เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 477 ชิมอาหาร!
ตอนที่ 477 ชิมอาหาร!
………………..
ในแง่ของความเร็ว หยางจวิ้นเย่นำหน้าซ่งจื่อเซวียนหนึ่งก้าวมาตั้งแต่เริ่มจนถึงตอนเสิร์ฟอาหาร
เสี้ยววินาทีที่เขาตะโกนคำว่าเสิร์ฟอาหาร สายตาของทุกคนก็จับจ้องมาที่เขา
เห็นเพียงเนื้อแกะเสียบไม้เจ็ดแปดไม้ในชามสแตนเลสใบใหญ่
เนื้อแกะเกินครึ่งไม้แช่อยู่ในน้ำซุป ในขณะที่ครึ่งหนึ่งอยู่เหนือน้ำซุป
เนื้อด้านบนเป็นสีน้ำตาลดูนุ่ม ส่วนน้ำซุปมีชั้นน้ำมันสีแดงลอยฟ่อง ดูสดใหม่น่ารับประทาน
นักศึกษาที่อยู่ใกล้ที่สุดได้กลิ่นหอมของมันแทบจะในทันที
ซุปที่เข้มข้นและเนื้อแกะที่ส่งกลิ่นหอมหวน ทำให้พวกเขาตื่นเต้นขึ้นมาทันที
“กลิ่นหอมจัง”
“นั่นสิ เห็นแล้วอยากกินสักคำเลย”
“สมกับเป็นอาจารย์หยาง แม้แต่คนไม่เกินเนื้อแกะแบบฉันยังอยากลองชิมสักคำ กลิ่นหอมชะมัด”
หลังจากการแข่งขันในครั้งก่อน อาจารย์หยางเข้าใจเกี่ยวกับการควบคุมไฟของซ่งจื่อเซวียนเป็นอย่างดี
ประกอบกับซ่งจื่อเซวียนเลือกทำเมนูแป้งในครั้งนี้ เขาจึงเป็นต่อในเรื่องส่วนผสม ดังนั้นคราวนี้เขาจึงไม่คิดจะควบคุมไฟเพื่อกลั่นแกล้งอีกฝ่าย
หลังจากเสิร์ฟอาหารแล้ว หยางจวิ้นเย่ก็กอดอก มองซ่งจื่อเซวียนด้วยสีหน้าดูถูกเหยียดหยาม
ทว่าซ่งจื่อเซวียนไม่สนใจสายตาดูแคลนนั้นแม้แต่น้อย
ตอนนี้เขายกซาลาเปาขึ้นนึ่งแล้ว ซ่งจื่อเซวียนจึงหยุดทำอะไรต่ออะไร ยกหน้าที่จับเวลาให้กับเฉิงฮ่าว ส่วนตัวเองไปนั่งอ่านหนังสืออยู่ข้างๆ แทน…
“เชี่ย ดูอาจารย์ซ่งดิ เวลานี้ยังอ่านตำราอาหารอีกเหรอ”
“ฮ่าๆๆ นี่ไงที่เขาว่าลับหอกเมื่อจวนตัว แต่นี่ก็จวนตัวเกินไปมั้ง”
“ดูตำราอาหารแล้วทำไปด้วย ยอดมนุษย์เกิน นี่เขาไม่กลัวขายหน้าบ้างเลยเหรอ ระดับนี้สมควรเป็นคู่ต่อสู้ของอาจารย์หยางหรือไง”
“อาจารย์ดูสิครับ อาจารย์ซ่งยังดูตำราอาหารอยู่เลย!” ผู้ช่วยที่ยืนข้างๆ กล่าวด้วยรอยยิ้ม
หยางจวิ้นเย่ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา “หึๆ ไอ้หมอนี่ต่างจากพวกแม่บ้านตรงไหน วันนี้เห็นสูตรทำอาหารเลยลองเรียนทำอาหารรอสามีเลิกงาน รอลูกๆ เลิกเรียน”
พูดจบทั้งสองก็หัวเราะออกมา
แต่ทันใดนั้นหยางจวิ้นเย่ก็สังเกตเห็นชื่อหนังสือที่ซ่งจื่อเซวียนอ่าน นั่นมัน…บันทึกเจียงอวิ๋น?
แค่เห็นชื่อหนังสือก็รู้แล้วว่าเป็นนิยาย หยางจวิ้นเย่พูดไม่ออกไปชั่วขณะ ไอ้สารเลวนี่กำลังอ่านนิยายอยู่งั้นเหรอ
แม่งเอ๊ย คิดว่าดูถูกใครอยู่ฮะ!
ตอนนี้มีนักศึกษาจำนวนไม่น้อยเริ่มสังเกตเห็นแล้ว โดยเฉพาะนักศึกษาวิทยาเขตตะวันออกห้องหก หลายคนต่างยิ้มออกมา
อย่างไรซ่งจื่อเซวียนก็ไม่ได้ดูตำราอาหารตอนจวนตัว แต่เป็นการเมินหยางจวิ้นเย่ไปอย่างสิ้นเชิง
ขนาดแข่งขันกับเขา…ซ่งจื่อเซวียนยังมีอารมณ์อ่านหนังสือนิยาย ชวนสะเทือนใจ
ในห้องทำงาน เฉิงหวาลี่ที่เห็นฉากนี้เอ่ยขึ้น “ท่านผู้เฒ่าหลิง พวกเราลงไปตอนนี้ดีไหมครับ หรือว่า…รอให้ซ่งจื่อเซวียนเสิร์ฟอาหารก่อน”
หลิงเจิ้นดูสถานการณ์บนหน้าจอแล้วหัวเราะออกมา “ลงไปตอนนี้เลยดีกว่า พวกเราไปถึง ซาลาเปาของซ่งจื่อเซวียนคงสุกพอดี”
“ไม่หรอกมั้งครับ ท่านผู้เฒ่าหลิง จื่อเซวียนเพิ่งจะยกซาลาเปาขึ้นนึ่งเองนะครับ”
หลิงเจิ้นระบายยิ้ม “ไม่ต้องห่วงน่า เร็วเข้า พวกเราไปเถอะ!”
ณ ลานกว้าง ความสนใจของทุกคนต่างมุ่งไปยังซ่งจื่อเซวียน
ทีแรกพวกเขามัวแต่สนใจหม้อเย็นแกะตงซานของหยางจวิ้นเย่ แต่เนื่องจากการกระทำของซ่งจื่อเซวียน ทำให้พวกเขาหันเหความสนใจไปทันที
มีคนเห็นว่าซ่งจื่อเซวียนกำลังอ่านนิยายไม่ใช่ตำราอาหาร จากนั้นเรื่องราวก็แพร่กระจายแบบฉับพลัน
เมื่อครู่พวกเขายังหัวเราะเยาะซ่งจื่อเซวียนที่อ่านตำราอาหาร ตอนนี้กลับรู้สึกว่าไอ้หมอนี่ไม่เห็นหัวหยางจวิ้นเย่เลยด้วยซ้ำ
เวลาแบบนี้ยังนั่งอ่านนิยายได้ ไม่รอให้แข่งเสร็จแล้วค่อยไปอ่านล่ะ แสดงว่าไม่เห็นหยางจวิ้นเย่เป็นคู่แข่งแม้แต่น้อย
หยางจวิ้นเย่โมโหจนแทบคลั่ง เขาพ่นลมหายใจอย่างเย็นชาแล้วเอ่ย “เหอะ ทำเป็นอวดเก่งไปเถอะซ่งจื่อเซวียน ตอนนี้เสิร์ฟอาหารได้สามนาทีแล้ว ถ้าแกยังชักช้าอยู่ก็แพ้ไปซะ!”
ตอนนี้เอง พวกหลิงเจิ้นและเฉิงหวาลี่ก็เดินมาถึงลานกว้าง เหล่านักศึกษารีบกุลีกุจอหลีกทางให้ และเอ่ยทักทาย
หลิงเจิ้นพยักหน้าพร้อมด้วยรอยยิ้มน้อยๆ เฉิงหวาลี่และวังเหว่ยเดินตามหลังไม่ห่าง
อีกด้านหนึ่ง หลินอู๋ซิ่วก็มาถึงสนามแข่งแล้วเช่นกัน
พอเห็นหลิงเจิ้น เฉิงหวาลี่และวังเหว่ยอยู่ด้วยกัน หลินอู๋ซิ่วพลันรู้สึกตะขิดตะขวงใจ
เขาทำงานหนักเพื่อวิทยาลัยมาหลายปี แต่สุดท้ายกลับไม่ได้ดีเท่ากับวังเหว่ย ดังนั้นเขาจึงไม่พอใจเป็นธรรมดา
เขาปรี่เข้ามาหาอย่างรวดเร็ว “ผอ.เฉิง คุณก็มาชมผลการแข่งขันด้วยเหรอครับ”
เฉิงหวาลี่พยักหน้า “ได้ยินมาว่าหยางจวิ้นเย่กับซ่งจื่อเซวียนแข่งกัน นี่เป็นแมชต์สำคัญ วิทยาลัยของเราไม่ได้คึกคักแบบนี้มานานแล้ว ก็เลยมาร่วมสนุกด้วยน่ะ”
“หึๆ ถ้าอย่างนั้นผมว่าคุณไปเป็นกรรมการด้วยคงจะเหมาะสมกว่านะครับ”
“ได้สิ จริงสิท่านผู้เฒ่าหลิง คุณก็มาเป็นกรรมการด้วยคนสิครับ” เฉิงหวาลี่หันไปกล่าวกับหลิงเจิ้นทันที
เมื่อได้ยินดังนั้น หัวใจหลินอู๋ซิ่วก็เต้นระรัว เพราะหลิงเจิ้นเป็นคนแนะนำซ่งจื่อเซวียน ถ้ามาตัดสินแบบนี้…หยางจวิ้นเย่ต้องเสียเปรียบแน่
“หา? ฉันว่าอย่าดีกว่า เดี๋ยวคนจะหาว่าฉันลำเอียง ยกหน้าที่ให้พวกนายดีกว่า”
หลินอู๋ซิ่วได้ยินประโยคนี้ก็โล่งใจ แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกชื่นชมอีกฝ่ายยิ่งขึ้น
อย่างน้อยในฐานะผู้อาวุโส การที่หลิงเจิ้นเลือกหลีกเลี่ยงคำครหาในตอนนี้ถือว่าถูกต้องแล้ว
เฉิงหวาลี่พยักหน้าช้าๆ “ก็ได้ครับ งั้นเอาอย่างนี้ อู๋ซิ่ว นายกับฉันมาเป็นกรรมการ แล้วเลือกนักศึกษามาคนหนึ่งเป็นไง”
“แล้วแต่ท่านผอ.เฉิงเลยครับ”
ขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่นั้นเอง ด้านซ่งจื่อเซวียนก็เปิดฝาหม้อออก ไอน้ำร้อนฉ่าขาวฟุ้งลอยอวลออกมา กลิ่นหอมของแป้งมาเตะจมูกทันที
“ยกออกจากหม้อ!”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มน้อยๆ จากนั้นจัดวางซาลาเปาสองสามลูกลงบนจานทันที
ซาลาเปาขนาดลูกไม่ใหญ่ เมื่อวางบนจานกระเบื้องสีขาว กลับดูวิจิตรงดงามอย่างยิ่ง
หยางจวิ้นเย่พูดด้วยรอยยิ้ม
ซ่งจื่อเซวียนเองก็พยักหน้าด้วย
จากนั้น เฉิงหวาลี่และหลินอู๋ซิ่วก็เลือกนักศึกษามาสี่คน กรรมการทั้งหกลงมือชิมอาหาร
ปกติแล้วกรรมการการแข่งขันทั่วไปมักจะเป็นจำนวนคี่ เพื่อจะได้ตัดสินแพ้ชนะได้ชัดเจน
ที่เลือกคนเป็นเลขคู่นั้น เพราะเฉิงหวาลี่เป็นพวกชอบประนีประนอม
ถ้าเสมอกัน บางที…ความแค้นนี้อาจจะหมดไป
พวกเขาล้วนแต่เป็นอาจารย์ของวิทยาลัย ในฐานะของผู้อำนวยการ เขาก็หวังว่าทุกคนจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข ไม่ตั้งตัวเป็นศัตรูต่อกันจะดีที่สุด
เฉิงหวาลี่และหลินอู๋ซิ่วแยกกันไปชิมอาหารตรงหน้าซ่งจื่อเซวียนและหยางจวิ้นเย่พร้อมกัน
เฉิงหวาลี่หยิบซาลาเปาขึ้นมา แล้วจ้องมองมันด้วยรอยยิ้มสงสัยใคร่รู้
“น่าสนใจนะจื่อเซวียน ฉันเห็นตอนนายนวดแป้ง แป้งเป็นสีเหลืองอ่อน แต่ซาลาเปาลูกนี้กลับเป็นสีขาวโปร่งแสง น่าสนใจจริงๆ”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มน้อยๆ “เชิญชิมดูสิครับผอ.เฉิง”
เฉิงหวาลี่พยักหน้าช้าๆ ก่อนจะหยิบซาลาเปาใส่ปากแล้วกัดลงไปเบาๆ
ทว่าทันทีที่เนื้อแป้งสัมผัสกับริมฝีปากและฟัน เฉิงหวาลี่กลับขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว
เขาไม่ได้ขมวดคิ้วเพราะไม่พอใจ แต่เป็นเพราะสงสัยเสียเต็มประดา
ทำไม…ทำไมถึงเด้งแบบนี้ รสสัมผัสมีความเหนียว เจือด้วยความหนึบเล็กน้อย แต่ไม่ติดฟัน
นี่เป็นการผสมผสานรสสัมผัสที่ดีที่สุดของเมนูแป้งได้อย่างสมบูรณ์แบบ!
และทันทีที่เขากัดลงไปในแป้งห่อ ซุปจากไส้ก็ทะลักออกมา
หากไม่ระวัง มันสามารถลวกปากได้อย่างง่ายดาย
แต่รสชาตินี้…ถึงปากพองก็คุ้มค่า
ต้นหอมชูรสชาติสดใหม่ของเนื้อวัวให้ถึงขีดสุด และผสานกับกลิ่นหอมของไข่ไก่เข้าไปด้วย
เฉิงหวาลี่กินไปด้วยทำสีหน้าเคลิบเคลิ้มไปด้วยอย่างไม่รู้ตัว แม้จะเป็นถึงผู้อำนวยการ แต่เขาก็ไม่อาจหักห้ามความตื่นเต้นที่ได้กินอาหารเลิศรสเช่นนี้ได้
ตัวแป้งมีความเหนียว ด้านในซึมซับน้ำซุปส่วนหนึ่งจากไส้เนื้อ แต่ด้านนอกกลับขาวราวกับกระดาษ
ไส้เนื้อสับอร่อยล้ำ ปรุงรสได้ถึงเครื่อง นอกจากนี้การตีเนื้อด้วยไม้นวดแป้งของเฉิงฮ่าวทำให้รสสัมผัสไปถึงจุดสูงสุดได้อย่างไม่มีที่ติ
ในที่สุด เฉิงหวาลี่ก็เข้าใจว่าทำไมท่านผู้เฒ่าหลิงจึงชื่นชมทักษะการทำอาหารของซ่งจื่อเซวียนขนาดนี้ ถึงขั้นที่เมื่อเขาแข่งขันด้วยเมนูแป้ง ก็ไม่กังวลแม้แต่นิดเดียว
นี่…นี่เป็นอาหารเลิศรสที่ใครก็หาที่ติไม่ได้
อีกด้านหนึ่ง หลินอู๋ซิ่วเองก็ชิมหม้อเย็นแกะตงซานของหยางจวิ้นเย่แล้วเช่นกัน
เมื่อกัดเนื้อแกะเข้าไป ความอร่อยนุ่มเด้งก็พลันกระจายตัวไปทั่วทุกอณูภายในปาก
หลินอู๋ซิ่วพยักหน้าด้วยความพึงพอใจและกล่าวว่า “จวิ้นเย่ ซุปนี่เย็นไปหน่อย เพราะว่าเอามาเสิร์ฟก่อนหรือเปล่า”
หยางจวิ้นเย่ยิ้มและกล่าวว่า “ไม่ครับผอ.หลิน ผมคำนวณเอาไว้ตั้งแต่แรกว่าซ่งจื่อเซวียนจะเสิร์ฟอาหารช้ากว่าผม
ดังนั้นผมจึงตั้งใจอุ่นซุปให้ร้อนขึ้น แม้ว่าจะไม่เดือดแล้ว แต่น้ำมันสีแดงที่ลอยบนผิวน้ำก็ทำหน้าที่กักเก็บความร้อนไว้
เวลาในการแช่เนื้อแกะก็เร็วขึ้นเล็กน้อย รสชาติจึงซึมเข้าเนื้อแกะพอดี ถ้าคุณลองชิมตอนนี้ รสชาติจะกำลังดีเลยครับ!”
หลินอู๋ซิ่วยิ้มด้วยความพึงพอใจเมื่อได้ยินคำตอบ
ไม่เพียงแค่วัตถุดิบรสชาติอร่อย แต่ยังกะเวลาได้พอดีเป๊ะ ทำได้ดีมากหยางจวิ้นเย่!
จากนั้น หลินอู๋ซิ่วก็เดินไปหยุดตรงหน้าซ่งจื่อเซวียน ส่วนเฉิงหวาลี่เดินไปชิมอาหารเบื้องหน้าหยางจวิ้นเย่
เมื่อเห็นเนื้อแกะตรงหน้า เฉิงหวาลี่ก็พยักหน้าช้าๆ “ทอดก่อนแล้วค่อยตุ๋น ให้น้ำมันล็อกความนุ่มและความชุ่มฉ่ำของเนื้อแกะเอาไว้ และตุ๋นเพื่อให้รสชาติเข้าเนื้อยิ่งขึ้น
ตอนนี้แกะที่แช่ในน้ำซุปรสชาติสมบูรณ์แบบ ส่วนที่โผล่พ้นน้ำซุปออกมายังคงนุ่มชุ่มฉ่ำเหมือนเดิม จวิ้นเย่ นายใส่ใจรายละเอียดดีมาก”
“ขอบคุณผอ.เฉิงสำหรับคำชมเชยครับ เชิญชิมได้เลยครับ”
เฉิงหวาลี่พยักหน้าด้วยรอยยิ้มบางๆ จากนั้นหยิบเนื้อแกะไม้หนึ่งขึ้นมากัดไปหนึ่งคำ
“ดี…น่องแกะเนื้อหนึบแต่รสชาติเข้มข้น ซี่โครงแกะนุ่มเหนียวกำลังดี เยี่ยม ทั้งกำลังไฟ ทั้งรสชาติทำได้ดีมาก”
หยางจวิ้นเย่กระหยิ่มยิ้มย่องด้วยความภูมิใจ ตอนนี้ผู้อำนวยการทั้งสองท่านต่างชื่นชมตน
ส่วนเฉิงหวาลี่ไม่ได้พูดถึงซ่งจื่อเซวียนมากมายนัก
เขาเห็นเบื้องหน้าที่ผู้อำนวยการสนับสนุนซ่งจื่อเซวียน แต่พอรู้ฝีมือการทำอาหารของอีกฝ่ายแล้ว เขาก็รู้สึกโกรธแค้นในใจ
เพราะหยางจวิ้นเย่ไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายจะเอาชนะเขาด้วยซาลาเปากระจอกๆ ได้
ทางด้านหนึ่งหลังจากที่หลินอู๋ซิ่วชิมซาลาเปาของซ่งจื่อเซวียนแล้ว เขาก็ถูกตรึงอยู่กับที่ สติล่องลอยอยู่นาน
เนื้อสับ น้ำซุป แป้งผสมเป็นเนื้อเดียวกันในคำสุดท้ายที่เคี้ยว เขารู้สึกเหมือนว่าต่อมรับรสของเขากำลังจะระเบิด
และที่สำคัญที่สุดคือ เขาไม่เชื่อว่าคนเราจะทำเมนูแป้งออกมาสมบูรณ์แบบขนาดนี้ได้!
หลินอู๋ซิ่วเงยหน้าขึ้นช้าๆ มองซ่งจื่อเซวียนด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
เขาจินตนาการไม่ออกเลยว่าแป้งกับเนื้อวัวจะถูกปรุงเป็นอาหารเลิศรสด้วยสองมือของอีกฝ่ายได้อย่างไร
……………………………………………
………………..