เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 471 ประกาศ
ตอนที่ 471 ประกาศ
………………..
เมื่อเห็นดังนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็ตกตะลึงไปเล็กน้อย
ไม่น่าเชื่อว่าหลี่เหยียนจะรู้จักหลงรื่อเยวี่ย
หลงรื่อเยวี่ยได้ยินเสียงแล้วจึงหันมา มองไปทางหลี่เหยียน
“อ้าว เหอะๆ คนคุ้นหน้ากันจริงๆ” หลงรื่อเยวี่ยยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ไม่เจอกันนานเลย เจ้ารอยแผลเป็นหลี่”
เจ้ารอยแผลเป็นหลี่…ซ่งจื่อเซวียนเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน
นั่นคือชื่อที่หลี่เหลียนทิ้งไว้ตอนที่มาร้านอาหารร่ำรวยเป็นครั้งแรก
“หลงรื่อเยวี่ย นายก็อยู่ที่นี่งั้นเหรอ”
หลงรื่อเยวี่ยพลันยิ้ม จากนั้นก็เดินเข้ามาใกล้ทันที “ฉันมาที่นี่เกือบสองปีแล้ว และยังสอนห้องที่ดีที่สุดในวิทยาลัยอีกด้วย
ว่าแต่…นายไปไหนมาล่ะ หลังออกมาจากสำนักมีดใบไม้แล้ว ออกไปทำงานเหรอ ทำงานหาเงินลำบากมากใช่ไหม”
ได้ยินดังนั้น สีหน้าของหลี่เหยียนก็เปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นมาเล็กน้อย ซ่งจื่อเซวียนสังเกตเห็นเหมือนกัน เขาเริ่มกำหมัด
“เป็นเพราะพวกนายนั่นแหละ สบายดีทุกอย่าง”
“ฮ่าๆๆ อย่างนั้นก็ดี คนบางคนถูกกำหนดให้เร่ร่อน บางทีอาจจะเป็นเรื่องดีสำหรับนาย อย่างน้อยที่สุด…ก็มีอิสระ”
ได้ยินประโยคนี้ หลี่เหลียนยิ่งขบฟันด้วยความโกรธ ซ่งจื่อเซวียนได้ยินเสียงขบฟันกรอดชัดเจนเพราะอยู่ข้างกายเขา
“มีอิสระ…ฉันต้องขอบใจพวกนาย!”
หลงรื่อเยวี่ยยิ้มออกมา รอยยิ้มนั่นแสดงให้เห็นถึงท่าทางของผู้ชนะอย่างชัดเจน
ตอนนี้เอง ฝ่ายลงทะเบียนได้จัดการเรียบร้อยแล้ว จึงมอบกุญแจของห้องทำอาหารให้หลงรื่อเยวี่ย
หลงรือเยวี่ยถือกุญแจเดินตรงไปหานักเรียนของตัวเอง แล้วหันตัวมาพูดว่า “อ้อใช่ หลี่เหยียน มีโอกาสก็มาดื่มด้วยกันนะ ยังไงพวกเราก็เป็นพี่น้องกัน”
พอพูดจบ เขาก็มองซ่งจื่อเซวียน “คนแบบไหนก็เหมาะกับคนแบบนั้นจริงๆ ด้วย อาจารย์ซ่ง ไม่เลวๆ…”
ดูเหมือนซ่งจื่อเซวียนจะพอเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว แต่ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไร รู้สึกงุนงงไปหมด
หลี่เหยียนมองเงาหลังของหลงรื่อเยวี่ยพลางกัดฟันพยักหน้า “แน่นอนครับ ไอ้ชาติชั่วคนนี้…กลายเป็นผุยผงผมก็ยังจำได้!”
ซ่งจื่อเซวียนขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วมองหลงรื่อเยวี่ยอีกครั้ง เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้
“เขา…น่าจะเป็นเพื่อนร่วมสำนักตอนที่นายอยู่ซีเป่ยใช่ไหม”
“ใช่ครับ นายท่านรอง ผมเคยบอกคุณแล้ว อาจารย์ที่ผมเคยติดตาม และสำนักนั้นก็คือสำนักมีดใบไม้ที่เขาพูดถึง!”
ซ่งจื่อเซวียนฟังแล้วจึงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พลันเข้าใจทันที
ไม่แปลกใจที่หลี่เหยียนโกรธขนาดนี้ หากเดาไม่ผิด หลงรื่อเยวี่ยคนนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับที่เขาเคยถูกทำร้ายในอดีต
ซ่งจื่อเซวียนไม่ได้ซักถามต่อ แต่ตบไหล่ของหลี่เหยียนเบาๆ
หลังจากลงทะเบียนเสร็จแล้ว เขาก็พานักเรียนทุกคนไปที่ห้องทำอาหาร
เมื่อเข้าไปในห้องทำอาหารแล้ว หลี่เหยียนจึงตาเป็นประกาย
ในบรรดาเชฟ หลี่เหยียนย่อมเป็นคนที่ตั้งใจศึกษาวิจัยเรื่องการทำอาหาร
เขาแทบจะไม่มีความต้องการใดๆ เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในการปรุงอาหาร
หลังออกมาจากสำนักมีดใบไม้แล้ว เขาก็ไปทำงานตามร้านอาหารต่างๆ ยกเว้นร้านอาหารร่ำรวยแล้ว ก็แทบจะทำงานอยู่ระยะสั้นทั้งหมด
บางครั้งถึงขนาดอยู่สองสามวันก็ออกมาแล้ว
ดังนั้น เขาเคยเห็นห้องครัวเกรดต่ำมาทุกประเภท
เตาบางตัวเก่ามากจนใช้ไม่ไหว แถมห้องครัวก็สกปรกสุดๆ และยังมีคราบน้ำมันสีดำไหม้เกาะติดบนอุปกรณ์ทำครัวซึ่งไม่รู้ว่านานกี่ปีแล้ว
ห้องครัวบางแห่งมีทั้งหนูและแมลงสาบที่สามารถมองเห็นได้ทุกที่ ไม่ต่างกับห้องมืด
แต่ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบไหน หลี่เหยียนก็ทำอยู่เรื่องเดียว
นั่นก็คือตั้งใจฝึกทำอาหารให้อร่อย
ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่มีความต้องการเรื่องสภาพแวดล้อมในการทำอาหาร
ในฐานะเชฟคนหนึ่ง มีใครบ้างไม่อยากได้ห้องครัวที่ดีที่สุด ไม่อยากใช้อุปกรณ์ทำครัวที่ดีที่สุด
อย่างไรที่นี่ก็คือวิทยาลัยอาหาร ไม่ว่าจะเป็นเตาหรืออุปกรณ์ทำครัว โดยพื้นฐานแล้วจะใช้ของดีเป็นอันดับหนึ่งในประเทศจีน
อีกทั้งยังมีการมุ่งเน้นที่ยอดเยี่ยม เตาไฟ แท่นทำอาหาร กระทั่งโต๊ะแสดงการปฏิบัติงานโดยเฉพาะยังมีพร้อมสรรพ
ซ่งจื่อเซวียนสั่งให้ทุกคนประจำที่ เริ่มทำอาหารตามเมนูที่อยู่ในตำราเรียน จากนั้นจึงเดินไปหาหลี่เหยียน
“เป็นยังไงบ้าง โอเคไหม”
“นายท่านรอง ที่นี่สุดยอดเกินไปแล้ว อุปกรณ์ทำครัวที่นี่…ใช้แต่ของหรูใช่ไหมเนี่ย”
ซ่งจื่อเซวียนฟังแล้วรู้สึกสงสาร
หลี่เหยียนนับว่าเป็นเชฟที่โดดเด่นคนหนึ่ง เมื่อได้เห็นอุปกรณ์ทำครัวเหล่านี้จึงมีความรู้สึกเหมือนคนเพิ่งเข้ามาอยู่ในเมือง
“เหอะๆ ระดับถือว่าไม่เลว ถ้าปีหน้าร้านอาหารร่ำรวยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง นายก็เข้ามาศึกษาเพิ่มเติมที่วิทยาลัยได้ ฉันจะเป็นคนออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดเอง”
หลี่เหยียนได้ยินดังนั้น น้ำตาไหลทั้งสองข้างทันที “นายท่านรอง คุณ…”
ซ่งจื่อเซวียนพลันยิ้มออกมา ตบไหล่ของหลี่เหยียนเบาๆ
“พวกเราเป็นเพื่อนกัน สมควรแล้ว อ้อใช่ นายก็หาเตาแล้วลองฝึกดูนะ”
“ครับ!”
หลี่เหยียนเดินไปตรงหน้าเตา ลูบพื้นผิวที่มันวาว จากนั้นเงยหน้ามองไปทางซ่งจื่อเซวียน ยิ้มอย่างเขินอาย
“อยากได้วัตถุดิบอะไรก็ไปหยิบจากตู้แช่เย็นตรงนั้น ปกติฉันจะจัดให้นักเรียนตามเมนูที่จะฝึกปฏิบัติ วันนี้นายก็ใช้แบบถูๆ ไถๆ ไปก่อน”
“ไม่ถูๆ ไถๆ หรอกครับ นายท่านรอง ผมได้มาทำอาหารที่นี่รู้สึกเป็นเกียรติมากแล้วครับ” หลี่เหยียนเอ่ยยิ้มๆ “อ้อใช่นายท่านรอง คุณพูดว่าร้านอาหารร่ำรวยจะเกิดการเปลี่ยนแปลงงั้นเหรอ”
“อืม เรื่องนี้ฉันยังไม่ได้ตัดสินใจ วางใจได้ ไม่ยอมให้นายไปอยู่ที่อื่นหรอก”
ได้ยินประโยคนี้ หลี่เหยียนจึงสบายใจ ยิ้มพลางพยักหน้า จากนั้นจึงเริ่มทำอาหาร
เมื่อถึงตอนเที่ยง ทานข้าวเรียบร้อยแล้ว ซ่งจื่อเซวียนก็ให้หลี่เหยียนกลับไปพักที่หอพัก และไปเข้าเรียนในช่วงบ่าย
ถึงแม้ในสายตาของซ่งจื่อเซวียน อาชีพเชฟนั้น วิชาที่อยู่ในห้องเรียนไม่สามารถสู้การปฏิบัติงานจริงได้เลย
และความจริงรายการนี้ก็สำคัญกับหลี่เหยียนมากเหมือนกัน จุดประสงค์ก็คืออยากให้อีกฝ่ายเข้าใจวัฒนธรรมการทำอาหารมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่อาศัยสิ่งที่เคยเรียนมาและประสบการณ์จากการทำงานหลายครั้งเพื่อให้ผ่านพ้นอุปสรรคไป
ตอนบ่าย ซ่งจื่อเซวียนไม่คิดจะไปที่ไหน อยากจะอ่าน ‘สูตรอาหารราชวงศ์ชิง’ อยู่ในหอพัก
เขาหวังว่าจะทำความเข้าใจมังกรทะยานสี่ย่านน้ำได้โดยเร็วที่สุด
แต่อ่านไปได้สักพักหนึ่ง ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูสองสามครั้ง จากนั้นท่านเป้ยเล่อก็เดินเข้ามา
“ทำอะไรอยู่ เห็นบอกว่ามีประชุมตอนบ่ายนี่”
“ประชุมเหรอครับ ไม่เห็นรู้เรื่องเลย” ซ่งจื่อเซวียนพูด
ท่านเป้ยเล่อพลันยิ้ม “ทางวิทยาลัยจะต้องบอกหงเทียนเหว่ยแน่นอน ไอ้หมอนั่นจงใจไม่บอกพวกเรา ฉันเองก็เพิ่งรับสายจากวังเหว่ย ไปกันเถอะ เข้าไปด้วยกัน”
“มีเรื่องของผมด้วยเหรอ ประชุมอะไรครับ”
“ไม่รู้ เห็นบอกว่าอาจารย์ทั้งวิทยาลัยจะมาทุกคน ไปกันเถอะ”
ถึงแม้ในใจจะรู้สึกขี้เกียจขยับตัว แต่ซ่งจื่อเซวียนก็ต้องลุกขึ้นด้วยความจนใจ เดินไปที่อาคารอำนวยการพร้อมกับท่านเป้ยเล่อ
เวลานี้ ภายในห้องประชุมของอาคารอำนวยการมีคนนั่งอยู่ไม่น้อย
บนที่นั่งของประธานการประชุมคือเฉิงหวาลี่ วังเหว่ยและหลินอู๋ซิ่ว
แถวหนึ่งด้านล่างเป็นพวกอาจารย์ระดับสูงอย่างโหย่วไท่ และด้านหลังก็คืออาจารย์จากวิทยาเขตตะวันออกและตะวันตกทั้งสองวิทยาเขต
ท่านเป้ยเล่อและซ่งจื่อเซวียนเป็นคนสุดท้ายที่มาถึงห้องประชุมอย่างเห็นได้ชัด
ทั้งสองคนหาที่นั่งที่อยู่ด้านหลังสุดแล้วนั่งลง
หลินอู๋ซิ่วมองพวกเขาพลางขมวดคิ้วขึ้นมา เอ่ยว่า “ผมแจ้งสองวิทยาเขตทั้งวิทยาเขตตะวันออกและตะวันตกแล้ว ทำไมพวกคุณถึงมาสายล่ะ”
“ไม่มีใครแจ้งผมครับ”
หลินอู๋ซิ่วฟังแล้วจึงเข้าใจทันที ต้องเป็นเพราะหงเทียนเหว่ยแน่นอน
“การแจ้งให้ทราบครั้งนี้ไม่ได้แจ้งแบบปากเปล่าเท่านั้น พวกคุณไม่ได้ดูในกลุ่มแชตงั้นเหรอ” หลินอู๋ซิ่วพูดต่อ
ท่านเป้ยเล่อยักไหล่ ไม่พูดอะไร ซ่งจื่อเซวียนก็เช่นกัน
อย่างไรสองคนนี้เข้ากลุ่มแชตวันแรก ก็กดบล็อกไปแล้ว…
วังเหว่ยที่อยู่ข้างๆ เห็นดังนั้นจึงรีบพูดไกล่เกลี่ย “ไม่เป็นไร คนครบแล้วก็พอ คือว่า…พวกคุณอย่าไปนั่งข้างหลังเลยครับ อีกสักพักผอ.เฉิงจะประกาศเรื่องสำคัญ”
ทั้งสองคนสบตากันหนึ่งที แล้วจึงลุกขึ้นเดินไปนั่งแถวหน้าอีกหน่อย
เมื่อเห็นวังเหว่ยเอ่ยปากแล้ว หลินอู๋ซิ่วจึงไม่ถามอีก จากนั้นมองไปที่เฉิงหวาลี่
“ผอ.เฉิง คนมาครบแล้วครับ”
เฉิงหวาลี่พยักหน้า “โอเค อย่างนั้นก็เริ่มได้ อู๋ซิ่ว คุณเป็นผู้ดำเนินการนะ”
หลินอู๋ซิ่วหยิบเอกสารตรงหน้าขึ้นมา กล่าวว่า “วันนี้เป็นการประชุมใหญ่ระดับกลางขึ้นไปของวิทยาลัย มีเรื่องสำคัญสองรายการ
เรื่องแรก หนึ่งในอาจารย์เหล่านี้จะมีการปรับเปลี่ยนบุคลากรจำนวนหนึ่ง เรื่องที่สอง คือทางวิทยาลัยตัดสินใจที่จะเลือกหัวหน้าอาจารย์สองคนสำหรับสองวิทยาเขตทั้งวิทยาเขตตะวันออกและตะวันตก
สาเหตุที่เลือกหัวหน้าอาจารย์ ประเด็นหลักๆ คือเพื่อสะดวกต่อการบริหาร อยากทำให้ระดับของวิทยาเขตตะวันออกและตะวันตกมีความเสมอภาคกัน และเพิ่มความก้าวหน้าขององค์กร”
ระหว่างที่หลินอู๋ซิ่วกล่าว เฉิงหวาลี่กับวังเหว่ยส่งสายตาให้กัน วังเหว่ยเข้าใจทันที จากนั้นจึงลุกขึ้นเดินออกจากที่ประชุมไป
จากนั้นหลินอู๋ซิ่วจึงอ่านเอกสารของวิทยาลัย โดยขั้นตอนนี้เหมือนจะมีอยู่ในทุกการประชุม
ถึงแม้คนข้างล่างจะไม่สนใจอะไร แต่ก็ต้องนั่งฟังอยู่ตรงนั้น
“ต่อไปนี้พวกเราจะประกาศเรื่องการปรับเปลี่ยนบุคลากร หยางจวิ้นเย่เป็นอาจารย์ห้องหนึ่งวิทยาเขตตะวันออก จะไม่ได้เป็นอาจารย์ห้องสามของวิทยาเขตตะวันตกอีกต่อไป
หงเทียนเหว่ยรับหน้าที่อาจารย์ห้องสามวิทยาเขตตะวันตก หวังว่าอาจารย์สองคนนี้จะรีบส่งมอบงานโดยเร็ว ทำความคุ้นเคยและรู้จักกับนักเรียนในเร็ววันนะครับ”
หลินอู๋ซิ่วพูดจบ ทั้งสองคนจึงลุกขึ้นมา
อาจารย์เหล่านี้ต่างพูดเสียงเบา
หงเทียนเหว่ยกลับพยักหน้าเล็กน้อยให้พวกเขาสองสามคน
“โอเคครับ ต่อไปนี้พวกเราจะเริ่มการประชุมวาระที่สอง ผู้ที่ได้รับคัดเลือกเป็นหัวหน้าอาจารย์ของวิทยาเขตตะวันออกและตะวันตกสองวิทยาเขตนี้ ผมมีชื่อที่ได้รับการเสนอจากทางวิทยาลัย จึงอยากฟังความคิดเห็นของทุกคนครับ”
ได้ยินประโยคนี้ คนที่อยู่ข้างล่างจึงเข้าใจทันที คุณเสนอชื่อแล้ว ใครจะกล้าไม่เห็นด้วย
พูดง่ายๆ ก็คือถูกกำหนดจากทางวิทยาลัยเรียบร้อยแล้ว
“หัวหน้าอาจารย์วิทยาเขตตะวันตก ผู้ที่ถูกเสนอชื่อคือหลงรื่อเยวี่ย หัวหน้าอาจารย์วิทยาเขตตะวันออก ผู้ที่ถูกเสนอชื่อคือหยางจวิ้นเย่ ต่อไปนี้ขอให้ทุกคนช่วยแสดงความคิดเห็นด้วยครับ”
เมื่อพูดจบ หลินอู๋ซิ่วจึงเอนตัวไปข้างหลัง มองเฉิงหวาลี่ทันที
เฉิงหวาลี่ยังคงทำสีหน้านิ่งเหมือนเดิม ดูเหมือนไม่อยากจะออกความเห็นอะไร
ในไม่ช้า คนที่อยู่ข้างล่างจึงพูดว่า “ไม่มีข้อคัดค้านอะไร ผมเห็นด้วยครับ”
“ผมก็เห็นด้วย!”
เมื่อเข้าใจว่าเป็นการกำหนดภายในของวิทยาลัย และความน่าเกรงขามของหลงรื่อเยวี่ยก็เห็นๆ กันอยู่ ดังนั้นจึงไม่มีใครคัดค้าน
แต่ตอนนี้หงเทียนเหว่ยกลับเข้าใจแล้ว เขาได้รับสถานะของอาจารย์วิทยาเขตตะวันตก แต่ขณะเดียวกัน…กลับต้องเสียตำแหน่งหัวหน้าอาจารย์ไป
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครคัดค้าน หลินอู๋ซิ่วจึงพยักหน้า
“ผอ.เฉิง ทุกคนไม่มีความคิดเห็นอะไรเพิ่มเติม คุณกล่าวอะไรสักหน่อยครับ”
เฉิงหวาลี่เลิกคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย “อ้อ ไม่มีความคิดเห็นเหรอ ถ้าอย่างนั้นผมขอพูดง่ายๆ สักสองประโยค ทุกคนคงเห็นความก้าวหน้าของวิทยาลัยพวกเราในช่วงสองปีนี้ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเพราะความพยายามอย่างไม่หยุดหย่อนของทุกคน…”
เฉิงหวาลี่ใช้คำพูดทางการเป็นพรวน คำพูดเช่นนี้เห็นได้ชัดว่าไม่เกี่ยวกับหัวข้อเลย แต่ประโยชน์ที่ได้มากที่สุดคือ…ถ่วงเวลา!
หลังจากพูดอยู่นาน จู่ๆ ประตูห้องประชุมก็ถูกผลักออก
สายตาของทุกคนจึงมองไปยังทางนั้น
………………………………………………..
………………..