่าหลงและตู้หมิงไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่ถ้ามากระทืบพวกเขากันครึ่งห้องอีกรอบ…
คงทนไม่ไหวจริงๆ
สองหมัดยากจะสู้สี่มือนะ
“ทิ้งรุ่ยจื่อไว้ที่นี่เหรอ ทำไมล่ะ” ซ่งจื่อเซวียนถาม
“ทำไมเหรอ ช่วยไงอาจารย์ เดี๋ยวพวกเขากลับมากระทืบแน่ แถม…”
ซางเทียนซั่วพูดพลางมองประตูห้อง
“แถมแม้แต่ประตูพวกเราก็ไม่มี ถ้ามา ก็ไม่มีอะไรไว้ขวางเลย”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม “ไม่ต้องหรอก วันนี้พวกเขาไม่มาแน่นอน แต่ว่า..เหอะๆ พรุ่งนี้เดาว่าน่าจะมีละครสนุกๆ ให้ดู”
เห็นทั้งสองคนจากไป ซางเทียนซั่วและเจ้าอีโจวก็สบตากัน
“แม่งเอ๊ย แกซ่อมประตูเป็นไหม” ซางเทียนซั่วเอ่ย
เจ้าอีโจวส่ายหน้า
“ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง ไม่รู้ว่าแกทำอะไรได้ งั้นคืนนี้ก็รอโดนกระทืบแล้วกัน” พูดจบ ซางเทียนซั่วก็กลิ้งบนเตียง นอนไขว้ขา
เจ้าอีโจวกลอกตาใส่เขา “ใช้ฉันจะมีประโยชน์อะไร อย่างกับแกซ่อมประตูได้อย่างนั้นแหละ”
“เหอะะ งานแบบนั้นไม่ใช่งานที่คนชั้นสูงอย่างฉันทำหรอก ยังไงวันนี้ก็โดนกระทืบอยู่ดี ซ่อมไปก็โดนถีบ ช่างเถอะ!”
เรื่องราวเป็นแบบนี้ไปแล้ว ซางเทียนซั่วก็พลิกตัว ไม่นานก็หลับไป
ส่วนเจ้าอีโจว คืนนี้ก็พลิกตัวไปมา
มาอยู่ที่วิทยาลัยได้ไม่นาน แต่ก็ประมาณหนึ่งสัปดาห์แล้ว
อาจารย์ซ่งท่านนี้ทำให้เขาเดาไม่ออกอยู่บ้าง
ก่อนหน้านี้ตอนที่พูดคุยกันที่ร้านสวนสวินเฟิง เขามักจะคิดว่าซ่งจื่อเซวียนปกป้องซางเทียนซั่ว แต่ที่จริงพอคิดให้ดีๆ เขาก็นับว่ายุติธรรม
อย่างน้อยก็ไม่ได้สั่งให้ลูกน้องทำอะไรตน ฝีมือลูกน้องคนนั้นของเขาแข็งแกร่งขนาดนั้น ถ้าลงมือจริงๆ ตนคงตั้งรับไม่ไหวแน่
หลังจากมาที่วิทยาลัย ซ่งจื่อเซวียนทำให้เขารู้สึกว่าเป็นคนขี้ขลาด กลัวมีเรื่อง ไม่กล้าทำ
แต่สองวันนี้เขาสับสนจริงๆ เช็กชื่อเข้าเรียน จัดการนักเรียนเปรตพวกนั้น
วันนี้มาสั่งให้ลูกน้องตามพวกเขาไปซ้อมข่งเซ่าหลงยกหนึ่งอีก
ตกลง…เขาเป็นคนยังไงกันแน่
เจ้าอีโจวยังกังวลกับจุดนี้มาก สำหรับเขา เรียนกับคนแบบไหน ก็จะส่งผลกระทบกับอนาคตของตนอย่างแท้จริง
คิดไปคิดมา ไม่รู้ว่านานแค่ไหน เจ้าอีโจวก็ค่อยๆ เข้าสู่ห้วงนิทรา
…
หอพักอาจารย์
หอพักอาจารย์ของวิทยาลัยทั้งสองวิทยาเขตได้รับการออกแบบเหมือนวิลล่าไฮเอนด์ทั้งหมด แต่ใหญ่กว่าวิลล่ามาก
อาจารย์ทั้งหกคนพักอยู่ด้านใน ล้วนมีความรู้สึกเหมือนอยู่วิลล่าเพียงลำพัง อย่างไรที่ว่างก็กว้างเกินไป
กลับมาจากหอพักนักเรียน ซ่งจื่อเซวียนก็พาฟางรุ่ยไปที่โซนสันทนาการ
เปิดไวน์แดงขวดหนึ่งของที่นี่ สูบบุหรี่ ก็ถือว่าพึงพอใจแล้ว
ขณะที่กำลังดื่ม เงาร่างคนคนหนึ่งก็เดินเข้ามาใกล้ๆ
“อาจารย์ซ่ง เหอะๆ ขอแนะนำตัวหน่อยแล้วกัน ผมชื่อหงเทียนเหว่ย เรามาคุยกันเถอะ
หงเทียนเหว่ยพูดจบ ก็นั่งลงฝั่งตรงข้ามซ่งจื่อเซวียน
……………………………………………….
……….