เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 457 แป้งถั่วปากอ้า
ตอนที่ 457 แป้งถั่วปากอ้า
………………..
ซ่งจื่อเซวียนไม่ได้สนใจหยางจวิ้นเย่อีก แล้วเดินผละออกจากเตนท์ไป
“ถ้าพวกคุณสนใจ มาต่อแถวชิมได้นะ ตั้งแถวตั้งแต่ตรงนี้ได้เลย”
ซ่งจื่อเซวียนพูดพลางชี้ไปด้านหนึ่ง ทันใดนั้น นักเรียนทั้งหลายก็เข้าแถวเรียบร้อย
เห็นสถานการณ์ดังนั้น หยางจวิ้นเย่ก็รีบไล่หวงเทาออกไปจากสนามแข่งก่อนเป็นอันดับแรก ขณะเดียวกันก็หยิบปลิงทะเลผัดต้นหอมไปด้วย
“หึๆ อาจารย์หยาง ไม่คิดจะให้ทุกคนได้ชิมหน่อยเหรอครับ”
หยางจวิ้นเย่กล่าว “ชิมเชิมอะไรล่ะ การแข่งขันจบแล้ว ห้องสามวิทยาเขตตะวันตกกลับได้แล้ว!”
นักเรียนห้องสามวิทยาเขตตะวันตกทยอยเดินจากไป แต่มีหลายคนที่หันกลับมามอง เห็นได้ชัดว่าพวกเขาอยากรู้ว่าออเดิร์ฟเย็นจานนั้นรสชาติจะเป็นอย่างไร
ตอนนี้เบื้องหน้าซางเทียนซั่วมีคนต่อแถวยาวเหยียด
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มบางๆ “มีคนอยากชิมเยอะขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย แต่ว่าใครมาก่อนก็ได้ชิมก่อนนะ หมดแล้วก็พอแค่นั้น”
“อาจารย์ ล้อกันเล่นใช่ไหมครับ พวกเราอยากชิมรสชาติเพื่อตัดสินฝีมือการทำอาหาร ไม่ได้คิดจะยกให้ออเดิร์ฟเย็นเป็นอาหารจริงๆ หรอก”
นักศึกษาที่ต่อแถวคนแรกกล่าว
“ฮ่าๆ นั่นสินะ พวกเราไม่ต้องแย่งกัน อย่างมากก็ชิมแค่คำเล็กๆ ก็พอ”
“อาจารย์ห้องหกตลกชะมัด คิดว่าเราจะชอบออเดิร์ฟเย็นแบบนี้จริงๆ งั้นเหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนฟังแล้วก็ยิ้มออกมาโดยไม่ต่อความยาวสาวความยืดอีก “งั้นเริ่มชิมกันเถอะ เริ่มจากนายก่อนเลย!”
คนแรกเดินเข้ามาทันที เนื่องจากตะเกียบถูกหงเทียนเหว่ยใช้ไปแล้ว เขาจึงใช้มือหยิบอาหารคำเล็กๆ ใส่ปาก
ทว่าวินาทีที่อาหารแตะลิ้น สีหน้าของคนคนนั้นก็เปลี่ยนไปในฉับพลัน
เขาขมวดคิ้วมุ่น สายตาเหม่อมองไปยังที่หนึ่ง…
ซ่งจื่อเซวียนเพียงแต่ยิ้มบางๆ ราวกับคาดเดาไว้อยู่แล้วว่าจะเป็นเช่นนี้
แม้แต่คนอย่างหงเทียนเหว่ย ตอนที่ชิมอาหารไปเมื่อครู่ยังตกใจถึงขั้นนั้น ถ้าไม่พยายามอดกลั้นอย่างเต็มที่ ซ่งจื่อเซวียนเชื่อว่าเขาคงจะกินต่อเป็นคำที่สองแน่นอน
นับประสาอะไรกับนักศึกษาพวกนี้
นักเรียนที่ยืนต่อแถวเป็นคนที่สองผลักนักเรียนคนแรกออก “เป็นอะไรไป พูดสิ ชิมเสร็จแล้วก็รีบไป ฉันจะชิมบ้าง”
นักเรียนคนแรกได้สติ ก็รีบหยิบเข้าปากอีกคำ แล้วมองซางเทียนซั่วด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
“เพื่อน…โคตรดี….”
พูดจบ นักเรียนคนที่สองก็ผลักเขาออก แล้วเริ่มชิม
ปฏิกิริยาของเขารุนแรงยิ่งกว่าคนแรก เขาหยิบเข้าปากอีกคำใหญ่ๆ
นี่มันกินแล้ว…ไม่ใช่ชิม
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม “โอเค คนต่อไป…”
เฉิงหวาลี่ที่เฝ้ามองสถานการณ์จากที่ไกลๆ เกาศีรษะด้วยความสับสน
“นี่…มันเรื่องอะไรกัน ทำไมยังต่อแถวกันอยู่ล่ะ”
วังเหว่ยได้ยินดังนั้นก็เดินไปดูที่หน้าต่าง
“โห คนเยอะขนาดนี้เชียวเหรอ เอ๋ แต่ดูเหมือนว่าพวกหยางจวิ้นเย่ไม่อยู่แล้วนี่ครับ”
เฉิงหวาลี่พยักหน้า “ใช่ การแข่งขันของพวกเขาน่าจะจบลงแล้ว ไม่รู้ว่าผลการแข่งเป็นยังไง แต่…ภาพนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยแฮะ”
“หึๆ ผอ.เฉิงครับ ถ้าพูดแบบขำๆ ตอนนี้เหมือนกับโรงทานแจกข้าวที่พวกคนจนมาต่อแถวรับซาลาเปาเลยนะครับ”
ได้ยินดังนั้น เฉิงหวาลี่ก็หัวเราะลั่น “ฮ่าๆๆ ฟังดูโหดร้ายไปหน่อย แต่ก็ถูกเผงเลย
แต่…ก็ไม่รู้จริงๆ ว่าไอ้หนูซ่งจื่อเซวียนนั่นคิดจะทำอะไรกันแน่”
“ฮ่าๆ ผอ.เฉิง ถ้างั้นพวกเราไปดูสักหน่อยดีไหมครับ”
เฉิงหวาลี่ชะงักไปเล็กน้อยกับคำพูดของวังเหว่ย ก่อนจะยิ้มออกมา “นั่นสินะ แทนที่จะเดาอยู่ตรงนี้ สู้เข้าไปคลุกคลีกับพวกนักศึกษาดีกว่า ไปๆๆ วังเหว่ย นายก็ไปกับฉันด้วย”
“ครับ ผอ.เฉิง!”
วังเหว่ยเองก็เข้าใจดี ว่าหลายวันมานี้ไม่ว่าเฉิงหวาลี่จะไปที่ไหนก็ต้องพาเขาไปด้วย
ไม่อย่างนั้น หลินอู๋ซิ่วคงจะตามประกบตลอดเวลา ไม่ยอมรามือจนกว่าซ่งจื่อเซวียนจะถูกลงโทษ
ที่ลานกว้าง มีคนรอชิมออเดิร์ฟเย็นหลายสิบคน ปฏิกิริยาของคนเหล่านั้นไม่ต่างกันสักเท่าไร
จากตกตะลึง กลายเป็นอ้อยอิ่งร่ำไร
ทุกคนล้วนอยากกินอีกคำ แต่กลับถูกคนด้านหลังรีบผลักออกไป
ตอนแรก คนด้านหลังยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
แต่หลังจากเห็นหลายต่อหลายครั้ง ทุกคนก็ถึงบางอ้อว่าพวกเขาเองก็ต้องมีปฏิกิริยาเช่นนี้ เพราะออเดิร์ฟเย็นจานนี้อร่อยเกินไป
สิ่งที่พวกเขาประหลาดใจมากที่สุดคือ…มันเป็นแค่ออเดิร์ฟเย็นเท่านั้นเอง
“อาจารย์ นั่นมัน…อร่อยขนาดนั้นเลยเหรอ”
สำหรับซางเทียนซั่วแล้ว เขาก็แค่ปรุงรสออเดิร์ฟเย็นง่ายๆ เท่านั้น แต่พอรวมกับวัตถุดิบที่ซ่งจื่อเซวียนให้เขามา คาดไม่ถึงเลยว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นนี้
ตอนนี้ออเดิร์ฟเย็นเหลือไม่มากแล้ว ซางเทียนซั่วอาศัยจังหวะตอนที่คนต่อไปในแถวยังไม่ได้ชิม หยิบคำเล็กๆ ใส่ปากไปหนึ่งคำ
หลังจากเคี้ยวไปได้แค่สองสามคำ เขาก็เบิกตากว้างมองซ่งจื่อเซวียน
“อาจารย์ นี่…นี่ใช่อาหารที่ผมทำจริงๆ เหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนหัวเราะ “ยินดีด้วย นายทำอาหารได้อร่อยมาก”
ซางเทียนซั่วพูดอะไรไม่ออก แต่เขารู้ดีแก่ใจ ว่านี่ต้องเป็นเพราะส่วนผสมนั้นแน่ๆ
ไม่อย่างนั้นแค่ซีอิ๊ว น้ำมัน น้ำส้มสายชู ไม่มีทางทำให้อาหารมีรสชาติแบบนี้ได้
ในตอนนั้นเอง จู่ๆ ฝูงชนก็สลายตัว หลีกทางออกมา
ซ่งจื่อเซวียนเงยหน้าขึ้นมอง จึงได้รู้ว่าเป็นเฉิงหวาลี่และวังเหว่ยที่เดินเข้ามา
“ผอ.เฉิง คุณมาที่นี่ได้ยังไงครับ”
ซ่งจื่อเซวียนสาวเท้าไปข้างหน้าสองสามก้าวเพื่อกล่าวทักทาย
“หึๆ นายเล่นใหญ่ซะขนาดนี้ ฉันจะไม่มาได้ยังไงล่ะ”
ซ่งจื่อเซวียนกล่าวยิ้มๆ ว่า “คุณอย่าล้อเลียนผมเลยครับ พวกนักศึกษาก็แค่แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเท่านั้นเองครับ”
เฉิงหวาลี่ยิ้ม แล้วเดินไปข้างหน้า มองอาหารในจาน
“จานนี้แบ่งกันกินกี่คนเนี่ย”
เขาพูดจบ นักศึกษาทุกคนต่างหัวเราะออกมา
ปกตินักศึกษาเหล่านี้ไม่ค่อยมีโอกาสได้พบเจอผู้อำนวยการ หลายคนจึงรู้สึกเป็นเกียรติ
อย่างไรเสียสถานะของเฉิงหวาลี่ก็ไม่เป็นที่กังขา แค่ติดโผอันดับแปดในทำเนียบเชฟชื่อดัง ก็เพียงพอแล้วที่จะถูกยกย่องให้เป็นผู้มีคุณธรรมและบารมีสูงส่ง
ในความคิดของเหล่านักศึกษา เฉิงหวาลี่นั้นมีสถานะสูงที่สุด
แน่นอนว่ายังมีอีกเรื่องหนึ่งที่นักศึกษาจำนวนไม่น้อยทราบกันดี นั่นคือยังมีผู้อำนวยการกิตติมศักดิ์ผู้น่าภาคภูมิใจของวิทยาลัยอาหาร
ซึ่งก็คือหลิงเจิ้นผู้ติดทำเนียบเชฟชื่อดังอันดับสามนั่นเอง
เพียงแต่หลิงเจิ้นมักจะอยู่ที่ตงไห่ ไม่ค่อยมาที่นี่ทำให้เจอตัวยากยิ่งขึ้นไปอีก
“จื่อเซวียน วันนี้ผลการแข่งเป็นยังไงบ้าง นายกับห้องสามวิทยาเขตตะวันตกใครชนะเหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มน้อยๆ “ห้องสามวิทยาเขตตะวันตกชนะครับผอ.เฉิง ทักษะของพวกเรายังสู้ไม่ได้”
ซ่งจื่อเซวียนพูดจบ ก็มีเสียงของนักเรียนคนหนึ่งที่เพิ่งชิมอาหารไปเอ่ยขึ้นทันที “ไม่จริงครับอาจารย์ซ่ง อาหารของนักเรียนห้องหกไม่ธรรมดาเลยครับ”
“ใช่เลย ปลิงทะเลผัดต้นหอมทุกคนเคยกินจนบ่อยแล้ว แต่ให้อร่อยแค่ไหนก็แค่นั้น แต่ออเดิร์ฟเย็นจานนี้อร่อยเหลือเชื่อเลย”
“ใช่ๆ ฉันก็คิดแบบนั้น รสชาติสดชื่นแต่ไม่จำเจ น่าทึ่งมาก”
ได้ยินดังนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็ยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ ดูเหมือนว่าเรื่องทั้งหมดอยู่ในการควบคุมของเขาแล้ว
เฉิงหวาลี่ได้ฟังดังนั้นก็เดินเข้าไป หยิบอาหารก้นจานเข้าปากหนึ่งคำ
นักศึกษาจำนวนไม่น้อยต่างมีสีหน้าเหลือเชื่อ ไม่คิดว่าผู้อำนวยการเฉิงจะกินอาหารจานเดียวกับพวกเขา
ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ พวกเขาคงไม่กล้าคิดเสียด้วยซ้ำ
ออเดิร์ฟเย็นแตะลิ้น เฉิงหวาลี่ขมวดคิ้วพลางเคี้ยวอยู่สองสามคำ จากนั้นเขาก็พยักหน้าช้าๆ แล้วเผยรอยยิ้มที่ชวนให้รู้สึกสนเท่ห์ออกมา
“เก่งนี่จื่อเซวียน ถือเป็นการแลกเปลี่ยนที่ไม่ขาดทุนเลย”
“ครับ ผอ.เฉิง ที่ว่ามานี่…หมายความว่ายังไงครับ”
เฉิงหวาลี่กล่าวด้วยรอยยิ้ม “การแข่งขันนี้พวกนายแพ้แล้ว แต่ว่า…คนที่แพ้จริงๆ เป็นใครกันแน่ล่ะ”
พูดจบ เฉิงหวาลี่ก็กวาดตามองไปรอบๆ เห็นเหล่านักเรียนต่างพยักหน้าอย่างรู้กัน
จากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันไป ซ่งจื่อเซวียนขอให้ข่งเซ่าหลงเป็นคนพาห้องหกกลับวิทยาเขตตะวันออก
ส่วนเขาถูกเฉิงหวาลี่พาตัวกลับมาที่อาคารอำนวยการ
ในห้องทำงาน เฉิงหวาลี่รินน้ำชาให้กับซ่งจื่อเซวียน
“จื่อเซวียนเอ๋ย ตอนนี้ฉันเริ่มจะเชื่อคำพูดของนายบ้างแล้วล่ะ” เฉิงหวาลี่พูดพร้อมกับระบายยิ้มบาง
ซ่งจื่อเซวียนเอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจ “หือ? ผอ.เฉิงครับ ผมไม่ค่อยเข้าใจ…ที่คุณจะสื่อเท่าไรน่ะครับ”
“ฮ่าๆๆ คนที่นำทางห้องหกวิทยาเขตตะวันออกได้…คงจะเป็นนายแล้วล่ะซ่งจื่อเซวียน”
ซ่งจื่อเซวียนรู้สึกเขินๆ จึงได้แต่ยิ้มแกนๆ ไม่พูดอะไร
“การแข่งขันในวันนี้สวยงามมาก แต่ฉันกลับคิดว่า…ความพ่ายแพ้น่าสนใจยิ่งกว่าชัยชนะ”
“ผอ.เฉิงครับ นี่หมายความว่ายังไงอีกล่ะครับเนี่ย”
เฉิงหวาลี่พิงโซฟาแล้วพยักหน้าด้วยรอยยิ้มน้อยๆ
“แพ้ ก็แค่การแข่งขันหนึ่งเท่านั้น ชนะ ก็ดึงดูดสายตาของผู้คนมากเกินไป
จื่อเซวียน วันนี้นักศึกษาครึ่งหนึ่งของวิทยาเขตตะวันออกคึกคักกันใหญ่ นายไม่สังเกตเหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า “นั่นก็จริงครับ ต่อให้ห้องหกจะแย่ยังไงก็เป็นวิทยาเขตตะวันออกเหมือนกัน สิ่งที่เทียนซั่วทำในวันนี้ ถือเป็นการกู้หน้าครับ”
“ฮ่าๆๆ เจ้าลูกลิงพวกนี้เหมือนกันไปหมด ต่อให้เป็นห้องหนึ่งของเทียนเหว่ย ก็ถูกวิทยาเขตตะวันตกข่มไม่ต่างกัน
เพราะงั้น วันนี้นายไม่ได้แค่พลิกบรรยากาศ แต่ยังจุดประกายจิตวิญญาณนักสู้ของพวกเขาด้วย
ฉันเชื่อว่า…นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สองวิทยาเขตอาจจะก้าวไปสู่บทใหม่ได้”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินดังนั้นก็เงียบไปชั่วขณะ เปลวไฟในใจคล้ายถูกจุดประกายขึ้นมา
อันที่จริง แรกเริ่มเดิมทีตอนที่เขาเข้ามาในวิทยาลัย เป้าหมายของเขามีเพียงหนึ่งเดียวคือเข้าร่วมงานวิจัยบันทึกหย่งซั่นเท่านั้น
แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาจะมีความสนใจใหม่ นั่นคือฉุดให้ห้องหกวิทยาเขตตะวันออก และวิทยาเขตตะวันออกทั้งหมดยืนหยัดขึ้นมาให้ได้
คิดมาถึงตรงนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม “จริงสิครับผอ.เฉิง บันทึกหย่งซั่นนั่น…”
“อ้อ ฉันเดาถูกว่าพวกนายต้องถามเรื่องนี้ บันทึกหย่งซั่นตอนนี้ยังอยู่ที่กระทรวงวัฒนธรรม พวกเราต้องดำเนินการส่งมอบเสียก่อน ถึงจะนำกลับมาที่วิทยาลัยของเราได้ ซึ่งต้องใช้เวลาอีกพอสมควร”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าช้าๆ เรื่องนี้เขาไม่ค่อยแปลกใจสักเท่าไร อย่างไรเสียทำงานกับราชการก็ไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวนัก
“จื่อเซวียน ฉันรู้สึกขอบคุณวังเหว่ยเหลือเกินที่เขาพานายเข้ามาในวิทยาลัยอาหาร งานวิจัยบันทึกหย่งซั่นต้องการนาย เรื่องนี้…ฉันรับประกันได้เลย”
พอได้ยินประโยคนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็รู้สึกมั่นใจทันที
อย่างน้อย…นี่ก็เป็นเป้าหมายยิ่งใหญ่ที่สุดที่เขามาวิทยาลัยแห่งนี้
“แต่ว่าก่อนจะถึงตอนนั้น ฉันยังอยากรู้ให้ได้ว่าเชฟอัจฉริยะที่ท่านผู้เฒ่าหลิงพูดถึง…บดแป้งถั่วปากอ้าได้ยังไง”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินดังนั้นก็สะดุ้งไปทั้งตัว เขาไม่คิดเลยว่าทุกวันนี้ยังมีคนรู้จักแป้งถั่วปากอ้าอยู่
อีกอย่างเฉิงหวาลี่รู้เครื่องปรุงจากรสชาติของออเดิร์ฟเย็นเพียงอย่างเดียวได้อย่างไร
ซ่งจื่อเซวียนมองเฉิงหวาลี่ ความกลัวพลันเกาะกุมจิตใจ สมแล้วที่เป็นผู้เฒ่า
เฉิงหวาลี่จำเครื่องปรุงรสจากตำราอาหารราชวงศ์ชิงได้จริงๆ
“ผอ.เฉิงรู้เรื่องแป้งถั่วปากอ้าด้วยเหรอครับ”
เฉิงหวาลี่ยิ้มน้อยๆ “ใช่แป้งถั่วปากอ้าจริงๆ สินะ เจ้าหนู รู้ไว้ซะว่าฉันสามารถแยกแยะความต่างได้อย่างเฉียบขาด โดยใช้แค่บทบรรยายในหน้าหนังสือเท่านั้น
เครื่องปรุงชนิดนี้หายสาบสูญไปนานมากแล้ว…นายไปได้มาจากที่ไหน หรือว่านายบดเองจริงๆ”
……………………………………..