เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 476 หม้อเย็นแกะตงซาน
ตอนที่ 476 หม้อเย็นแกะตงซาน
………………..
เฉิงฮ่าวได้ยินดังนั้นก็ผงะไป
อันที่จริงวันนี้เขาเตรียมใจจะถูกซ่งจื่อเซวียนเยาะเย้ยมาแล้ว
หลังจากคิดอยู่สองวัน เขาตัดสินใจจะกลับมาลองตั้งต้นใหม่อีกครั้ง และเข้าเรียนที่วิทยาเขตตะวันออก
แต่ความดื้อรั้นของเขาที่ทำกับซ่งจื่อเซวียนก่อนหน้านี้…เขารู้ดีว่าคงเป็นเรื่องยากที่จะให้อภัยหรือยอมรับได้
ทว่าเขากลับคาดไม่ถึงจริงๆ เมื่อได้เห็นว่าซ่งจื่อเซวียนอ้าแขนต้อนรับเขาด้วยความยินดี
เดิมทีก็คิดว่าซ่งจื่อเซวียนมีฝีมืออยู่บ้าง เสี้ยวขณะนี้ทำให้ภาพของซ่งจื่อเซวียนในใจเขาสูงส่งขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง
“อาจารย์ ผม…”
เห็นได้ชัดว่าเฉิงฮ่าวยังรู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่บ้าง อย่างไรทั้งเขาและซ่งจื่อเซวียนก็ไม่กล่าวคำขอโทษต่อกันเลยสักคำ…
“เริ่มกันเลยดีกว่า ฉันจะเขียนรายการ ส่วนนายไปเอาส่วนผสมมา ไม่งั้นเราจะตามไม่ทัน”
ซ่งจื่อเซวียนพูดด้วยรอยยิ้ม จากนั้นก็เริ่มเขียนรายการส่วนผสม
อีกด้านหนึ่ง เนื่องจากหยางจวิ้นเย่มาถึงสนามแข่งก่อน จึงลิสต์รายการรอไว้ก่อน ผู้ช่วยก็ไปหยิบส่วนผสมมาแล้ว
ประมาณสามนาทีให้หลัง ซ่งจื่อเซวียนก็เขียนรายการส่วนผสมเสร็จ ทว่าเมื่อเฉิงฮ่าวเห็นเนื้อความในรายการนั้น ก็อดแปลกใจไม่ได้
“อาจารย์ครับ นี่มัน…เมนูแป้งนี่ครับ อาจารย์คิดจะแข่งด้วยเมนูแป้งงั้นเหรอครับ”
เมนูแป้งเป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งในวงการอาหารจีน
เนื่องจากเมนูแป้งของจีนไม่เหมือนกับของตะวันตก ซึ่งส่วนใหญ่มีแต่ขนมปังกับพิซซ่า แต่ของจีนมีทั้งซาลาเปา เกี๊ยว บะหมี่และขนมปังยัดไส้อันเป็นเอกลักษณ์
อาหารเมนูแป้งเหล่านี้เป็นแรงดึงดูดชาวจีนและชาวต่างชาติมาโดยตลอดโดยไม่มีข้อกังขา
แต่ในการแข่งขันทำอาหาร เมนูแป้งกลับเป็นรองอย่างมาก
คะแนนโบนัสสำหรับเมนูแป้งนั้นน้อยกว่าอาหารจานที่เต็มไปด้วยสีสันและรสชาติหลายเท่า
ดังนั้นเฉิงฮ่าวจึงไม่รู้ว่าเหตุใดซ่งจื่อเซวียนต้องเลือกเมนูแป้งมาแข่งกับหยางจวิ้นเย่ด้วย
ซ่งจื่อเซวียนหัวเราะออกมา “ทำๆ ไปเถอะน่า”
“ครับ!”
ประมาณสิบนาทีต่อมา เฉิงฮ่าวก็เดินหอบถุงวัตถุดิบกลับมา
ในตอนนี้เองฝั่งหยางจวิ้นเย่ก็เริ่มขั้นตอนการเตรียมส่วนผสมแล้ว ในแง่ของความคืบหน้า ซ่งจื่อเซวียนยังรั้งท้ายอยู่
ซ่งจื่อเซวียนสังเกตเห็นว่า ฝั่งหยางจวิ้นเย่ให้ผู้ช่วยนำน่องแกะ ซี่โครงแกะอย่างละท่อน และส่วนผสมอีกหลายสิบชนิดออกมา
แต่เท่าที่เห็น ซ่งจื่อเซวียนก็ดูไม่ออกอยู่ดีว่าอีกฝ่ายจะทำเมนูอะไร แต่ได้รู้แล้วว่าวัตถุดิบหลักคือน่องแกะ
ชาวจีนโดยเฉพาะในซินเจียงและเขตมองโกเลียมีวิธีปรุงเนื้อแกะที่หลากหลาย
ขณะนี้หยางจวิ้นเย่กำลังเลาะกระดูกน่องแกะ หั่นเป็นชิ้นๆ เช่นเดียวกับซี่โครงแกะ
ขณะเดียวกันน้ำมันในกระทะก็เริ่มร้อนขึ้นแล้ว
เมื่อเห็นดังนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็พยักหน้าช้าๆ ดูผิวเผิน เขาน่าจะทำเนื้อแกะทอด ทว่าข้างๆ กลับมีหม้อสตูว์ตั้งอยู่ คงจะเอาไปทอดก่อนแล้วค่อยตุ๋น ไม่ธรรมดาเลย
ตอนนี้เฉิงฮ่าวเรียงลำดับส่วนผสมตามที่กำหนดเรียบร้อยแล้ว และเอ่ยขึ้น “อาจารย์ พวกเราเริ่มกันเถอะครับ”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า แล้วหันไปมองส่วนผสมเบื้องหน้า
แป้งอเนกประสงค์ ต้นหอม เนื้อวัว ไข่ไก่พร้อมด้วยเครื่องปรุงรสวัตถุดิบยาจีน
เฉิงฮ่าวถามขึ้นขณะมองวัตถุดิบเหล่านี้ “อาจารย์ ผมไม่เข้าใจจริงๆ นะครับ ทำเมนูแป้ง…ทำไมต้องใส่วัตถุดิบยาจีนหลายอย่างเลยล่ะครับ”
“ถ้าใส่ลงไปในไส้ต้องส่งผลต่อรสชาติความสดใหม่ของเนื้อแน่นอน แต่ถ้าใส่ในแป้ง…ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่เลย”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินดังนั้นก็คลี่ยิ้มออกมา แล้วขยิบตาให้กับฟางรุ่ยที่อยู่นอกเตนท์ทันที
ทันใดนั้นฟางรุ่ยก็เดินถือกระทะเหล็กเขียวใบหนึ่งเข้ามา
ในมือของเขายังมีตะหลิวเข้าชุด ทำมาจากเหล็กเขียวเช่นกัน
เมื่อเห็นเครื่องครัวชุดนี้ แม้จะไม่มีฝาปิด แต่ก็ดึงดูดความสนใจของคนรอบข้างได้ไม่น้อย
“โฮ่ อาจารย์วิทยาเขตตะวันออกคนนี้เอาเรื่องแฮะ เครื่องครัวเหล็กเขียวเชียวนะ!”
“ใช่ นายดูกระทะเหล็กเขียวของเขาสิ…ต่างจากที่เคยเห็นในวิทยาลัยลิบลับเลย งดงามมาก”
“เครื่องครัวเหล็กหายาก ยิ่งเก่ายิ่งดี ไม่ใช่แค่ผ่านแดดผ่านฝนมาอยางโชกโชน แต่เวลาทำอาหาร รสชาติของวัตถุดิบจะอร่อยแน่นอน รับประกันได้”
“ที่นายพูดมาก็ถูก แต่…ดูเหมือนว่าอาจารย์วิทยาเขตตะวันออกจะทำเมนูแป้งนี่ เอากระทะผัดมาทำไมล่ะ”
“ฮ่าๆๆ เขาอาจจะเอามาผัดไส้ก็ได้มั้ง”
“หา? เรื่องนี้ฉันเคยได้ยิน แต่ต่อให้ผัดไส้ มันจะง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ”
“นั่นสิ เมนูของอาจารย์หยางดูไม่ใช่เมนูง่ายๆ เลยนะ เขาคงไม่คิดว่าแค่ห่อแป้งก็เอาชนะได้ใช่ไหม”
ทันทีที่เขาพูดเช่นนี้ ฝูงชนก็หัวเราะกันยกใหญ่
คนในห้องหกได้ยินถ้อยคำถากถางนี้ก็ขมวดคิ้ว กำหมัดแน่นทันที
ต้องเท้าความก่อนว่าตอนนี้พวกเขาเชื่อมั่นในตัวซ่งจื่อเซวียนสุดหัวใจ อย่าว่าแต่หยางจวิ้นเย่ ต่อให้เผชิญหน้ากับหลงรื่อเยวี่ย พวกเขาก็จะยืนข้างซ่งจื่อเซวียนอยู่ดี
ทว่า…พอเห็นว่าซ่งจื่อเซวียนจะทำเมนูแป้ง พวกเขาก็เกิดความเคลือบแคลงในใจ
เพราะในการแข่งขันทำอาหาร เมนูแป้งเป็นเมนูที่เสียเปรียบ
ณ ห้องทำงานของรองผู้อำนวยการ
เฉิงหวาลี่ วังเหว่ยและหลิงเจิ้นเฝ้าดูสถานการณ์ในจัตุรัสผ่านหน้าจอโปรเจคเตอร์
สิ่งนี้เตรียมไว้ให้หลิงเจิ้นเป็นพิเศษ เนื่องจากชายชราไม่สามารถไปดูการแข่งขันที่สนามด้วยตัวเองได้
“ทำไมไอ้หนูนี่ถึงทำเมนูแป้งล่ะ” เฉิงหวาลี่เอ่ย
“นั่นสิครับ แม้แต่ผมที่เป็นคนนอกวงการยังรู้เลยว่าออเดิร์ฟเย็นกับเมนูแป้งมักจะเสียเปรียบในการแข่งขันทำอาหาร”
วังเหว่ยกล่าวด้วยสีหน้าเป็นกังวล
ทว่าหลิงเจิ้นกลับดูมั่นใจ
“แต่…นี่จะมันจะแหกขนบเกินไปไหมครับ บะหมี่ ซาลาเปา เกี๊ยว พวกนี้เสียเปรียบทั้งนั้น หยางจวิ้นเย่ต้องจัดเต็มกว่าแน่นอน” เฉิงหวาลี่กล่าว
หลิงเจิ้นยิ้มน้อยๆ “คอยดูเงียบๆ ไปก่อนเถอะ นายเห็นกระทะเหล็กเขียวที่จื่อเซวียนเอาออกมานั่นไหม นี่ยังไม่ถึงทีเด็ด แสดงว่าเขาต้องมั่นใจพอตัว”
“ยังไม่ถึงทีเด็ดเหรอ ท่านผู้เฒ่าหลิง จื่อเซวียนถึงขั้นเอาเครื่องครัวชั้นเลิศออกมาเชียวนะครับ”
“ฮ่าๆ เครื่องครัวชั้นเลิศงั้นเหรอ พวกนายดูถูกเขาเกินไป”
หลิงเจิ้นพูดแล้วเอนหลังบนโซฟา เขารู้ว่าต่อให้ซ่งจื่อเซวียนไม่ได้เครื่องครัวที่ทำจากเหล็กเมฆม่วงของตนไป เขาก็ต้องมีเครื่องครัวที่ล้ำค่ากว่านี้อยู่ในครอบครอง
เครื่องครัวเหล็กเขียวเก่าชุดหนึ่ง ในสายตาของคนทั่วไปแล้ว มันเป็นเหมือนสิ่งที่มีอยู่แค่บนสวรรค์ แต่สำหรับซ่งจื่อเซวียนแล้ว…
ไม่ใช่แบบนั้น
ที่สนามแข่ง หยางจวิ้นเย่เองก็สะดุดตากับเครื่องครัวของซ่งจื่อเซวียน ดวงตาพลันสว่างวาบอย่างอดไม่ได้
เหล็กเขียว? ของโบราณเหรอ
ไอ้หมอนี่มีสมบัติล้ำค่าแบบนี้ด้วยเหรอ
เหอะ แล้วยังไงล่ะ ต่อให้เครื่องครัวจะดีแค่ไหน ก็ปิดบังฝีมือการทำอาหารของแกไม่มิดหรอก
เมนูแป้ง…คิดว่าแค่นึ่งหมั่นโถวก็เอาชนะฉันได้งั้นเหรอ
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หยางจวิ้นเย่ก็เผยรอยยิ้มมั่นใจออกมา
ทว่าในตอนนั้นเอง ซ่งจื่อเซวียนก็ตั้งไฟทันที ในกระทะไม่ใส่น้ำมันเลยสักหยด
เขาหยิบผงบางอย่างขึ้นมาหนึ่งกำมือใส่ลงไปในกระทะแล้วเริ่มผัด
เมื่อเห็นดังนั้น หลายคนต่างตกตะลึง ไม่รู้ว่าซ่งจื่อเซวียนกำลังใช้เล่ห์กลอะไรอยู่
มีเพียงหลี่เหยียนที่อยู่ท่ามกลางฝูงชนเท่านั้น ที่ขมวดคิ้วแน่นโดยไม่รู้ตัว ไม่นานนัก คิ้วที่ขมวดเป็นปมก็คลายออก รอยยิ้มพลันปรากฎออกมา
“มิน่าล่ะนายท่านรองถึงปฏิเสธตอนที่ฉันบอกสูตรลับขนมจีบให้ พนันได้เลยว่าเขาต้องรู้อยู่แล้ว สมแล้วที่เป็นนายท่านรอง!”
ผงที่ซ่งจื่อเซวียนใส่ในกระทะคือผงยาจีนที่เฉิงฮ่าวบดให้ เฉิงฮ่าวไม่เข้าใจส่วนผสมและอัตราส่วนเลยสักนิด เขาไม่เคยพบไม่เคยเห็นใครผัดสมุนไพรกับแป้งมาก่อน จึงได้แต่แปลกใจ
ขณะทอดแป้ง ซ่งจื่อเซวียนไม่ได้เทแป้งทั้งหมดลงไปในคราวเดียว แต่กลับแบ่งเททีละน้อย
วิธีนี้จะทำให้แป้งได้รับความร้อนอย่างทั่วถึง สรรพคุณของสมุนไพรจะค่อยๆ ซึบซาบเข้าไปในเนื้อแป้ง
เมื่อเห็นภาพนี้ หลิงเจิ้นก็ยิ้มน้อยๆ ออกมา “แก่นแท้ของเมนูแป้ง…เจ้าเด็กนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ”
“หืม? ท่านผู้เฒ่าหลิงหมายความว่ายังไงครับ ซ่งจื่อเซวียนกำลังผัดแป้งจริงๆ เหรอครับ”
“หึๆ ดูภายนอกอาจจะเป็นแค่แป้งธรรมดา แต่ถ้าเทออกมา กลับไม่ใช่”
…
ประมาณสามถึงสี่นาทีต่อมา ซ่งจื่อเซวียนเทแป้งทั้งหมดออกมา
เนื่องจากผงสนุมไพรได้ซึมเข้าเนื้อแป้งเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว แป้งทั้งหมดจึงมีสีเหลืองอ่อนๆ
จากนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็เริ่มผสมไส้
ในส่วนขั้นตอนการผสมไส้นั้น ซ่งจื่อเซวียนสั่งให้เฉิงฮ่าวใช้ไม้นวดแป้งตีใส่เนื้อเรื่อยๆ ในขณะที่เขากำลังผัดแป้ง
ตอนนี้ไส้เนื้อมีความนุ่ม ความเหนียวหนึบเพิ่มขึ้นมาหลายเท่า
ซ่งจื่อเซวียนเติมเครื่องปรุงและน้ำมันปรุงรสสารพัดชนิดแล้วก็เริ่มคลุกเคล้า
เขากวนไส้ไม่นาน ต่างจากไส้ทั่วไปที่ต้องกวนจนกว่าตะเกียบจะตั้งตรงได้ แต่เขากลับกวนไส้เพียงหนึ่งนาที จากนั้นก็เทไส้ทั้งหมดลงไปในกระทะ
เมื่อเห็นฉากนี้ ผู้ชมที่ตกตะลึงอยู่แล้วยิ่งงงตาแตกกว่าเดิม
ผัดแป้งเสร็จแล้วก็ผัดไส้ต่องั้นเหรอ เขาจะทำอะไรกันแน่
อันที่จริง สิ่งที่ทำให้ทุกคนงุนงงมากที่สุดคือขั้นตอนการผัดแป้ง อย่างน้อยด้วยระดับความรู้ที่พวกเขามี พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าเมนูแป้งจำเป็นต้องผัดแป้งแล้วค่อยเอาไปทำอาหาร
ส่วนการผัดไส้ เมนูแป้งส่วนใหญ่ต้องใช้ไส้สุก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด
แต่ขั้นตอนต่อไปของซ่งจื่อเซวียนกลับทำให้ทุกคนมึนงงของจริง เขาผัดไส้จนสุกประมาณห้าส่วน…ก็ยกลงจากหม้ออีกครั้ง
ซ่งจื่อเซวียนกล่าวยิ้มๆ “เฉิงฮ่าว นวดแป้งเสร็จหรือยัง”
“ครับ!”
ซ่งจื่อเซวียนใส่แป้งถั่วปากอ้าที่เขาเตรียมเอาไว้ลงไปในไส้ ซึ่งไม่เพียงแต่รักษาความนุ่มของเนื้อวัว แต่ยังช่วยเพิ่มรสชาติอีกด้วย
เติมต้นหอมดิบ แป้งถั่วปากอ้า และน้ำมันงาลงไปในไส้ที่สุกครึ่งหนึ่งแล้วคนอีกครั้ง
ในขณะนี้เอง ทางฝั่งหยางจวิ้นเย่นำเนื้อแกะที่ทอดเรียบร้อยมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ อีกครั้ง
แต่ถึงแม้จะเป็นเนื้อชิ้นเล็ก ก็มีขนาดใหญ่เป็นสองเท่าของเนื้อแกะเสียบไม้
จากนั้นเขาก็สั่งให้ผู้ช่วยนำเนื้อแกะมาเสียบไม้ และในขณะเดียวกัน ตนก็เริ่มเคี่ยวน้ำซุปในหม้อสตูว์
ขณะที่เคี่ยวน้ำซุป เขาก็เหลือบมองซ่งจื่อเซวียนไปด้วย
หยางจวิ้นเย่ขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้ “ทำซาลาเปาจริงๆ งั้นเหรอ ไร้สาระน่า…ไอ้หมอนี่มันมือสมัครเล่นของจริงเลย!”
แต่ซ่งจื่อเซวียนกลับลงมือห่อซาลาเปาด้วยตัวเอง
แม้ว่าเขาจะได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากรอบข้างมากเท่าไร เขาก็ตั้งหน้าตั้งตาทำอาหารตรงหน้าของตนต่อไป ไม่คิดจะเงยหน้าขึ้นมาสักครั้ง
อาจะเป็นเพราะบันทึกเจียงอวิ๋นที่เขาเพิ่งได้อ่านมา ทำให้เขาไม่คิดจะใช้อาหารอย่างน้ำแกงห้าสายหรือโต้วหลงเหมินมากำราบหยางจวิ้นเย่
แต่กลับอยากทำเมนูแป้งจนอดใจไม่ไหว และยิ่งอยากลองทำแป้งห่อที่ไม่ใช้กาวไม้ไผ่จากเขาเฉวียนหมิง
ไม่นานนัก ซ่งจื่อเซวียนก็ห่อซาลาเปาเสร็จสิบกว่าลูก
เนื่องจากเป็นการแข่งขันทำอาหาร ไม่จำเป็นต้องทำเยอะ แค่ให้กรรมการได้ชิมครบทุกคนก็พอ
ปั้นซาลาเปาเสร็จแล้ว ก็นำไปนึ่งในหม้อ
ทว่าในขณะเดียวกันนั้นเอง หยางจวิ้นเย่ก็ใส่เนื้อแกะเสียบไม้ลงไปในหม้อแล้ว
“พร้อมเสิร์ฟ!
หม้อเย็นแกะตงซาน!”
………………………………………………