เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 459 ไอ้หน้าโง่
ตอนที่ 459 ไอ้หน้าโง่
………………..
ซ่งจื่อเซวียนก้าวเท้าเข้าไปในฝูงชน ตามมาด้วยฟางรุ่ย ท่านเป้ยเล่อและต้าเหมา
พอเห็นดังนั้น หงเทียนเหว่ยก็เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย “ฉันก็นึกว่าใคร ที่แท้ก็อาจารย์ซ่งนี่เอง บังเอิญจังเลยนะ”
“พล่ามอะไรวะ ถ้าฉันไม่มา ป่านนี้แกต่อยนักเรียนฉันไปแล้วน่ะสิ!”
ซ่งจื่อเซวียนไม่มีอารมณ์มาต่อปากต่อคำกับหงเทียนเหว่ย ตอนนี้เขาเลือดขึ้นหน้าแล้ว
“แก…
เหอะ คานเพดานไม่ดีพื้นล่างมันเลยเบี้ยวตามสินะ ครูบาอาจารย์ยังพูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง ลูกศิษย์มันก็เลยมีแต่พวกเศษสวะยังไงล่ะ!”
ซางเทียนซั่วได้ยินแล้วก็โพล่งขึ้น “ให้ตายสิวะ พูดถึงใครฮะ ไอ้แก่ลงโลง!”
หงเทียนเหว่ยโมโหมาก หลายปีมานี้นับตั้งแต่เข้ามาทำงานในวิทยาลัย เขาไม่เคยถูกด่าทอเลยสักครั้ง วันนี้โดนด่าทีเดียวก็เกินพอแล้ว
หงเทียนเหว่ยมองซ่งจื่อเซวียน “อาจารย์ซ่ง ในเมื่อนายดูแลลูกศิษย์ได้ไม่ดี วันนี้ฉันจะสั่งสอนแทนเอง”
พูดจบ หงเทียนเหว่ยก็หันหลังพุ่งตัวไปทางซางเทียนซั่ว
ซ่งจื่อเซวียนก้าวไปข้างหน้า วางมือบนหัวไหล่ของอีกฝ่าย
“นักศึกษาของฉัน ฉันดูแลเอง แกไม่ต้องมายุ่ง!”
“ดูท่า…วันนี้อาจารย์คงต้องสู้กันเองแล้วสินะ”
หงเทียนเหว่ยพูดด้วยความโกรธขึ้ง
“ทีแรกฉันมาที่นี่เพื่อจะมาโน้มน้าวพวกนักเรียน แต่ในเมื่อแกต้องการแบบนี้ ฉันก็ไม่ขัดศรัทธา”
พูดจบ ซ่งจื่อเซวียนก็คว้าหลังคอเสื้อของหงเทียนเหว่ยไว้ โดยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายตั้งตัว
ซ่งจื่อเซวียนกระชากตัวหงเทียนเหว่ยอย่างแรง จนเขาสูญเสียการทรงตัวและหงายหลังล้มลงไป
เมื่อเห็นสถานการณ์ หวังเหล่ย เถียนฟู่และคนอื่นๆ ต่างนิ่งอึ้ง คิดไม่ถึงว่าไอ้หมอนี่จะเข้ามาโจมตีทันที ช่างเหนือความคาดหมายจริงๆ
จากนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็อาศัยจังหวะตอนที่หงเทียนเหว่ยยังไม่ทันตอบสนอง โยนเขาลงไปที่พื้น
“อ๊าก…”
ทันทีที่เสียงกรีดร้องดังขึ้น รอยเท้าเป็นปื้นพลันปรากฏบนใบหน้าของหงเทียนเหว่ย
“ซ่งจื่อเซวียน แกกล้าต่อยฉันเหรอ”
แม้แต่หงเทียนเหว่ยยังตกตะลึง เขาไม่คิดว่าซ่งจื่อเซวียนจะกล้าลงไม้ลงมือจริงๆ ที่สำคัญที่สุด…ยังไม่ทันไม่พูดพร่ำทำเพลงก็เข้ามาจู่โจมซะแล้ว
ซ่งจื่อเซวียนกระทืบซ้ำอีกครั้งราวกับไม่เห็น ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น
ตอนนี้หงเทียนเหว่ยตั้งการ์ดรับ และกลิ้งตัวหลบฝ่าเท้านั้นได้
แต่แค่นี้ยังไม่จบ ซ่งจื่อเซวียนหยุดกระทืบแล้วหันไปเตะเข้าที่ศีรษะของอีกฝ่าย
ตอนนี้หงเทียนเหว่ยหลบไม่ทัน โดนเตะเข้าหน้าอย่างแรง
กร๊อบ…
กระดูกหักเสียงดังฟังชัด
หงเทียนเหว่ยกุมจมูกของตน ความเจ็บแปลบอย่างแสนสาหัสทำเอาเขาน้ำตาไหลพรากทันที
ผู้คนรอบข้างต่างมองกันตาค้าง รวมถึงหวังเหล่ย เถียนฟู่และอาจารย์ที่ปกติมักจะติดตามหงเทียนเหว่ย
นอกจากนี้ยังรวมไปถึงข่งเซ่าหลง ตู้หมิงและนักศึกษาที่เมื่อครู่ยังเลือดร้อนกันอยู่เลย
ซ่งจื่อเซวียนทำให้หงเทียนเหว่ยร้องไห้…
น่าตกใจมาก
“ไอ้ซ่ง แกบ้าไปแล้วเหรอวะ”
ซ่งจื่อเซวียนมองหงเทียนเหว่ยด้วยสายตาเย็นเยียบ เมื่อเห็นว่าเขาไม่อวดเก่งเหมือนเมื่อครู่แล้ว จึงพ่นลมหายใจออกมาอย่างเยือกเย็น
เขาย่อตัวลง ยกมือขึ้นตบเข้าที่ใบหน้าของหงเทียนเหว่ย
ฝ่ามือของเขาฟาดโดนมือที่กุมจมูกจนหลุดออกจากกัน เลือดกำเดาและน้ำมูกไหลมารวมกัน ไม่ต้องพูดเลยว่าน่าอายแค่ไหน
“บอกมาซิ ต่อไปจะลงมือกับนักเรียนของฉันอีกไหม”
ฝ่ามือฟาดลงมาอีกครั้ง น้ำเลือดติดมือสาดกระเด็นโดนร่างของใครบ้างไม่รู้
“บอกมา ต่อไปยังกล้าลงมือกับนักเรียนของฉันอีกไหม”
หงเทียนเหว่ยเป็นคนเย็นชาจริงๆ มันเป็นนิสัยของเขาที่มักจะหยิ่งผยองในวิทยาเขตตะวันออก และเขาเคยกระทืบคนมาก่อน
แต่นี่เป็นครั้งแรกที่โดนกระทืบ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งโดนผู้ชายท่าทางอ่อนปวกเปียกกระทืบ ถือเป็นครั้งแรกในประวัติการณ์
“ซ่งจื่อเซวียน แกมันบ้าไปแล้วจริงๆ ฉันจะทำให้แกออกไปจากวิทยาลัยให้ได้ ฉันพูดจริงทำจริง!”
เพียะ!
“ไม่กล้าแล้วครับ!”
หงเทียนเหว่ยโพล่งออกมาทันทีโดยไม่ลังเลแม้แต่เสี้ยววินาที
ตอนนี้จมูกของเขาคด บนใบหน้านั้นนอกจากรอยเท้า เลือด ยังมีรอยฝ่ามือที่ซ่งจื่อเซวียนเพิ่งฝากไว้สดๆ ร้อนๆ
ซ่งจื่อเซวียนจึงค่อยๆ หยัดตัวลุกขึ้น มองไปทางหวังเหล่ยและเถียนฟู่
ชายทั้งสองไม่กล้าพูดอะไร รีบปรี่เข้าไปประคองหงเทียนเหว่ยลุกขึ้น
“อาจารย์หงเป็นไงบ้างครับ” เถียนฟู่เอ่ยถาม
หงเทียนเหว่ยทำตาขวางใส่อีกฝ่ายแวบหนึ่ง “แกดูไม่ออกเหรอว่าฉันเป็นยังไง พาฉันกลับไปด้วย”
หงเทียนเหว่ยไม่มีกะจิตกะใจจะตรวจตราหอพักอีก วันนี้เขาเสียหน้ายับเยิน อยากจะหารูสักรูบนพื้นแล้วมุดแทรกแผ่นดินหนีไปซะ
หลังจากที่พวกเขาจากไปแล้ว ตึกหอพักก็กลับมาสงบสุข
ซ่งจื่อเซวียนหันมองซ้ายขวา “มายืนสะเหล่อดูอะไร ยังไปรีบกลับหอพักไปอีก”
สิ้นเสียงประกาศิต เหล่านักศึกษาสลายตัวอย่างรวดเร็ว ถึงขั้นมีคนรีบวิ่งกลับหอพักเดี๋ยวนั้น
ไม่มีใครอยากหาเรื่องฆาตกรคนนี้…
หลังจากนั้นซ่งจื่อเซวียนก็เดินตรงเข้าไปหาข่งเซ่าหลงและตู้หมิง กวาดตามองพวกเขาแวบหนึ่ง
ในวิทยาลัยนับตั้งแต่ซ่งจื่อเซวียนเผยธาตุแท้ ก็แทบไม่เคยทำให้พวกเขาผิดหวังเลย
ไม่ว่าจะเป็นการเผชิญหน้ากับหยางจวิ้นเย่จากวิทยาเขตตะวันตก หรืออาจารย์อันดับหนึ่งแห่งวิทยาเขตตะวันออกในวันนี้ ล้วนแล้วแต่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง
ทว่าในขณะที่ชื่อเสียงของเขาเริ่มเป็นที่พูดถึง ความน่าเกรงขามของเขาก็ประจักษ์ออกมาเช่นกัน
“อาจารย์ซ่ง พวกผม…พวกผมอยากไปสอบถามกับฝ่ายบริหาร ว่าทำไมต้องคาดโทษพวกผมด้วย”
“นายต้องการคำตอบแบบไหนล่ะ” ซ่งจื่อเซวียนเอ่ยถาม
ข่งเซ่าหลงและตู้หมิงได้ยินดังนั้นก็ชะงักไป
ที่จริงพวกเขาไม่ได้คิดไปไกลถึงขั้นนั้น แค่ได้ยินผ่านทางประกาศว่าทั้งสองคนถูกลงโทษ รู้สึกโมโหจึงคิดจะไปอาคารอำนวยการเพื่อขอคำอธิบาย
ส่วนคำอธิบายจะเป็นอย่างไร…พวกเขาไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลย
“อาจารย์ เรื่องห้องสามพวกผมเคลียร์กันแล้ว ที่แข่งทำอาหารกับพวกนั้น จะแพ้หรือชนะพวกผมไม่ได้สนใจอยู่แล้ว ทำไมวิทยาลัยถึงต้องลงโทษพวกผมอีกล่ะ”
อันที่จริงเรื่องนี้ซ่งจื่อเซวียนเองก็สับสนไม่แพ้กัน เมื่อครู่เขายังสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
หากไม่ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายของข่งเซ่าหลงและตู้หมิงเสียก่อน เขาอาจจะตรงไปที่อาคารอำนวยการเลยก็ได้
ซ่งจื่อเซวียนใคร่ครวญ “พวกเราไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นที่วิทยาเขตตะวันตก แต่ถ้าพวกนายผลีผลามไปที่นั่นตอนนี้ ความผิดของเราจะยิ่งร้ายแรงขึ้นกว่าเดิมเข้าใจไหม”
ข่งเซ่าหลงและตู้หมิงต่างพยักหน้า
เบื้องหน้าของซ่งจื่อเซวียนในตอนนี้ คือสองวายร้ายประจำห้องหก ที่ดูเหมือนกระต่ายน้อยสองตัวไม่มีผิด
เชื่องเสียยิ่งกว่าเชื่อง
“พวกนายกลับไปก่อน เรื่องนี้ฉันจัดการเอง”
ได้ยินดังนั้น ข่งเซ่าหลงก็เอ่ยขึ้น “เอ่อ…อาจารย์ ที่จริงไม่ต้องก็ได้นะครับ พวกผมสองคนใจเย็นลงแล้ว ช่างมันเถอะครับ”
ตู้หมิงเองก็พยักหน้าถี่ๆ “ใช่ครับๆ เซ่าหลงพูดถูก อาจารย์ พวกเราสองคนไม่ได้โมโหอะไรขนาดนั้นแล้วครับ”
พวกเขากลัวว่าซ่งจื่อเซวียนจะไปก่อเรื่องที่ฝ่ายบริหาร ตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่า ในแง่ของอารมณ์…ซ่งจื่อเซวียนรุนแรงกว่าพวกเขาอย่างแน่นอน
หากเรื่องราวบานปลายไปมากกว่านี้ ถึงไล่พวกเขาออกก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ถ้าไล่ซ่งจื่อเซวียนออก…ความผิดของพวกเขาคงจะหนักหนาเกินไป
ซ่งจื่อเซวียนมองทั้งสองคนแล้วอดหัวเราะไม่ได้ “โอเคๆ พวกนายรีบกลับไปได้แล้ว แล้วอย่าคิดจะทำอะไรแผลงๆ อีกล่ะ”
“ไม่ต้องห่วงครับอาจารย์ พวกผมไม่ทำหรอก”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าช้าๆ “งั้นก็ดี ไปเถอะ…จริงสิ เฉิงฮ่าวอยู่ไหม”
“ไม่อยู่ครับอาจารย์ พี่ฮ่าวไม่กลับมาสองวันแล้วครับ”
ซ่งจื่อเซวียนนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าแล้วหันหลังเดินจากไป
“จื่อเซวียน คราวนี้นายเจ๋งเป็นบ้า เล่นเอาหงเทียนเหว่ยหงอไปเลย” ท่านเป้ยเล่อกล่าว
ซ่งจื่อเซวียนเหลือบมองเขา “ช่วยไม่ได้ ไอ้หมอนั่นโคตรน่ารำคาญ ต้องต่อยให้รู้สำนึกสักที ไม่งั้นใครจะไปรู้ว่ามันจะมีลูกไม้อะไรอีกบ้าง
กล้ามาแตะต้องลูกศิษย์ของผม เลยต้องจัดบทเรียนให้สักดอก!”
ได้ยินดังนั้น ฟางรุ่ยที่เดินข้างๆ ก็ลอบพยักหน้า เขารู้สึกว่า…ซ่งจื่อเซวียนเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ
แต่ก่อนเมื่อไรก็ตามที่ฟางรุ่ยพยายามจะเคลื่อนไหว ซ่งจื่อเซวียนต้องเข้ามาห้ามเขาอย่างเต็มที่
แต่เดี๋ยวนี้ซ่งจื่อเซวียนลงมืออย่างขันแข็ง ต่อยคนที่สมควรโดนต่อย
อาจจะโอ้อวด แต่ฟางรุ่ยก็เข้าใจดีว่าว่านายท่านรองแข็งแกร่งขึ้นแล้ว
ในบางสภาพแวดล้อม มีเพียงยอดฝีมือเท่านั้นที่คู่ควรให้โอ้อวด!
“หึๆ ทำดีมาก ถ้ามันกล้ามาแตะต้องห้องสองของเรา ฉันเองก็ไม่ปล่อยมันไว้แน่”
ท่านเป้ยเล่อหัวเราะ “แต่ไอ้เวรนี่ต้องหาเรื่องอีกแน่นอน ระวังไว้หน่อยก็ดี ถ้าเกิดอะไรขึ้น ไปหาเฉิงหวาลี่ได้เลย”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า “ผมกำลังคิดว่า…ในวิทยาลัยนี้ คนที่มีสิทธิ์ลงโทษนักเรียนได้มีแค่หลินอู๋ซิ่วใช่ไหม”
“ถูกต้อง เขาดูแลด้านการเรียนการสอนเป็นหลัก โหย่วไท่มีสิทธิ์ลงโทษอาจารย์ ส่วนนักเรียนเป็นหน้าที่ของหลินอู๋ซิ่ว”
ท่านเป้ยเล่อพยักหน้า “วิทยาลัยนี้…ดูเหมือนจะซับซ้อนกว่าที่เราคิด”
“เหอะๆ ไหนๆ ก็เข้ามาแล้ว งั้นก็มาปวดหัวไปด้วยกันเถอะนะ”
…
อาคารอำนวยการ
ห้องทำงานของรองผู้อำนวยการ
หลินอู๋ซิ่วมองรายชื่อนักศึกษาในมือ แล้วพยักหน้า “รื่อเยวี่ย พวกนี้คุณเป็นคนเลือกมาเองใช่ไหม”
“ใช่ครับผอ.หลิน คราวนี้ทีมเชฟประเทศญี่ปุ่นมีเจ็ดคน สี่คนในนั้นเป็นกำลังหลักครับ” หลงรื่อเยวี่ยกล่าว
“ในสี่คนนั้น มีหัวหน้าเชฟหนึ่งคน มือหั่นหนึ่งคน จิปาถะหนึ่งคน และผู้ช่วยหนึ่งคนครับ”
ได้ยินดังนั้น หลินอู๋ซิ่วก็เลิกคิ้วขึ้น
“คราวนี้ฝั่งญี่ปุ่นส่งใครมา”
“โอโนะ โจอิจิครับ”
“หืม?” หลินอู๋ซิ่วเบิกตากว้างอย่างอดไม่ได้ “นี่ขนทัพมาเหยียบอาหารจีนเลยนี่หว่า”
“ใช่ครับ โอโนะ โจอิจิเป็นศิษย์เอกของมินามิโนะ เคอิ และยังเป็นลูกศิษย์คนที่สองของเขาด้วย คราวนี้นำทีมมาเองแบบนี้…เป้าหมายก็ชัดเจนแล้วล่ะครับ” หลงรื่อเยวี่ยกล่าว
“ถูกต้อง เรื่องนี้ผมรู้อยู่แล้ว รื่อเยวี่ย คุณไปคัดกรองรายชื่ออีกที เหลือสิบคนสุดท้าย ผมจะเลือกเอง” หลินอู๋ซิ่วกล่าว
หลงรื่อเยวี่ยพยักหน้า “ไม่ต้องห่วงครับผอ.หลิน ผมจะตั้งใจเลือก”
“ดี คนพวกนี้ต้องคัดมาจากวิทยาเขตตะวันตกเท่านั้น ว่าที่หัวหน้าอาจารย์อย่างคุณต้องทำหน้าที่ให้ดี จะได้ปูทางให้ตัวเองไปด้วย จริงสิ ฝั่งเทียนเหว่ยเป็นยังไงบ้าง พวกคุณติดต่อกันหรือยัง”
พูดถึงตรงนี้ หลงรื่อเยวี่ยก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ “เขาเหรอครับ ติดต่อไม่ได้ครับผอ.หลิน วันนี้หัวหน้าอาจารย์วิทยาเขตตะวันออกที่คุณแต่งตั้งขึ้นมาทำเรื่องขายขี้หน้าเข้าแล้วล่ะครับ”
“หือ เกิดอะไรขึ้น”
“ผมได้ยินมาอีกทีน่ะครับ ว่าเมื่อกี้ก่อนที่ผมจะมารายงานการทำงานกับคุณ หงเทียนเหว่ยโดนซ่งจื่อเซวียนกระทืบที่หอพักชายวิทยาเขตตะวันออกน่ะครับ เขาบอกว่าโดนต่อยจนร้องไห้เลยนะครับ”
พอได้ยินเช่นนี้หลินอู๋ซิ่วก็นิ่งอึ้งไปทันที
หงเทียนเหว่ยถูกซ่งจื่อเซวียนกระทืบ แถมร้องไห้ด้วย นี่มัน…ไร้สาระสิ้นดี
“มันเกิดเรื่องบ้าอะไรกันแน่ ไอ้หงเทียนเหว่ย ไอ้โง่ กำลังดันหลังให้ดีๆ ดันมามีเรื่องช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแบบนี้ได้ยังไง”
………………………………………………
………………..