เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 461 แป้งสาลีเมฆา
ตอนที่ 461 แป้งสาลีเมฆา
………………..
ท่านเป้ยเล่อแปลกใจ นัดกับซ่งจื่อเซวียนที่ห้องสมุด ก็นัดไว้หลายวันแล้ว
เดิมคิดว่าเจ้าหมอนี่จะมาศึกษาพวกสูตรอาหารหายากที่นี่
ใครจะคิดว่ากลับเอาหนังสือนิยายมาอ่าน
“เฮ้อ เด็กอย่างนายนี่ทำฉันเดาทางไม่ถูกจริงๆ วันนี้ห้องหกของนายไปฝึกกันนายก็ไม่ไป ห้องเรียนก็ไม่ไป ตอนนี้หนีมาอ่านนิยายที่นี่เนี่ยนะ…”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินก็ยิ้ม “ที่จริงผมชอบอ่านนิยายตั้งแต่เด็ก หนังสืออาจารย์ผมก็แทบจะอ่านมาหมดแล้ว”
“จริงสิ นายพูดถึงอาจารย์นายบ่อยๆ ตกลงอาจารย์ของนายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์จากที่ไหนกันน่ะ” ท่านเป้ยเล่อถาม
ซ่งจื่อเซวียนเงียบไปครู่หนึ่งก่อนพูดว่า “สิ่งศักดิ์สิทธิ์…เหมือนว่าใช้คำนี้ก็ไม่ผิดนะครับ”
“โอ้โห ไอ้เด็กนี่ บอกว่าอ้วนนายก็คงรับเลยสินะ โม้แบบนี้ไม่ได้มั้ง”
“เหอะๆ ไม่ได้โม้นะ อาจารย์ผมเป็นเทพจริงๆ ว่าง่ายๆ…ถ้าคนที่เป็นเชฟชื่อดังร่วมสมัยเจอชายชราอย่างเขาคนนี้ การคุกเข่าคารวะให้ก็ไม่เกินไปเลยนะครับ”
ได้ยินดังนั้น ท่านเป้ยเล่อก็ยิ้ม “อาจารย์นายอายุเท่าไรแล้วล่ะ”
“เก้าสิบกว่าแล้วครับ คุณลองคำนวณดูแล้วกัน การพัฒนาทักษะการทำอาหารจีนของเราหลายปีมานี้ เขาน่าจะรุ่นที่เท่าไร”
ท่านเป้ยเล่ออดตกใจไม่ได้ “น่าจะสูงเอาเรื่องจริงๆ”
ท่านเป้ยเล่อพูดพลางขยับเข้าใกล้ซ่งจื่อเซวียน มองด้านหลังของหนังสือเล่มนั้น
“‘บันทึกเจียงอวิ๋น’? เรื่องเกี่ยวกับอะไรเนี่ย”
ซ่งจื่อเซวียนวางหนังสือลงแล้วพูด “เจียงอวิ๋นเป็นเชฟในยุคสาธารณรัฐ เป็นคนหยิ่งในศักดิ์ศรีมาก และนับว่าเป็นวีรบุรุษสงครามต่อต้านการรุกราน
ตอนเด็กๆ ตาเฒ่าเคยเล่าให้ผมฟังว่าเขาเขียนสูตรอาหารโบราณด้วยลายมือไว้เยอะมาก ไม่อย่างนั้นตอนนี้อาหารในอดีตน่าจะสาบสูญไปมากกว่านี้
ประเด็นสำคัญคือ เชฟเจียงท่านนี้ก็ครอบครองวิธีการทำสเต็กเนื้อและสลัดในยุคนั้นแล้ว
แถมตาเฒ่ายังบอกว่า สเต๊กเนื้อที่เจียงอวิ๋นทำตอนนั้น แม้แต่พวกฝรั่งกินยังยกย่องกันหมด บอกว่าเป็นอาหารตะวันตกที่อร่อยที่สุด”
ฟังถึงตรงนี้ ท่านเป้ยเล่อก็อดเบิกตากว้างไม่ได้
“ร้ายกาจขนาดนี้เชียว รอนายอ่านเสร็จฉันยืมอ่านหน่อยนะ”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “ไม่มีปัญหา ที่จริงผมก็หวังว่าจะหาพวกข้อมูลจากที่นี่ได้ ถ้าทำสเต็กเนื้อสักอย่างออกมาได้แบบนี้ ในตอนนี้ก็อาจจะไม่นับว่าตกเทรนด์ด้วยซ้ำ”
“ถูกต้อง ไม่ใช่แค่ไม่ตกเทรนด์ แถมยังเป็นแฟชั่นอย่างแน่นอน”
พูดจบ ทั้งสองก็ยิ้มออกมา
ความจริงในวงการอาหารก็มีแฟชั่นที่เป็นเอกลักษณ์ เพียงแต่แฟชั่นแบบนี้ไม่ใช่การแต่งตัวแต่งหน้า
แต่หมายถึงการรังสรรค์และกลุ่มเป้าหมาย
ถ้าได้สูตรอาหารตะวันตกในยุคสาธารณรัฐสักอย่างมาจริงๆ และวางขายในตอนนี้ จะต้องกลายเป็นกระแสแน่นอน
ซ่งจื่อเซวียนอ่านหนังสือรวดเร็วมาก บวกกับการเดินเรื่องของนิยายเล่มนี้ก็ราบรื่นมาก ถึงตอนเที่ยง เขาก็ยังไม่ออกจากห้องสมุด
จนกระทั่งพระอาทิตย์ตกดิน เหมือนว่าเขาจะอ่านเนื้อหาไปเกินครึ่งแล้ว
ถึงจะหดหู่กับประวัติชีวิตของเจียงอวิ๋น แต่ก็ไม่ได้พบเจอเนื้อหาอะไรที่เกี่ยวกับการทำอาหารมากนัก
สำหรับการทำอาหาร ในหนังสือก็เขียนบรรยายคร่าวๆ ไม่ได้เขียนละเอียด
ซ่งจื่อเซวียนเข้าใจดีว่าอย่างไรก็เป็นนวนิยายเล่มหนึ่ง ไม่ใช่หนังสือสูตรอาหาร
ผู้เขียนเป็นนักเขียนนิยาย ไม่ใช่เชฟ
ดังนั้นจึงไม่ได้เขียนลงรายละเอียดเรื่องการทำอาหารอยู่แล้ว
ไม่อย่างนั้นผู้อ่านที่ได้อ่านมากมายก็คงรู้สึกว่าอืดอาด เพิ่มจำนวนคำเฉยๆ
นี่เป็นเรื่องที่ปกติมาก
จากนั้น เขาก็ไปทำเรื่องยืมหนังสือที่เคาน์เตอร์ต้อนรับ
แต่บรรณารักษ์ห้องสมุดบอกว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้เก็บขึ้นตู้แล้ว ทำเรื่องไม่ได้ แต่ถ้าซ่งจื่อเซวียนชอบอ่านก็สามารถเอาไปได้เลย ไม่อย่างนั้นจะต้องเก็บเข้าโกดัง
ตอนนี้พวกนักเรียนไปทานข้าวกันที่โรงอาหารกันแล้ว ซ่งจื่อเซวียนกลับไม่ได้หิวอะไร กลับไปถึงห้องพักก็อ่าน ‘บันทึกเจียงวิ๋น’ ต่อ
เขาพบว่าเจียงอวิ๋นคนนี้แตกต่างจากเชฟทั่วไปจริงๆ
อาชีพเชฟนับว่าเป็นอาชีพในตลาด ช่วงแรกๆ อาชีพเชฟเป็นคนในวงการล้วนๆ
หากพูดถึงวงการผิดกฎหมาย บ้างก็ทำพวกเรื่องไม่ดีในร้านผิดกฎหมายเช่นกัน
แต่เจียงอวิ๋นนั้นไม่ใช่ เขาเป็นคนซื่อสัตย์มาก อีกทั้งมีขีดจำกัดของตัวเอง
เมื่อต้องเลือกระหว่างเรื่องที่ถูกและผิด ก็ไม่เคยโลภเอากำไรใดๆ เลยสักครั้ง
ยิ่งตอนที่เผชิญหน้ากับพวกฝรั่งชั่วช้า ไม่ใช่แค่ไม่ยอมแพ้ หรือไม่ยอมให้ศัตรูทำอาหารสักมื้อได้ ยังต้องชิงไหวชิงพริบในรังศัตรูไม่น้อย
ซ่งจื่อเซวียนอ่านแล้วก็ฮึกเหิม อ่านหนังสือทั้งเล่มจบในรวดเดียว
ขณะที่ติดงอมแงม เขาก็พบว่า ในหนังสือมีโครงเรื่องบอกเล่าถึงการทำสเต็กเนื้อสไตล์ตะวันตกของเจียงอวิ๋นจริงๆ
ตรงนี้ ถึงผู้เขียนจะไม่ได้เขียนว่าเจียงอวิ๋นปรุงอย่างไร แต่พูดถึงคำคำหนึ่งซ้ำไปซ้ำมา
แป้งสาลีเมฆา!
แป้งสาลีเมฆานี่เป็นแป้งที่เจียงอวิ๋นทำขึ้นมาเอง มีแป้งสาลีเป็นพื้นฐาน ผ่านการผัดจนกลายเป็นผงแป้งพิเศษ
นำชิ้นเนื้อสเต็กไปเคลือบด้วยแป้งสาลีเมฆา ไม่ว่าจะจี่ ย่างหรือทอด ก็รับรองได้ว่าขณะที่เนื้อสัมผัสด้านนอกกรอบ ด้านในจะชุ่มฉ่ำนุ่มลิ้น
อีกทั้งความนุ่มที่ผู้เขียนบรรยายออกมา คือเนื้อเป็นสีชมพูที่มาพร้อมกับน้ำจากเนื้อซึ่งร้อนจนลวกปาก
ความจริงหากใช้คำพูดในสมัยนี้ น่าจะสุกในระดับห้าถึงเจ็ด
ถูกปากคนยุคนี้พอดี
อีกทั้งหลังเคลือบด้วยแป้งสาลีเมฆา ก็สามารถจี่ได้นานขึ้นเล็กน้อยเพิ่มความกรอบให้ผิวด้านนอกมากยิ่งขึ้น
และในขณะเดียวกันก็ไม่ส่งผลต่อระดับความสุกทั้งชิ้น แป้งเมฆาถือเป็นของดี
ซ่งจื่อเซวียนคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเชฟจีนในยุคสาธารณรัฐคนหนึ่งจะทำอาหารตะวันตกที่สมบูรณ์แบบขนาดนี้ออกมาได้
ที่จริงขอแค่ได้แป้งสาลีเมฆามา ไม่ใช่แค่อาหารตะวันตก อาหารจีนก็เป็นอาหารประเภทจี่และทอดไม่น้อย ใช้ได้ทั้งสิ้น
เช่นจี่ปลาหิมะ ทอดเนื้อแผ่น ก็ทำให้ผิวด้านนอกกรอบ ด้านในชุ่มฉ่ำได้
เขาตัดสินใจเงียบๆ ว่าจะต้องอ่านสูตรนี่ใหม่อีกรอบแน่นอน
เขาพบว่าใน ‘สูตรอาหารราชวงศ์ชิง’ ไม่ได้มีแค่อาหารที่ตนครอบครองอยู่ไม่กี่อย่างเท่านั้น
ข้าวผัดจักรพรรดิ น้ำแกงเกล็ดปลาทองห้าสาย โต้วหลงเหมิน กระทั่งรวมถึงมังกรทะยานสี่ย่านน้ำที่เขายังไม่เคยได้ทำด้วย
ในบรรดาอาหารพวกนี้ประกอบด้วยรายละเอียดมากมาย อย่างเช่นแป้งถั่วปากอ้า เป็นส่วนประกอบที่ซ่งจื่อเซวียนพบเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ
บางที…แป้งสาลีเมฆานี่ก็คงอยู่ในนั้นด้วย
วางหนังสือ สูบบุหรี่ ซ่งจื่อเซวียนก็พบว่าเป็นเวลาห้าทุ่มแล้ว
เขารีบโทรหาฟางรุ่ย “รุ่ยจื่อ นายยังอยู่ในหอพักไหม”
“ครับ นายท่านรองวางใจ ผมประกบเก้าอี้สองตัวแล้วนอนพิงอยู่ในหอพักครับ
เมื่อกี้เฉิงฮ่าวนั่นจะออกไป โดนผมห้ามไว้ ไอ้เด็กคนนี้คิดจะสู้กับผมด้วย ก็เลยโดนผมผลักเข้าห้องไปแล้ว”
ได้ยินดังนั้น ซ่งจื่อเซวียนค่อนข้างละอายใจ
วันนี้ไปอยู่ห้องสมุดทั้งวัน หลังจากกลับมาก็อ่านหนังสือต่อ คิดไม่ถึงว่าจะลืมฟางรุ่ยเสียสนิท
“ขอโทษจริงๆ นะรุ่ยจื่อ ฉัน…”
“นายท่านรองพูดแบบนี้ได้ที่ไหนกัน รุ่ยจื่ออย่างผมทำงานให้นายท่านรอง ไม่เคยบ่นออกมาแม้สักครึ่งคำ”
ซ่งจื่อเซวียนลอบถอนหายใจ บางทีเป็นเพราะแบบนี้…ตนถึงยิ่งรู้สึกผิด
“โอเครุ่ยจื่อ นายรอฉันอยู่ตรงนั้นนะ เดี๋ยวฉันไปหา”
ขณะเดียวกัน ซ่งจื่อเซวียนก็โทรหาข่งเซ่าหลง
เห็นได้ชัดว่าตอนนี้ข่งเซ่าหลงอยากจะนอนแล้ว พูดว่า “อาจารย์ ดึกขนาดนี้ มีเรื่องอะไรเหรอครับ”
“เซ่าหลง ให้ผู้ชายห้องหกทั้งหมดตื่นเดี๋ยวนี้เลย เตรียมตัวฝึก!”
“อะไรนะ!!!”
เหมือนว่าข่งเซ่าหลงจะตาสว่างขึ้นในทันตา ไม่รู้จริงๆ ว่าอาจารย์ท่านนี้คิดจะทำอะไร
“แต่ว่า…ดึกดื่นขนาดนี้นับว่าเป็นอะไรน่ะ รวมตัวด่วนเหรอครับ เราไม่ได้ฝึกทหาร…”
“ไม่ต้องพูดมาก มารวมตัวเดี๋ยวนี้! อย่าให้ฉันต้องพูดซ้ำ!”
“ครับ อาจารย์!”
ข่งเซ่าหลงวางสายก็เริ่มสวมเสื้อผ้า ตู้หมิงมองอย่างงุนงงไปหมด
“เกิดอะไรขึ้น เพื่อน แกจะออกไปเหรอ ระวังอาจารย์จะปรับเงินแกพรุ่งนี้นะ” ตู้หมิงพูดยิ้มๆ
“เร็วเข้า แกก็ใส่เสื้อผ้าด้วย ไปรวมตัวกันที่สนามเดี๋ยวนี้เลย อย่างด่วน ไปแจ้งคนอื่นๆ กับฉันด้วย!”
“หา เล่นอะไรเนี่ย ตอนนี้เรอะ แม่งเอ๊ย รวมตัวด่วนเหรอ”
ตู้หมิงกระโดดขึ้นมาสวมเสื้อผ้าลวกๆ พลางร้องตะโกนไปด้วย
“ไม่ต้องสนอะไรแล้ว เดี๋ยวนี้ด่วนๆ ถ้าอาจารย์เร่ง ใครจะขัดได้!”
ประโยคนี้ของข่งเซ่าหลงไม่ผิด ตอนนี้น่าจะไม่ใช่แค่ห้องหกวิทยาเขตตะวันออก ขอแค่เป็นคนที่เห็นซ่งจื่อเซวียนกระทืบหงเทียนเหว่ยในหอพักเมื่อวาน ก็ไม่มีใครสักคนกล้าขัดแล้ว
สวมเสื้อผ้าเรียบร้อย ทั้งสองก็เริ่มไปพังประตูห้องพักต่างๆ
ไม่สนว่าจะหลับอยู่ไหม พังให้หมด
อย่างไรก็ไม่ใช่ทหาร อีกทั้งไม่ได้อยู่ที่ชั้นหนึ่งทั้งหมด การจะแจ้งข่าวก็ต้องใช้เวลาสักพัก
ดังนั้นต่อให้เร็วแค่ไหนก็ไม่มีทางรวมตัวกันได้ในสามถึงห้านาที
แต่ภายในยี่สิบนาที สำหรับนักเรียนพวกนี้ ก็เร็วมากแล้ว
…
ในสนาม
ซ่งจื่อเซวียนมองนักเรียนที่สวมเสื้อผ้าไม่เรียบร้อยพวกนี้ก็ไม่ได้หงุดหงิดอะไร
อย่างไรก็เป็นแค่นักเรียน จะบอกให้พวกเขาเป็นเหมือนทหารย่อมไม่มีทางแน่นอน
มาเข้าแถวในเวลาสั้นๆ ขนาดนี้ได้ เขาก็ยังพึงพอใจมาก
ซ่งจื่อเซวียนไม่สนใจ ยังคงจดจ้องแถวยาวเดินวนไปวนมา
นักเรียนพวกนั้นสับสนกันหมด หันหน้ามองซ้ายขวาเป็นครั้งคราว ไม่รู้ว่าอาจารย์มองอะไร
ทันใดนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็เอ่ยขึ้นว่า “ครบแล้วที่ไหน ยังขาดอีกคนเนี่ย!”
ได้ยินดังนั้น ทุกคนก็ชะงัก รีบหาในแถว ดูว่าใครยังไม่มา
แต่ดูอยู่ตั้งนานก็ไม่มีใครตอบ
ข่งเซ่าหลงพูด “อาจารย์ ไม่ขาดนะครับ คนมาครบแล้วจริงๆ”
ซ่งจื่อเซวียนแค่นเสียงเย็น “ครบแล้วเหรอ หึ เฉิงฮ่าวล่ะ ตอนนี้เป็นการฝึก ทำไมถึงไม่มา”
“หา?”
ทุกคนงุนงงกันหมด
พูดในใจว่าเฉิงฮ่าวโดนอาจารย์ตัดชื่อออกไปแล้วไม่ใช่หรือไง
ทันใดนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา โทรหาฟางรุ่ย “รุ่ยจื่อ พาเฉิงฮ่าวมาหาฉันที่สนาม!”
คนในแถวมองกันไปมองกันมา ไม่พูดอะไรสักคำ
พวกเขารู้ว่าวันดีๆ ของเฉิงฮ่าวคงจะมาถึงจุดจบแล้วจริงๆ ในที่สุดอาจารย์ก็เพ่งเล็งเขาแล้ว…
จากนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็มองข่งเซ่าหลงอีกครั้ง
“ข่งเซ่าหลง!”
“ครับอาจารย์!”
“เจ้าอีโจว ซางเทียนซั่ว!”
“ครับ!”
“พวกนายสามคน ไปเรียกเฉิงฮ่าวที่หอพักมารวมตัวกันเดี๋ยวนี้ ถ้าเขายอมมาเอง ฉันจะไม่บังคับพาตัวมา”
ทั้งสามมองตากัน ตอบเป็นเสียงเดียวกันทันที “ครับ!”
ประมาณสิบกว่านาที เฉิงฮ่าวก็มาถึงสนาม แต่การมาครั้งนี้…ไม่ได้สง่างามเท่าไร กระทั่งค่อนไปทางจนตรอกเล็กน้อย
ข่งเซ่าหลง เจ้าอีโจว ซางเทียนซั่วและฟางรุ่ยก็ตามมาด้านหลัง เหมือนโดนควบคุมตัวให้มา
ห้องหกทุกคนมีความคิดแบบเดียวกัน
ลูกพี่เฉิงคราวนี้นับว่าแพ้แล้ว แม้แต่หงเทียนเหว่ยยังกล้ากระทืบ อาจารย์ซ่งจะยังไม่กล้าทำอะไรอีก
……………………………………………..
………………..