เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 458 ไม่ใช่เรื่องของแก
ตอนที่ 458 ไม่ใช่เรื่องของแก
………………..
อันที่จริงซ่งจื่อเซวียนพอจะเดาได้ว่าเฉิงหวาลี่จะถามเช่นนี้
เพียงแต่เขาตอบไม่ได้
เขารู้ดีว่าทุกเรื่องที่เกี่ยวกับตำราอาหารราชวงศ์ชิงไม่ควรแพร่งพรายไปสู่ภายนอก
นี่คือสิ่งที่ท่านผู้เฒ่าหมายถึง
“ผอ.เฉิง ผมเกรงว่าจะให้คำตอบข้อสงสัยนี้ไม่ได้ครับ”
ได้ยินดังนั้น เฉิงหวาลี่พลันฉุกคิดขึ้นได้และระเบิดหัวเราะออกมาทันที
“อา…ฮ่าๆๆๆ นั่นสิๆ ฉันไม่ควรถามสินะ นี่มันความลับของเชฟ
แต่ว่านะจื่อเซวียน ฉันน่ะนับวันยิ่งสนใจนายมากขึ้นเรื่อยๆ นายทำให้ฉันประหลาดใจได้เสมอเลย
ตั้งแต่ตอนที่ฉันรู้ว่านายคือเชฟเจ้าของข้าวผัดจักรพรรดิ ไปจนถึงเรื่องที่นายยอมรับดูแลห้องหก
ที่ลานกว้างวันนี้นายก็ทำให้ฉันประทับใจ แถมตอนนี้นายยังรู้จักแป้งถั่วปากอ้าอีก…
เหลือเชื่อ เหลือเชื่อจริงๆ!”
ซ่งจื่อเซวียนเพียงแต่ยิ้มน้อยๆ และพยักหน้า
“ผอ.เฉิงชมเกินไปแล้วครับ ผมก็แค่เด็กน้อยเท่านั้นเอง เทียบกับบรรดาเทพเจ้าแห่งอาหารจีนทุกท่านแล้ว ผมยังห่างชั้นอีกไกลครับ”
เฉิงหวาลี่ส่ายศีรษะแล้วพูด “เฮ้อ…พูดแบบนี้ก็ไม่ถูกนา จื่อเซวียน นายรู้ไหม แค่แป้งถั่วปากอ้านี่ นายก็เข้าร่วมสมาคมอาหารจีนได้แล้ว!”
ซ่งจื่อเซวียนอึ้งไป เขารู้ว่าสมาคมอาหารจีนคืออะไร
เขาเคยคลุกคลีกับสมาคมอาหารตู้เหมินหลายครั้งหลายครา แต่นั่นเป็นเพียงระดับท้องถิ่น สมาคมอาหารจีนอยู่ในระดับชาติ
เขาไม่รู้เลยจริงๆ ว่าแป้งถั่วปากอ้าจะเจ๋งขนาดนี้…
มันก็แค่เครื่องปรุงอย่างหนึ่งในตำราอาหารราชวงศ์ชิงไม่ใช่เหรอ
“ฉันจำได้ว่า ที่หว่านชิงมีเมนูหนึ่งชื่อว่าอาหารเจอู่ฝู มีทั้งหมดสองแบบ
ส่วนออเดิร์ฟเย็นให้ความรู้สึกสดชื่น เจือด้วยความเผ็ดร้อนนิดๆ เครื่องปรุงที่สำคัญที่สุดในออเดิร์ฟเย็นนี้คือแป้งถั่วปากอ้า”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า “ผอ.เฉิง ถึงผมจะไม่รู้จักเมนูนี้ แต่แป้งถั่วปากอ้าช่วยชูความสดใหม่ รักษารสชาติอาหารให้เบาได้จริงๆ ครับ”
“ถูกต้อง คิดไม่ถึงว่านายจะเข้าใจแป้งถั่วปากอ้าดีแบบนี้ นายนี่เก่งเรื่องออเดิร์ฟเย็นจริงๆ นะ
จื่อเซวียน นายเคยคิดที่จะพัฒนาจุดเด่นด้านออเดิร์ฟเย็นของห้องหกบ้างไหม”
ซ่งจื่อเซวียนครุ่นคิด “ที่คุณพูดมาช่วยขยายความหน่อยได้ไหมครับ”
“ใช่ ในฐานะผู้อำนวยการฉันไม่ได้เข้าข้างใคร แต่ก็หวังว่าจะได้เห็นห้องหกพัฒนาขึ้นบ้าง ยังไงซะในฐานะคนดูแล ฉันอยากจะให้คุณภาพของนักศึกษาเราจะอยู่ในระดับที่เท่าเทียมกัน”
“ครับ? ฮะๆ ผอ.เฉิง ระบบของวิทยาลัยอาหารไม่ใช่แบบนั้นเลย ที่นี่บ่มเพาะหัวกะทินี่ครับ”
เฉิงหวาลี่ส่ายหน้าแล้วถอนหายใจ “นั่นเป็นการเคลื่อนไหวที่สิ้นหวัง ทำให้ช่องว่างระหว่างสองวิทยาเขตถูกถ่างออกจากกันเรื่อยๆ ต่างหาก ไม่อย่างนั้น…ใครจะอยากให้นักศึกษาลาออกไปจากวิทยาลัยเยอะๆ กันล่ะ”
นี่เป็นเรื่องจริง อย่างไรเสียเฉิงหวาลี่ที่อยู่ในตำแหน่งผู้อำนวยการ ถึงจะบอกว่าอยากจะปลูกฝังนักศึกษาระดับท็อป แต่ที่จริงก็หวังอยากให้อัตราสำเร็จการศึกษาสูงมากกว่า
แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดในตอนนี้ของวิทยาลัยอาหารคือวิทยาเขตตะวันออก โดยเฉพาะห้องหกที่ไม่สามารถรับปริญญาได้
หากยกจุดนี้ขึ้นมาเป็นจุดพัฒนา อัตราสำเร็จการศึกษาของวิทยาลัยย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย
หลังจากพูดคุยต่ออีกสักพัก ซ่งจื่อเซวียนก็กลับมาที่วิทยาเขตตะวันออก
แม้ว่าจะแพ้การแข่งขันในวันนี้ แต่อย่างที่เฉิงหวาลี่บอก ความพ่ายแพ้ครั้งนี้…ใช่ว่าจะแพ้จริงๆ
แพ้ชนะไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลประกาศของหงเทียนเหว่ย
ทุกคนในสนามแข่งวันนี้ ใครก็ตามที่ได้ชิมอาหารของซางเทียนซั่วน่าจะพอมีคำตัดสินในใจแล้ว
คืนนั้นบรรยากาศในห้องหกรวมถึงทั้งวิทยาเขตตะวันออกยอดเยี่ยมทีเดียว
ปกติในห้องศึกษาด้วยตนเองไม่ค่อยมีคนอยู่สักเท่าไร ส่วนมากก็มีแต่นักศึกษาห้องหนึ่งห้องสองแค่หยิบมือเข้ามาค้นคว้าหาข้อมูลเท่านั้น
แต่คืนนี้ เรียกได้ว่าห้องเต็มจนล้น
นักศึกษาจากลายห้องล้วนแต่พยายามยัดทฤษฎีความรู้ใส่หัวกันอย่างเต็มที่
วิทยาเขตตะวันออกไม่ได้อ่อนแอกว่าวิทยาเขตตะวันตกเสมอไป พวกเขาสามารถเรียนจบได้เหมือนกัน หรืออาจเป็นอาจารย์ได้เลย
สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่ายอมแพ้
เมื่อได้ยินข่าวนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็โล่งใจอย่างยิ่ง อย่างน้อย…ก็ไม่เสียแรงที่วันนี้ออกมาเคลื่อนไหวเสียใหญ่โตแบบนี้
ท่านเป้ยเล่อรินเหล้านอกแก้วหนึ่งส่งให้กับซ่งจื่อเซวียน
“ไอ้หนูนายนี่มันแน่จริงๆ สร้างเรื่องซะใหญ่โต ฉันไม่เห็นรู้เรื่องเลย”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม “กลัวว่าจะสร้างความเดือดร้อนไปถึงคุณน่ะสิครับ แต่โชคดีที่ผมไม่ได้ทำตัวขายขี้หน้า”
“ฮ่าๆๆ ไม่ขายหน้างั้นเหรอ ฉันว่าวิทยาเขตตะวันตกระเบิดเละไปแล้ว”
ท่านเป้ยเล่อหมุนวนแก้วเหล้า แล้วพูดต่อ “เบื้องหน้าดูเหมือนจะชนะการแข่ง แต่ผู้คนจำนวนมากต่างรู้ดีว่าผลการแข่งไม่ยุติธรรม นี่มันขายขี้หน้ายิ่งกว่าแพ้เสียอีก”
“ใครทำก็รับผลกรรมไป วิทยาลัยแห่งนี้มีแต่เส้นสายเต็มไปหมด หงเทียนเหว่ยถึงกล้าตัดสินอย่างไม่เป็นธรรมได้โจ่งแจ้งแบบนั้น
ยังไม่ต้องพูดเรื่องที่มาตรฐานของเขามีปัญหาหรือไม่ แต่การทำแบบนี้ส่งผลต่อจิตใจของนักเรียนมาก ผลการตัดสินที่ไม่ยุติธรรม อาจจะทำให้เชฟผู้มากพรสวรรค์หมดกำลังใจได้”
พูดถึงตรงนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็อดคิดถึงเฉิงฮ่าวไม่ได้
ตั้งแต่ได้ยินเรื่องราวของเฉิงฮ่าว เขาก็รู้สึกว่า…เฉิงฮ่าวน่าจะตกเป็นเหยื่อของใครบางคน
เด็กหนุ่มมากความสามารถแบบนี้ต้องล้มลง ซ่งจื่อเซวียนซ่งจื่อเซวียนรับไม่ได้จริงๆ
“นั่นมันแหงอยู่แล้ว ไอ้สวะพวกนี้ทำลายอนาคตของนักเรียนไปไม่รู้กี่คนต่อกี่คน เพื่อความสัมพันธ์ เส้นสายของตัวเอง”
ท่านเป้ยเล่อขมวดคิ้วพูด
“จริงสิจื่อเซวียน นายจะไปห้องสมุดไม่ใช่เหรอ วันนี้คึกคักน่าดูเลย”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม “อย่าไปแย่งพื้นที่ของเด็กๆ เลย ไว้ไปใช้ตอนกลางวันที่พวกเขาเรียนดีกว่า”
ขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันนั้น พลันมีเสียงประตูดังขึ้น
เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูถี่ๆ ซ่งจื่อเซวียนก็รีบตะโกนเรียกให้เข้ามา เห็นฟางรุ่ยรีบร้อนเข้ามาในห้อง
“นายท่านรองๆ…เกิดเรื่องแล้วครับ วิทยาลัยเพิ่งจะออกประกาศบทลงโทษ ตู้หมิงโดนทัณฑ์บน ข่งเซ่าหลงถูกกักบริเวณในวิทยาลัย และยกเลิกการทดสอบเทอมนี้ของเขาครับ”
“อะไรนะ”
ถ้าเป็นเมื่อก่อน ทั้งสองคนคงไม่สนใจการลงโทษนี้ด้วยซ้ำ
แต่นี่เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ทุกคนกำลังตื่นเต้นกันใหญ่
การลงโทษอย่างกะทันหันเช่นนี้จะไม่เป็นการดับความฝันของพวกเขาหรอกหรือ?
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็เอ่ยขึ้น “เกิดเรื่องตั้งแต่เมื่อไร ทำไมฉันไม่รู้เรื่อง”
“นั่นสิ ยังไม่ได้รับการแจ้งเตือนเลยนะ” ท่านเป้ยเล่อเองก็ดูสับสนไม่แพ้กัน
อย่างน้อยถ้าจะลงโทษนักศึกษาของพวกเขา ทางวิทยาลัยก็ต้องส่งเอกสารแจ้งให้ทราบเสมอ
“นายท่านรอง ไปดูเองเถอะครับ ตอนนี้ข่งเซ่าหลงกับตู้หมิงกำลังจะไปแก้ตัวที่อาคารอำนวยการ เทียนซั่วกับอีโจวกำลังต้านไว้อยู่ครับ”
ฟังจบซ่งจื่อเซวียนก็เดินจากไปทันที
ท่านเป้ยเล่อรีบสาวเท้าตามไปด้วย
ขณะนี้ ล็อบบี้หอพักเต็มไปด้วยฝูงชน
ซางเทียนซั่วและเจ้าอีโจวต่างคนต่างรั้งตัวเพื่อนร่วมห้องไว้ คนหนึ่งรั้งข่งเซ่าหลง อีกคนหนึ่งรั้งตัวตู้หมิง พยายามต้านทานสุดชีวิต
อย่างน้อยตอนนี้ทั้งสองคนก็ยังอยู่ในรั้ววิทยาลัยได้แม้จะถูกลงโทษก็ตาม หากไปก่อเรื่องที่อาคารอำนวยการละก็ จบเห่แน่นอน
บางทีอาจจะถูกไล่ออกก็ได้
คนอื่นๆ ในห้องหกเองก็พยายามห้ามเช่นกัน แต่ตอนนี้ข่งเซ่าหลงและตู้หมิงกำลังเลือดขึ้นหน้า พวกเขาไม่กล้าเข้าใกล้จริงๆ
“ปล่อยฉัน ฉันจะไปคุยกับพวกมัน”
“ไอ้สันดานหมา ต้องเป็นฝีมือพวกอาจารย์วิทยาเขตตะวันตกแน่ ไม่กล้าสู้ซึ่งๆ หน้า เก่งแต่เรื่องลับหลัง”
“ไม่ต้องมาห้าม ไม่งั้นพวกแกจะโดนกระทืบด้วย!”
เสียงด่ากราด เสียงโต้เถียงดังเซ็งแซ่ไปทั่วล็อบบี้หอพัก
ดูเหมือนว่าคืนนี้…หอพักชายของวิทยาเขตตะวันออกจะตกอยู่ในความโกลาหลโดยสมบูรณ์
คนที่พูดคือหงเทียนเหว่ย
ตอนนี้เป็นเวลาตรวจตราหอพักของอาจารย์ แน่นอนว่าซ่งจื่อเซวียนและท่านเป้ยเล่อไม่เคยร่วมในงานส่วนนี้เลย
เมื่อเห็นหงเทียนเหว่ย พวกเขาหลายคนเงียบลงทันที
พวกเขารู้ดีว่า ทั้งวิทยาเขตตะวันออกแห่งนี้ คำพูดของหงเทียนเหว่ยถือเป็นประกาศิต
แม้ว่าจะเป็นอาจารย์ห้องหนึ่ง แต่อาจารย์จากห้องอื่นไม่ฟังเขาได้เสียที่ไหน
หงเทียนเหว่ยก้าวไปข้างหน้า นักศึกษาทุกคนก็พร้อมใจกันหลีกทางให้
ซางเทียนซั่วและเจ้าอีโจวเองพลันปล่อยมือด้วย ตอนนี้ตู้หมิงและข่งเซ่าหลงเองก็สงบลงบ้างแล้ว
“พวกนายสองคน…อยู่ห้องหกใช่ไหม ดึกดื่นป่านนี้ไม่นอนมัวทำอะไรอยู่”
ฟังจบข่งเซ่าหลงก็กระแทกเสียง “ฉันจะทำอะไรก็เรื่องของฉัน แกยุ่งอะไรด้วย”
เพียะ!
ฝ่ามือฟาดเข้าที่ใบหน้าของข่งเซ่าหลงอย่างจัง หงเทียนเหว่ยเชิดหน้าขึ้นจ้องมองอีกฝ่ายด้วยแววตาโกรธขึ้ง
“ไอ้เด็กเวร แกพูดกับใครหา เป็นบ้าไปแล้วใช่ไหม
ฉันจะบอกอะไรให้นะ ตอนนี้ฉันมีตัวเลือกให้แกสองทาง คือจะกลับหอพักไปนอน หรือจะไสหัวไปจากวิทยาลัยซะ!”
หงเทียนเหว่ยตวาดลั่น
ข่งเซ่าหลงโกรธจัด เขากุมใบหน้าพร้อมขึงตามองหงเทียนเหว่ย
“ไอ้เชี่ยแกกล้าตบฉันเหรอ ฉันจะฆ่าแก!”
พูดจบ ข่งเซ่าหลงก็พุ่งตัวเข้าใส่ทันที
อย่างไรหงเทียนเหว่ยก็เป็นอาจารย์ การอยู่ในตำแหน่งนี้มานาน ทำให้เขาไม่เพียงแต่ต้องขวนขวายหาความรู้ทฤษฎีเกี่ยวกับการทำอาหารไม่หยุด แต่ยังต้องเสริมสร้างสมรรถภาพร่างกายและความแข็งแกร่งอีกด้วย
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เขาแทบไม่เคยหยุดออกกำลังกายเลย ดังนั้นรูปร่างของหงเทียนเหว่ยจึงสูงใหญ่กำยำ
พอเห็นข่งเซ่าหลงวิ่งตรงเข้ามา เซ่าหลงก็ยกเท้าขึ้นถีบสวนไป
ซางเทียนซั่วและเจ้าอีโจวประคองข่งเซ่าหลงเอาไว้ไม่ให้เขาล้มลง
ทันใดนั้นซางเทียนซั่วก็ก้าวไปข้างหน้าแล้วโพล่งขึ้นมา “แม่งเอ๊ย แล้วแกเป็นใครวะ เรื่องของห้องหกมายุ่งอะไรด้วย”
ได้ยินดังนั้น หงเทียนเหว่ยก็จ้องมองซางเทียนซั่วอย่างเยือกเย็น
“ไอ้เด็กเหลือขอ ที่พวกแกด่าฉันตอนกลางวันที่สนามแข่งยังไม่สะสางเลย ตอนนี้ถึงเวลาสั่งสอนพวกแกแล้ว!”
ซางเทียนซั่วแค่นเสียงเย็นชา “เหอะ แกคนเดียวเนี่ยนะ เข้ามาดิไอ้แก่ เอาดิ ฉันจะฉีกปากแกให้แหกเลย!”
“ฉันขอด้วยคน แม่งเอ๊ย พออาจารย์ซ่งไม่อยู่ ก็ฉวยโอกาสหาเรื่องห้องหกเลยนะ”
เจ้าอีโจวลุกขึ้นยืน
ในตอนนี้เอง มีคนอีกสามคนเข้ามาร่วมเหตุการณ์ด้วย นั่นคือหวังเหล่ย อาจารย์ของห้องสาม เกาหมิงเลี่ยงจากห้องสี่ และยังมีเถียนฟู่จากห้องห้า
พวกเขามาตรวจตราหอพักพอดี
“มาก็ดี วันนี้ฉันจะสั่งสอนพวกแกให้รู้จักทำตัวดีๆ หวังเหล่ย อาจารย์เกา เถียนฟู่ มาช่วยฉันจัดการกับไอ้เด็กเปรตพวกนี้ที!”
“เอ่อ…อาจารย์หงครับ พวกเราลงไม้ลงมือกับเด็กแบบนี้มันจะดีเหรอครับ” เกาหมิงเลี่ยงละล่ำละลักพูด
“เหอะ ไอ้พวกกากเดน ถ้าอาจารย์ของพวกมันไม่สั่งสอน ฉันจะสั่งสอนเอง!”
หงเทียนเหว่ยพูดพลางพับแขนขึ้นแล้วสาวเท้าไปข้างหน้า
เกาหมิงเลี่ยงเดินตามไปติดๆ “อาจารย์หง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ นะครับ อาจารย์ซ่งเพิ่งมาใหม่ เราทำแบบนี้มันไม่ให้เกียรติเจ้าตัวนะครับ”
“แม่งเอ๊ย ถ้าตาขาวมากก็หลบไป หวังเหล่ย เถียนฟู่ไปตามฉันมาจัดการพวกมันซะ”
ทันทีที่สิ้นเสียง ทั้งสามคนก็พุ่งตรงเข้าปะทะ
ซางเทียนซั่วและเจ้าอีโจวเองก็ไม่ลังเล แทนที่จะล่าถอย กลับปรี่เข้าไป
ในตอนนี้เอง ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา
“นักเรียนของฉัน…ต้องให้พวกนายมาดูแลตั้งแต่เมื่อไร”
ทุกคนหันไปตามเสียง และเห็นว่าคนที่พูดคือซ่งจื่อเซวียนที่รีบตรงมาที่นี่ทันทีหลังจากทราบข่าว
………………………………………………
………………..