เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 464 มังสวิรัติมงคลห้าประการ?
ตอนที่ 464 มังสวิรัติมงคลห้าประการ?
………………..
ตอนที่เบนสายตาไป ซางเทียนซั่วก็จัดการวัตถุดิบตรงหน้าเสร็จแล้ว
ด้วยฝีมีดของเขา รับประกันได้เลยว่าขนาดบางหนาเท่ากัน อีกทั้งใช้เวลาไม่นานเกินไปด้วย
ตอนที่เส้นต่างๆ เสร็จแล้ว น้ำที่เจ้าอีโจวต้มยังไม่เดือดเลย
ซางเทียนซั่วยิ้ม “เป็นไงล่ะ ไอ้หนู ความเร็วของข้าใช้ได้ใช่ไหมล่ะ”
เจ้าอีโจวกลอกตาใส่เขา “ดีใจเร็วเกินไปมั้ง ระวังคู่ต่อสู้เขาจะทำอาหารออกมาฆ่านายนะ!”
“เฮอะ ฉันยืมพรสวรรค์เขามาได้กี่ส่วนกัน” ซางเทียนซั่วพูดพลางส่ายนิ้วชี้ “เขาใช้ไม่ได้!”
ขณะที่พูด ซางเทียนซั่วจงใจพูดเสียงดัง ท่าทางก็ชัดเจนมาก
เฉิงฮ่าวก็สังเกตเห็นการกระทำของเขา แต่จากท่าทีเย็นยะเยือกนั่นก็ดูออกว่าเขาคร้านจะสนใจ
เห็นเพียงเฉิงฮ่าวไม่ได้ลนลาน หลังจากเปิดไฟ ก็ไม่ได้รีบนำวัตถุดิบทั้งหมดที่มีใส่ลงไปในน้ำหรือผัดแห้ง
แต่เลือกที่จะนึ่ง
จุดนี้ทำให้ทุกคนแปลกใจ นึ่งผักเหรอ
ขณะเดียวกันนี้ เฉิงฮ่าวก็หยิบพวกวุ้นเส้นออกมาเล็กน้อยและเริ่มแช่
ในระหว่างที่แช่วุ้นเส้นและนึ่งผัก เฉิงฮ่าวก็เปิดเตาอีกเตา เปิดไฟใส่น้ำมัน
ใส่พวกหัวหอมใหญ่หั่นแว่น ขิงหั่นฝอย พริกไทยและวัตถุดิบอีกเจ็ดแปดอย่างลงไปในน้ำมัน เริ่มผัดแห้งด้วยไฟอ่อน
ซ่งจื่อเซวียนหรี่ตาลงเล็กน้อย นึ่งผักแบบนี้ไม่ได้แปลกใหม่เท่าไร ในร้านพวกนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็เคยกินอาหารมังสวิรัติที่นึ่งแบบนี้มาก่อน
แต่สิ่งที่ทำให้เขาไม่เข้าใจเพียงอย่างเดียวก็คือผงปรุงรสที่เฉิงฮ่าวเพิ่งคั่ว
เขาเชื่อว่า แก่นของอาหารเมนูขึ้นอยู่กับสิ่งนี้
แต่เฉิงฮ่าวไม่ได้รีบร้อน รักษาไฟอ่อนไว้ตลอด อีกทั้งถ้าอุณหภูมิน้ำมันร้อนเกินไป เขาก็จะลดไฟลงทันที
คนที่อยู่ใกล้เห็นแล้วเหมือนจะไม่ค่อยเข้าใจ
“แกจะเข้าใจอะไร ลูกพี่กำลังผัดเครื่องปรุงรสอยู่ไม่ใช่หรือไง”
“นั่นสิ แกไม่เห็นหรือไงว่ากำลังผัดน้ำมันหัวหอมน่ะ ฉันว่าลูกพี่ต้องทำอาหารที่ใช้น้ำมันหัวหอมแน่เลย”
“หยุดไร้สาระ ได้ยินก็คลื่นไส้ ฉันว่าอาหารของซางเทียนซั่วยั่วยวนมากนะ”
“นั่นน่ะสิ หรือว่าลูกพี่เฉิงจะไม่ได้จับตะหลิวนานแล้วจริงๆ ก็เลย…ขึ้นสนิมแล้ว”
“ขึ้นสนิมเรอะ ฉันว่าทำส่งๆ มากกว่า นึ่งผัก แช่วุ้นเส้น ตอนนี้ผัดน้ำมันอีก…ไม่ควรเป็นแบบนี้เลย”
ได้ยินคำวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คน ซ่งจื่อเซวียนกลับยังคงตั้งใจดูการกระทำของเฉิงฮ่าว
พยักหน้าน้อยๆ เป็นครั้งคราว เหมือนว่า…เขาจะเข้าใจเจตนาของเฉิงฮ่าวแล้ว
ตอนนี้ เขารอแค่ชิมรสชาติเครื่องปรุงรสคั่วนั่น
ทางซางเทียนซั่วเริ่มปรุงน้ำซุปแล้ว แต่มือกุมสูตรลับของซ่งจื่อเซวียนอยู่ เขาย่อมมั่นใจร้อยเท่าอยู่แล้ว
ถือโอกาสตอนที่ไม่มีคนสังเกต เขาหยิบถุงวัตถุดิบทำซุปนั่นออกมา ใส่ลงไปในถ้วยขนาดใหญ่ใบหนึ่ง
คนอื่นไม่ได้สังเกต แต่เจ้าอีโจวสังเกตเห็นแล้ว
“เฮ้ย นี่อะไรน่ะ” เจ้าอีโจวเอ่ยขึ้นทันที
“เสียงดังหาอะไรเนี่ย แกเห็นก็จบแล้ว อย่าส่งเสียง!”
ซางเทียนซั่วเอ่ยพลางกลอกตาใส่เขาทันที
เจ้าอีโจวอึ้ง กดเสียงต่ำทันที “นายขี้โกง!”
“ไสหัวไป แกสิที่โกง พวกแกโกงกันทั้งบ้าน!”
“นาย…ตอนที่แข่ง วัตถุดิบทั้งหมดต้องใช้วัตถุดิบพื้นฐานมาทำนายไม่รู้หรือไง
นายแอบเอาของเข้ามาแบบนี้มันผิดกฎนะ แถม…นายยังเอาน้ำซุปมาด้วย นี่อุกอาจเกินไปมั้ง”
ซางเทียนซั่วได้ยินก็สูดลมหายใจลึก หันหลังไปจ้องเจ้าอีโจวทันที “แกไม่พูดก็ไม่มีใครว่าแกเป็นใบ้หรอกนะ ต่อให้แกจะฟ้องก็ต้องไปที่อาจารย์ตรงนั้นใช่ไหมล่ะ”
เจ้าอีโจวมองซ่งจื่อเซวียนแวบหนึ่ง เหมือนจะเข้าไรอะไรบางอย่าง…
หลังจากซางเทียนซั่วเปลี่ยนน้ำซุปเสร็จ ก็เริ่มขั้นตอนสุดท้าย นั่นก็คือการต้ม
เวลาที่ใช้ในขั้นตอนนี้ไม่นานนัก เพราะซ่งจื่อเซวียนต้มหัวน้ำซุปไว้เรียบร้อยแล้ว
แม้จะขาดขั้นตอนการใช้วัตถุดิบต้มน้ำซุปไป แต่ก็ทำเสิร์ฟเหมือนกับที่สวนสวินเฟิง ถึงคุณภาพจะแย่กว่าเล็กน้อย แต่ลูกค้าทั่วไปไม่มีทางรู้
เทียบกับซางเทียนซั่วแล้ว เฉิงฮ่าวช้ากว่ามากอย่างชัดเจน
วัตถุดิบที่เขาใช้ทั้งหมด นึ่งด้วยไฟอ่อน ผัดเครื่องปรุงใช้ไฟอ่อน ถ้าบอกว่าขั้นตอนไหนทำเสร็จแล้ว นั่นก็คือเพิ่งจะแช่วุ้นเส้นเสร็จพร้อมใช้งาน
ตอนนี้ เมื่อต้มหัวน้ำซุปจนเดือด กลิ่นของน้ำแกงเกล็ดปลาทองห้าสายก็กระจายออกมา
สายตาแทบจะทุกคนในห้องทำอาหารไปอยู่ที่ซางเทียนซั่วกันหมด
“พระเจ้า หอมมาก”
“เทียนซั่วคนนี้มีกึ๋น กลิ่นนี้หอมจริงๆ”
“นั่นสิ ฉันไม่เคยได้กลิ่นแบบนี้มาก่อน โคตรหอมเลย เดี๋ยวแข่งเสร็จฉันต้องไปชิมสักคำให้ได้”
ตอนนี้ ปฏิกิริยารุนแรงอย่างถึงที่สุด แต่คนที่อดทนไม่แสดงท่าทีอะไรก็คือเจ้าอีโจว
ในเหตุการณ์ตอนนี้มีแค่เขาที่รู้ว่าซางเทียนซั่วไม่ได้ทำซุปนี่เองกับมือ ย่อมรู้สึกไม่สบายใจอยู่แล้ว
แต่เมื่อได้กลิ่นหัวน้ำซุปนั่น เจ้าอีโจวกลับต้องยอมรับ กลิ่นนี้ทำให้รู้สึกยากจะอธิบายจริงๆ
ราวกับกับเผยกลิ่นบางอย่างที่เขาไม่เคยได้สัมผัสออกมา ทำให้หยุดไม่ได้ เพลิดเพลินไปกับมัน
ได้กลิ่นน้ำแกงห้าสาย เฉิงฮ่าวก็อดสีหน้าเปลี่ยนไปไม่ได้
แต่กลิ่นนี้ไม่ได้มีผลกับการทำอาหารของเขา ท่วงท่าทั้งหมดเป็นขั้นเป็นตอนเช่นเดิม
เฉิงฮ่าวผัดน้ำมันในกระทะประมาณหนึ่งนาทีกว่า ใช้กระชอนกรองวัตถุดิบทุกอย่างออกมา
หัวหอมหั่นแว่นกรอบเล็กน้อย ขิงหั่นฝอยค่อนข้างหดตัวลง เม็ดพริกไทยก็เพิ่งเปลี่ยนเป็นสีดำ
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าน้อยๆ ดึงกลิ่นวัตถุดิบออกมาได้ทั้งหมด และไม่มีอะไรที่มากเกินไป นี่ก็เป็นข้อดีของไฟอ่อน
ขณะเดียวกันเขาก็เปิดฝา นำวุ้นเส้นที่แช่น้ำแล้วขึ้นมาสะเด็ดน้ำ วางไว้ตรงกลางจาน
อาหารแดงๆ เขียวๆ เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง
จานทรงกลม จัดวางวัตถุดิบเป็นแนวตั้ง ล้อมรอบขอบจานเป็นวงกลมรูปร่างเหมือนรัศมี ตรงกลางเป็นวุ้นเส้นโปร่งแสงระยิบระยับ
ท่าทางจะมีคะแนนบวกเพิ่มด้านสีสันแล้ว
ตอนนี้เอง นักเรียนบางส่วนที่ฝีมือทำอาหารค่อนไปทางดีมากก็เดาเจตนาของเฉิงฮ่าวได้ทันที
“นี่คือ…ทำอาหารตามสูตรผักนึ่งตามฤดูกาลเหรอ”
“นั่นสิ เหมือนจะเป็นผักนึ่งตามฤดูกาลจริงๆ แต่อาหารทั่วไปแบบนี้ ชนะยากนะ”
“ผักนึ่งตามฤดูกาลอร่อยมากนะ แต่อาหารของซางเทียนซั่วโคตรหอมเลย เดาว่าวันนี้ลูกพี่เฉิงน่าจะแพ้”
“เฮ้อ ไม่ถูกสิ พวกแกดู รสชาติหลักของผักนึ่งตามฤดูกาลคือกระเทียม แต่ลูกพี่เฉิงไม่ได้ใช้กระเทียมนะ”
“เหมือนว่าจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ เขาไม่ได้ผัดแห้งกระเทียม ลืม…หรือเปล่า”
“เฮ้อ ลูกพี่เฉิงไม่ได้จับตะหลิวนานเกินไปจริงตามคาด คิดไม่ถึงว่าจะลืมขั้นตอนสำคัญแบบนี้”
ได้ยินดังนั้น ตวนมู่เยวี่ยก็ยักไล่ด้วยรอยยิ้ม เดินไปอยู่ข้างๆ ซ่งจื่อเซวียนทันที
“อาจารย์ วันนี้เฉิงฮ่าวแพ้อย่างไม่ยุติธรรมนะคะ”
ซ่งจื่อเซวียนมองเธอแวบหนึ่ง “หืม”
“เหอะๆ แพ้ให้อาจารย์มีอะไรยุติธรรมเหรอคะ”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มบาง เห็นได้ชัดว่าเมื่อครู่ตวนมู่เยวี่ยเห็นซางเทียนซั่วแอบใส่หัวน้ำซุปลงไป
แต่ซ่งจื่อเซวียนกลับไม่ได้สนใจ เขารู้ว่าตวนมู่เยวี่ยคงไม่พูดออกไป
“เฉิงฮ่าวจะแพ้แน่เหรอ”
“แน่สิคะ ถึงอาหารเมนูนี้ของเขาน่าจะเป็นเอกลักษณ์มาก แต่เทียบกับทางซางเทียนซั่ว…ยังด้อยกว่าเล็กน้อย”
ซ่งจื่อเซวียนไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ แต่มองไปทางหม้อนึ่งด้านหน้าเฉิงฮ่าว
ตอนนี้เอง เฉิงฮ่าวปิดไฟหยิบจานอาหารออกมาจากในหม้อนึ่ง
นี่เป็นเมนูที่คล้ายกับเมนูผักนึ่งตามฤดูกาล ไม่ใช่แค่นักเรียนคนอื่นๆ ที่คิดเช่นนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็เช่นกัน
เพียงแต่ซ่งจื่อเซวียนไม่คิดว่าการที่เฉิงฮ่าวไม่ได้ผัดกระเทียมสับจะเป็นข้อผิดพลาด น่าจะเป็นการตั้งใจมากกว่า
เหตุผล…ก็อยู่ตรงที่ผงปรุงรสที่อีกฝ่ายตั้งใจคั่วเป็นพิเศษนั่น
ตอนนี้ ทางด้านซางเทียนซั่วเทน้ำแกงเกล็ดปลาทองห้าสายที่ตุ๋นเรียบร้อยแล้วลงในถ้วยซุป
กลิ่นตลบอบอวลไปทั่วห้อง สายตาทุกคนจดจ้องมาที่น้ำซุปสีทองนั่นอย่างเอาเป็นเอาตาย
“เสิร์ฟได้!”
ซางเทียนซั่วพูดจบ ก็เผยรอยยิ้มมั่นใจ
ไม่ว่าจะพูดอย่างไร ตนก็เร็วกว่าเล็กน้อย ในขณะที่แข่งขัน ความเร็วก็เป็นปัจจัยอย่างหนึ่งในการตัดสิน
ถ้าไม่ใช่เพราะรสชาติแย่มากเกินไป ด้านความเร็วในการเสิร์ฟอาหารก็มีข้อดีอย่างแท้จริง
ได้ยินดังนั้น เฉิงฮ่าวก็ไม่ได้มีท่าทีเปลี่ยนไป ยังคงทำเรื่องตรงหน้าของตนเอง
ถึงท่าทางของเขาจะไม่ได้รวดเร็ว แต่ราบรื่นดุจเมฆลอยละล่องน้ำหลั่งไหล ราวกับไม่ได้มีท่วงท่าที่มากเกินความจำเป็นแต่อย่างใด
เห็นถึงตรงนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็พยักหน้าน้อยๆ นี่สิถึงจะเป็นคุณสมบัติที่พ่อครัวพึงมี
ไม่ว่าจะกำลังอยู่ในระหว่างการแข่งขัน หรืออยู่ในครัวด้านหลัง ปัจจัยอื่นที่นอกเหนือจากการทำอาหารล้วนไม่ควรมีความเกี่ยวข้องทั้งนั้น
แต่ตอนที่เฉิงฮ่าวกำลังแสดงท่วงท่าถัดมา ทุกคนก็อึ้งกันไปหมด ซ่งจื่อเซวียนก็เบิกตากว้าง แปลกใจเต็มประดา
อาหารมังสวิรัติเดิมที่จัดในจาน ถูกเฉิงฮ่าวเทลงไปในกระทะทั้งหมดแล้วเริ่มผัดไปผัดมา!
ผสมกันแล้วเหรอ
ไม่ใช่สิ…
ลูกพี่เฉิงทำผิดหรือเปล่า ผักนึ่งตามฤดูกาลไม่น่าจะเสิร์ฟแบบนี้ไม่ใช่เหรอ
“นั่นสิ ทำไมถึงผสมกันล่ะ”
“งงไปหมด ยอมแล้วจริงๆ ลูกพี่เฉิงไม่มีแม้แต่หลักการเล็กๆ น้อยๆ แล้ว ทำส่งๆ ไปอย่างนั้นเลย”
ความจริงซ่งจื่อเซวียนก็คิดเหมือนที่เด็กพวกนี้พูด แต่เขาไม่คิดว่าเฉิงฮ่าวจะทำส่งๆ บางที…อาจจะไม่ได้เป็นเมนูที่พวกเขาคิดไว้
เห็นเพียงเฉิงฮ่าวใช้น้ำมันหัวหอมที่ผัดเรียบร้อยเมื่อครู่มาผัดผักทั้งหมดอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ใส่ผงปรุงรสที่เขาคั่วเสร็จเรียบร้อยแล้วลงไป
หลังจากผัดเคล้าประมาณสิบกว่านาที ก็นำออกจากกระทะ
“เสิร์ฟได้!”
เฉิงฮ่าวพูดเสียงเรียบ หยิบผ้าขนหนูข้างๆ ขึ้นมาเช็ดมือ
ผู้ช่วยทั้งสองนำอาหารมาวางไว้ด้วยกัน เทียบกันแล้วยังแตกต่างกันมาก
เมนูหนึ่งเป็นเมนูผัด เมนูหนึ่งเป็นเมนูซุป ด้านหนึ่งเป็นมังสวิรัติ ด้านหนึ่งเป็นเนื้อสัตว์ ด้านหนึ่งเป็นสีทองเข้มข้น ด้านหนึ่งหลากสีสัน
ซ่งจื่อเซวียนไม่ได้มองน้ำแกงห้าสายเลย สองตาจดจ้องอยู่ที่อาหารมังสวิรัติเมนูนั้น
ปกติหลังจากอาหารมังสวิรัติผ่านการนึ่ ก็จะเสียความชื้นเล็กน้อย แต่หลังจากผ่านการผัดด้วยน้ำมัน กลับเพิ่มความแวววาวให้กับรูปลักษณ์ภายนอก
อาจจะเกี่ยวข้องกับผงปรุงรสนั่น มีกลิ่นแปลกประหลาดบางอย่างออกมาตามคาด
กลิ่นนี้ค่อนข้างคล้ายกับการใช้แป้งถั่วปากอ้าปรุงออกมา แต่กลับต่างไปเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เครื่องปรุงรส
ซ่งจื่อเซวียนหรี่ตาลงเล็กน้อยมองอาหารเมนูนี้ จู่ๆ ก็นึกอะไรขึ้นได้
หรือว่าจะเป็น…มังสวิรัติมงคลห้าประการ
เมนูนั้นเป็นอาหารที่ตาเฒ่าพูดถึงใน ‘บันทึกหย่งซั่น’ อีกทั้งเฉิงหวาลี่ก็เคยพูดถึงเครื่องปรุงรสอย่างหนึ่งในนั้นนั่นก็คือแป้งถั่วปากอ้า!
เห็นสีสันสดใสเข้าคู่กันอย่างเหมาะสมแบบนั้น อีกทั้งยังเคลือบด้วยน้ำมันแวววาวหนึ่งชั้น ซ่งจื่อเซวียนก็เชื่อมโยงถึงเมนูนั้นทันที
……………………………………………………
………………..