เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 469 ศึกษามังกรทะยานสี่ย่านน้ำก่อน
ตอนที่ 469 ศึกษามังกรทะยานสี่ย่านน้ำก่อน
………………..
เมื่อเห็นหลี่เหยียน ซ่งจื่อเซวียนถึงกับสงสัยว่าตัวเองมองผิดไปหรือเปล่า!
แต่หลังจากทำงานร่วมกันมานาน ซ่งจื่อเซวียนก็มอบหมายให้เขารับหน้าที่ทำข้าวผัดจักรพรรดิ
แม้จะสวมหน้ากากอนามัยอยู่ เขาก็จำได้
“หลี่เหยียน”
ซ่งจื่อเซวียนร้องเรียก
เมื่อหลี่เหยียนได้ยินก็เงยหน้าขึ้น ทันทีที่เห็นซ่งจื่อเซวียนก็เผยสีหน้าเหนือความคาดหมายออกมา
แต่ไม่นานเขาก็หัวเราะ “นายท่านรอง พวกคุณมาได้ยังไงเนี่ย”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มและพูดว่า “เหอะๆ ขนมจีบของนายขายดี ฉันมาที่นี่เพราะมันดังยังไงล่ะ”
หลี่เหยียนอายเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนี้ เขาจึงพูดด้วยรอยยิ้มไร้เดียงสา “อย่ามาล้อเล่นน่า นายท่านรอง ผมจะขายหมดแล้ว ผมเหลือไว้ให้พวกคุณสักหน่อยแล้วกัน รอให้ขายหมดแล้วเรามาดื่มกันหน่อยดีไหม”
“ได้ แล้วแต่นาย!”
จากนั้นหลี่เหยียนก็หยิบโต๊ะขนาดเล็กและม้านั่งออกมาจากรถสามล้อ
ซ่งจื่อเซวียนให้ฟางรุ่ยวางไว้ข้างๆ และพวกเขาก็นั่งรอให้หลี่เหยียนขายขนมจีบจนหมด
เห็นธุรกิจนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็มั่นใจได้ว่าผู้ชายคนนี้หาเงินได้เยอะ
แม้ว่ากิจการในตลาดกลางคืนจะค่อนข้างดี แต่เมื่อเทียบกันแล้ว ร้านขนมจีบแผงลอยนี้โด่งดังอย่างแน่นอน!
ประมาณยี่สิบนาที หลี่เหยียนก็ขายขนมจีบจนหมด แน่นอนว่าเขายังเหลือบางส่วนให้พวกซ่งจื่อเซวียน
ขนมจีบร้อนๆ เสิร์ฟบนโต๊ะ ซ่งจื่อเซวียนและคนอื่นๆ ต่างก็กระตือรือร้นอยากจะลิ้มลอง
แม้ว่าปกติพวกเขาจะไม่ค่อยขาดแคลนอาหารอร่อยๆ แต่ก็ยังอยากลองชิมขนมจีบนี้ว่ามีรสชาติอย่างไรถึงได้ดึงดูดลูกค้ามากมายขนาดนี้
และตอนนี้เรียกได้ว่ามีชื่อเสียงโด่งดังไปไกลแล้ว แม้แต่คนที่อยู่แถบชานเมืองก็ยังขับรถมาเพื่อต่อคิวที่นี่
นอกจากนี้ทันทีที่ขนมจีบเสิร์ฟบนโต๊ะก็มีกลิ่นหอมโชยมา พวกฟางรุ่ยหิวจนทนไม่ไหวจึงเริ่มขยับตะเกียบทันที
ฟางรุ่ยไม่สนว่าจะร้อนจนลวกปาก เขาพูดและทานไปพร้อมกัน
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินก็คีบขึ้นมาหนึ่งชิ้นด้วยความสนใจ
แผ่นแป้งขนมจีบมีความกึ่งใสเล็กน้อย แต่ไม่ได้ใสทั้งหมดเหมือนผิวคริสตัล
อาจเป็นเพราะเมื่อนึ่งในหม้อจะมีน้ำมันที่ออกมาจากไส้ผสมกับแป้งทำให้มีความกึ่งใส
ซ่งจื่อเซวียนค่อยๆ กัดคำเล็กๆ จากนั้นก็มีน้ำซึมออกมาทันที
น้ำอร่อยแต่ไม่เลี่ยน คงจะไม่ใช่น้ำมันที่เติมลงไป แต่เป็นน้ำจากเนื้อนั่นเอง
หลังจากกัดเข้าไปแล้ว ซ่งจื่อเซวียนก็พยักหน้าช้าๆ “หลี่เหยียน นายเริ่มทำงานในตลาดกลางคืนตั้งแต่เมื่อไร”
หลี่เหยียนยิ้มอย่างเขินอาย
“เหตุผลหลักคือตอนนี้เวลาเลิกงานของร้านอาหารร่ำรวยค่อนข้างตรงเวลา พนักงานในครัวเลิกงานตอนสามทุ่ม ผมคิดว่ามีเวลาว่างก็เลยมาทำสักหน่อย
บังเอิญว่าช่วงนี้ตลาดกลางคืนสะพานฮู่เฉิงดังมาก ผมก็เลยจับจองที่ขายขนมจีบน่ะ
นายท่านรอง ถ้าไม่อนุญาต พรุ่งนี้ผมก็จะไม่ขายแล้ว”
ซ่งจื่อเซวียนหัวเราะ สามารถเห็นได้ว่าตอนนี้หลี่เหยียนยังให้ความสำคัญกับเขาอยู่
ไม่เหมือนกับเมื่อก่อนที่เต็มไปด้วยความจองหองและยโสโอหัง
“ไม่เป็นไรหรอก ฉันไม่เคยพูดว่าไม่อนุญาตให้คนของเราทำอย่างอื่นหลังเลิกงาน
แต่…หลี่เหยียน รสชาติขนมจีบนี่ไม่เลวเลย วันหนึ่งถ้าที่ตลาดกลางคืนขายไม่ดี ฉันก็หวังว่านายจะเอามาขายที่ร้านอาหารร่ำรวยได้ แน่นอนว่ารายได้จะให้นายทั้งหมดเลย”
ได้ยินเช่นนี้ หลี่เหยียนก็รีบโบกมือ “อย่าเลย นายท่านรอง ผมก็ทำงานที่ร้านอาหารร่ำรวยต่อได้ พูดถึงรายได้อะไรกัน”
หลี่เหยียนพูดแล้วก็ถอดหน้ากากอนามัยออก ปล่อยผมหางม้า และกลับมามีหน้าตาเหมือนเดิมอีกครั้ง
“เหอะๆ ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว จริงสิ ฉันว่าจุดเด่นที่ใหญ่ที่สุดของขนมจีบนายไม่ใช่ไส้ แต่เป็นแผ่นแป้ง เคล็ดลับคืออะไรเหรอ”
ได้ยินซ่งจื่อเซวียนถามเช่นนี้ หลี่เหยียนก็เงยหน้ามองคนอื่นๆ และอดไม่ได้ที่จะยิ้ม
ไส้ของผมมีเนื้อวัว ต้นหอม ไข่และกุ้ง แม้ว่ารสชาติจะค่อนข้างดีแต่ก็เป็นวัตถุดิบธรรมดาๆ เท่านั้น
สิ่งสำคัญอยู่ที่แผ่นแป้งนี้ ผมทำแป้งเองแล้วก็ไม่ได้เลือกแป้งใส”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า “ใช่ แป้งใสดูดีก็จริง แต่เนื้อสัมผัสเหนียวเกินไปและไม่เข้ากับไส้เนื้อ”
“เหอะๆ นายท่านรองพูดถูก แต่แผ่นแป้งของผมไม่ใช่แป้งธรรมดา แต่เป็นผงแป้งที่ผมผัดเอง”
“หา ผัดผงแป้งเหรอ นี่…ผงแป้งก็ต้องผัดด้วยเหรอเนี่ย” ฟางรุ่ยที่อยู่ด้านข้างถามขึ้น
หลี่เหยียนยิ้ม “ถ้าอยากทำผงแป้งให้เหนียวนุ่มจริงๆ นอกจากจะต้องใส่ใจกับอัตราส่วนของน้ำและวิธีการนวดแป้งแล้ว จริงๆ ยังมีคุณภาพของผงแป้งอีกด้วย
เพื่อให้เนื้อแป้งเข้ากับน้ำจากเนื้อและเพิ่มรสชาติ แป้งด้านนอกต้องดูดซับน้ำได้เต็มที่โดยไม่รั่วออก จึงจำเป็นต้องผัดผงแป้ง”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินก็พยักหน้าช้าๆ “หลี่เหยียน วิธีการผัดผงแป้งของนายทำให้ฉันนึกถึงผู้อาวุโสด้านการทำอาหารท่านหนึ่ง”
“หา? นายท่านรอง ท่านไหนกัน”
“เจียงอวิ๋น!”
หลี่เหยียนได้ยินก็ชะงักพร้อมมีสีหน้าสับสน เห็นได้ชัดว่าเขาไม่เคยได้ยินชื่อเจียงอวิ๋นมาก่อน
“เชฟท่านหนึ่งในสมัยสาธารณรัฐจีน แม้ว่าสิ่งที่เขาทำจะไม่ใช่เส้นแป้ง แต่สเต็กเนื้อสไตล์จีนที่เขาทำกลับได้รับการยกย่องจากแวดวงอาหารจีนและตะวันตก
แป้งเหลวที่อยู่บนเนื้อสเต็กจะกักเก็บน้ำจากสเต็ก เมื่อย่างแล้วรสชาติของแป้งก็หายไปและเนื้อจะนุ่มชุ่มฉ่ำกว่าความสุกระดับมีเดียมหรือมีเดียมเวลซะอีก
แต่น่าเสียดายที่ผู้อาวุโสท่านนี้ไม่ยอมทำอาหารให้ชาวญี่ปุ่น แม้ว่าต่อมาเขาจะซ่อนตัวอยู่ในสถานทูตที่ทำข้อตกลงกัน แต่เขากลับถูกทหารญี่ปุ่นลอบฆ่า”
ซ่งจื่อเซวียนเคยได้ยินชายชราบอกกล่าวเกี่ยวกับเจียงอวิ๋นมาก่อน
แต่หลังจากอ่าน ‘บันทึกเจียงอวิ๋น’ เขาก็เข้าใจเรื่องราวมากขึ้น และยิ่งยกย่องเชฟผู้รักชาติที่มีความซื่อสัตย์คนนี้!
“นี่มันไม่ธรรมดาเลย จื่อเซวียน เชฟคนนี้มีทายาทหรือเปล่า” ถังหย่าฉีถาม
ซ่งจื่อเซวียนส่ายหน้า “ไม่มี ตอนที่เจียงอวิ๋นเสียชีวิต เขาอายุยังไม่ถึงสามสิบปีด้วยซ้ำ”
หลี่เหยียนพยักหน้า “นายท่านรองมีแนวคิดที่ต่างออกไป ผมไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ แต่…ถ้านายท่านรองต้องการ ผมให้สูตรผัดผงแป้งกับคุณได้นะ”
“หลี่เหยียน นายพูดแบบนี้ฉันก็พอใจแล้ว มีคุณธรรมจริงๆ” ซ่งจื่อเซวียนพูดพร้อมตบไหล่หลี่เหยียน “แต่ตอนนี้ฉันยังใช้ไม่ได้ จริงสิ ถ้านายว่างก็ไปดูที่วิทยาลัยกับฉันก็ได้
การเป็นเชฟไม่จำเป็นต้องมีแนวคิดตายตัว เราไม่จำเป็นต้องเอาแนวคิดในหนังสือมาใช้ทั้งหมด แต่ในวงการอาหารและประวัติศาสตร์การทำอาหาร มีบางเรื่องที่เราควรจะรู้”
หลี่เหยียนพยักหน้าช้าๆ “นายท่านรอง ผมเข้าใจ แต่…คุณดูสิ คนไม่มีความรู้อย่างผมจะไปเข้าวิทยาลัย ทันทีที่ผมเข้าไปเรียน ขาก็อ่อนแรงไปหมดแล้ว”
ได้ยินแบบนี้ทุกคนก็หัวเราะออกมา
“เหอะๆ ไม่เป็นไร ถือว่าไปเล่นสนุกๆ วันจันทร์หน้านายไปกับฉันนะ แล้วคืนนั้นฉันจะให้รุ่ยจื่อมาส่งนายเพื่อหาความรู้และเป็นประสบการณ์”
“ก็ได้ครับ นายท่านรอง ผมจะทำตาม”
ทุกคนก็กำลังทานขนมจีบและเพลิดเพลินกับสายลมของแม่น้ำ ค่ำคืนนี้ช่างอิ่มเอมใจจริงๆ
หลังจากที่แยกย้ายกัน ซ่งจื่อเซวียนและถังหย่าฉีก็มาเดินเล่นข้างสะพาน
ซ่งจื่อเซวียนพูด “ผงแป้งที่หลี่เหยียนใช้ให้ความรู้สึกเหมือนแป้งสาลีเมฆาไม่น้อย น่าสนใจจริงๆ”
“เหอะๆ น่าสนใจน่ะถูกต้องแล้ว หลี่เหยียนอยากให้สูตรกับนาย แต่นายยังปฏิเสธ คนหลอกลวง!”
ถังหย่าฉีพูดด้วยรอยยิ้ม
“ไม่ใช่หลอกลวง เชฟด้วยกันไม่ควรแบ่งปันสูตรลับแบบนี้ ต้องทำตามเท่านั้นถึงจะเป็นระเบียบ”
ถังหย่าฉียิ้มและไม่พูดอะไร อันที่จริงลึกๆ ในใจเธอชอบความเอาจริงเอาจังของซ่งจื่อเซวียนอยู่แล้ว
โดยเฉพาะในฐานะเชฟ ซ่งจื่อเซวียนไม่เคยฝ่าฝืนกฎใดๆ
นี่คือสิ่งที่เขาพูดติดปากอยู่เสมอ…กฎเกณฑ์!
“ตาเฒ่าเคยพูดถึงเจียงอวิ๋นให้ฉันฟังมาก่อน แล้วฉันก็อ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า ‘บันทึกเจียงอวิ๋น’ ที่วิทยาลัยอีกด้วย
“ดึกแล้ว ถ้างั้น…พรุ่งนี้เช้าไหม” ซ่งจื่อเซวียนถาม
ถังหย่าฉีพยักหน้าอย่างแรง “ไม่มีปัญหา ฉันควรซื้ออาหารเช้ากับเต้าฮวยด้วยใช่ไหม ฉันรู้ว่าท่านผู้เฒ่าชอบ”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มและโอบกอดถังหย่าฉีไว้ในอ้อมแขน
เช้าวันรุ่งขึ้น เพราะเป็นวันเสาร์ ถังหย่าฉีจึงไม่ได้ไปเรียน เธอซื้ออาหารเช้าและตรงไปที่ปากซอยบ้านฟางจิ่งจือ
และตอนนี้ซ่งจื่อเซวียนก็รออยู่ที่นั่นแล้ว
ทั้งสองเดินจับมือเข้าไปในซอย เมื่อถึงประตูลานก็เห็นฟางจิ่งจือกำลังนั่งโบกพัดใบลานอยู่ในลานบ้าน
“ปู่ ผมมาแล้ว”
ซ่งจื่อเซวียนเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้ม ด้านฟางจิ่งจือก็ดีใจทันทีที่เห็นพวกเขามา
“โอ้ หลานชายฉันมาแล้ว ยังมีหลานสะใภ้ด้วย ไอ้หนู ทำไมแกไม่ไปศึกษา ‘บันทึกหย่งชั่น’ แล่นมาหาฉันถึงนี่ทำไม”
“เหอะๆ เรื่องศึกษา ‘บันทึกหย่งซั่น’ ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ปู่ ลองชิมอาหารเช้าที่หย่าฉีซื้อมาให้ปู่ก่อนสิ”
ถังหย่าฉีย้ายโต๊ะเล็กๆ มาแล้วจัดวางอาหารเช้าพร้อมพูดด้วยรอยยิ้ม “คุณปู่คะ ร้านเต้าฮวยเจ้านี้มีชื่อเสียงเก่าแก่ หนูต่อคิวซื้อให้คุณปู่ตั้งแต่หกโมงกว่า ลองชิมดูหน่อยนะคะ”
“ได้ หลานสะใภ้ดีจริงๆ ฉันจะลองชิมดู”
เห็นฟางจิ่งจือทานอย่างกระตือรือร้น ซ่งจื่อเซวียนจึงพูดว่า “ปู่ ยังจำเชฟเจียงอวิ๋นที่ปู่เคยเล่าให้ผมฟังเมื่อก่อนได้ไหม”
“หืม ทำไมถึงนึกถึงคนคนนี้ขึ้นมาล่ะ”
“ช่วงนี้ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่เกี่ยวกับเจียงอวิ๋นในวิทยาลัย แป้งสาลีเมฆาของเขาน่าทึ่งเกินไปแล้วมั้ง”
ฟางจิ่งจือคลี่ยิ้ม และฉีกปาท่องโก๋เคี้ยวหนึ่งคำพร้อมพูดว่า “ของทางตะวันตกเมื่อมาอยู่ในมือเชฟชาวจีนของเราไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร”
“ปู่ แปลว่า…ปู่รู้วิธีทำแป้งสาลีเมฆาใช่ไหม”
“แป้งสาลีเมฆา…ก็แค่แป้งมัน ตั้งชื่อได้น่าฟังดี”
ได้ยินเช่นนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็หัวเราะ เห็นได้ชัดว่าชายชรารู้
“นี่ๆ ปู่ ขอคำแนะนำหน่อยสิครับ”
ฟางจิ่งจือได้ยินก็เมินและทานเต้าฮวยต่อ
เมื่อเห็นแบบนั้น ซ่งจื่อเซวียนจึงพูดว่า “นี่…ตาแก่คนนี้ อุบไว้ไม่ยอมบอกใช่หรือเปล่า”
ฟางจิ่งจือกลอกตามองเขา “ถ้าไม่ใช่เพราะหลานสะใภ้รู้กาลเทศะ ฉันไล่แกออกไปแล้ว!”
เมื่อถังหย่าฉีเห็นว่าใบหน้าของชายชราไม่ยิ้มแย้มแล้ว เธอจึงรีบผลักซ่งจื่อเซวียน
ซ่งจื่อเซวียนก็ชะงักไปเช่นกัน คิดไม่ถึงว่าชายชราจะโมโหจริงๆ จึงถอยหลังไปครึ่งก้าว
ถังหย่าฉีกล่าว “คุณปู่คะ อย่าไปสนใจเขาเลย เขาปากไม่ดี เรามาทานข้าวกันดีกว่าค่ะ ทานเสร็จแล้วหนูจะไปหั่นแตงโมให้”
จากนั้นฟางจิ่งจือจึงเผยรอยยิ้ม “หลานสะใภ้เป็นเด็กดีเสียจริง”
ไม่นานชายชราก็ทานอาหารเช้าเสร็จ ตอนนี้เหมยจื่อออกไปซื้อของและยังไม่กลับมา ถังหย่าฉีจึงเก็บอาหารเช้าไว้
จากนั้นเธอก็เข้าไปในบ้านเพื่อชงชาและหั่นแตงโม
ฟางจิ่งจือเหลือบมองซ่งจื่อเซวียนแล้วพูดว่า “ไอ้หนู ทำไมไม่พูดล่ะ”
“กล้าที่ไหนกัน ปู่เอะอะก็โมโห ผมไม่กล้าพูดแล้ว”
ฟางจิ่งจือยิ้มเมื่อได้ยินแบบนี้ “ฉันโมโหเหรอ นั่นเป็นเพราะแกขี้เกียจต่างหาก!”
“หืม ปู่ หมายความว่ายังไง”
“ไปทำมังกรทะยานสี่ย่านน้ำให้ได้ แล้วค่อยถามฉันเรื่อง…แป้งสาลีเมฆา!”
“มังกรทะยานสี่ย่านน้ำ?”
……………………………………………..
………………..