เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 474 ฉันขอลองหน่อย
ตอนที่ 474 ฉันขอลองหน่อย
………………..
พอมาถึงอาคารอำนวยการ ซ่งจื่อเซวียนก็พบว่าที่นี่เป็นเหมือนโรงแรมแบบส่วนตัว
โถงทางเดินสองข้างทางล้วนเป็นผนังที่เลียนแบบไม้แดง เพดานก็ใช้โครงสร้างของไม้ สีของพื้นพรมก็เข้ากันอย่างเรียบง่าย แต่มีความสง่างามที่โดดเด่น
มีจุดลงทะเบียนโดยเฉพาะตรงหน้าโถงทางเดิน อย่างไรที่นี่ก็มีไว้เพื่อต้อนรับคนระดับผู้นำ จึงไม่สามารถให้เข้าออกอย่างอิสระได้
เมื่อลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ซ่งจื่อเซวียนกับท่านเป้ยเล่อก็คนเดินนำพาไปยังห้องของหลิงเจิ้น
ห้องไม่ถึงกับใหญ่มากเป็นพิเศษ แต่มีห้องหนังสือและห้องนอน อยู่ภายในวิทยาลัย ถือว่ามีระดับสูงมากแล้ว
วิทยาลัยอาหารถึงแม้จะใหญ่มาก แต่การตกแต่งหลายแห่งไม่ได้หรูหราเท่าไรนัก เน้นใช้งานจริงมากกว่า ถือว่าค่อนข้างถ่อมตัวทีเดียว
หากจะพูดถึงสถานที่ที่หรูหราที่สุดก็น่าจะเป็นโรงอาหาร
สถานที่อื่นค่อนข้างเรียบง่าย ห้องสวีตนี้ก็เช่นกัน
พอเข้าประตูไป หลิงเจิ้นก็ลุกขึ้นจากหน้าโต๊ะหนังสือ แล้วเอ่ยยิ้มๆ ว่า “ฮ่าๆๆ มากันแล้ว รอพวกนายนานมากเลย มาๆๆ มานั่งคุยกับฉันหน่อย”
ทั้งสองคนเดินเข้าไปนั่งบนโซฟา ท่านเป้ยเล่อเอ่ยว่า “ท่านผู้เฒ่าหลิง เผลอแป๊บเดียวไม่เจอกันนานเลยนะครับ สุขภาพฟื้นฟูดีขึ้นแล้วใช่ไหมครับ”
“พอได้ๆ ต้องขอบคุณจื่อเซวียน พวกนายมาที่วิทยาลัยฉันไม่รู้เลย ทำไมถึงไม่บอกกันล่ะ”
ทั้งสองคนสบตากันก่อนจะยิ้มออกมา
“ท่านผู้เฒ่าหลิง ความจริงพวกเราก็ไม่รู้ว่าคุณเป็นผู้อำนวยการกิตติมศักดิ์ของวิทยาลัยครับ ไม่อย่างนั้นหากเดินเข้าประตูหลังน่าจะดีกว่า”
ซ่งจื่อเซวียนกล่าว
หลิงเจิ้นหัวเราะไม่หยุด “เข้าประตูหลังน่ะถูกต้องแล้ว แต่เพราะไม่ได้เข้าประตูหลัง ฉันถึงได้ให้ของขวัญชิ้นใหญ่กับพวกนายไม่ใช่เหรอ”
“ฮ่าๆๆ ท่านผู้เฒ่าหลิง ของขวัญชิ้นนี้ใหญ่มากครับ จื่อเซวียนได้เป็นหัวหน้าอาจารย์ พวกเราสะดวกขึ้นไม่น้อยครับ” ท่านเป้ยเล่อกล่าว
“สะดวก? พวกนายอยู่ในวิทยาลัยมีอะไรไม่สะดวกเหรอ” หลิงเจิ้นถาม
ท่านเป้ยเล่อเอ่ยยิ้มๆ “ไม่มีครับ แต่ท่านผู้เฒ่าหลิงน่าจะรู้เรื่องของ ‘บันทึกหย่งซั่น’ ผมกับซ่งจื่อเซวียนอยากเข้าทีมศึกษาวิจัย ‘บันทึกหย่งซั่น’ ครับ ตอนนี้จื่อเซวียนได้เป็นหัวหน้าอาจารย์แล้ว ดังนั้นโอกาสที่จะได้รุกก่อนจึงเยอะกว่า”
หลิงเจิ้นพยักหน้าช้าๆ “ก็จริง ฉันก็รู้เหมือนกัน ความจริงก่อนหน้านั้นฉันอยากจะแนะนำจงเทียนอวี่เข้ามาที่วิทยาลัย ถ้าเขามีความสามารถก็จะได้เข้าทีมศึกษาวิจัย ‘บันทึกหย่งซั่น’ แต่…เฮ้อ…”
ได้ยินเสียงถอนหายใจของหลิงเจิ้น ทั้งสองคนจึงเข้าใจความรู้สึกของเขา
อย่างไรก็เป็นลูกศิษย์ที่ตัวเองสอนมาหลายปีและพอมีผลงานอยู่บ้าง แต่กลับมีปัญหาเรื่องนิสัย
ตอนนี้จงเทียนอวี่คงจะยังติดคุกอยู่และไม่ได้ออกมา
“ช่างเถอะไม่พูดเรื่องนี้แล้ว จื่อเซวียน ครั้งนี้ได้เป็นหัวหน้าอาจารย์แล้ว ฉันอยากแนะนำให้นายเร่งทำงานอย่างเต็มที่ ยังไงความสามารถของวิทยาเขตตะวันออกและตะวันตกก็ต่างกันเยอะมาก”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า “วางใจได้ครับท่านผู้เฒ่าหลิง ผมเองก็คิดแบบนี้เหมือนกัน”
“ตอนแรกที่เพิ่งเข้ามาที่วิทยาลัย ผมอยากจะศึกษา ‘บันทึกหย่งซั่น’ ไม่ได้คิดเรื่องการสอนเยอะขนาดนั้น
แต่ช่วงนี้ ผมก็รู้สึกว่านักเรียนในวิทยาลัยต้องการอาจารย์ที่ช่วยชี้แนะจริงๆ
พวกเขามีบางคนพรสวรรค์สูงมาก แต่กลับขาดโอกาส”
หลิงเจิ้นฟังด้วยสีหน้าชื่นชม ยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า “พูดถูก จื่อเซวียน นายคิดดีกว่าฉันจริงๆ คนรุ่นหลังนำคนยุคเก่าแล้ว
ฝีมือการทำอาหาร ก็คือฝีมือตามท้องตลาด แต่ไม่ได้หมายความว่าจะอยู่แค่ในตลาดเท่านั้น
ต้องส่งเสริมทักษะการทำอาหารให้ดูสูงส่งเหมือนกัน”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าและพูดยิ้มๆ ว่า “เหมือนที่ท่านผู้เฒ่าหลิงพูดจริงๆ ครับ แต่…ตอนนี้ผมรู้สึกว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องนั่งตำแหน่งของหัวหน้าอาจารย์ให้มั่นคงก่อน ไม่อย่างนั้นเกรงว่าจะมีบางคนไม่อยากให้ผมมั่นคงในตำแหน่งนี้ครับ”
“หืม นายหมายถึง…หยางจวิ้นเย่คนนั้นใช่ไหม”
ซ่งจื่อเซวียนพลันยิ้ม “ถูกต้องครับ ตอนที่ผมกับท่านเป้ยเล่อกำลังจะออกจากวิทยาเขตตะวันออก เขามาขอท้าแข่งกับผมครับ”
“ท้าแข่งเหรอ เป็นคนหนุ่มที่ไม่มีความสุขุมจริงๆ นายรับคำท้าแล้วเหรอ” หลิงเจิ้นถาม
“รับแล้วครับ ถ้าจดหมายท้าแข่งมาถึงหน้าบ้านแล้วยังไม่รับอีก ก็ไม่ต้องเป็นผู้ชายแล้วครับ!”
“อ้อใช่ครับท่านผู้เฒ่าหลิง หยางจวิ้นเย่พูดว่า…ที่คุณเสนอชื่อผมครั้งนี้ เป็นเพราะไม่ถูกกับพ่อครัวขั้นเทพแห่งภาคใต้…ใช่หรือเปล่าครับ”
สาเหตุที่ซ่งจื่อเซวียนถามเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะอยากคุยซุบซิบนินทาอะไร
ประเด็นสำคัญคือในฐานะหัวหน้าอาจารย์วิทยาเขตตะวันออก เขาไม่อยากให้ท่านผู้เฒ่าหลิงแนะนำด้วยสาเหตุนี้จริงๆ
ได้ยินดังนั้น หลิงเจิ้นก็ขมวดคิ้วทั้งสองข้าง “หืม เขาพูดแบบนี้เหรอ หึ ลูกศิษย์ของโอวหยางเฟิ่งเหยานิสัยเหมือนเขาจริงๆ สู้คนอื่นไม่ได้ก็หาเหตุผลแต่งเรื่องขึ้นมา
ถูกต้องแล้ว ด้านทักษะการทำอาหาร ฉันกับโอวหยางเฟิ่งเหยาต่างกันมาก สามารถพูดได้ว่าต่างกันลิบลับ
แต่ฉันไม่ได้ทำเพราะสาเหตุนี้ สาเหตุที่เสนอนาย เป็นเพราะเชื่อมั่นในความสามารถในตัวนายล้วนๆ
เด็กหนุ่มคนนี้…จิตใจคับแคบเกินไป”
ได้ยินหลิงเจิ้นพูดเช่นนี้ ซ่งจื่อเซวียนจึงสบายใจขึ้นบ้าง
เพราะเขาไม่อยากเป็นหนึ่งในความขัดแย้งของพ่อครัวขั้นเทพแห่งภาคเหนือและภาคใต้ อย่างไรแล้วเรื่องพวกนั้นก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเขาเลย
“จื่อเซวียน ท่านเป้ยเล่อ ฉันได้ยินมาว่าหวาลี่อยากจะสนับสนุนการศึกษาวิจัย ‘บันทึกหย่งซั่น’ ล่วงหน้า พวกนายก็เตรียมตัวให้พร้อมนะ”
“หืม ล่วงหน้าเหรอครับ” ซ่งจื่อเซวียนกับท่านเป้ยเล่อพูดเป็นเสียงเดียวกัน
“ใช่ ได้ยินว่ามินามิโนะ เคอิแห่งประเทศญี่ปุ่นส่งคนมาอีกแล้ว และเป็นลูกศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุด เพื่อรับคำท้า ทางวิทยาลัยจึงต้องผลักดัน ‘บันทึกหย่งซั่น’ ล่วงหน้า”
ท่านเป้ยเล่อเบิกตาโตทั้งสองข้างเล็กน้อย “มินามิโนะ เคอิ พ่อครัวขั้นเทพของญี่ปุ่นเหรอครับ”
“ถูกต้อง นายรู้จักเหรอ”
ท่านเป้ยเล่อพยักหน้าช้าๆ “ใช่แล้วครับ ถึงผมจะไม่ใช่เชฟที่มีชื่อเสียง แต่ในวงการทำอาหารสองสามปีที่ผ่านมานี้ได้ยินเรื่องเกี่ยวกับมินามิโนะ เคอิอยู่ไม่น้อยครับ
ถ้าประเทศญี่ปุ่นอยากจะอยู่จุดสูงสุดของเอเชียในด้านฝีมือการทำอาหาร ก็จำเป็นต้องเอาชนะฝีมือการทำอาหารของประเทศจีน
สองสามปีที่ผ่านมานี้พวกเขาท้าแข่งในประเทศจีนอยู่ไม่น้อย ชนะมากกว่าแพ้ จนกระทั่งช่วงนี้พ่อครัวขั้นเทพทั้งท่านผู้เฒ่าหลิงและโอวหยางเฟิ่งเหยาต่างพากันแยกทีม เอาชนะพวกเขาได้สองสามครั้ง”
“ใช่แล้ว ถึงฉันจะไม่ค่อยชื่นชมประเภทการทำอาหารของโอวหยางเฟิ่งเหยา แต่เขาได้ทำเรื่องอันยิ่งใหญ่จริงๆ”
หลังจากนั้น มินามิโนะ เคอิก็ป่วยลุกไม่ขึ้น จนถึงตอนนี้ดูเหมือนจะยังไม่มีแรงจับตะหลิวเลย”
ได้ยินดังนั้น ซ่งจื่อเซวียนจึงพูดว่า “พ่อครัวขั้นเทพรุ่นหนึ่งล้มไปเพราะการท้าแข่งงานนี้”
หลิงเจิ้นหัวเราะเบาๆ “โอวหยางเฟิ่งเหยาอายุปูนนี้แล้ว แต่ทำอะไรกลับแข็งแกร่ง ครั้งนั้นเขาจงใจเลือกอาหารชนิดหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น
เรียกได้ว่าเป็นการโจมตีที่ดูถูกเหยียดหยาม มินามิโนะ เคอิทนรับแรงกดดันไม่ไหว ก็เลยล้มป่วยลุกไม่ขึ้น”
ได้ยินประโยคนี้ ซ่งจื่อเซวียนกลับหัวเราะ “ไม่ว่ายังไง อย่างน้อยโอวหยางเฟิ่งเหยาได้ปักธงเพื่อฝีมือการทำอาหารของประเทศจีนแล้ว อาศัยจุดแค่นี้ก็ถือว่าเป็นการอุทิศตนแล้ว”
“แน่นอนอยู่แล้ว” หลิงเจิ้นพยักหน้า “สองปีมานี้ความสามารถของวิทยาลัยอาหารเพิ่มขึ้นไม่น้อยจึงกลายเป็นเป้าหมายของทีมมินามิโนะ เคอิ
ขอเพียงพวกเขาได้ชัยชนะในครั้งนี้ ก็จะสามารถยืนอยู่เหนือศีรษะของอาหารจีนได้ ดังนั้นครั้งนี้ทางวิทยาลัยเลยมีแรงกดดันเยอะมาก”
ซ่งจื่อเซวียนกับท่านเป้ยเล่อสบตากันหนึ่งที แววตามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวเป็นที่สุด
การต่อสู้มีแค่คนอ่อนแอถึงจะรู้สึกหวาดกลัว แต่สำหรับผู้แข็งแกร่ง จะรู้สึกตื่นเต้นและรอคอย อยากจะลองแทบอดใจไม่ไหว!
…
ตอนบ่ายวันเดียวกัน เรื่องที่หยางจวิ้นเย่ท้าแข่งกับซ่งจื่อเซวียนแพร่กระจายไปทั่ววิทยาลัย
ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่วิทยาเขตตะวันออกเท่านั้น แม้แต่นักเรียนของวิทยาลัยตะวันตกที่ไม่ค่อยชอบดูความคึกคัก ก็ยังรู้สึกฮือฮาขึ้นมา
อดีตอาจารย์ห้องสามอยากท้าแข่งกับหัวหน้าอาจารย์แห่งวิทยาเขตตะวันออก
ไม่รู้ว่าอาจารย์จากวิทยาเขตตะวันตกจะแข็งแกร่งกว่า หรือจะเป็นหัวหน้าอาจารย์ที่เพิ่งรับตำแหน่งใหม่!
นี่คือหัวข้อที่ทุกคนกำลังพูดคุยกันอย่างไม่ต้องสงสัย
หลงรื่อเยวี่ยและคนอื่นๆ รู้สึกว่าหยางจวิ้นเย่บุ่มบ่ามเกินไป
ในสายตาของพวกเขา ท่านผู้เฒ่าหลิงไม่ได้อยู่ในวิทยาลัยตลอด วันหลังยังมีโอกาสคิดหาทางอื่นได้
ตอนนี้รีบร้อนอยากแข่งขัน หากพลาดขึ้นมา เช่นนั้นก็คือแพ้ราบคาบ
แต่หยางจวิ้นเย่ไม่ฟังคำโน้มน้าวของพวกเขาอย่างเห็นได้ชัด
แต่หากแพ้ หยางจวิ้นเย่จะต้องเตรียมตัวออกจากวิทยาลัย
การแข่งขันตานี้ถือว่าเป็นการสู้กันในระดับสูงของวิทยาลัยอย่างแน่นอน
ถึงแม้จะไม่ใช่หน่วยงานราชการ แต่ระดับการแข่งขันกลับสูงกว่านักเรียนเยอะมาก
อย่างไรอาจารย์ออกโรงด้วยตัวเอง นักเรียนหลายคนจึงเตรียมตัวพร้อมแล้วที่จะไปจับจองที่นั่งดูล่วงหน้า
ตามกฎแล้ว เชฟคนหนึ่งจะมีผู้ช่วยหนึ่งคน
เชฟรับผิดชอบการปรุงอาหาร ผู้ช่วยคอยตอบสนองความต้องการทั้งหมดของเชฟ
ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมผัก หั่นวัตถุดิบหรือเครื่องปรุง ผู้ช่วยต้องเป็นคนทำทั้งหมด
ดังนั้นการเลือกผู้ช่วยจึงเป็นกุญแจสำคัญอย่างยิ่ง
อย่างกรณีฟางรุ่ย ถึงแม้จะมีพลังที่แข็งแกร่งแต่ทำอาหารไม่ได้ จึงย่อมไม่ใช่ผู้ช่วยของซ่งจื่อเซวียน
ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้ห้องหกวิทยาเขตตะวันออกจะไม่ได้รับอนุญาตจากซ่งจื่อเซวียน แต่กลับประชุมกันในชั้นเรียนทันที
ทุกคนมารวมตัวกันในชั้นเรียนตอนเย็น รวมตัวกันเพื่อปรึกษากันว่าใครจะเป็นผู้ช่วยของซ่งจื่อเซวียนในการแข่งขันครั้งนี้
“ฉันคิดว่าฉันเองดีกว่า ยังไงฉันก็เป็นหัวหน้าห้อง ถึงแม้ฝีมือการทำอาหารจะไม่ดีที่สุด แต่มีความรู้ใจกับอาจารย์อยู่ในระดับหนึ่งนะ”
ข่งเซ่าหลงพูดเป็นคนแรก
“แกหยุดเลย แกจะไปรู้ใจอะไร ฉันทำงานกับอาจารย์ของฉันมากี่ปีแล้ว
และถ้าจะพูดถึงทักษะการใช้มีด แกหมดหวังได้เลย ฉันเองดีกว่า!”
ซางเทียนซั่วกล่าว
ข่งเซ่าหลงกลอกตาใส่เขาหนึ่งที “ผู้ช่วยไม่ได้มีแค่ทักษะง่ายๆ อย่างการใช้มีดนะ นายทำเป็นแค่อาหารจานเย็น แล้วจะเป็นผู้ช่วยของอาจารย์ได้ยังไง!”
“ไร้สาระ ฉันทำเป็นแค่อาหารจานเย็นงั้นเหรอ”
ซางเทียนซั่วตวาดทันที
“พอแล้วๆ ทุกคนอย่าทะเลาะกัน ครั้งนี้อาจารย์ซ่งจะทำอาหารด้วยตัวเอง ทุกคนต่างรอคอยเป็นอย่างมากท้ายที่สุดแล้วยังไม่มีโอกาสได้เห็น”
เวลานี้ เจ้าอีโจวพูดว่า “ถ้างั้นพวกเราคัดเลือกตัวสำรองสองสามคนมาให้อาจารย์เลือกดีไหม”
ทุกคนฟังแล้วจึงมองหน้ากันแล้วพยักหน้า
“อย่างนี้ก็ไม่เลว ยังไงอาจารย์ก็เพิ่งจะเป็นหัวหน้าอาจารย์ ยังไม่สนิทกับห้องอื่น เพราะงั้นต้องเลือกผู้ช่วยจากกลุ่มของพวกเราแน่นอน”
ซางเทียนซั่วกลอกตาใส่ใส่เจ้าอีโจว “เป็นตัวเลือกสำรองบ้านแกสิ อาจารย์ของฉันเลือกฉันแน่นอน จะเสียเวลาทำไม”
“ซางเทียนซั่วนายจะจบไหม พวกเราอยากทำเพื่ออาจารย์ซ่ง นายจะมาก่อกวนอะไร”
ข่งเซ่าหลงเอ่ยว่า “พอแล้ว อีโจว นายก็อย่าทะเลาะเหมือนกัน ถ้างั้นพวกเราไปเชิญอาจารย์มาตอนนี้เลยดีไหม พวกเราทะเลาะกันไปยังไงก็ไม่มีประโยชน์!”
“ใช่ ไปเชิญอาจารย์มาตัดสินกันเถอะ!”
“ไม่ต้องแล้ว ครั้งนี้ให้ฉันขอลองหน่อย!”
ขณะที่ทุกคนกำลังตกลงกัน จู่ๆ กลับมีเสียงหนึ่งดังเข้ามา
เสียงนี้ไม่ได้มาจากคนเหล่านี้ แต่ดังมาจากหน้าประตูห้องเรียน
……………………………………………
………………..