เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 460 บันทึกเจียงอวิ๋น
ตอนที่ 460 บันทึกเจียงอวิ๋น
………………..
หงเทียนเหว่ยเป็นอย่างไร หลงรื่อเยวี่ยไม่สนใจอยู่แล้ว
ตราบใดที่ตำแหน่งหัวหน้าอาจารย์วิทยาเขตตะวันตกของเขายังมั่นคง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับใคร เขาก็จะมองเป็นเรื่องสนุก
“ผอ.หลิน ได้ยินมาว่าเพราะบทลงโทษที่เพิ่งประกาศไปเมื่อคืนนี้ เด็กเหลือขอวิทยาเขตตะวันออกสองคนเลยโวยวายก่อเรื่อง หงเทียนเหว่ยจะเข้าไปจัดการ แต่สุดท้ายถูกซ่งจื่อเซวียนอัดจนน่วมเลยครับ!”
หลงรื่อเยวี่ยกล่าว
หลงรื่อเยวี่ยมีเส้นสายอยู่ทุกหย่อมหญ้า ไม่ว่าจะเป็นวิทยาเขตตะวันตกหรือวิทยาเขตตะวันออก เขาจึงทราบทันทีที่เกิดเรื่องขึ้น
“เข้าไปจัดการเหรอ จัดการยังไง” หลินอู๋ซิ่วถามด้วยคิ้วขมวดมุ่น
“เห็นบอกว่า…จะลงไม้ลงมือกับนักเรียนห้องหกนะครับ”
หลงรื่อเยวี่ยตอบส่งๆ
“อะไรนะ หงเทียนเหว่ยมันโง่หรือไงเนี่ย ให้ตายสิวะ ดูแลเด็กห้องหนึ่งของตัวเองแทบจะไม่รอดอยู่แล้ว ยังจะไปยุ่งกับห้องหกอีก”
หลินอู๋ซิ่วโมโหมากจริงๆ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องดันหลังคนโง่เง่าเต่าตุ่นแบบหงเทียนเหว่ยให้กับเฉิงหวาลี่ด้วย
ยิ่งตอนนี้ใกล้จะถึงเวลาเลือกหัวหน้าอาจารย์อยู่แล้ว ถ้ามีอะไรผิดพลาดในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแบบนี้ เมื่อถึงเวลาต่อให้เขาแนะนำสุดฤทธิ์ก็ไม่ช่วยอะไร
“ผอ.หลิน ผมว่า…คุณลองทบทวนเรื่องการคัดเลือกหัวหน้าอาจารย์ประจำวิทยาเขตตะวันออกอีกทีดีกว่านะครับ”
หลินอู๋ซิ่วได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองหลงรื่อเยวี่ย ราวกับว่าเขาเข้าใจความหมายในถ้อยคำนั้น
“รื่อเยวี่ย พูดมาตรงๆ เถอะ ช่วงนี้…คุณมีเรื่องขัดแย้งกับเทียนเหว่ยใช่ไหม”
หลงรื่อเยวี่ยยิ้มบางๆ “ไม่มีอะไรหรอกครับ ก็แค่คนบางคนช่างดูถูกคนอื่นง่ายเหลือเกิน ยังไม่ทันได้เป็นหัวหน้าอาจารย์วิทยาเขตตะวันออก ก็ยกตนข่มท่านซะแล้ว”
หลินอู๋ซิ่วขมวดคิ้วเล็กน้อย “เลิกอ้อมค้อมสักที คุณก็รู้ว่าผมไม่ชอบอะไรแบบนี้”
“ผอ.หลิน สมองหงเทียนเหว่ยมีแต่ขี้สินะครับ หลังจากที่คุณคุยกับเขาแล้ว ดูเหมือนว่าเขาเที่ยวเอาเรื่องที่เขาจะได้เป็นหัวหน้าอาจารย์ป่าวประกาศไปทั่ว
อาจารย์วิทยาเขตตะวันออกกับนักศึกษาอีกไม่น้อยเริ่มรู้ข่าวแล้ว
ตอนที่ทานข้าวที่โรงอาหาร ผมอุตส่าห์เตือนด้วยความหวังดี แต่เขากลับบอกให้ผมดูแลวิทยาเขตตะวันตกให้ดีไปเถอะ”
หลินอู๋ซิ่วได้ยินดังนั้นก็ชักสีหน้ารังเกียจ
ไม่ว่าจะตอนที่อยู่ในวิทยาลัย หรือก่อนเข้ามาทำงานในวิทยาลัย หลินอู๋ซิ่วก็ทำงานด้วยความน่าเชื่อถือ
คนที่เขาเกลียดที่สุดคือคนประเภทชอบโอ้อวด และคนที่โอ้อวดตั้งแต่ยังไม่ทันทำอะไรเป็นเรื่องเป็นราว
ไม่ต่างอะไรจากคนไม่มีสมอง
“เหอะ ไอ้คนไร้ประโยชน์ ไหนจะเรื่องที่เขาเสนอตัวเป็นกรรมการตัดสินการแข่งขันระหว่างซ่งจื่อเซวียนกับหยางจวิ้นเย่อีก คุณว่าเขาคิดอะไรอยู่”
หลินอู๋ซิ่วพ่นลมหายใจยาวเหยียด แล้วพูดเสียงดัง
“ผอ.หลิน ตอนนี้โมโหไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอกครับ ผมว่า…คุณต้องคิดทบทวนเรื่องเปลี่ยนตัวจริงๆ จังๆ แล้วล่ะครับ”
หลินอู๋ซิ่วพยักหน้าช้าๆ
หลังออกมาจากห้องทำงาน หลงรื่อเยวี่ยตรงไปที่คาเฟ่ในวิทยาลัยแทนที่จะกลับไปยังหอพัก
คาเฟ่แห่งนี้นอกจากจะขายกาแฟแล้ว ยังขายเบียร์และขนมขบเคี้ยวอีกด้วย
กิจการไปได้สวย อย่างไรเสียนักศึกษาเหล่านี้ก็มาเพื่อสาวๆ เชียร์เบียร์ เบียร์จึงขายดีเป็นพิเศษ
ในห้องส่วนตัว หลงรื่อเยวี่ยโยนกระเป๋าถือลงบนโซฟา แล้วหย่อนตัวลงนั่งตาม “ดึกดื่นป่านนี้นัดฉันมาที่นี่ทำไม”
“หึๆ อาจารย์หลง ผมมีเรื่องจะปรึกษากับคุณนิดหน่อยน่ะครับ”
หยางจวิ้นเย่หัวเราะเบาๆ แล้วเอ่ย
“อย่า…ถ้าต้องการคำปรึกษา ฉันแนะนำให้นายไปหาผอ.หลินดีกว่า เราก็อาจารย์ด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีเจ้านายไม่มีลูกน้อง”
หยางจวิ้นเย่ยิ้ม เขารู้อยู่แล้วว่าทำไมหลงรื่อเยวี่ยถึงได้โกรธเขา
หลังจากที่ซ่งจื่อเซวียนยกพวกไปป่วนวิทยาเขตตะวันตก เขาก็ไปฟ้องกับหลินอู๋ซิ่ว โดยหวังว่าซ่งจื่อเซวียนจะถูกลงโทษ
อย่างไรก็ตามหลินอู๋ซิ่วช่วยอะไรไม่ได้ เพราะโหย่วไท่ต้องเป็นผู้อนุมัติบทลงโทษ
และไม่มีการเปลี่ยนแปลงเพราะผลการแข่งขัน ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ คนของวิทยาเขตตะวันออกห้องหกก็ต้องรับโทษอยู่ดี
สาเหตุที่หลงรื่อเยวี่ยโกรธแบบนี้ เป็นเพราะว่าหยางจวิ้นเย่ไม่ปรึกษาเขาก่อน
“หึๆ คงโกรธใช่ย่อยเลยสินะ”
พูดแล้วหยางจวิ้นเย่ก็หยิบบุหรี่มวนหนึ่งส่งให้หลงรื่อเยวี่ย และจุดไฟแช็กยื่นให้กับเขา
“รื่อเยวี่ย เรื่องคราวนี้ฉันผิดเอง แต่ซ่งจื่อเซวียนนั่นมันน่ารำคาญเป็นบ้าเลย
แถมช่วงนี้นายไม่ค่อยว่างด้วย ฉันก็เลยไปหาหลินอู๋ซิ่ว”
หลงรื่อเยวี่ยปรายตามองเขาด้วยความขุ่นเคือง
“ต่อให้ฉันยุ่งยังไง ถ้านายมีเรื่อง มีเหรอฉันจะไม่สนใจ ให้ตายสิ นายไม่เห็นฉันเป็นพี่น้องเลย” หลงรื่อเยวี่ยอัดควันเข้าปอดแล้วพูด
หยางจวิ้นเย่พยักหน้า “ครับ เรื่องนี้ผมผิดเองครับ แต่ก็ทำให้ซ่งจื่อเซวียนเข็ดหลาบได้ใช่ไหมล่ะ”
“เฮ้อ ไอ้หมอนั่นมันน่ารำคาญจริงๆ นั่นแหละ ตั้งแต่มันเข้ามาในวิทยาลัย ชีวิตไม่เคยสงบสุขเลย”
หลงรื่อเยวี่ยกล่าว
“ก็จริง ตอนที่ฉันเพิ่งเข้าวิทยาลัยใหม่ๆ ก็เคยเจอกับพวกมันครั้งหนึ่ง ตัวมันเองน่ะไม่เท่าไรหรอก แต่คนข้างตัวมันนี่สิไม่ธรรมดา”
หลงรื่อเยวี่ยพูดพลางพยักหน้า “ถูกต้อง ลูกน้องของมันมีฝีมืออยู่บ้าง แถมยังมีซูหมิงที่ว่ากันว่าในวงการของปักกิ่งฝีมือยอดเยี่ยมมากอีก”
หลงรื่อเยวี่ยมาจากซีเป่ย ส่วนหยางจวิ้นเย่มาจากตงไห่ ไม่ค่อยรู้เรื่องราวในปักกิ่งมากนัก
พวกเขารู้แค่ว่าท่านเป้ยเล่อมีภูมิหลังบางอย่าง แต่เบื้องหลังที่ว่าคืออะไรนั้น…พวกเขาไม่รู้เรื่องนี้สักเท่าไร
“ที่ว่าเยี่ยมจะสักแค่ไหนกันเชียว รื่อเยวี่ย อย่าลืมสิว่าฉันกับนายเป็นใครมาจากไหน”
หลงรื่อเยวี่ยได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมา “นั่นสินะ ยังไงซะที่นี่ก็เป็นวิทยาลัยอาหาร ต่อให้มันจะเป็นคนใต้ดินแล้วยังไง ถ้าพูดกันในแง่ประสบการณ์ มันยังห่างชั้นคนละโยชน์”
“รื่อเยวี่ย เรื่องของนายเป็นยังไงบ้าง” หยางจวิ้นเย่ถาม
“ไม่ต้องห่วง ฉันกำลังตรวจสอบภูมิหลังของซ่งจื่อเซวียนอยู่ อีกอย่างฉันกำลังทุ่มสุดตัวกับผอ.หลินด้วย คิดว่าอีกไม่นานหงเทียนเหว่ยต้องหลุดจากตำแหน่งแน่
อีกไม่นานฝั่งซ่งจื่อเซวียนก็คงจะนั่งไม่ติดที่ ไอ้หน้าอ่อนนี่ชอบเสนอหน้า นักเรียนของมันถูกลงโทษ มันต้องขอคำอธิบายจากวิทยาลัยแน่”
หลงรื่อเยวี่ยพยักหน้า “เรื่องนี้พวกเราวางใจได้ ยังไงผอ.หลินก็ไม่ชอบขี้หน้ามันอยู่แล้ว”
“หึๆ หลินอู๋ซิ่ว…ก็แค่เบี้ยตัวหนึ่ง แต่น่าเสียดายที่เรายังทำอะไรกับโหย่วไท่ไม่ได้ ถ้าหมอนั่นใจอ่อนเมื่อไร เราถึงจะมีโอกาส”
“โหย่วไท่มันโง่จะตาย วันๆ คิดถึงแต่เรื่องวิจัยอาหาร ไม่มีประโยชน์กับเรา แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรค อย่ากังวลนักเลย” หลงรื่อเยวี่ยกล่าว
หยางจวิ้นเย่สูดหายใจเข้าลึกๆ “ถ้าฉันจัดการซ่งจื่อเซวียนที่มาแย่งของของฉันไปไม่ได้…หึ ฉันก็เสียชาติเกิดแล้ว!”
…
หลังจากไตร่ตรองมาทั้งคืน ในที่สุดซ่งจื่อเซวียนก็ตัดสินใจไม่ไปที่สำนักบริหาร
เขาถือไพ่ตายที่ผอ.เฉิงให้มาอยู่ ย่อมไม่กลัวพวกหลินอู๋ซิ่ว
แต่บทลงโทษที่พวกเขามอบให้ตู้หมิงและข่งเซ่าหลงก็ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ ไล่ออกเหรอ…พวกเขาไม่กล้าหรอก
ตอนนี้ซ่งจื่อเซวียนมีเป้าหมายเพียงสองอย่างเท่านั้น หนึ่งคือได้เข้าร่วมทีมวิจัยบันทึกหย่งซั่น
อีกเป้าหมายหนึ่งคือทำให้นักศึกษาห้องหกจบการศึกษาอย่างราบรื่น ได้รับประกาศนียบัตรจากวิทยาลัยอาหาร
โดยเฉพาะข่งเซ่าหลง เขาเป็นคนมีความสามารถอยู่บ้าง ไม่คุ้มค่าหากต้องสูญเสียโอกาสเรียนจบเพราะความวู่วาม
ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ คือการยกระดับโดยรวมของห้องหก
คนที่ทำให้เขามั่นใจมีอยู่ไม่กี่คน ได้แก่ข่งเซ่าหลง เจ้าอีโจวและตวนมู่เยวี่ย ส่วนซางเทียนซั่วนั้น ซ่งจื่อเซวียนรับประกันได้อยู่แล้ว
แน่นอนว่ายังมีอีกคนที่ซ่งจื่อเซวียนทิ้งไม่ลง นั่นคือเฉิงฮ่าว
อดีตเชฟอัจฉริยะ นักเรียนอัจฉริยะตกอับ ที่ต้องยอมแพ้กลางคัน หลังจากเข้าเรียนในวิทยาลัยถึงสี่ปี…
น่าเสียดายเหลือเกิน
เวลาเช้าตรู่ ซ่งจื่อเซวียนไม่ได้ไปออกกำลังกายกับพวกห้องหก แต่พาฟางรุ่ยไปที่หอพักของเฉิงฮ่าว
เขาเคาะประตูอยู่นาน แต่ไม่มีใครเปิดประตู ทว่าได้ยินเสียงกรนลอดออกมาทำให้ซ่งจื่อเซวียนรู้ว่าเฉิงฮ่าวต้องอยู่ข้างในอย่างแน่นอน
“นายท่านรอง ไอ้หนูนี่จองหองซะไม่มี ปล่อยให้คุณรอข้างนอกแบบนี้ ส่วนตัวเองหลับอุตุอยู่ในห้อง”
“หึๆ ปล่อยเขาไปเถอะ เมื่อคืนคงจะดื่มทั้งคืน อย่าเพิ่งไปกวนเขาดีกว่า รุ่ยจื่อ วันนี้นายคอยเฝ้าเอาไว้นะ ไม่ต้องทำอะไร แค่อย่าปล่อยให้เขาออกไปไหนก็พอ”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม เขาเชื่อว่าฟางรุ่ยคุ้มกันได้
จากนั้น เขาก็นัดท่านเป้ยเล่อไปทานข้าวแทนที่จะไปยังอาคารเรียน หลังจากนั้นก็ไปที่ห้องสมุด
ส่วนนักศึกษาห้องหก ซ่งจื่อเซวียนค่อนข้างจะวางใจได้แล้ว
เขาเข้าใจตั้งแต่ต้นว่าต่อให้อธิบายหลักการกับพวกเขาอย่างไรก็ไร้ประโยชน์ สู้กระตุ้นศักยภาพในตัวพวกเขาโดยตรงดีกว่า
ให้พวกเขาพยายามด้วยตนเอง ต่อสู้ด้วยตนเอง
ต่อให้ไม่ใส่ใจพวกเขา พวกเขาก็ยังร่ำเรียนได้อย่างเป็นระบบระเบียบเช่นเดียวกัน
ห้องสมุดของวิทยาลัยมีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง
มองจากภายนอก มันเป็นอาคารทรงกลม
ในห้องสมุดมีชั้นวางหนังสือที่ยึดติดกับผนังสร้างขึ้นเป็นทรงกลมตามรูปทรงของผนัง ดูแปลกใหม่มาก
ขณะเดินไปพร้อมกับไล่สายตาดูหนังสือบนชั้นไปด้วยนั้น ท่านเป้ยเล่อก็เอ่ยขึ้น “อาทิตย์นี้นายไม่กลับตู้เหมินเหรอ ไม่ต้องดูแลร้านอาหารแล้วหรือไง”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม “ร้านอาหารของผมไม่ต้องคอยดูแลตลอดเวลาก็ได้ แต่ว่าหย่าฉีนี่สิ…อาทิตย์นี้ไม่ได้กลับไปหา คงต้องวิดีโอคอลกับเธอสักหน่อยแล้ว”
“นายน่าจะกลับไปหาเธอสักหน่อยนะ กำลังอยู่ในช่วงข้าวใหม่ปลามันนี่” ท่านเป้ยเล่อพูดยิ้มๆ ทำท่าทางราวกับคนมีประสบการณ์
“อืม งั้นอาทิตย์นี้กลับดีกว่า เธอต้องเรียนไปด้วย ดูแลสวนสวินเฟิงไปด้วยทั้งวัน คงจะเหนื่อยแย่”
เห็นท่าทางของซ่งจื่อเซวียน ท่านเป้ยเล่อก็พูดแกมขำ “เป็นคนช่างใส่ใจดีแท้ บอกหน่อยซิซ่งจื่อเซวียนว่าทำไมนายถึงโดนคนเกลียดขนาดนั้น หน้าที่การงานก็ดี ทำอาหารก็เก่ง แถมมีแฟนสวยด้วย”
ซ่งจื่อเซวียนปรายตามองเขา “อิจฉาเหรอครับ เฮ้ อิจฉาล่ะซี่!”
ขณะพูดสายตาของเขาพลันสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่าง
ใต้ชั้นวางหนังสือ มีกล่องกระดาษใบใหญ่สองกล่องวางอยู่ ข้างในเต็มไปด้วยหนังสือ
“ทำไมถึงไม่วางหนังสือพวกนี้บนชั้นล่ะ”
ซ่งจื่อเซวียนกำลังจะเข้าไปดู เจ้าหน้าที่คนหนึ่งก็วิ่งเข้ามา “ขออภัยครับอาจารย์ทั้งสองท่าน นี่เป็นหนังสือเก่าน่ะครับ ผอ.วังบอกว่าตอนนี้มีหนังสือที่อัปเดตแล้ว เลยให้เก็บหนังสือพวกนี้ไว้ในโกดัง แต่ผมยังไม่มีเวลาย้ายเหมือนกันน่ะครับ”
“อ๋อ แบบนี้นี่เอง จื่อเซวียน พวกเราเดินไปดูข้างหน้าดีกว่า”
ท่านเป้ยเล่อพูดจบก็เดินหน้าต่อไป ทว่าซ่งจื่อเซวียนกลับหยุดนิ่งอยู่ที่เดิม
เขาย่อตัวลง หยิบหนังสือที่พิมพ์ชื่อว่า ‘บันทึกเจียงอวิ๋น’ บนหน้าปกขึ้นมา
หน้าปกหนังสือเก่ามากแล้ว แต่กระดาษยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ดี
ท่านเป้ยเล่อโน้มตัวไปดูใกล้ๆ “นิยายสินะ นายสนใจของพรรค์นี้ด้วยเหรอ ฉันนึกว่าสนใจแต่ตำราอาหารซะอีก”
“ฮ่าๆ เอาไว้อ่านฆ่าเวลาน่ะครับ”
พูดจบ ซ่งจื่อเซวียนก็ถือบันทึกเจียงอวิ๋นไปหาที่นั่ง แล้วนั่งลงอ่าน
……………………………………………….
………………..