เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 467 ทำแล้วต้องรับผลที่ตามมา
ตอนที่ 467 ทำแล้วต้องรับผลที่ตามมา
………………..
เหลียงฮั่นตะโกนอย่างเย็นชา หยางจวินก็สะดุ้งเล็กน้อย
ต้องบอกว่าชายร่างใหญ่คนนี้สูงแกร่ง ดุดัน และด้วยเสียงที่น่าเกรงขามนี้ หยางจวินจึงไม่กล้าพูดอะไรสักคำ
เมื่อได้ยินแบบนั้นเขาก็หันหลังขึ้นรถไป
“ไอ้เชี่ย ถ้านี่เป็นตอนค่ำ ฉันชนแกตายไปแล้ว!”
หยางจวินพูดคนเดียว ขณะที่พูดก็หมุนพวงมาลัย เหยียบคันเร่งจากไป
ถังหย่าฉีมองไปที่เหลียงฮั่น “เหลียงฮั่น ทำไมนายมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ”
“นายท่านรองบอกผมว่าช่วงนี้ให้คอยดูคุณตอนมามหาวิทยาลัย หลังเลิกเรียนก็ด้วยครับ”
ได้ยินแบบนี้ ถังหย่าฉีก็อมยิ้ม “ตาบ้านี่ ถือว่ามีความตั้งใจ โอเค นายกลับไปได้แล้ว ฉันจะรีบเข้าห้องเรียนแล้ว”
“ครับ คุณหนูถัง”
เมื่อหันหลังเดินเข้าไปในอาคารเรียน ถังหย่าฉีก็อดหัวเราะไม่ได้
แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่อย่างน้อยในเวลานี้…ซ่งจื่อเซวียนก็ยังทะนุถนอมเธออยู่
……
ขณะที่ขับรถ สีหน้าของหยางจวินดูเยือกเย็นขึ้นมา
หลังจากครั้งที่แล้ว เขาทำให้ตัวเองขายหน้าอีกครั้งในมหาวิทยาลัยหนานกวน
ครั้งที่แล้วเขาถูกซ่งจื่อเซวียนคว้าคอ และครั้งนี้ข้อมือของเขาเกือบหักเพราะช้างตัวใหญ่
ปกติทายาทเศรษฐีรุ่นที่สองมักจะเย่อหยิ่งอยู่แล้ว เขาไม่สามารถยอมรับความรู้สึกนี้ได้จริงๆ!
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดเบอร์โทร
“ต้าเลี่ยง คืนนี้มาช่วยฉันหน่อย!”
“เหอะๆ คุณชายหยาง หายากนะครับที่คุณมาขอร้องผม” เสียงชายคนหนึ่งดังมาจากปลายสาย
“ฮ่าๆๆ แน่นอนอยู่แล้ว ครั้งไหนที่มีเงินจะขาดผมไปได้ไง”
หยางจวินพูดอย่างเย็นชา “โอเค ฉันจะส่งที่อยู่ให้นาย เป็นร้านอาหาร พาเถ้าแก่ของพวกมันมาเจอฉัน!”
“คุณให้เงินเท่ากับคุณเป็นเจ้านาย ผมจะรอข้อมูลจากคุณครับ!”
หลังจากวางสาย หยางจวินก็ยิ้มเยือกเย็น ‘ถังหย่าฉี ถ้าฉันต้องการให้เธออยู่กับฉัน เธอก็ต้องอยู่กับฉัน!’
ตกเย็น เมื่อถังหย่าฉีใกล้จะเลิกเรียน เธอก็โทรหาไต้ทง
และให้เขามารับที่มหาวิทยาลัย
หลังจากเกิดเรื่องของหยางจวิน ถังหย่าฉีก็ระวังมากขึ้นและให้ไต้ทงขับรถเข้ามารับ
และถ้าไอ้หมอนั่นจะมาแก้แค้น ถังหย่าฉีก็ไม่มีอะไรต้องกลัวเพราะมีไต้ทงอยู่ด้วย
แต่เมื่อเธอเดินออกมาจากอาคารเรียน เธอก็แปลกใจ
ทั้งรถและไต้ทง…ไม่ได้อยู่ที่นั่น
ถังหย่าฉีมองไปรอบๆ สักพักและอดไม่ได้ที่จะมุ่ยปาก “ไต้ทง…เกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย”
แต่ทันใดนั้นถังหย่าฉีก็สะดุ้งเฮือกและมีฝ่ามือใหญ่คู่หนึ่งปิดตาเธอไว้
ถังหย่าฉีตกใจตัวแข็งทื่อ
ไม่ทีทางเป็นไต้ทงแน่นอน
ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับไต้ทงนั้นเป็นความสัมพันธ์ของนายจ้างและลูกจ้าง ไต้ทงไม่กล้าเสียมารยาทแบบนี้
เช่นนั้น…
นึกถึงตรงนี้ ถังหย่าฉีก็เริ่มหวาดกลัว
แต่ไม่นานเธอก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและความอ่อนโยนของฝ่ามือใหญ่
ขณะเดียวกันก็มีเสียงที่คุ้นเคยเปล่งออกมาข้างใบหูู
“คิดถึงฉันไหม”
ได้ยินประโยคนี้ ถังหย่าฉีก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ และรีบหันกลับมาสวมกอดทันที
ขณะที่พูด ถังหย่าฉีก็ทุบเข้าที่แผงอกของซ่งจื่อเซวียน
“เหอะๆ ที่วิทยาลัยเกิดเรื่องขึ้นเยอะ อย่าโกรธเลยนะ ฉันจะไถ่โทษด้วยการทำงานให้เธอโอเคไหม”
ได้ยินเช่นนี้ ถังหย่าฉีก็หัวเราะทั้งน้ำตาและใช้มือทุบอีกครั้ง “นายตลกนะเนี่ย ไป ไปทำงานให้ฉันเลย!”
ขณะที่พูด เธอก็เช็ดน้ำตาแล้วจับมือซ่งจื่อเซวียนเดินออกไปนอกมหาวิทยาลัย
“บอกความจริงมานะว่านายไม่ให้ไต้ทงเข้ามาใช่ไหม”
“ใช่แล้ว ตอนที่ฉันมาถึงประตูมหาวิทยาลัยก็เห็นไต้ทงเลยให้เขาไปที่ร้านแล้ว”
ถังหย่าฉีพูดเสียงหงุงหงิง “ฉันว่านะ ถึงเขาจะกล้าหาญแค่ไหนก็ไม่กล้ามารับฉันหรอก เป็นเพราะตัวก่อเรื่องอย่างนายแน่ๆ”
……
เมื่อกลับมาถึงสวนสวินเฟิง ซ่งจื่อเซวียนก็เริ่มตักน้ำแกงห้าสายสี่ที่ทันทีเพื่อทำผลงาน
คนในครัวก็มีความสุขเช่นกัน ต่างก็บอกว่าวันนี้ลูกค้ารู้สึกมีลาภปาก
ถังหย่าฉีราวกับรู้สึกมั่นใจขึ้นมา ในที่สุดก็โล่งใจ
ในคืนนั้นทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น
เวลาสี่ทุ่มครึ่ง เมื่อส่งลูกค้าทุกคนกลับไปแล้ว พนักงานก็กำลังทำความสะอาด ส่วนถังหย่าฉีก็ตั้งใจคำนวณบัญชี
มีกลุ่มคนเดินเข้ามาจากหน้าประตู
หัวโจกเป็นชายหัวโล้นอายุราวสามสิบปี ไว้หนวดเหนือริมฝีปาก
มองดูแล้วให้ความรู้สึกคล้ายเสี่ยเฉิงปาเล็กน้อย แต่ไม่รู้ว่ามีรัศมีน้อยกว่ามากแค่ไหน
เดิมทีพนักงานต้องก้าวไปแล้วบอกว่าร้านปิดแล้ว แต่เมื่อเห็นท่าทางของอีกฝ่าย ใครจะกล้าก้าวไปบ้าง
พนักงานหลายคนต่างก็มองไปทางถังหย่าฉีที่อยู่หลังเคาน์เตอร์
ชายหัวโล้นตะโกน “เถ้าแก่อยู่ไหม เรียกให้ออกมาเจอเสี่ยเลี่ยงหน่อย!”
ถังหย่าฉีได้ยินก็เงยหน้าขึ้น
พวกเขาทั้งคู่วางผ้าขี้ริ้วลงพร้อมกันแล้วมองไปที่เสี่ยเลี่ยงคนนั้น
แต่ทันใดนั้นก็มีคนเดินออกมาจากครัว
“ฉันเอง มีธุระอะไร”
ซ่งจื่อเซวียนเป็นคนพูด
ชายหัวโล้นเบะปากมองซ่งจื่อเซวียน จากนั้นยักไหล่และยิ้ม
“นายนี่เอง กิจการใหญ่พอตัว วันนี้จะมาชวนเถ้าแก่ไปดื่มชาหน่อย เราไปกันเลยไหม”
สิ่งที่ชายหัวโล้นคนนี้พูดนับว่าเป็นภาษายุทธภพ
เมื่อพวกอันธพาลเข้ามาในร้านแล้วบอกว่ากิจการใหญ่พอตัวหมายความว่าต้องการเงิน ไม่ว่าจะเป็นส่วนแบ่งหรือส่วยนั้นเป็นแค่ในนามเท่านั้น
จุดประสงค์คือเงิน
แต่ซ่งจื่อเซวียนไม่ค่อยเข้าใจประโยคต่อมาที่บอกว่าไปดื่มชา
ประโยคครึ่งหลังหมายความชัดเจนว่าต้องการนำตัวคนออกไป ตามหลักเหตุผลแล้ว…ไม่ใช่ว่าให้เงินก็จบเหรอ
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มและก้าวไปข้างหน้า “เหอะๆ เพื่อน กิจการใหญ่นี่…เกี่ยวอะไรกับการไปดื่มชากับพวกนายด้วยล่ะ”
“หยุดพูดไร้สาระ มีเสี่ยท่านหนึ่งอยากเจอนาย ถ้านายยอมไปกับฉันก็มา แต่ถ้าไม่ยอม…”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มแล้วพูดว่า “นายจะใช้กำลังเพื่อลากฉันไปใช่ไหม”
“ฮ่าๆๆ สมกับที่เป็นเถ้าแก่ ฉลาดนี่หว่า!”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าทันที “ได้ ฉันจะไปดื่มชากับพวกนาย”
ขณะที่พูด ซ่งจื่อเซวียนก็ถอดผ้ากันเปื้อนและกำลังจะไป ถังหย่าฉีก็รีบเดินออกจากเคาน์เตอร์และรั้งเขาไว้ทันที
“จื่อเซวียน”
ซ่งจื่อเซวียนอมยิ้มเล็กน้อย “ไม่เป็นไร”
ขณะที่พูด เขาก็ดึงมือถังหย่าฉีออกแล้วเดินตามชายหัวโล้นออกไป
เห็นได้ชัดว่านี่เป็นงานเลี้ยงที่หงเหมิน[1] เขาต้องไปแน่นอน ไม่อย่างนั้นหากเขากลับวิทยาลัยไปแล้ว คนเหล่านี้อาจจะมาสร้างปัญหาให้ถังหย่าฉีได้
เดินออกจากประตูสวนสวินเฟิง ซ่งจื่อเซวียนก็ขึ้นรถเจ็ดที่นั่งที่พวกชายหัวโล้นขับมา
ขณะเดียวกัน เหลียงฮั่นและฟางรุ่ยก็เดินออกมาสตาร์ทรถและตามรถเจ็ดที่นั่งคันนั้นไป
ถังหย่าฉีไม่สบายใจจึงให้ไต้ทงขับรถตามไปเช่นกัน
บนถนนมีรถสามคันเร่งความเร็วทีละคัน
ชายหัวโล้นมีความสุขที่สามารถหาเงินจากหยางจวินได้ง่ายๆ
แต่เขาไม่รู้ตัวเลย คิดว่ามีรถของตัวเองเพียงคันเดียว ความจริงกลับมีรถสองคันแอบตามมา…แทบจะเป็นขบวนรถ
รถขับมาจนถึงส่วนต่อขยายทางเฉิงซี มีพื้นที่โรงงานบนถนนที่ทอดไปสู่ชานเมืองตะวันตก
รถค่อยๆ จอดบริเวณทางเข้าโรงงานแห่งหนึ่ง
ฟางรุ่ยและไต้ทงขับรถต่อไปอีกเล็กน้อยแล้วค่อยหยุด
นี่เป็นการหลีกเลี่ยงความสนใจจากอีกฝ่ายด้วย
ทั้งสองจอดรถในลักษณะเดียวกันโดยไม่ได้ปรึกษากันมาก่อน เห็นได้ชัดว่าทั้งคู่มีประสบการณ์ที่โชกโชน
ซ่งจื่อเซวียนสังเกตเห็นพวกเขาก็โล่งใจทันที
แต่เขาคิดไม่ถึงว่าไต้ทงจะตามมาด้วย ถังหย่าฉีคงจะเป็นห่วงเขา
นึกได้แบบนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็รู้สึกอุ่นใจ
เมื่อเดินเข้าไปในพื้นที่โรงงาน ซ่งจื่อเซวียนก็มองดูโดยรอบ ลานไม่ถือว่าใหญ่มากและโรงงานก็มีขนาดเล็ก
มีหมาป่าถูกเลี้ยงอยู่ในลาน แต่ตัวผอมซูบเกินไป คาดว่าคงเลี้ยงได้ไม่ดี ทุกตัวแทบจะเห่าหอนไม่ไหวแล้ว…
ต่อมาชายหัวโล้นก็เข้ามาเปิดประตูเหล็กของโรงงาน
เมื่อเปิดไฟ ความมืดก็เปลี่ยนเป็นมีแสงสลัว
สถานที่แห่งนี้คล้ายกับโกดังขนาดใหญ่ และมีกล่องไม้ที่ไม่รู้ว่าบรรจุอะไรกองซ้อนกันไม่เป็นระเบียบ
ซ่งจื่อเซวียนกล่าว
ชายหัวโล้นยิ้ม “ดื่มชาเหรอ ใช่ดื่มชา แต่ชายังอยู่ระหว่างทางน่าจะใกล้ถึงแล้ว”
ขณะที่เขาพูดก็มีรถมาเซราติสีดำมาจอดที่ประตูหน้า
เครื่องยนต์ดับลง จากนั้นชายในชุดลำลองสีดำก็ก้าวลงมา นั่นคือหยางจวิน
เมื่อเห็นหยางจวินจากหน้าต่างรถ ถังหย่าฉีก็ขมวดคิ้วทันที “เขาอีกแล้ว น่ารำคาญจริงๆ ไม่จบไม่สิ้น!”
ไต้ทงพยักหน้า “ไอ้หมอนี่น่ารำคาญจริงๆ เมื่อเช้านี้ถ้าเหลียงฮั่นไม่อยู่ด้วยคงจะเกิดเรื่องเดือดร้อนจริงๆ ครับ”
เป็นคำสั่งของถังหย่าฉีที่ให้เขาไปส่งที่ประตูมหาวิทยาลัย ไต้ทงจึงทำได้แค่เชื่อฟังเท่านั้น
แต่ใครจะคิดว่าหยางจวินจะเข้าไปรังควานถังหย่าฉี หากมีเรื่องเกิดอะไรขึ้น ไต้ทงคงไม่มีข้อแก้ตัวแน่นอน
ใคร่ครวญดูตอนนี้ เขาก็ยังกลัวอยู่เล็กน้อย
หยางจวินเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงแล้วเดินเข้าไปในโรงงาน แม้ว่าเขาจะเป็นทายาทเศรษฐีรุ่นที่สอง แต่นิสัยของเขากลับเป็นเหมือนอันธพาลและนักเลง
เมื่อเห็นซ่งจื่อเซวียน หยางจวินก็ตกใจ “ต้าเลี่ยง คนล่ะ ฉันให้นายพาเถ้าแก่ร้านสวนสวินเฟิงมา แล้วทำไมนายถึงพาไอ้หน้าจืดนี่มาล่ะ”
ความจริงคำสั่งของหยางจวินคือให้ต้าเลี่ยงพาถังหย่าฉีมาที่นี่ แต่คิดไม่ถึงว่าคนที่นั่งอยู่ที่นี่จะเป็นซ่งจื่อเซวียน
“หืม เขาก็เป็นเถ้าแก่สวนสวินเฟิงไงครับ!”
ต้าเลี่ยงพูดและมองไปที่ซ่งจื่อเซวียน
“เมื่อกี้ผมถามว่าใครเป็นเถ้าแก่ เขาบอกว่าเป็นเขา”
หยางจวินได้ยินก็มองซ่งจื่อเซวียนตั้งแต่หัวจรดเท้าอยู่พักหนึ่ง
“หึ ดูเหมือนว่าพวกแกจะยังไม่เลิกกัน แต่ก็ดีเหมือนกัน ไอ้หน้าจืด หนี้ระหว่างเราสองคน…ได้เวลาชำระแล้ว”
ขณะที่เขาพูด หยางจวินก็เผยยิ้มชั่วร้าย “ฉันจะจัดการกับแกก่อน แล้วค่อยไปนอนกับยัยถังหย่าฉีนั่น”
ได้ยินคำพูดนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็หรี่ตาลงเล็กน้อย
“เมื่อกี้นายพูดว่าไงนะ”
หยางจวินกระตุกยิ้ม “โอ๊ะ ดูเหมือนจะหูหนวก แต่ก็ไม่สำคัญ ฉันไม่ถือสาที่จะจัดการกับคนพิการ
เมื่อกี้ฉันพูดว่า…หลังจากจัดการแกแล้ว ฉันจะไปนอนกับถังหย่าฉี!”
ผัวะ!
ซ่งจื่อเซวียนก้าวเข้ามาใกล้แล้วง้างมือต่อยเขา
“แม่แกไม่สอนเหรอว่าทำแล้วต้องรับผลที่ตามมา”
ใบหน้าเสี้ยวหนึ่งของหยางจวินร้อนวูบวาบจากการถูกต่อย ตามมาด้วยอาการชาอย่างรุนแรง
“ไอ้เย็*แม่ แกต่อยฉันที่มหาวิทยาลัยหนานกวนแล้วยังกล้าต่อยฉันอีกเหรอ ฉันเอาแกตายแน่! ต้าเลี่ยง จัดการมัน!”
หยางจวินตะโกนเสียงดัง แต่พวกต้าเลี่ยงไม่มีใครกล้าขยับตัว สายตาทุกคนต่างองไปทางประตู
…………………………………………….
[1] งานเลี้ยงที่หงเหมิน อุปมาถึงการใช้งานเลี้ยงมาเป็นเครื่องมือในการทำร้ายคน
………………..