เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 452 มียางอายบ้างไหม
ตอนที่ 452 มียางอายบ้างไหม
………………..
วังเหว่ยเดินไปที่ห้องทำงาน จากนั้นจึงเลื่อนเมาส์คลิกสองสามครั้ง
จากนั้นเครื่องฉายภาพโปรเจคเตอร์ภายในห้องทำงานก็ปรากฏเนื้อหาสะท้อนออกมาบนผนัง
“ผอ.เฉิง นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงอาหารวันนั้นครับ”
เฉิงหวาลี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย “หืม นี่มัน…ไม่ใช่ภาพที่ถ่ายได้จากกล้องวงจรปิดของเรา แต่มาจากโทรศัพท์ใช่ไหม”
“ใช่ครับ มีคนแอบส่งมาให้ผมแบบส่วนตัวครับ”
“เนื้อหาในกล้องวงจรปิดล่ะ” เฉิงหวาลี่ถาม
“ผมไปตรวจดูวันนี้ตอนเช้า ภาพในช่วงนั้นว่างเปล่าครับ เห็นบอกว่าเกิดเหตุขัดข้อง แต่ผมคิดว่ามีคนลบออกไป”
เฉิงหวาลี่ตกตะลึงเล็กน้อย “มีคนลบออกเหรอ”
ในไม่ช้า บนเครื่องฉายภาพโปรเจคเตอร์ก็ปรากฏภาพการปะทะกันของพวกข่งเซ่าหลงกับเจ้าจัวเมื่อหนึ่งวันก่อนหน้านี้
การทะเลาะถกเถียงและการลงมือชกต่อยกัน….จนถึงตอนที่หยางจวิ้นเย่ปรากฏตัว ภาพทุกอย่างถูกถ่ายไว้อย่างชัดเจน
เฉิงหวาลี่หรี่ตาทั้งสองข้างเล็กน้อย สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แอบรู้สึกตกใจ
วังเหว่ยมองเฉิงหวาลี่ แล้วเอ่ยยิ้มๆ ว่า “ผอ.เฉิง พฤติกรรมของนักเรียนพวกนี้มีความนักเลงพอควรนะครับ”
เฉิงหวาลี่เงียบไปครู่หนึ่ง
“ฉันตกใจมาก ตกใจมากจริงๆ วังเหว่ย ต้องเก็บรักษาวิดีโอนี้ไว้ให้ดีนะ”
วังเหว่ยพยักหน้า
“ในวิทยาลัยแห่งนี้ ฉันไม่เคยเอาเรื่องการปะทะกันระหว่างนักเรียนเลย เพราะฉันคิดว่าหลายครั้งการปะทะกันก็เป็นการแสดงความแข็งแกร่งอย่างหนึ่ง
ถึงจะดูโอหังและเป็นนักเลงไปหน่อย แต่ก็เป็นลักษณะเด่นที่เด็กวัยหนุ่มพึงมี”
ได้ยินดังนั้น วังเหว่ยก็รู้สึกเลื่อมใสเฉิงหวาลี่จากใจจริง
เขาอายุขนาดนี้แล้ว แต่ยังพูดคำแบบนี้ออกมา ไม่มีความเป็นหัวโบราณเลยสักนิด กลับกันยังมีแนวคิดที่คนยุคสมัยใหม่ควรมี
“แต่ฉันก็คิดไม่ถึงว่าอาจารย์คนหนึ่งและเป็นผู้ใหญ่แล้ว จะทำตัวแบบนี้
มองดูนักเรียนล้มไปกับพื้น หมดสติ ถึงขั้นไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดียังไง แต่เขากลับเดินออกไปอย่างเฉยชา
จิตใจคนเราไม่บริสุทธิ์เหมือนคนโบราณแล้ว” เฉิงหวาลี่หัวเราะอย่างขมขื่น “อ้อใช่วังเหว่ย เรื่องที่เกิดขึ้นในห้องทำอาหารวันนี้ตอนเช้า นายลองไปสืบหน่อย”
“ฉันอยากรู้ต้นสายปลายเหตุของเรื่องนี้ ที่อู๋ซิ่วบอกฉันเมื่อกี้นี้ ฉันไม่รู้เค้าโครงเรื่องเดิมมาก่อน เลยตัดสินให้ไม่ได้”
เฉิงหวาลี่กล่าว
วังเหว่ยพยักหน้า เขาแอบชื่นชมอยู่เงียบๆ ภายในใจ เฉิงหวาลี่ทำอะไรจะพิจารณาอย่างรอบคอบทุกด้านเสมอและจะไม่ตัดสินง่ายๆ
“ผอ.เฉิง คุณลองดูช่วงนี้อีกทีหน่อยครับ”
เฉิงหวาลี่มองวังเหว่ยพลางพูดยิ้มๆ “นายนี่ก็มีของอยู่ไม่น้อยนะ”
“เหอะๆ และยังเป็นของดีอีกด้วยครับ” วังเหว่ยพูดแล้วใช้คอมพิวเตอร์เปิดวิดีโออีกตัวหนึ่ง
มองดูวิดีโอที่สะท้อนอยู่บนผนังแล้ว เฉิงหวาลี่ก็ถอนหายใจอย่างจนใจ
ความจริงบนวิดีโอนั้นชัดเจนมาก
ซ่งจื่อเซวียนพานักเรียนไปลงทะเบียน หยางจวิ้นเย่ใช้อำนาจบาตรใหญ่แย่งห้องทำอาหารที่มีอยู่ห้องเดียวไป
เมื่อนึกถึงใบหน้าของหยางจวิ้นเย่ตอนที่อยู่ในห้องทำงาน เฉิงหวาลี่ก็รู้สึกโกรธขึ้นมา
“หยางจวิ้นเย่คนนี้ หึ…ไม่รู้จริงๆ ว่าเขาเป็นลูกศิษย์ของโอวหยางเฟิ่งเหยาได้ยังไง ลบหลู่สำนักอาจารย์กันชัดๆ!”
วังเหว่ยก็ถอนหายใจหนึ่งทีเหมือนกัน “ผอ.เฉิง ถ้าผมไปตรวจสอบวิดีโอนี้ตอนนี้ ก็น่าจะหายไปแล้วเพราะเกิดเหตุขัดข้องเหมือนกัน คุณเชื่อไหมครับ”
เฉิงหวาลี่ครุ่นคิด แล้วพยักหน้าพูดว่า “น่าจะใช่ วังเหว่ย ห้องมอนิเตอร์ขึ้นอยู่กับหน่วยรักษาความปลอดภัย นายเป็นคนดูแล ทำไมถึงปล่อยให้คนอื่นลบวิดีโอได้ล่ะ”
พูดถึงตรงนี้ วังเหว่ยก็ยิ้มอย่างจนปัญญา จากนั้นจึงหยิบกาน้ำชามารินน้ำให้เฉิงหวาลี่ต่อ
“ผอ.เฉิง ในวิทยาลัยของเรา…การใช้งานของฝ่ายธุรการเริ่มน้อยลงเรื่อยๆ แล้วครับ”
แต่ผอ.เฉิง วิทยาลัยถูกควบคุมโดยหลินอู๋ซิ่ว การดูแลอาจารย์ขึ้นอยู่กับโหย่วไท่ อันที่จริงแล้ว…ก็น่าขำอยู่นะครับ”
เฉิงหวาลี่ได้ยินแล้วแต่ไม่ได้พูดอะไร เป็นสัญญาณบอกให้วังเหว่ยพูดต่อ
“ความจริงอำนาจสองอย่างนี้ขึ้นอยู่กับแผนกบริหารและแผนกบุคลากรที่อยู่ในฝ่ายธุรการทั้งหมด แต่หลังจากแยกออกไปแล้วก็เกิดความยุ่งยากตามมา
ในเมื่อพูดถึงตรงนี้แล้ว ผมก็ขอพูดตรงๆ แล้วกันนะครับ ผอ.หลินเข้ามายุ่งงานของฝ่ายธุรการมากเกินไป
อย่างเช่นพวกอุปกรณ์ หนังสือเรียนที่ใช้สำหรับการเรียนการสอนและของในสำนักงาน ควรต้องเป็นพวกเขาเสนอขึ้นมา ทางฝ่ายธุรการอนุมัติ จากนั้นจึงค่อยออกไปซื้อ
แต่ตอนนี้ผอ.หลินถึงขั้นสร้างกองทุนการสอนขึ้นมา กองทุนนี้จะออกเงินสำหรับการสอนให้พวกเขาโดยเฉพาะ แบบนี้แผนกการเงินทางฝั่งผมก็เหมือนไม่มีตัวตนเลยครับ”
ได้ยินดังนั้น เฉิงหวาลี่ยังคงเงียบเหมือนเดิม เขาเริ่มวิเคราะห์ว่าตัวเองแบ่งอำนาจเช่นนี้มีปัญหาอะไรกันแน่
หากดูผิวเผินคืออำนาจถูกแยกไป แต่ก็ยังอยู่ขอบเขตอำนาจของตัวเอง ความจริงเขาหวังว่าจะขยายอำนาจให้มากขึ้น แต่กลับกลายเป็นปัญหาวุ่นวาย
“ฝั่งของห้องทำอาหาร ผอ.หลินก็ไปดูบ่อยๆ และยังออกข้อชี้แนะกับสั่งงานเจ้าหน้าที่ฝั่งนั้น คุณคิดว่าแบบนี้ถือว่ารุกล้ำอำนาจไหมครับ”
เฉิงหวาลี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ “ฉันพอเข้าใจแล้ว ฝั่งโหย่วไท่ล่ะ นายมีอะไรอยากพูดไหม”
“เหอะๆ อาจารย์โหย่ว…ความจริงแบ่งงานด้านบุคลากรไปให้เขา ใช่ว่าเขาจะสบาย
ปกติอาจารย์โหย่วจะทุ่มเทให้กับการวิจัยด้านวิชาการ รวมถึงต้นกำเนิด การพัฒนาของอาหารรสเลิศ และตระกูลอาหารรสเลิศในยุคปัจจุบัน แต่ให้เขามาดูแลบุคลากร ถือว่าเป็นการเพิ่มภาระให้เขาครับ”
เฉิงหวาลี่ฟังแล้วจึงพยักหน้าช้าๆ “วังเหว่ย ตอนนี้อู๋ซิ่วขออาคารขนาดเล็กฝั่งทิศเหนือไปแล้ว บอกว่าต้องการสร้างเป็นห้องทำอาหาร เรื่องนี้ฉันได้ตกลงไปแล้ว แต่เรื่องของการฝ่ายธุรการนายต้องรับผิดชอบทั้งหมด”
“เข้าใจแล้วครับ”
“สองสามวันนี้เขาจะคอยอยู่ดูการออกแบบทางนั้น นายจับตาดูด้วยแล้วกันนะ ถ้ามีปัญหาก็บอกว่าเป็นความต้องการของฉัน”
วังเหว่ยพยักหน้า “ได้ครับ ผอ.เฉิง ยังไงสิทธิ์การอนุมัติออกเงินทุนและการจัดซื้อก็ต้องอยู่ที่ฝ่ายธุรการ”
“ฉันจะพิจารณาเรื่องอื่นเอง แล้วก็เรื่องของซ่งจื่อเซวียน…นายไม่ต้องไปหาแล้ว เขาไม่ผิด ถ้ามีโอกาสได้เจอเขา ก็บอกเขาให้ทำให้เต็มที่ ฉันจะรอดูผลลัพธ์ของห้องหกวิทยาเขตตะวันออก!”
…
อีกสองวันต่อมา ห้องหกวิทยาเขตตะวันออกเริ่มอยู่ในสภาพที่เป็นระเบียบวินัยอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ทุกวันตอนเช้าไปออกกำลังกายที่สนาม ตอนเช้าเรียนวิชาภาคปฏิบัติ ตอนบ่ายเรียนวิชาฝึกสมรรถภาพร่างกาย
ซ่งจื่อเซวียนตื่นนอนตีห้ากว่าๆ ทุกเช้า แล้วไปลงทะเบียนที่ห้องทำอาหารก่อนเป็นคนแรก
เทียบเรื่องการตื่นนอนตอนเช้า อาจารย์พวกนั้นสู้ซ่งจื่อเซวียนไม่ได้
นี่คือความเคยชินที่ฝึกมาเป็นเวลานานหลายปี
อาจารย์คนอื่นตื่นนอนเวลาเจ็ดโมงกว่า วันเสาร์และวันอาทิตย์ก็จะนอนตื่นสายหน่อย
แต่ฝั่งของซ่งจื่อเซวียนจะไม่พลาดแม้แต่วันหยุดสุดสัปดาห์ วิชาภาคปฏิบัติทุกวันตอนเช้าแม้แต่ฟ้าผ่าก็ทำอะไรไม่ได้
แน่นอนว่า พวกนักเรียนก็ไม่คัดค้านแต่อย่างใด ตอนนี้พวกเขากำลังมีจิตใจที่ฮึกเหิม อยากจะเปลี่ยนแปลงสภาพของห้องหกเหมือนกับอาจารย์ใหม่คนนี้
ในช่วงสองสามวันนี้ ซ่งจื่อเซวียนได้รับผลลัพธ์อย่างหนึ่ง นั่นคือเขาเจอคนที่มีทักษะการทำอาหารที่ไม่ธรรมดาอีกหนึ่งคน
ตวนมู่เยวี่ย!
ถึงแม้ตวนมู่เยวี่ยจะทำตามสูตรในตำราทำอาหาร
แต่ขั้นตอนการประกอบอาหารสามารถทำได้อย่างราบรื่น ราวกับว่าอุปกรณ์ทำครัวทั้งหมดเป็นของเล่นที่อยู่ในมือเธอก็ไม่ปาน
กิริยาท่าทางผ่อนคลาย แต่กลับทำอาหารได้อย่างดีเลิศ
ซ่งจื่อเซวียนแอบตัดสินใจเงียบๆ เมื่อก่อนตวนมู่เยวี่ย…จะต้องคลุกคลีอยู่ที่ครัวด้านหลังแน่นอน
เนื่องจากเป็นวันอาทิตย์ ซ่งจื่อเซวียนไม่ได้จัดวิชาเรียนช่วงบ่าย เพราะนักเรียนก็ยังต้องการการพักผ่อน แม้จะเป็นการพักผ่อนช่วงสั้นๆ ก็ตาม
หลังจากเรียนวิชาภาคปฏิบัติเสร็จแล้ว ซ่งจื่อเซวียนก็เดินมาอยู่ตรงหน้าตวนมู่เยวี่ย “ตวนมู่ เธอมีเวลาไหม”
“หืม อาจารย์มีธุระอะไรกับฉันคะ”
“เหอะๆ ฉันอยากจะเลี้ยงข้าวเธอน่ะ และอยากคุยกับเธอด้วย” ซ่งจื่อเซวียนเอ่ย
เมื่อเทียบกันแล้ว ฝีมือการทำอาหารของตวนมู่เยวี่ย มีความชำนาญยิ่งกว่าข่งเซ่าหลงและเจ้าอี้โจวอย่างชัดเจน
“ได้ค่ะ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งเลย ไปกันเถอะค่ะ”
ตวนมู่เยวี่ยกลับไม่ลังเล ตอบตกลงทันที
จากนั้นทั้งสองคนจึงเดินออกจากห้องฝึกภาคปฏิบัติ
“อาจารย์ซ่ง จู่ๆ อยากเลี้ยงข้าวฉัน มีจุดประสงค์อะไรหรือเปล่าคะ”
ระหว่างที่เดินอยู่ จู่ๆ ตวนมู่เยวี่ยก็เอ่ยถามขึ้นมา
แต่น้ำเสียงที่อ่อนโยนและเป็นกันเองนั้น เหมือนกำลังคุยเล่นกันมากกว่า
“เหอะๆ ถ้าฉันบอกว่าไม่มีก็ดูเหมือนจะเสแสร้งเกินไป แต่มากไปกว่านั้นฉันอยากจะคุยกับเธอเรื่องการฝึกภาคปฏิบัติสองวันที่ผ่านมานี้
ตวนมู่ ฉันเห็นว่าทักษะการทำอาหารของเธอไม่เลวเลย”
ตวนมู่เยวี่ยยิ้ม “ไม่กล้ารับค่ะ เทียบกับอาจารย์ซ่งแล้วยังห่างกันมาก และฉันก็เคยกินอาหารของคุณมาแล้วนะคะ”
ตวนมู่เยวี่ยพูดถึงข้าวผัดจักรพรรดิของซ่งจื่อเซวียนนั่นเอง
“ฮ่าๆๆ เธอยังจำได้เหรอ ถ้ามีโอกาสฉันจะเลี้ยงข้าวผัดจักรพรรดินะ”
“สัญญาแล้วนะ เกี่ยวก้อยกันค่ะ!”
“ได้เลย!”
ขณะพูด นิ้วมือของทั้งสองคนก็เกี่ยวเข้าด้วยกัน ก่อนจะยิ้มบางๆ ออกมา
“เยวี่ยเอ๋อร์ ทำอะไรน่ะ”
และในตอนนี้เองก็มีเสียงหนึ่งดังเข้ามา ตามมาด้วยผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังวิ่งเข้ามา
ซ่งจื่อเซวียนหันไปมอง นั่นคือผู้ชายที่ไปส่งตวนมู่เยวี่ยที่หอพักวิทยาเขตตะวันออกในวันนั้น
และตำแหน่งที่อยู่ไม่ไกล ยังมีรถเก๋งคันของเขาจอดอยู่
ผู้ชายคนนั้นวิ่งมาอยู่ตรงหน้า จับข้อมือของซ่งจื่อเซวียนไว้แล้วสะบัดออกทันที
ตวนมู่เยวี่ยอึ้งไป “เฉินเฟิง นายมาทำอะไรเนี่ย”
“ขอโทษด้วยนะเฉินเฟิง วันนี้ฉันไม่ว่าง ฉันกับอาจารย์ของฉันนัดว่าจะไปกินข้าวด้วยกันแล้ว”
ได้ยินประโยคนี้ เฉินเฟิงจึงมองไปทางซ่งจื่อเซวียนทันที ถึงจะบอกว่ามอง แต่พูดว่าถลึงตาใส่จะดีกว่า
ตอนที่เขาถลึงตาคู่นั้น…แทบจะมีไฟพวยพุ่งออกมา
“อาจารย์เหรอ คุณเป็นอาจารย์ของห้องหกวิทยาเขตตะวันออกใช่ไหม” เฉินเฟิงถามด้วยน้ำเสียงยั่วยุเล็กน้อย
ซ่งจื่อเซวียนมองเฉินเฟิงคนนี้ หน้าตาก็หล่อเหลาดี เพียงแต่ดูเป็นผู้ชายน้อยไปหน่อย
เป็นคนที่ทุกคนล้วนมองออกว่าเขาชอบตวนมู่เยวี่ย และตอนนี้กำลังหึงอยู่
แต่เป็นผู้ชาย…มาทำตัวหึงแบบนี้จะทำให้เสียภาพลักษณ์อยู่บ้าง
“ใช่ครับ”
“เหอะๆ ผมได้ยินชื่อเสียงมานานแล้ว อาจารย์หลงของพวกเราพูดถึงคุณบ่อยมาก”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า ดูท่าอีกฝ่ายจะเป็นคนของวิทยาเขตตะวันตก ไม่แปลกใจเลยที่พูดจาโอหังเช่นนี้
แต่ความโอหังนี้เป็นสิ่งที่ซ่งจื่อเซวียนเกลียดที่สุด
ซ่งจื่อเซวียนแค่มองเขา แต่ไม่สนใจ
เฉินเฟิงกระอักกระอ่วนไปเล็กน้อย ก่อนจะพูดว่า “คุณนัดตวนมู่เยวี่ยเหรอครับ”
“ใช่ครับ”
“อาจารย์นัดนักเรียน…ผมว่าคุณควรจะควบคุมตัวเองหน่อย ยังไงก็ยังอยู่ในสถานะของอาจารย์นะ”
ซ่งจื่อเซวียนเหลือบตามองเขา แล้วหันไปมองตวนมู่เยวี่ย “ตวนมู่ ถ้าเธอมีเวลาพวกเราก็ไปกินข้าวกัน แต่ถ้าไม่มีเวลาเราไปกินข้าวครั้งหน้าก็ได้”
“มีเวลาค่ะ ฉันรับปากคุณไปแล้วไม่ใช่เหรอคะ” ตวนมู่เยวี่ยพูดทันที
เฉินเฟิงรู้สึกโมโหขึ้นมา เขามองซ่งจื่อเซวียนด้วยความโกรธและเอ่ยว่า “ซ่งจื่อเซวียน อาจารย์ซ่ง! คุณมีอะไรก็พูดกับผมตรงๆ ได้เลย ทำไมต้องทำให้ตวนมู่เยวี่ยลำบากใจด้วย มียางอายบ้างไหมครับ”
…………………………………………