เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 472 ฉันไม่ยอม
ตอนที่ 472 ฉันไม่ยอม
………………..
เมื่อประตูห้องประชุมเปิดออก วังเหว่ยเป็นคนเดินเข้ามาก่อน จากนั้นเขาจึงหันตัวไปด้านหลังทันที
เห็นเพียงวังเหว่ยโน้มตัวเล็กน้อย ยกมือข้างหนึ่งทำท่าเชื้อเชิญ ก่อนจะมีคนคนหนึ่งเดินเข้ามาจากนอกประตู
คนคนนี้อายุราวเจ็ดสิบปี ผมขาวโพลน แต่กลับมีความกระฉับกระเฉง
เขาใส่ชุดถังจวงสีน้ำตาล มือถือไม้เท้าไม้จันทร์แดง แต่งตัวเป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างเห็นได้ชัด
เขาก็คือพ่อครัวขั้นเทพแห่งภาคเหนือของจีน หลิงเจิ้น!
เมื่อเห็นหลิงเจิ้นเดินเข้ามา เฉิงหวาลี่เป็นคนแรกที่ลุกขึ้น ต่อจากนั้น ทุกคนในห้องประชุมจึงลุกขึ้นทั้งหมด
อย่างไรผู้ที่มาคือผู้อาวุโสรุ่นเก๋าในวงการและเป็นผู้อาวุโสในแวดวงอาชีพนี้ ยิ่งไปกว่านั้นเขาคือบุคคลสำคัญในวงการการทำอาหารของประเทศจีน
คนที่นั่งอยู่ในนี้จำนวนไม่น้อยล้วนเคยได้ยินชื่อของหลิงเจิ้นมาก่อน
ถึงแม้จะรู้ว่าหลิงเจิ้นเป็นผู้อำนวยการกิตติมศักดิ์ของวิทยาลัย แต่ก็ไม่เคยมีโอกาสได้พบหน้าสักครั้ง
เวลานี้ ทุกคนต่างปรบมือ ต้อนรับผู้อำนวยการหลิงเจิ้น!
หลิงเจิ้นพยักหน้าเล็กน้อยให้กับทุกคน แล้วจึงเดินเข้ามาในห้องประชุม
บนที่นั่งของตำแหน่งประธาน เดิมทีมีอยู่สี่ที่นั่ง เฉิงหวาลี่ วังเหว่ยและหลินอู๋ซิ่วนั่งไปแล้วสามที่นั่ง แต่มีที่นั่งหนึ่งยังว่างอยู่ซึ่งเป็นตำแหน่งตรงกลาง
ดูจากตอนนี้แล้ว ทุกคนจึงเข้าใจดี ว่าตำแหน่งนี้เก็บไว้ให้หลิงเจิ้น
แต่หลินอู๋ซิ่วกลับรู้สึกไม่สบอารมณ์อยู่ในใจ อุตส่าห์เตรียมการมานานแล้ว แต่เรื่องใหญ่ขนาดท่านผู้เฒ่าหลิงมา ผู้อำนวยการกลับไม่บอกเขา…
นี่คือไม่เชื่อใจ หรืออยากกำจัดออก หลินอู๋ซิ่วคิดไม่ออกไปชั่วขณะหนึ่ง
“ท่านผู้เฒ่าหลิง ยินดีต้อนรับนะครับ”
เฉิงหวาลี่เป็นฝ่ายยื่นสองมือออกไปก่อน
เมื่อพูดจบ ทุกคนก็หัวเราะขึ้นมา
หลิงเจิ้นนั่งลงตำแหน่งตรงกลางที่เยื้องไปด้านขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดบนแท่นประธาน
แถวที่นั่งตำแหน่งตรงกลางนั้นใหญ่ที่สุด หากมีที่นั่งคู่ตรงกลาง ด้านขวาก็คือใหญ่ที่สุด
เวลานี้ที่นั่งบนแท่นประธานเรียงลำดับจากกลางไปคือหลิงเจิ้น เฉิงหวาลี่ วังเหว่ยและหลินอู๋ซิ่ว
เมื่อเป็นเช่นนี้ หลินอู๋ซิ่วจึงอยู่ตำแหน่งต่ำที่สุดไปโดยปริยาย
เขาแอบบ่นในใจไม่หยุด นี่คือเรื่องบังเอิญ หรือว่าจัดการไว้เรียบร้อยแล้วกัน
จากความเข้าใจของเขาที่มีต่อเฉิงหวาลี่ ถึงแม้ผู้อำนวยการเฉิงจะมีใบหน้ายิ้มแย้มเกรงใจคนทั้งวัน แต่ขิงก็ยังเป็นขิงแก่อยู่วันยังค่ำ มีความเป็นไปได้สูงที่เขาจงใจจัดการออกมาแบบนี้
“พูดถึงไหนกันแล้ว พวกเราพูดต่อเลย”
หลิงเจิ้นพูด
เฉิงหวาลี่เอ่ยว่า “ท่านผู้เฒ่าหลิง การประชุมในวันนี้คือการปรับเปลี่ยนบุคลากรในวิทยาลัย และการคัดเลือกหัวหน้าอาจารย์ของสองวิทยาเขตทั้งวิทยาเขตตะวันออกและตะวันตกครับ”
“อ้อ หัวหน้าอาจารย์ ทำไมล่ะ แต่เดิมไม่ได้แบ่งกันดูแลเหรอ”
หลินอู๋ซิ่วได้ยินเช่นนั้นจึงกล่าวว่า “ท่านผู้เฒ่าหลิง คืออย่างนี้ครับ ผมกับผอ.เฉิงปรึกษากันแล้ว รับรองกันแล้วว่าแยกกันบริหาร แต่แผนกภายในของทั้งสองวิทยาเขต การบริหารโดยรวม หลักๆ แล้วคืออยากลดช่องว่างระหว่างชั้นเรียนและนักเรียนครับ”
ได้ยินประโยคนี้ หลิงเจิ้นจึงพยักหน้าช้าๆ “แบบนี้นี่เอง…แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน แต่หัวหน้าอาจารย์จะต้องเป็นคนที่มีความสามารถจริงๆ นะ”
“แน่นอนครับ ท่านผู้เฒ่าหลิงโปรดวางใจ ผมกับผอ.เฉิงได้คัดเลือกคนที่เหมาะสมที่สุดจากกลุ่มของอาจารย์แล้วครับ”
เฉิงหวาลี่ได้ยินแล้วจึงแอบหัวเราะ หลินอู๋ซิ่วคนนี้ตลกจริง ไม่ว่าเรื่องอะไรมักจะดึงตนเข้าไปเกี่ยวด้วย ดูเหมือนการตัดสินใจนี้เฉิงหวาลี่เป็นคนตัดสินใจเองก็ไม่ปาน
“อืม…ไม่เลว ผมเชื่อว่าพวกคุณจะทำงานได้อย่างเต็มที่ แต่…ผมมีคนที่อยากนำเสนอคนหนึ่ง พวกคุณยินดีที่จะฟังคำแนะนำไหม”
พอได้ยินเช่นนี้ หลายคนก็อึ้งไป
อย่างไรก่อนหน้านี้หลินอู๋ซิ่วได้เสนอชื่อหลงรื่อเยวี่ยกับหยางจวิ้นเย่ไปแล้ว ตอนนี้จู่ๆ ท่านผู้เฒ่าหลิงดันบอกว่ามีคนจะแนะนำ…
แต่ตำแหน่งของท่านผู้เฒ่าหลิงนั้นไม่ต้องสงสัย ไม่เพียงแต่อยู่ในระดับผู้อำนวยการของวิทยาลัยอย่างแท้จริง ยังเป็นผู้นำแห่งยุคของวงการอาหารจีนอีกด้วย การแนะนำของเขา เห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องแน่นอนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
“แน่นอนครับ พวกเรากำลังฟังความคิดเห็นของคนอื่นอยู่ ท่านผู้เฒ่าพูดเสนอรายชื่อได้เลยครับ”
หลินอู๋ซิ่วพูดด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม แต่เวลานี้เขารู้สึกใจเต้นโครมคราม
ถ้าหากท่านผู้เฒ่าหลิงเสนอชื่อไม่ตรงกับเขา เช่นนั้นก็คือการตบหน้าแรงเกินไป ผลสุดท้าย…ก็มีแต่ต้องฟังคำพูดของท่านผู้เฒ่าหลิง
“ในวิทยาเขตตะวันตก ผมรู้ว่าหลงรื่อเยวี่ยทำงานดีมาตลอด ไม่เพียงแต่สอนวิชาจนมีพ่อครัวดังท้องถิ่นอย่างซุนจิ้งเสียงเท่านั้น แต่ผลงานของห้องหนึ่งแห่งวิทยาเขตตะวันตก ก็เป็นที่น่าภาคภูมิใจของวิทยาลัยมาตลอด ใช่ไหมครับ
ได้ยินประโยคนี้ หลายคนก็เริ่มตื่นเต้นน้อยลง
ดูท่าคนที่ท่านผู้เฒ่าหลิงแนะนำคงไม่ต่างจากคนที่หลินอู๋ซิ่วกล่าวถึง หรือบางที…ก็คือผู้บริหารระดับสูงของวิทยาลัยได้จัดการไว้เรียบร้อยแล้ว
จุดประสงค์ก็คืออยากให้ทุกคนเชื่อมั่น คุณดูสิ ไม่เพียงแต่เป็นการตัดสินใจของผู้อำนวยการทั้งสองวิทยาเขตเท่านั้น แม้แต่ท่านผู้เฒ่าหลิงก็พูดเช่นเดียวกัน
หลงรื่อเยวี่ยที่อยู่ด้านล่างเวที รู้สึกใบหน้ามีรัศมีออกมา ยิ้มเล็กน้อยมองไปรอบๆ ทั้งซ้ายขวา จากนั้นจึงมองไปทางท่านผู้เฒ่าหลิงด้วยใบหน้าที่จริงใจและขอบคุณ
“ท่านผู้เฒ่าพูดถูก อาจารย์หลงรื่อเยวี่ยทำผลงานที่โดดเด่นในวิทยาลัยตลอดสองปีที่ผ่านมา ความทุ่มเทของเขาพวกเราก็มองเห็นอยู่ครับ”
หลินอู๋ซิ่วยิ้มพูด
หลิงเจิ้นพยักหน้าช้าๆ “ดี อย่างนั้นอีกคนหนึ่งก็เป็นอาจารย์ของวิทยาเขตตะวันออก ผมดูรายชื่ออาจารย์ของวิทยาลัยของเราแล้ว ผมขอแนะนำซ่งจื่อเซวียนครับ!”
พูดประโยคนี้จบ ความเงียบก็ปกคลุมไปทั่วห้อง
ซ่งจื่อเซวียน?
ทุกคนต่างมองไป
ดูเหมือน…ไม่ว่าจะเลือกใคร พวกเขาก็เดาไม่ออกเลยว่าท่านผู้เฒ่าหลิงจะเสนอซ่งจื่อเซวียน
ต้องยอมรับว่า เขาไม่เพียงแต่ทำให้ตัวเองได้นั่งตำแหน่งของหัวหน้าอาจารย์เท่านั้น แต่ยังคิดแผนคิดการแสดงที่ดีออกมา เพื่อให้หยางจวิ้นเย่กลายเป็นหัวหน้าอาจารย์ของวิทยาเขตตะวันออก
แต่คิดไม่ถึงว่าวินาทีนี้ ลมจะเปลี่ยนทิศกะทันหัน ท่านผู้เฒ่าหลิงกลับแนะนำซ่งจื่อเซวียน!
และการตอบสนองของหยางจวิ้นเย่…ยิ่งไม่ต้องคิดถึง
เขานิ่งอึ้งไปทั่งตัว เหมือนกลายเป็นหินไปในชั่วพริบตา
ตำแหน่งหัวหน้าอาจารย์มาอยู่ในมืออย่างง่ายดายแล้ว แต่เวลานี้ กลับสั่นคลอนอย่างกะทันหัน
“ท่านผู้เฒ่าหลิง คุณแนะนำ…ซ่งจื่อเซวียนเหรอครับ”
“ใช่แล้ว ไม่เหมาะสมเหรอ” หลิงเจิ้นถาม
“ไม่ครับๆๆ ท่านผู้เฒ่าหลิง ผมแค่อยากรู้ว่า…คุณรู้จักซ่งจื่อเซวียนเหรอครับ” หลินอู๋ซิ่วถาม
“แน่นอนอยู่แล้ว ไม่เพียงแต่รู้จัก แต่สนิทกันมาก ฝีมือการทำอาหารของเขาในยุคสมัยนี้ โดยทั่วไปแล้วมีไม่กี่คนที่สามารถแซงเขาได้ รวมทั้งผมด้วย!”
ประโยคนี้ทำให้ทุกคนในห้องประชุมตื่นตะลึง
คำวิจารณ์เช่นนี้…เกรงว่าต่อให้เป็นทั้งประเทศก็คงไม่มีอีกแล้วหรือเปล่า
ท่านผู้เฒ่าหลิงเป็นใคร เป็นพ่อครัวขั้นเทพแห่งภาคเหนือ!
แม้แต่โอวหยางเฟิ่งเหยาพ่อครัวขั้นเทพแห่งภาคใต้ ในสายตาของเขาก็ยังไม่เคยได้รับการวิจารณ์แบบนี้
มีครั้งหนึ่งในงานแถลงข่าว หลิงเจิ้นถูกถามว่ามีความคิดเห็นอย่างไรต่อโอวหยางเฟิ่งเหยาพ่อครัวขั้นเทพแห่งภาคใต้
ตอนนั้นหลิงเจิ้นพูดว่า หากโอวหยางเฟิ่งเหยาอยากจะรับผิดชอบคำว่าพ่อครัวขั้นเทพแห่งภาคใต้ไหว ก็ต้องพยายามอีกสิบปีเป็นอย่างน้อย
มากพอที่จะแสดงให้เห็นว่าหลิงเจิ้นยังไม่ค่อยเห็นความสามารถของโอวหยางเฟิ่งเหยาเท่าไรนัก อย่างน้อยก็รู้สึกว่าเขาไม่เหมาะสมกับคำคำนี้
แต่ซ่งจื่อเซวียน…ไม่น่าเชื่อว่าจะกลายเป็นบุคคลที่แม้แต่ตัวเขาเองยังพูดว่ายากที่จะแซงได้
“เอ่อ…ท่านผู้เฒ่าหลิง คุณพูดแบบนี้…ผมไม่ค่อยเข้าใจครับ”
ได้ยินคำพูดของหลินอู๋ซิ่ว หลิงเจิ้นก็หัวเราะเบาๆ “ถ้ามีโอกาสพวกคุณลองชิมอาหารของซ่งจื่อเซวียนดูแล้วจะเข้าใจทุกอย่างเอง
พวกคุณจะว่าไปแล้วก็เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการอาหารของประเทศจีน ทำไมถึงไม่รู้กันล่ะ จื่อเซวียนเข้ามาในวิทยาลัย พวกคุณไม่รู้จักอาหารของเขาเหรอ
ผมไม่สนว่าพวกคุณจะตัดสินใจยังไง แต่ผมแนะนำซ่งจื่อเซวียน แน่นอนว่า ถ้าหากไม่รับความคิดเห็นของผม ก็แล้วแต่พวกคุณเลย!”
ได้ยินดังนั้น เฉิงหวาลี่จึงรู้สึกมีความสุข นี่ก็คือผลลัพธ์ที่เขาต้องการ
หัวหน้าอาจารย์สองวิทยาเขตทั้งวิทยาเขตตะวันออกและตะวันตกล้วนได้รับการปลูกฝังจากหลินอู๋ซิ่ว ถึงแม้ไม่อาจส่งผลอะไรต่อตำแหน่งของเขาได้ แต่ในฐานะผู้อำนวยการ ต่อไปถ้าอยากจะจัดการด้วยตัวเอง คาดว่าจะมีความยากอยู่บ้าง
แต่ซ่งจื่อเซวียนกับท่านเป้ยเล่อนั้นไม่เหมือนกัน พวกเขาเป็นคนรุ่นใหม่ หากได้นั่งตำแหน่งของหัวหน้าอาจารย์ วิทยาเขตตะวันออกและตะวันตกจะไม่เสียความสมดุลอย่างแน่นอน
แต่จะเกิดการแข่งขันกันไหม นั่นคือสถานการณ์ที่เขาต้องการ
สองสามปีที่ผ่านมา ผลงานของวิทยาลัยค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เขาอยากสนับสนุนการแข่งขัน แบบนี้ถึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
และวันนี้สถานการณ์ในที่ประชุมเปลี่ยนไปเพราะหลิงเจิ้นนั่งสั่งการ ไม่ว่าจะด้านฐานะหรือตำแหน่ง ก็สามารถทำให้หลิงเจิ้นแนะนำรายชื่อโดยใช้อำนาจบาตรใหญ่ได้อย่างไร้เหตุผล
ส่วนพวกหลินอู๋ซิ่ว ถึงแม้อยากจะแก้ไข…แต่พวกเขาก็ไม่กล้า
หลงรื่อเยวี่ยหันไปมองหยางจวิ้นเย่ เวลานี้หยางจวิ้นเย่หน้าซีดขาว มองแท่นนั่งประธานด้วยสีหน้าซีดเผือดโดยหวังว่าผลลัพธ์นี้จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้
หลงรื่อเยวี่ยมองเห็นอย่างชัดเจน ตอนนี้มือของหยางจวิ้นเย่กำลังสั่นอยู่ และยังมองออกถึงความตื่นเต้นที่อยู่ในใจ
หลินอู๋ซิ่วมองเฉิงหวาลี่ อีกฝ่ายกลับมองไปข้างหน้า ยังคงมองด้านล่างเวทีด้วยใบหน้าที่ยิ้มเล็กน้อย
หลินอู๋ซิ่วถอนหายใจยาวออกมาในที่สุด “ในเมื่อท่านผู้เฒ่าหลิงมีคนแนะนำ พวกเราก็จะเคารพการตัดสินของคุณครับ เช่นนั้นคนที่ได้รับการคัดเลือกในวันนี้เปลี่ยนเป็นหลงรื่อเยวี่ยกับซ่งจื่อเซวียน ทุกคนมีความคิดเห็นอะไรสามารถพูดเสนอได้ครับ”
สาเหตุที่พูดเช่นนี้ หลินอู๋ซิ่วยังหวังว่าทุกคนจะพูดโต้แย้งขึ้นมาบ้าง
อาจารย์ที่อยู่ด้านล่างหลายคนที่ได้รับการฝึกอบรมมาจากเขา น่าจะเข้าใจความหมายของเขา
อย่างน้อยหลงรื่อเยวี่ย หยางจวิ้นเย่ หลี่เซียงคนพวกนี้ต้องออกความคิดเห็นแน่นอน
เฉิงหวาลี่ไม่รอให้เขาพูดจบ พูดตัดบททันทีว่า “พอเถอะ เวลาของท่านผู้เฒ่าหลิงมีจำกัด อีกสักพักพวกเรายังมีเรื่องอื่นที่ต้องทำและประกาศใช่ไหม”
หลินอู๋ซิ่วไม่มีลูกไม้อีกแล้ว เขามองหยางจวิ้นเย่ที่อยู่ด้านล่างเวที รู้สึกเสียดายอยู่ในใจ พร้อมกับมีสีหน้าแฝงการขอโทษ
“หัวหน้าอาจารย์วิทยาเขตตะวันตกคือหลงรื่อเยวี่ย หัวหน้าอาจารย์วิทยาเขตตะวันออกคือซ่งจื่อเซวียน หวังว่าอาจารย์ทั้งสองคนจะเขียนแผนการทำงานของตัวเองออกมาโดยเร็ว เพื่อยกระดับการทำอาหารของทั้งสองวิทยาเขตนะครับ
ต่อจากนี้ เลิกประชุมได้!”
พอพูดจบ หลินอู๋ซิ่วจึงหายใจยาวโล่งอกในท้ายที่สุด ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร สุดท้ายก็จบลงแล้ว
เขาพบว่าตั้งแต่ท่านผู้เฒ่าหลิงเข้ามา ดูเหมือนจะเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยกับเฉิงหวาลี่ ตัวเองพูดอะไรก็โดนปฏิเสธทั้งหมด
ความรู้สึกที่โดนกดแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร เขาก็รู้สึกหายใจแทบไม่ออก
จากนั้น ทุกคนจึงเริ่มเดินออกจากห้องประชุม แต่อาจารย์ระดับสูงสองสามคน กลับเดินเข้าไปคุยประจบท่านผู้เฒ่าหลิง
เดิมทีซ่งจื่อเซวียนอยากคุยกับท่านผู้เฒ่าหลิงสักสองสามประโยค แต่เห็นว่าคนเยอะขนาดนี้ เขาจึงเดินออกไปก่อนพร้อมกับท่านเป้ยเล่ออย่างรู้กาลเทศะ
แต่พอเดินถึงหน้าประตู ซ่งจื่อเซวียนก็ถูกหยางจวิ้นเย่ขวางทางเอาไว้
“หืม มีธุระอะไรเหรอ” ซ่งจื่อเซวียนเอ่ยถาม
หยางจวิ้นเย่อึดอัดใจจะตายอยู่แล้ว
ตำแหน่งหัวหน้าอาจารย์วิทยาเขตตะวันออกหลุดมือไป และยังถูกย้ายจากวิทยาเขตตะวันตกไปยังวิทยาเขตตะวันออก พูดง่ายๆ คือตอนนี้กลายเป็นลูกน้องของซ่งจื่อเซวียนไปแล้ว…
ความรู้สึกแบบนี้มีหรือที่เขาจะรับได้
“ซ่งจื่อเซวียน ฉันไม่ยอม!
ฉันบอกว่าฉันไม่ยอม!” หยางจวิ้นเย่ถลึงตาโตทั้งสองข้าง แทบจะตะโกนออกมา!
………………………………………….
………………..