เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 453 เริ่ม
ตอนที่ 453 เริ่ม
………………..
ได้ยินเฉินเฟิงพูดเช่นนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็หัวเราะหนึ่งทีด้วยความสนใจ
“หืม คิดว่าฉันอาศัยสถานะของอาจารย์นัดตวนมู่เยวี่ยไปกินข้าวงั้นเหรอ”
“หรือว่าไม่ใช่ครับไร้ยางอาย!”
“พอแล้วเฉินเฟิง วันนี้ฉันไม่ได้บอกให้นายมาหาฉัน นายจะไปไหนทำอะไรก็ไป อย่ามาทำให้ฉันรำคาญ!”
จู่ๆ ตวนมู่เยวี่ยก็พูดขึ้นมา
เฉินเฟิงตกตะลึง ก้มหน้าทันที
“เยวี่ยเอ๋อร์ ถ้าอย่างนั้น…ถ้าอย่างนั้นพวกเราไปกินข้าวเย็นด้วยกันไหม”
“วันนี้ฉันขี้เกียจกินข้าวกับนาย กลับไปที่วิทยาเขตตะวันตกของนายเลย” ตวนมู่เยวี่ยเอ่ย
เสียงของเธอไม่สูงมาก แต่เหมือนกับมีดเล่มหนึ่ง ที่ปักเข้ากลางใจของเฉินเฟิง
ผู้ชายคนหนึ่ง…สามารถทนคำพูดแบบนี้ได้ คงไม่มีศักดิ์ศรีแล้วใช่ไหม
อย่างไรซ่งจื่อเซวียนก็คิดเช่นนี้อยู่ตอนนี้
เฉินเฟิงหันตัวเดินไปที่รถของตัวเอง ก่อนจะไปยังไม่ลืมหันมามองตวนมู่เยวี่ยอีกครั้ง
แววตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน เห็นได้ชัดว่า กิริยาท่าทีที่ตวนมู่เยวี่ยปฏิบัติต่อเขาไม่ได้ส่งผลต่อความกระตือรือร้นของเขาเลย
แต่ตอนที่สายตาของเขามองไปยังซ่งจื่อเซวียน กลับเป็นสายตาที่เฉียบคม และแฝงไปด้วยความเย็นชา
ระหว่างทางเดินไปยังโรงอาหาร ซ่งจื่อเซวียเอ่ยถามว่า “แฟนเหรอ”
“แฟนอะไรกันคะ ไม่นับ มากสุดก็เป็นได้แค่คนขับรถให้ฟรี อาจารย์ คุณไม่ได้คิดจะคุยเรื่องเฉินเฟิงกับฉันใช่ไหมคะ”
ตวนมู่เยวี่ยเงยหน้าพูด
ถึงแม้ตวนมู่เยวี่ยจะเป็นคนพูดตรงๆ อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ส่งผลต่อความสวยของเธอเลยสักนิด
โดยเฉพาะภายใต้แสงอาทิตย์ ยามที่แสงอาทิตย์ส่องกระทบใบหน้าอันเรียวเล็กของเธอ ผิวขาวอมชมพู ไม่รู้ว่ามีคนหันกลับมาตั้งกี่คน
ตวนมู่เยวี่ยยิ้มบางๆ “วางใจได้เลยค่ะอาจารย์ ถ้าเขากล้าพูดอะไรกับคุณอีก ฉันจะบล็อกเขาเลยค่ะ”
ฟังน้ำเสียงของตวนมู่เยวี่ยแล้ว ซ่งจื่อเซวียนพลันยิ้มอย่างจนใจ กลับรู้สึกสงสารเฉินเฟิงอยู่บ้าง
ผู้ชายตัวโตสูงประมาณหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตร โดนผู้หญิงคนหนึ่งดูถูกเช่นนี้ แต่ยังจะตามจีบอีก…
เพื่อความเงียบสงบ หลังจากมาถึงโรงอาหารแล้ว ซ่งจื่อเซวียนจึงรูดบัตรใช้ลิฟต์ พาตวนมู่เยวี่ยมาบนชั้นของอาจารย์
ตวนมู่เยวี่ยมองสภาพแวดล้อมโดยรอบ แล้วเอ่ยว่า “ฉันคิดว่าจะหรูมากเสียอีก ไม่ได้ต่างจากชั้นหนึ่งเลยนะคะ”
“เหอะๆ โรงอาหารของวิทยาลัยเน้นการตกแต่งที่เรียบง่ายเป็นหลัก ไม่ได้มีสีสันมาก แต่พูดคุยกันสะดวก”
ตวนมู่เยวี่ยยิ้มให้ “ฉันคิดว่าคุยจีบกันสะดวกมากกว่า อาจารย์ คุณชอบฉันหรือเปล่าคะ”
“หืม” ซ่งจื่อเซวียนชะงักไป ตวนมู่เยวี่ยคิดแบบนี้ได้อย่างไร
แต่เขากลับไม่รู้สึกแปลกใจ เมื่อก่อนรู้สึกว่าตวนมู่เยวี่ยดูลึกลับมาก แต่เมื่อได้พูดคุยกันสองสามครั้ง เขาพบว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนสบายๆ เหมือนกัน
พูดจาไม่ค่อยคิดหน้าคิดหลัง บางครั้งก็พูดจาไม่สนใจอะไรเท่าไร
แต่แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยก็แสดงว่าเธอเป็นคนตรงไปตรงมา คนแบบนี้คบเป็นเพื่อนง่าย
“วางใจได้ คุณจีบฉันก็จะได้เปรียบกว่า เพราะอยู่ใกล้กว่าค่ะ”
ตวนมู่เยวี่ยพูดพลางนั่งลงหน้าโต๊ะ
ตวนมู่เยวี่ยแต่งตัวเรียบง่าย แต่เวลานั่งตรงนี้ กลับรู้สึกถึงความสวยสง่าบางอย่างขึ้นมา
ถึงแม้เธอจะพูดจาเป็นกันเอง แต่การกระทำเหมือนได้รับการอบรมสั่งสอนที่เคร่งครัดก็ไม่ปาน สูงส่งและสง่าเป็นอย่างมาก
หรือหากเปลี่ยนเป็นสถานที่ใหญ่อื่นๆ ขอแค่ตวนมู่เยวี่ยนั่งลงตรงนั้น ก็ดูกลมกลืนเป็นอย่างยิ่ง
“เธออย่าพูดล้อเล่นสิ ถ้าอาจารย์อย่างฉันตามจีบเธอจริงๆ แบบนั้นไม่กลายเป็นคนไร้ยางอายเหมือนที่เฉิงเฟิงว่าเหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มให้บางๆ
ตวนมู่เยวี่ยยิ้มเล็กน้อย ไม่พูดอะไรต่อ
“กินอะไรดี”
ซึ่งเหมือนกับตอนที่อยู่ในหอหงเยวี่ย ไม่ว่าหลี่ม่านหงจะยุ่งแค่ไหน เธอก็จะไม่ยื่นมือเข้าไปช่วย
ซ่งจื่อเซวียนเดินไปยังเคาน์เตอร์ หยิบอาหารสองสามอย่าง หยิบผลไม้กับของหวานมาจำนวนหนึ่งแล้วกลับมาที่หน้าโต๊ะ
“เป็นไงบ้าง ลองดูว่าอร่อยถูกปากไหม”
ตวนมู่เยวี่ยมองของกินเหล่านั้น แล้วจึงยักไหล่ไปเรื่อย
“ยังไงก็ได้ ฉันบอกแล้วไม่ใช่เหรอ กินอะไรก็เหมือนกันค่ะ”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าเบาๆ “เหอะๆ ที่จริงก็ไม่มีอะไร แค่คุยกันตามสบาย พวกเรากินไปคุยไปก็ได้”
อาศัยเพียงประโยคนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็มองออกแล้วว่าตวนมู่เยวี่ยมีฐานะที่ไม่ธรรมดา
อาหารเหล่านี้ไม่ใช่อาหารชั้นยอด แต่เมื่อเทียบกับข้างนอกแล้วถือว่ายอดเยี่ยมกว่าไม่น้อย
ลำพังแค่มองสีสันก็โดดเด่นเป็นอย่างมากแล้ว
ตวนมู่เยวี่ยทำตัวเรียบเฉยเช่นนี้ เธอจะต้องเคยกินอาหารในงานใหญ่กว่านี้มาก่อนแน่นอน
“อ้อใช่ตวนมู่ เมื่อก่อนเธอเรียนการทำอาหารมาจากที่ไหนเหรอ” ซ่งจื่อเซวียนถาม
“คุณพูดว่าเรียน…หมายถึงเรียนกับอาจารย์คนไหนงั้นเหรอ” ตวนมู่เยวี่ยถาม
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า
“ไม่มีค่ะ แค่เรียนมั่วๆ กลัวตัวเองจะอดตายน่ะ”
ขณะพูด ตวนมู่เยวี่ยหยิบมันหวานขึ้นมากินหนึ่งชิ้น
เวลาทานอาหารตวนมู่เยวี่ยไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำเหมือนผู้หญิงคนอื่น แต่ไม่มีความเรียบร้อยเลยสักนิด
“ในห้องเรียนของพวกเรา ฝีมือการทำอาหารของเธอน่าจะยอดเยี่ยมที่สุด ตวนมู่ ถ้าเธอไม่ได้มอบตัวเป็นศิษย์กับอาจารย์คนไหน แบบนั้นก็น่าจะเป็นพรสวรรค์แล้ว”
“อาจารย์กำลังชมฉันใช่ไหมเนี่ย”
ตวนมู่เยวี่ยหันไปมองซ่งจื่อเซวียน แล้วยิ้มด้วยใบหน้าที่ไร้เดียงสาสดใสเหมือนพระอาทิตย์
ต้องยอมรับว่า หากไม่มีถังหย่าฉี ซ่งจื่อเซวียนคงห้ามใจตัวเองไม่อยู่แน่นอน เวลานี้ต้องรู้สึกใจเต้นแล้ว
“เดี๋ยวค่ะอาจารย์ ถ้าฉันเป็นผู้ชาย คุณเรียกฉันว่าตวนมู่ฉันจะไม่คัดค้านอะไรเลย แต่ฉันเป็นผู้หญิงนะคะ”
“หืม แล้วทำไมเหรอ” ซ่งจื่อเซวียนถาม
ตวนมู่เยวี่ยกลอกตาใส่หนึ่งที “คุณไม่รู้สึกแปลกเหรอคะ”
“ถ้างั้นฉันต้องเรียกเธอว่ายังไง”
“คุณลองคิดดูนะคะ พวกเราก็สนิทกันมากใช่ไหม คุณเรียกฉันว่าเยวี่ยเอ๋อร์ก็ได้ค่ะ เพื่อนของฉันก็เรียกฉันแบบนี้”
ซ่งจื่อเซวียนครุ่นคิด ดูเหมือนจะใช่จริงๆ เฉินเฟิงคนนั้นก็เรียกตวนมู่เยวี่ยแบบนี้
“โอเค เยวี่ย เยวี่ยเอ๋อร์ ฉันคิดว่า…”
“ไม่ใช่เยวี่ยเยวี่ยเอ๋อร์ เรียกเยวี่ยเอ๋อร์ค่ะ มา คุณลองพูดให้ฉันฟังดูค่ะ”
ซ่งจื่อเซวียนก็งุนงงจริงๆ ผู้หญิงคนนี้กำลังพูดเล่นกับตัวเองเพื่อความสนุก…
แต่เขาก็ยังลองพูดอีกครั้ง
“เยวี่ยเอ๋อร์ วันนี้ตอนบ่าย พวกเราต้องแข่งกับห้องสามวิทยาเขตตะวันตก ฉันอยากให้เธอลองดู”
ซ่งจื่อเซวียนจึงรวบรวมความกล้าแล้วพูดออกมา อย่างไร…เขาก็รู้สึกว่าตวนมู่เยวี่ยจะไม่ตอบตกลง
สองสามวันมานี้ นักเรียนของห้องหกมีจิตใจที่ฮึกเหิม
แต่มีตวนมู่เยวี่ยเพียงคนเดียวที่ไม่ใช่แบบนั้น เธอยังเหมือนเดิมดูเหมือนจะไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
ถึงแม้จะเป็นวิชาภาคปฏิบัติ เธอก็ทำแบบขอไปที แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ เธอก็ยังแสดงทักษะการทำอาหารที่แข็งแกร่งออกมาอย่างชัดเจน
“ฉันเหรอ เหอะๆ ฉันไม่สนใจค่ะ”
ตวนมู่เยวี่ยพูดจบก็ก้มหน้าทานอาหารต่อ
มองดูตวนมู่เยวี่ย ความจริงซ่งจื่อเซวียนก็ไม่อยากฝืนใจเธอ
แต่ไม่รู้ทำไม ซ่งจื่อเซวียนรู้สึกว่า…หากตวนมู่เยวี่ยไปแข่งได้ เช่นนั้นก็จัดการคนของห้องสามได้อย่างแน่นอน
แน่นอนว่าเขาก็ไม่รู้เหตุผล เป็นแค่ลางสังหรณ์เท่านั้น
“เยวี่ยเอ๋อร์ เธอ…ไม่ลองพิจารณาหน่อยเหรอ ยังไงห้องหกก็เป็นหนึ่งเดียวกันนะ เพราะงั้น…”
ซ่งจื่อเซวียนก็จนใจเช่นกัน เขามองออกว่าตวนมู่เยวี่ยไม่อยากจะสู้เพื่อห้องหกเลยด้วยซ้ำ
หากเขาพูดอีกครั้ง ก็จะเป็นการฝืนใจอย่างเห็นได้ชัด เขาจึงไม่คิดพูดต่ออีก
ดูท่าวันนี้คงต้องให้ซางเที่ยนซั่วกับเจ้าอีโจวขึ้นแทน
ตวนมู่เยวี่ยแอบมองซ่งจื่อเซวียนหนึ่งที แล้วแอบหัวเราะ
…
เวลาบ่ายสามโมง ซ่งจื่อเซวียนกับคนของห้องหกได้มาถึงลานกว้างด้านหลังของวิทยาลัย
การแข่งขันภายในวิทยาลัย สถานที่แห่งนี้เหมาะสมที่จะใช้งานที่สุด
แน่นอนว่า หากเป็นการแข่งขันทำอาหารที่จัดขึ้นโดยวิทยาลัย จะไม่จัดขึ้นที่นี่แน่นอน แต่จะจัดภายในห้องทำอาหาร
ที่นี่เป็นสถานที่นัดแข่งกันแบบส่วนตัว
บนลานกว้าง ได้ตั้งเตนท์ไว้เรียบร้อยแล้ว
เตนท์ที่สั่งทำพิเศษสามารถบังลมบังฝนได้ไม่มีปัญหา การแข่งขันของนักเรียนสองคนในวิทยาเขตตะวันตกครั้งที่แล้ว สามารถทำอาหารเสร็จท่ามกลางลมพายุได้
ตอนนั้นไม่มีผลกระทบต่อขั้นตอนการทำอาหารหรือคุณภาพของอาหารแม้แต่นิดเดียว
ดังนั้น หลังจากตอนนั้น การนัดแข่งแบบส่วนตัวจึงเริ่มจัดการแข่งขันด้านนอกตรงลานกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ
เวลานี้ บนลานกว้างมีคนอยู่ไม่น้อยแล้ว แต่เพราะไม่ได้จัดขึ้นภายในวิทยาลัย จำนวนคนที่เข้ามามุงดูจึงไม่สามารถเทียบกับการแข่งขันทำอาหารในวิทยาลัยได้เลย
แต่กลับเป็นการนัดแข่งระหว่างอาจารย์เป็นครั้งแรก ดังนั้นจึงมีหลายคนที่รู้สึกว่าน่าสนใจ เข้ามามุงล้อม
“เหอะๆ การแข่งขันของวิทยาเขตตะวันตกและวิทยาเขตตะวันออก จริงๆ แล้วก็ไม่น่าสนุกอะไร”
“ใช่แล้ว วิทยาเขตตะวันตกชนะชัวร์ ความสามารถของห้องสามก็เห็นอยู่แล้ว เล่นลูกไม้อะไรไม่ได้อยู่แล้ว”
“ฮ่าๆๆ ใช่แล้ว เทียบกับห้องหนึ่งของพวกเราไม่ได้”
“จริงๆ แล้วยังไงก็ได้ ฉันก็อยากจะดูว่าคนของวิทยาเขตตะวันออกทำอาหารเป็นยังไงบ้าง”
“ฉันว่านะ เคลียร์คนของวิทยาเขตตะวันออกไปเลยดีกว่า อัตราการเรียนจบต้องเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวแน่นอน”
คนในลานกว้างต่างพูดแสดงความคิดเห็นกัน เกิดความคึกคักไปทั่วลานกว้างทันที
ซ่งจื่อเซวียนพาเจ้าอีโจวกับซางเทียนซั่วเดินเข้าไปในเตนท์ เพื่อเตรียมความพร้อมในการต่อสู้
หากสั่งให้ซางเทียนซั่วขึ้นไป ฝีมือการใช้มีดจะเป็นฝ่ายได้เปรียบแน่นอน แต่เรื่องการปรุงอาหาร…
ถึงแม้อีกฝ่ายจะเคยทำน้ำแกงเกล็ดปลาทองห้าสายมาก่อน แต่โดยพื้นฐานแล้วเป็นซ่งจื่อเซวียนที่ทำเป็นของกึ่งสำเร็จรูปเอาไว้
ดังนั้นจะเอาชนะด้วยอาหารจานเย็นได้เท่านั้น
แต่เทคนิคการปรุงอาหารของเจ้าอีโจวเรียกได้ว่ามีความสมดุล แต่ข้อด้อยคือไม่มีด้านไหนที่เด่นเป็นพิเศษ
หากสั่งให้เขาขึ้นไปประลองก็เสียเปรียบ อย่างไรคนห้องสามของวิทยาเขตตะวันตกมักจะเรียนทำอาหารที่ไม่ซ้ำกันเป็นประจำ และระดับของอาหารเหล่านี้ย่อมอยู่สูงกว่าที่วิทยาเขตตะวันออกเรียนกันแน่นอน
“อาจารย์ ผมแข่งเองดีกว่าครับ”
“อาจารย์ ผมเองดีกว่าครับ วิทยาเขตตะวันตกไม่ได้น่ากลัวอะไร” เจ้าอีโจวกล่าว
ซ่งจื่อเซวียนกำลังสับสนอยู่ แล้วหยางจวิ้นเย่ก็เดินเข้ามา
เขามองเจ้าอีโจวกับซางเทียนซั่ว อดไม่ได้ที่จะแค่นหัวเราะแล้วเอ่ยว่า “ทำไม อยากขึ้นไปพร้อมกันสองคนใช่ไหม ฉันคิดว่าทำได้เหมือนกันนะ
ยังไงก็เป็นทักษะการทำอาหารที่แตกต่างกันมากเกินไป อนุญาตให้พวกนายสู้แบบสองต่อหนึ่งก็ได้”
ได้ยินดังนั้น ซ่งจื่อเซวียนจึงมองหยางจวิ้นเย่
“ดูแลงานฝั่งของพวกนายให้ดีเถอะ ลืมแล้วเหรอว่าโดนต่อยมันเจ็บ”
“แก…”
หยางจวิ้นเย่คลำใบหน้าเมื่อรู้ตัว ส่วนที่โดนอีกฝ่ายต่อยหน้ายังเจ็บอยู่เลย
“หึ เดี๋ยวอีกสักพักก็รู้แพ้รู้ชนะ”
พูดจบ เขาก็เดินไปที่อีกด้านหนึ่งของเตนท์
ส่วนนักเรียนห้องสามวิทยาเขตตะวันตกก็เดินมาอยู่หน้าเตาแล้ว เตรียมตัวพร้อมแล้วจริงๆ
“เทียนซั่ว นายขึ้นไปเถอะ!”
ซ่งจื่อเซวียนพูด
“ครับ อาจารย์!”
“อาจารย์ ถ้างั้นผม…” เจ้าอีโจวรีบเดินไปข้างหน้า เห็นได้ชัดว่าไม่ยินยอมอยู่บ้าง
ซ่งจื่อเซวียนตบไหล่ของเขา “สถานการณ์ไม่เหมือนกัน บางทีวันนี้…เทียนซั่วแข่งอาจจะเหมาะกว่านาย”
พอพูดจบ ซ่งจื่อเซวียนก็มองหยางจวิ้นเย่ที่ยืนอยู่ตรงนั้นกับนักเรียนที่ยืนอยู่หน้าเตา
เวลานี้กำลังพูดกระซิบกันอยู่ เห็นได้ชัดว่ากำลังถ่ายทอดวิชาอะไรให้เป็นครั้งสุดท้าย
……………………………………
………………..