เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 468 ขนมจีบที่สะพานฮู่เฉิง
ตอนที่ 468 ขนมจีบที่สะพานฮู่เฉิง
………………..
หยางจวินก็ชะงักไปครู่หนึ่งโดยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
แต่เมื่อหันกลับไป เขาก็เบิกตากว้างขึ้นทันที “นี่…ถังหย่าฉี พะ…พวกเธอมาตั้งแต่เมื่อไร”
ซ่งจื่อเซวียนกระตุกยิ้ม “เรามาด้วยกันตั้งแต่แรก!”
ขณะที่พูด ซ่งจื่อเซวียนก็มองไปที่ต้าเลี่ยง “จริงไหม พี่หัวโล้น”
ต้าเลี่ยงสับสนไปหมด “หา? นี่…ตั้งแต่ตอนไหนกัน”
หยางจวินจ้องไปที่ต้าเลี่ยงแล้วตะโกน “ไอ้ขยะ นี่แกหลอกฉันเหรอ เอาเงินฉันไปแต่ไม่ทำงานให้”
“ผะ ผมเปล่านะ คุณชายหยาง ผมไม่รู้ว่าพวกมันมาตั้งแต่เมื่อไร!”
หยางจวินกวาดตามองดูทุกคน ฝั่งต้าเลี่ยงมีห้าคน และฝั่งตรงข้ามถ้าไม่นับถังหย่าฉีก็มีเพียงสี่คน
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเขาอยู่ที่นี่ด้วย
“หึ แล้วไงล่ะ คนของเรามีเยอะกว่า จัดการพวกมัน!”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินเช่นนี้ มุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อย
“ถ้านายเต็มใจ ฉันก็ไม่ถือสา!”
เมื่อสิ้นเสียง ฟางรุ่ยเป็นคนแรกที่พุ่งออกมา จากนั้นเหลียงฮั่นก็ตามมาติดๆ
ส่วนไต้ทง…เขาไม่มีทางออมมือ อย่างไรหน้าที่ของเขาคือการปกป้องถังหย่าฉี
เดิมทีต้าเลี่ยงคิดแบบเดียวกับหยางจวิน พวกเขามีคนเยอะกว่า แม้ว่าจะลงมือตอนนี้ก็คงไม่เสียเปรียบ
แต่เมื่อเห็นท่าทางโจมตีจากฝั่งตรงข้าม เขาก็ขาดความมั่นใจทันที
อะไรวะ…เจอคนเยอะกว่าแล้วยังจะอวดดีแบบนี้อีก
แต่ฟางรุ่ยและเหลียงฮั่นไม่ได้ให้เวลาเขาคิดเลย พวกเขายังไม่ทันได้ตั้งสติ หมัดก็มาถึงตรงหน้าแล้ว
ผัวะ!
หลังจากนั้นก็ถูกเตะเข้าที่ท้อง ร่างของเขากระเด็นไปชนกับกล่องไม้ที่ไม่รู้เป็นกล่องไหนจนหน้าท้องและแผ่นหลังปวดระบมยากที่จะทนไหว
ฟางรุ่ยและเหลียงฮั่นลงมือราวกับว่ากำลังปล้นเงินโดยกลัวว่าจะพลาดใครไปสักคน
เขาไม่ได้ให้โอกาสอีกฝ่ายร้องขอความเมตตาก็โจมตีจนทั้งสองคนหมดสติไปก่อน
หยางจวินที่อยู่ด้านข้างตกใจ ไอ้หมอนี่…ยังเป็นคนอยู่ใช่ไหม
เขาเคยเห็นกำลังของเหลียงฮั่นมาก่อน แต่คิดไม่ถึงว่าช้างโง่เชือกใหญ่นี้จะโจมตีได้ปราดเปรียวขนาดนี้ เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นผู้ฝึกศิลปะการต่อสู้
และไม่ต้องพูดถึงอีกคนหนึ่ง การโจมตีของอีกฝ่ายรวดเร็วและโหดเหี้ยม วิ่งไปข้างหน้าเพียงสองครั้งพวกเขาก็ล้มลงทันที
ในเวลาไม่ถึงนาที คนของต้าเลี่ยงทั้งหมดก็ถูกกำจัด
เหลือเพียงหยางจวินที่ยืนอยู่ที่เดิมอย่างเหม่อลอย
ซ่งจื่อเซวียนเหลือบมองเขา “ชาล่ะ ชวนฉันดื่มชาไม่ใช่เหรอ”
หยางจวินพูดไม่ออก เขาตกใจจนตัวสั่นเทาไปหมด
เขากลืนน้ำลายแห้งๆ “ฉะ…ฉันผิดไปแล้ว อย่าทำร้ายฉันเลย…”
“ผิดไปแล้วงั้นเหรอ ถ้านายรู้ตัวว่าผิดจริงๆ จะมารังควานหย่าฉีไหม”
ขณะที่พูด ซ่งจื่อเซวียนก็ค่อยๆ ก้าวไปข้างหน้า
หยางจวินเบิกตากว้างและถอยหลังทีละก้าว แต่โรงงานขนาดเล็กแห่งนี้จะให้เขาก้าวไปได้สักเท่าไร…
ทันใดนั้นซ่งจื่อเซวียนก็เข้ามาคว้าคอของเขาไว้
“ไอ้สารเลว ฉันเตือนนายแล้วว่าอย่ารังควานหย่าฉี!”
“พี่…พี่ใหญ่…อย่า…”
“สายไปแล้ว เรียกนายท่านก็ไม่มีประโยชน์แล้ว!”
ขณะที่ซ่งจื่อเซวียนพูด เขาก็ปล่อยหยางจวินทันที จากนั้นก็ยกเท้าเตะเข้าที่หน้าท้อง
หยางจวินโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ร่างกายของเขาโน้มลงและเอามือกุมท้องไว้
“นายท่านรอง เราไปกันเถอะ จะได้ไม่มีปัญหา” ฟางรุ่ยเอ่ยขึ้นมาเมื่อเห็น
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า จากนั้นก็หันหลังเดินออกจากโกดังไปโดยมีถังหย่าฉีอยู่ในอ้อมแขน
ฟางรุ่ยเดินไปหาต้าเลี่ยง
ตอนนี้ต้าเลี่ยงมีใบหน้าและจมูกฟกช้ำ เลือดกำเดายังไหลอยู่และฟันหักสองซี่
เมื่อเขาเห็นฟางรุ่ยเดินเข้ามาก็รู้สึกราวกับว่าเห็นผี
เขาขยับตัวถอยสุดกำลัง แต่ไม่มีพื้นที่เหลือแล้ว
ฟางรุ่ยคว้าคอเสื้อเขาแล้วพูดว่า “ไอ้หัวโล้น ฉันขอเตือนแก ถ้าแกกล้ามาเหยียบที่สวนสวินเฟิงอีก ฉันจะหักแขนหักขาแก!”
ต้าเลี่ยงไม่กล้าพูดอะไรอีกแล้ว เขาพยักหน้าซ้ำๆ สีหน้าของเขาดูตลกมาก
ฟางรุ่ยมองเขาอย่างเย็นชา แล้วหันหลังกลับไป
หลังจากแน่ใจว่าเสียงรถข้างนอกห่างไปไกลแล้ว ต้าเลี่ยงจึงกล้าตะเกียกตะกายปีนออกมาจากกองกล่อง
“พี่เลี่ยง วันนี้เราเละเลย…” ลูกน้องคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
ต้าเลี่ยงเมินและเดินไปหาหยางจวิน เมื่อเห็นว่าหมอนี่ยังหมดสติอยู่เขาก็ถ่มน้ำลายใส่
“ไอ้สวะ พาฉันซวย!”
ขณะที่พูด เขาก็เตะเข้าไปครั้งหนึ่ง
เมื่อรู้สึกเจ็บ หยางจวินก็ฟื้นขึ้นมาทันที เห็นว่าพวกซ่งจื่อเซวียนไม่อยู่แล้ว เขาก็พูดขึ้นว่า “มันไปแล้วเหรอ”
“เลอะเทอะ ไอ้ชั่ว แกไม่รู้จักฝีมือพวกมันก็เลยให้ฉันทำงานให้เนี่ยนะ”
ต้าเลี่ยงตะโกนใส่
หยางจวินค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง ความเจ็บปวดทั่วร่างกายทำให้เขานิ่งสงบได้ยาก
“ฉันจะรู้ได้ยังไงวะ…”
“หยุดเลอะเทอะแล้วรีบเอาเงินมาให้ฉัน!”
หยางจวินชะงัก “ต้าเลี่ยง นายแม่งมีหน้ามาขอเงินทั้งๆ ที่ทำงานไม่สำเร็จงั้นเหรอ
คนพวกนั้นมีฝีมือมาก แต่อันธพาลอย่างพวกนายหาเงินจากการใช้กำลัง ตอนนี้ที่พวกนายเอาชนะมันไม่ได้เพราะไร้น้ำยา ยังจะมาเอาเงินจากฉันอีกเหรอ”
เมื่อต้าเลี่ยงได้ยินแบบนี้ก็โมโหทันที เขาง้างมือขึ้นตบ
“อย่ามาพูดเรื่องพวกนี้กับข้า เอามาสองหมื่นหยวนบวกค่ารักษาพยาบาลของคนพวกนี้เป็นสามหมื่นหยวน ถ้าไม่จ่ายก็ไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น!”
หยางจวินงงไปหมดแล้ว วันนี้มันเกิดอะไรขึ้น…
ไม่ได้ทำร้ายคน แต่เขายังมาโดนซ้อมยกใหญ่ แล้วตอนนี้ยังถูกขู่กรรโชกจากพวกอันธพาล…
แม้ว่าพวกต้าเลี่ยงจะจัดการพวกซ่งจื่อเซวียนไม่ได้ แต่ก็จัดการกับหยางจวินได้อย่างแน่นอน
หยางจวินไม่มีทางเลือกนอกจากต้องโอนเงินอีกสามหมื่นหยวนให้ต้าเลี่ยง ถึงได้ออกจากโกดัง…
…
ในรถ
ถังหย่าฉีซบไหล่ซ่งจื่อเซวียน และจับมือของของเขาไว้แน่น
ราวกับว่าความกังวลเมื่อครู่นี้ยังไม่หายไป
แม้ว่าเหตุการณ์เมื่อครู่นี้จะไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรสำหรับพวกซ่งจื่อเซวียน แต่อย่างไรเธอก็เป็นเด็กผู้หญิง ดังนั้นถังหย่าฉีจึงหวาดกลัวมาก
พูดตามตรงก็คือตั้งแต่ซ่งจื่อเซวียนขึ้นรถของต้าเลี่ยง ถังหย่าฉีก็ไม่เคยวางใจเลย
“จื่อเซวียน เมื่อกี้พวกเขาทำอะไรในรถหรือเปล่า”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มและกอดถังหย่าฉีแน่นขึ้น
“เปล่า ไม่ต้องห่วง ไม่ได้บาดเจ็บตรงไหนเลย แต่ทำไมเธอตามฉันมาล่ะ”
“ฉันเป็นห่วงน่ะสิ จู่ๆ ก็ถูกพวกอันธพาลพาตัวไป ถึงแม้ว่าพวกรุ่ยจื่อจะตามไปแล้ว แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก็เลยให้ไต้ทงตามมาด้วย”
“ฮ่าๆ เธอนี่สุดยอดจริงๆ เลย ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับเธอ ฉันจะอธิบายกับพ่อเธอยังไง”
ถังหย่าฉีทำหน้าบูดบึ้งเหมือนกับลูกแมว และซุกเข้าไปในอ้อมแขนของซ่งจื่อเซวียนอีกครั้ง
แน่นอนว่าเหตุผลหลักที่ถังหย่าฉีทำแบบนี้ก็เพราะเธออยากอยู่กับซ่งจื่อเซวียนนานขึ้นอีกหน่อย
เพราะเรื่องนี้ เธอจึงน้ำหนักเพิ่มขึ้นเกือบสามกิโลกรัม และช่วงที่ซ่งจื่อเซวียนไม่อยู่ เธอน้ำหนักลดลงเกือบทุกวัน
แต่เมื่อได้ยินซ่งจื่อเซวียนถามแบบนี้ ถังหย่าฉีก็พยักหน้าทันที “หิวแล้ว พาฉันไปกินของอร่อยๆ หน่อย”
ไต้ทงได้ยินก็อดไม่ได้ที่จะยิ้ม สาวน้อยคนนี้…ทุ่มเทใจให้ซ่งจื่อเซวียนจริงๆ
“อืม ได้ อยากกินอะไรล่ะ เจ้าแมวน้อยตะกละ!”
ถังหย่าฉีครุ่นคิด “จริงสิ เพื่อนห้องฉันบอกว่ามีตลาดกลางคืนอยู่แถวสะพานฮู่เฉิง มีร้านขนมจีบน่าอร่อยอยู่บนสะพานด้วย”
ซ่งจื่อเซวียนคลี่ยิ้ม “โอเค เราไปกินขนมจีบกัน!”
จากนั้นซ่งจื่อเซวียนจึงโทรหาฟางรุ่ยให้พวกเขาขับรถมาที่สะพานฮู่เฉิง ทุกคนจะได้ทานอาหารโต้รุ่งด้วยกัน
ตลาดกลางคืนที่สะพานฮู่เฉิงยามค่ำคืน
เนื่องจากการผ่อนปรนกฎระเบียบในเมืองตู้เหมิน ตอนกลางคืนจึงมีแผงลอยริมถนนมากขึ้น
ยามค่ำคืนในช่วงนี้ดูคึกคักมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนอย่างเห็นได้ชัด
อย่างไรเดิมทีตู้เหมินก็เป็นเมืองการค้า ผู้คนจำนวนมากย่อมมีความรู้สึกบางอย่างกับแผงลอยริมถนนและตลาดกลางคืน
ริมสะพานฮู่เฉิงมีแสงไฟหลากสีและผู้คนพลุกพล่าน
ส่วนใหญ่เป็นคู่รักหนุ่มสาว ซ่งจื่อเซวียนและถังหย่าฉีก็เป็นหนึ่งในนั้นอย่างชัดเจน
ซ่งจื่อเซวียนโอบถังหย่าฉีไว้ในอ้อมแขนเพราะกลัวว่าเธอจะโดนเบียด เบียดเสียดกับผู้คนไปสามถึงสี่นาทีก็เดินไปได้แค่สิบกว่าเมตรเท่านั้น
เมื่อมาถึงร้านขนมจีบที่ถังหย่าฉีเอ่ยถึง
ซ่งจื่อเซวียนมองดูและเห็นว่าร้านที่ขายขนมจีบนั้นเป็นรถสามล้อคันหนึ่งที่มีไม้สองแท่งเสียบอยู่บนรถและมีป้ายขนาดเล็กติดอยู่กับแท่งไม้
‘ขนมจีบเชิงสะพาน’
ตัวอักษรบิดเบี้ยว เห็นได้ชัดว่าเจ้าของแผงใช้พู่กันเขียนเอง
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม “ของดีไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ต้องมีคนตามหาจนเจอ ป้ายห่วยๆ ขนาดนี้แต่ยังมีคนมาล้อมเยอะแยะเลย”
“ฮ่าๆ เถ้าแก่ซ่งคงได้เปิดประสบการณ์แล้ว เจ้าของแผงนี้หาเงินได้มากกว่าร้านอาหารเล็กๆ บางแห่งซะอีก”
ทั้งคู่พยักหน้า
ถังหย่าฉีพูด “นายไม่รู้อะไรซะเลย เขาก็เขียนไว้บนป้ายว่าจำกัดคนละสิบชิ้นเท่านั้น”
“สิบชิ้นเหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินก็มองป้ายนั้น
เมื่อครู่นี้เขาไม่ได้สังเกตจริงๆ ว่านอกจากตัวอักษรที่เขียนว่า ‘ขนมจีบเชิงสะพาน’ ยังมีตัวอักษรเล็กๆ ในแนวตั้งอีก
บนป้ายเขียนว่า ‘จำกัดคนละสิบชิ้น’
“เถ้าแก่คนนี้น่าสนใจจริงๆ ไม่สนการหาเงินแล้วขายแค่สิบชิ้นเนี่ยนะ”
ถังหย่าฉีป้องปากแล้วยิ้ม “คราวนี้เถ้าแก่ซ่งคงรู้แล้วว่าการจำกัดข้าวผัดจักรพรรดิยี่สิบที่นั้นมันไร้ศีลธรรม”
ได้ยินประโยคนี้ หลายคนก็หัวเราะออกมา
แต่แผงขายขนมจีบถูกล้อมรอบทั้งด้านนอกและด้านในสามชั้น ซ่งจื่อเซวียนจึงมองไม่เห็นเถ้าแก่ที่ทำขนมจีบ
“คนบังอยู่เต็มเลย มองไม่เห็นแม้แต่เชฟ” ซ่งจื่อเซวียนพึมพำ
“เชฟที่ไหนกัน ฉันว่านะก็แค่คู่รักที่มาทำธุรกิจเล็กๆ ด้วยกันที่นี่” ถังหย่าฉีกล่าว
ซ่งจื่อเซวียนก็พยักหน้าเช่นกัน
จากนั้นเขาก็จูงมือถังหย่าฉีไปเข้าแถว
มือของเถ้าแก่ดูเหมือนจะรวดเร็วพอ ในไม่ช้าก็เห็นคนไม่น้อยเดินถือกล่องขนมจีบเล็กๆ ออกมาจากกลุ่มคน
เนื่องจากที่นี่แออัดเกินไป ผู้คนจึงนำไปทานบริเวณข้างๆ กันมากกว่า
หลังจากนั้นประมาณสิบนาที พวกซ่งจื่อเซวียนก็มาถึงแถวหน้า
ขณะที่พวกเขาเดินไปข้างหน้า ในที่สุดซ่งจื่อเซวียนก็เห็นใบหน้าที่แท้จริงของเถ้าแก่ร้านแล้ว
เมื่อเห็นเถ้าแก่ ซ่งจื่อเซวียนก็ต้องตกตะลึง
ไม่เพียงแต่เขาเท่านั้น ทั้งถังหย่าฉีและฟางรุ่ยก็มีสีหน้าประหลาดใจเช่นกัน
คู่รักทำขนมจีบที่ไหนกัน มีเพียงคนเดียวชัดๆ
ชายคนนั้นรวบผมยาวเป็นหางม้า และมีรูปร่างสูงแกร่งประมาณหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตร
แม้ว่าเขาจะสวมหน้ากากอนามัย แต่ยังเผยให้เห็นรอยแผลเป็นครึ่งหนึ่งจากมีดบาด
หลี่เหยียน!
………………………………………………..
………………..